Nov 192013
 

# most กับ most of ต่างกันอย่างไร

most เนี่ยเราแปลว่า ที่สุด มากที่สุดก็ได้ หรือจะแปลว่า ส่วนใหญ่ก็ได้ แต่ในที่นี้เราจะใช้ความหมายที่แปลว่า ส่วนใหญ่ ค่ะ

ถ้า most ในความหมายว่า “ส่วนใหญ่” ก็มักจะอยู่นำหน้าคำนาม แต่เราจะเห็นมันมีทั้ง most แล้วก็ most of
ความแตกต่างของสองตัวนี้มีนิดเดียวค่ะ

most + noun จะใช้ในความหมายทั่วๆไป เช่น

  • Most children love candy.
    เด็กๆส่วนใหญ่ชอบลูกกวาด (หมายถึงเด็กทั่วๆไปส่วนใหญ่)
  • Most novels usually have a happy ending.
    นิยายส่วนใหญ่มักจะจบอย่างมีความสุข (หมายถึงนิยายทั่วๆไปส่วนใหญ่)

แต่การใช้ most of จะแตกต่างออกไปเล็กน้อย
most of + determiners + noun

** ขออธิบายคำว่า determiner หน่อยนะคะ determiner ก็คือ คำที่ใช้นำหน้าคำนาม เช่น article (ในที่นี้จะใช้ the เพื่อให้เฉพาะเจาะจง)
demonstrative adjective (this, that, these, those) ,  possessive adjective (my, his, your, etc.)

most of จะใช้ในความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น

  • Most of these children live in downtown.
    เด็กๆพวกนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตัวเมือง (หมายถึงเด็กส่วนใหญ่โดยเจาะจงว่าเป็นเด็กพวกนี้ กลุ่มนี้)
  • Most of my writing is inspirational writing.
    งานเขียนของฉันส่วนใหญ่เป็นงานเขียนที่ให้แรงบันดาลใจ (เจาะจงว่าเป็นส่วนใหญ่ของงานเขียนของฉันเท่านั้น ไม่ได้รวมงานเขียนของคนอื่นด้วย)

ถ้าเป็นคำนามที่มีวลีหรือข้อความมาขยายอยู่ด้านหลัง ต้องใช้โครงสร้าง most of นะคะ เช่น

  • Most of the people who’s working here are from Asian countries.
    คนส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ที่นี่มาจากประเทศแถบเอเชีย

** ข้อควรจำ **
*** หลัง most จะเป็นนามนับได้ที่เป็นพหูพจน์ หรือ นามนับไม่ได้ก็ได้
*** หลักเกณฑ์ในการให้ความหมายว่าเป็นทั่วๆไปหรือเจาะจง ยังสามารถใช้ได้กับ คำบอกปริมาณตัวอืนๆได้อีก เช่น

  • all, all of
  • some, some of
  • each, each of etc.

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Aug 052013
 

ว่ากันถึงภาษาแล้ว “ภาษา” เป็นสิ่งมนุษย์ประดิษฐ์ประดอยขึ้นหรืออาจจะเรียกว่าสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกันเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งเดียวกันได้ ทักษะการใช้ภาษาเกิดขึ้นจากความคุ้นเคยในการใช้ภาษานั้นๆ นั่นคือ เมื่อได้ยินบ่อยๆ ได้ฟังบ่อยๆ ได้อ่านบ่อยๆ ได้ดูบ่อยๆ หรือได้เขียนบ่อยๆ เราก็จะค่อยๆซึมซับภาษานั้นไปเอง มีข้อสังเกตุได้ว่าไม่มีใครบอกว่าภาษาตนเองยาก นั่นเป็นเพราะคนๆนั้นเกิดความคุ้นเคยในการใช้ภาษานั้น แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็ยังสามารถพูดภาษาของตนเองได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นภาษาไม่ใช่คนที่ฉลาดเท่านั้นที่จะเรียนรู้ได้ แต่อยู่ที่การเปิดใจยอมรับการเรียนรู้ และไม่ไปคิดว่าการเรียนภาษานั้นเป็นเรื่องยาก แต่ให้คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนุก เป็นเรื่องที่ท้าทาย เป็นช่องทางและโอกาสที่จะเปิดให้เราไปสู่โลกกว้าง โลกที่ไร้พรมแดน สำหรับภาษาอังกฤษนั้นเราจะสื่อสารกันด้วยคำและโครงสร้าง มีรูปแบบในการใช้ที่แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้โครงสร้างของภาษาอังกฤษให้คุ้นเคยถึงวิธีการใช้งาน เพื่อที่จะนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องอย่างเข้าใจถึงที่มาที่ไป และเกิดทักษะความชำนาญขึ้นมา เมื่อนั้นเราก็เข้าสู่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด หรือการแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต(lifelong pursuit)

…แล้วเราจะนำเสนอความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษออกมาอย่างต่อเนื่อง โปรดติดตามนะครับ