Sep 242015
 

หลักการใช้ must กับ have to ใช้ต่างกันอย่างไร

ทั้ง must และ have to ใช้เพื่อแสดงความจำเป็นในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนกัน แต่มีวิธีการใช้เหมือนกันเล็กน้อยค่ะ แต่โครงสร้างประโยคในการใช้ must กับ have to เหมือนกันคือ ต้องตามด้วย verb infinitive หรือ กริยารูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่เติม

must + verb (infinitive)
have to + verb (infinitive)

  • I must quit smoking.                  ฉันต้องเลิกสูบบุหรี่
  • I have to quit smoking.              ฉัน(จำเป็น)ต้องเลิกสูบบุหรี่

สองประโยคนี้แปลว่า ต้องเลิกสูบบุหรี่ เหมือนกัน แต่เราจะใช้ must ในกรณีที่เราคิดว่าสิ่งนั้นจำเป็นต้องทำ เป็นความเชื่อหรือเป็นความคิดของเราเองที่คิดว่ามันจำเป็นต้องทำ
แต่ have to นั้นใช้ในกรณีที่สถานการณ์เป็นตัวบังคับให้เราจำเป็นต้องทำ ซึ่งบางที่เราอาจจะไม่อยากทำ อาจจะเป็นกฎ หรือข้อบังคับให้ทำ เช่น

  • You have to stop eating salty food.
    คุณจำเป็นต้องเลิกกินอาหารรสเค็ม
    (อาจจะเป็นคำสั่งหมอที่ให้เลิกกินอาหารรสเค็ม)

ลองมาเปรียบเทียบกับการใช้ must ในประโยคข้างล่างค่ะ

  • You must stop eating salty food.
    คุณต้องเลิกกินอาหารรสเค็มได้แล้ว
    (อาจจะเป็นความคิดของผู้พูดเองว่า อีกฝ่ายต้องเลิกกินอาหารเพราะถ้ากินอาหารรสเค็มมากเกินไปจะทำให้เป็นโรคได้)
  • Must I go now?
    ฉันต้องไปตอนนี้เลยมั้ย
  • Do they have to pay the money?
    พวกเขาต้องจ่ายเงินมั้ย

*** แต่ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธจะมองเห็นความแตกต่างได้ชัด ดังนี้ค่ะ

  • must not หรือ mustn’t แปลว่า จะต้องไม่(เป็นกฎหรือข้อบังคับที่ห้ามให้ปฏิบัติ)
  • don’t have to หรือ doesn’t have to แปลว่า ไม่จำเป็นต้อง (จะทำหรือไม่ทำก็ได้)

รูปปฏิเสธและคำถามของ have to ต้องใช้ verb to do เข้ามาช่วย จะเติม not ข้างหลังไปเลยเหมือน must ไม่ได้ ตัวอย่างประโยค เช่น

  • You mustn’t park here. It’s not allowed.
    คุณไม่ได้รับอนุญาตให้จอดรถที่นี่
  • The students mustn’t wear shoes in the classroom.
    นักเรียนจะต้องไม่ใส่รองเท้าในห้องเรียน
  • We don’t have to wear uniform on Friday.
    พวกเราไม่จำเป็นต้องใส่ชุดเครื่องแบบในวันศุกร์
  • He doesn’t have to tell me what happened. Someone has already told me.
    เขาไม่จำเป็นต้องบอกฉันก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนบอกฉันแล้ว

** สรุปคือmust กับ have to ในรูปประโยคบอกเล่าและคำถาม จะมีความหมายใกล้เคียงกันหรือต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในประโยคปฏิเสธจะมีความหมายที่ต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ

 Posted by at 12:57 am
Sep 192015
 

like กับ would like มันไม่เหมือนกันนะ!

บางคนคิดว่า like กับ would like น่าจะแปลเหมือนๆกัน เพราะมันก็ like เหมือนๆกัน ถ้าคุณคิดอย่างนั้น….คุณคิดผิดค่ะ!! เพราะสองคำนี้มันมีความหมายต่างกันเลย และใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกันด้วย

** likeแปลว่า ชอบ มักตามด้วยคำกริยาที่เติม ing (Ving) หรือที่เรียกว่า gerund หรือตามด้วย to infinitive (to + Verb) ก็ได้

like + Ving
like + to + V. infinitive

เช่น

  • I like eating chocolate cake.
    ฉันขอบกินเค้กช้อคโกแลต
  • She likes wandering around the city alone.
    เธอชอบเดินเตร่ๆไปรอบเมืองคนเดียว
  • They like to swim in the lake on Saturday.
    พวกเขาชอบว่ายน้ำในทะเลสาบในวันเสาร์

** would likeหมายถึง อยากจะ หรือ ต้องการ

would like + to + verb
would like + Noun

เช่น

  • I would like to go sightseeing this old city before we go back.
    ฉันอยากจะไปเที่ยมชมเมืองเก่านี้ก่อนที่เราจะกลับ
  • I’m so thirsty. I would like some water.
    ฉันกระหายน้ำมากๆ ฉันอยากได้น้ำสักหน่อย
  • Would you like some tea or coffee?
    คุณอยากได้ชาหรือกาแฟสักหน่อยมั้ย

บางคนอาจจะเห็น would like ในรูปย่อแบบนี้ก็ได้ คือ ‘d like เช่น

  • I’d like to take a leave tomorrow because I feel not well today.          ฉันอยากจะลาหยุดวันพรุ่งนี้เพราะว่าวันนี้ฉันรู้สึกไม่ดีเลย
  • He would like to speak English but he doesn’t have an environment for English talking.
    เขาอยากจะพูดภาษาอังกฤษ แต่เขาไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษ

*** would like มีความหมายเหมือนกับ want คือแปลว่าต้องการ หรือ อยาก เหมือนกัน เพียงแต่ would like จะฟังดูสุภาพกว่าเท่านั้นเองค่ะ

 Posted by at 3:02 pm
Sep 192015
 

action verb & stative verb

คำกริยาในภาษาอังกฤษมีเย๊อะแยะมากมาย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่ากริยาคือคำที่แสดงการกระทำ แค่กริยาอย่างเดียวก็ถูกแบ่งเป็นกลุ่มได้หลายแบบ ในที่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. Action verb
  2. Stative verb

1. action verbหรือ บางคนเค้าก็เรียกว่า dynamic verb คือคำกริยาที่แสดงอาการ การกระทำ มีการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว พูดง่ายๆคือ เรานึกภาพออกว่าเขาทำกริยานั้นๆอย่างไร เช่น ถ้าบอกว่า เขากินข้าว เราก็นึกภาพออกว่าเขากำลังตักข้าวเข้าปาก   หรือ เขากระโดด เราก็เห็นภาพคนกำลังกระโดด   ที่มันได้ชื่อเก๋ๆมาอีกชื่อหนึ่งว่า dynamic verb เพราะคำว่า dynamic มันแปลว่า เคลื่อนไหว ไงล่ะคะ กริยากลุ่มนี้มีเยอะแยะ มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นกริยาที่เราเรียนมากันตั้งแต่ประถมนั่นแหละค่ะ เช่น eat, drink, speak, write, catch, go, walk, watch, sit, hit, sleep, hold, etc. นี่แค่ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพของ action verb เท่านั้นค่ะ

2. stative verbหรือบางครั้งเรียกว่า state verb หรือ abstract verb คือคำกริยาที่ไม่ได้แสดงการกระทำหรือการเคลื่อนไหว แต่เป็นกริยาที่แสดงสภาวะ คำกริยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม stative verb แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้ค่ะ

2.1 คำกริยาที่แสดงการรับรู้ แสดงถึงการใช้ประสาทสัมผัส ดู ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สึก คือ hear, see, smell, taste, feel ตัวอย่างประโยค เช่น

  • The roast chicken smells good.              ไก่ย่างกลิ่นหอมจัง
  • I heard someone crying outside.            ฉันได้ยินใครบางคนร้องไห้อยู่ข้างนอก

2.2 คำกริยาที่แสดงสภาวะทางความคิด เช่น believe, know, recognize, think, doubt, mean, remember, understand, forget, realize, suppose, etc.

  • I don’t know Jason, so I won’t invite him to my birthday party.
  • I recognized you as soon as you come into the room.

2.3 คำกริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ เช่นbelong, own, have, possess

  • That is the only valuable thing I possess.         นั่นเป็นสิ่งมีค่าชิ้นเดียวที่ฉันมี
  • I don’t have any money left.                            ฉันไม่มีเงินเหลืออยู่เลย

2.4 คำกริยาแสดงอารมณ์หรือความรู้สึก เช่นlove, like, hate, mind, envy, wish, prefer, fear, surprise, astonish, etc.

  • I like her style.
  • I prefer tea to cake.

2.5 คำที่แสดงการวัดหรือการประมาณค่า เช่น weigh, cost, measure, contain, equal, etc.

  • This pack of sugar weighs more than that one. น้ำตาลถุงนี้หนักมากกว่าถุงนั้น
  • The ring costs 23,000 baht. แหวนวงนี้ราคา 23,000 บาท

2.6 คำกริยาแสดงสภาวะอื่นๆ เช่นverb to be (is, am, are), owe, seem, exist, require, etc.

  • I owe you a lot. ฉันเป็นหนี้คุณมากมายเหลือเกิน
  • It seems that you don’t understand me.   ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจฉัน

*** stative verb บางคำเป็นได้ทั้ง action verb และ stative verb ดังนั้นในการนำไปใช้จะต้องแยกนิดนึงว่า เป็นแบบไหนเพราะถ้าเป็นแบบ stative verb จะเอามาทำเป็น continuous tense หรือกริยารูปกำลังกระทำไม่ได้ เช่น

  • The cake tastes delicious. (stative verb) เค้กมีรสอร่อย
    (เราจะไม่พูดว่า The cake is tasting delicious. แปลว่า เค้กกำลังมีรสอร่อย แบบนี้ผิดค่ะ )
  • I’m tasting the soup. Let’s see if it’s too much salty. (action verb)
    ฉันกำลังจะชิมซุปถ้วยนี้ ดูสิว่าจะเค็มไปมั้ย

เมื่อแยกความแตกต่างระหว่าง stative verb และ action verb ได้แล้วก็ระมัดระวังเวลาใช้ด้วยนะคะ ^^

 Posted by at 2:59 pm
Sep 192015
 

collective noun (สมุหนาม)

Collective noun หรือ สมุหนาม คืออะไร? Collective noun ก็คือ คำนามที่ใช้เรียกบุคคลหรือสิ่งของที่เป็นกลุ่ม เป็นฝูง เป็นพวก หรือเป็นหมู่คณะ ตัวอย่างเช่น กลุ่มคน   โขลงช้าง ช่อดอกไม้ ฝูงหมาป่า ทีมฟุตบอล เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เราจะแบ่ง collective noun ออกเป็น หมวดหมู่ของคน   หมวดหมู่ของสัตว์ และหมวดหมู่ของสิ่งของค่ะ วิธีการเขียนก็มักจะนำเอาคำที่บอกหมวดหมู่ (เช่น flock, cluster, herd, heap, group, etc.) มาไว้ข้างหน้า แล้วใส่ of ตามเข้าไป ตามด้วยคำนามทั่วไป ถ้าหากเป็นคำนามนับได้ก็จะเป็นรูปพหูพจน์ แต่ถ้าหากเป็นนามนับไม่ได้ก็จะเป็นรูปเดิม   ไม่ต้องเติม s/esอย่างนามพหูพจน์ มาดู collective noun ที่มักจะพบบ่อยกันค่ะ

หมวดหมู่คน

  • A group of students  นักเรียนกลุ่มหนึ่ง
  • An army of soldiers  ทหารหนึ่งกองทัพ
  • A choir of singers   คณะนักร้องคณะหนึ่ง
  • A crew of sailors   ลูกเรือกลุ่มหนึ่ง
  • A band of musicians นักดนตรีวงหนึ่ง
  • A gang of teenagers  วัยรุ่นแก๊งค์หนึ่ง
  • A crowd of people  คนหมู่หนึ่ง

หมวดหมู่สัตว์

  • A herd of cattle  วัวฝูงหนึ่ง
  • A flock of sheep  แกะฝูงหนึ่ง
  • A hive of bees   ผึ้งรังหนึ่ง
  • A flight of birds  นกฝูงหนึ่ง
  • A school of fish   ปลาฝูงหนึ่ง

หมวดหมู่สิ่งของ

  • A bunch of flowers ดอกไม้ช่อหนึ่ง
  • A cluster of stars  ดาวกลุ่มหนึ่ง
  • A heap of stones  หินกองหนึ่ง
  • A pack of sugar  น้ำตาลถุงหนึ่ง
  • A stack of wood  ไม้กองหนึ่ง

นอกจากการเขียนโดยใช้ of คั่นระหว่างคำบอกหมวดหมู่กับคำนามแล้ว ยังมีคำศัพท์บางคำที่มีความหมายเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นหมู่คณะอยู่ในตัวมันเองแล้ว เช่น

  • family  ครอบครัว
  • team   ทีม
  • jury คณะลูกขุน
  • party พรรคหรือคณะ
  • fleet กองเรือ
  • government  คณะรัฐบาล
  • mob หมู่คน
  • committee    คณะกรรมการ
  • class  ชั้น ชนิด
  • the public  สาธารณชน

การใช้ collective noun ในประโยคนั้นบางคนอาจจะสงสัยว่า มันมีความหมายเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ แล้วต้องผันกริยาเติม s/esมั้ย หรือใช้ is, are หรือจะ have หรือ has ดี จะใช้เลือกใช้กริยาเอกพจน์หรือพหูพจน์ดี อันนี้ขอบอกว่า เวลานำไปใช้ขึ้นอยู่กับความหมายที่ผู้ใช้ต้องการจะสื่อ ว่าต้องการจะให้หมายถึง กลุ่มๆเดียว หรือ แยกแยะออกไปเป็นรายคนหรือรายตัว เช่น

  • A flock of sheep is worth one million baht.
    แกะฝูงหนึ่งมีราคา 1 ล้านบาท
    (ผู้พูดใช้ในความหมายว่าแกะทั้งฝูง ไม่ได้แยกเป็นตัวๆ)
  • A flock of sheep are eating quietly in the fields.
    แกะฝูงหนึ่งต่างก็กำลังกินกันอย่างเงียบๆในทุ่งหญ้า
    (หมายถึงแกะแต่ละตัว แยกเป็นรายตัวในฝูง)
  • The committee has 20 members.
    คณะกรรมการมีสมาชิกทั้งหมด 20 คน
  • The committee are making their decision.
    คณะกรรมการ (แต่ละคน) กำลังตัดสินใจอยู่
 Posted by at 2:53 pm
Sep 162015
 

เจาะลึกการใช้คำว่า even อย่างมืออาชีพ!!

ในภาษาพูดของภาษาอังกฤษ บางคนอาจจะเคยได้ยินเขาพูดคำว่า even ในประโยคกันบ่อยๆ even อย่างนั้น even อย่างนี้ even อย่างโน้น ถ้าเอามาพูดบ้างน่าจะเข้าท่าแห๊ะ น่าจะดูเหมือนเจ้าของภาษาเขาพูดกัน แต่ก่อนจะนำไปใช้ก็ต้องรู้จักความหมายและการนำไปใช้กันก่อนนะคะว่า even หมายความว่าอะไรได้บ้าง  มาดูที่ ความหมายง่ายๆ ของ even กันก่อนค่ะ

evenแปลว่า จำนวนคู่ก็ได้ เช่น

  • 24 is an even number.
    24 เป็นเลขจำนวนคู่
  • 51 isn’t an even number.
    เลข 51 ไม่ใช่เลขคู่

evenแปลว่า “เสมอ หรือ เท่ากัน” ก็ได้ เช่น

  • My mark and Janie’s mark are even.
    คะแนนของฉันกับคะแนนของเจนี่เท่ากัน
  • I was so upset after I had my hair cut. My new haircut isn’t even.
    ฉันหัวเสียมากๆเลยหลังจากไปตัดผมมา ผมทรงใหม่นี่ไม่เท่ากันเลย

คราวนี้มาถึงความหมายของ even ที่แปลย๊ากยากกันบ้าง เพราะบางทีไปเจอในประโยคก็ไม่รู้จะแปลมันว่าอะไร จริงๆ even เนี่ยไม่ได้มีไว้เท่ๆในประโยคอย่างเดียวนะคะ เพราะมันยังเป็นการพูดให้คนฟังเห็นภาพหรือเป็นการเน้นย้ำ พูดง่ายๆคือเพิ่มอรรถรสทางภาษานั่นเอง

evenถ้าแปลเป็นภาษาพูดของไทยก็จะแปลว่า “แม้แต่, แม้กระทั่ง, ขนาด” เช่น

  • Even Nathan who always comes early is late today.
    ขนาดอีตานาธานที่มาเช้าประจำ วันนี้ยังมาสายเลย
  • Can you see even the kids can do it? Why can’t you do it?
    เห็นมั้ยว่าแม้แต่พวกเด็กๆยังทำได้เลย แล้วทำไมคุณจะทำไม่ได้

evenแปลเป็นภาษาพูดแบบไทยๆ ได้อีกว่า “ด้วยซ้ำ” เป็นการเน้นความหมายของประโยคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น

  • Martin didn’t even talk to me.
    มาร์ตินไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ
  • How can I call you? I don’t even know your number.
    ชั้นจะไปโทรหาเธอได้ไง แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

เอาละค่ะ รู้การใช้ even กันอย่างนี้แล้วก็นำไปใช้กันได้เลยจ้า ^^

 Posted by at 12:51 am
Aug 232015
 

การใช้ yet

yet  เป็นคำศัพท์ที่มีหลายหน้าที่และหลายความหมาย เราอาจพบเจอ yet ได้ในหลายๆตำแหน่งของประโยค ฟังแบบนี้ปุ๊บก็อาจจะสงสัยว่ามันแปลว่าอะไรได้บ้าง มาดูกันเลยค่ะว่า yet ใช้อย่างไรได้บ้าง

—– yet แปลว่า “ยัง” —–

yet ในความหมายว่า “ยัง” นี้ เราจะเห็นบ่อยในประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถามของ perfect tense แปลว่า ยังไม่ได้ทำสิ่งนี้ หรือ ทำสิ่งนี้แล้วหรือยัง เช่น

  • Have they made up yet?     พวกเขาคืนดีกันหรือยัง
  • She hasn’t got married yet.   หล่อนยังไม่ได้แต่งงาน
  • Has she finished her work yet?    เธอทำงานเสร็จหรือยัง
  • I haven’t eaten anything yet.  ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย

*** แต่บางครั้งเราก็ใช้ใน present tense หรือ past tense ก็ได้ เช่น

  • Did you talk to him yet?      ได้คุยกับเขาแล้วหรือยัง
  • Do you have a car yet?          มีรถสักคันแล้วหรือยัง

—–yet แปลว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดยังไม่เกิดขึ้น—–

ในความหมายนี้อาจจะพบเจอได้ในสองรูปแบบคือ has yet to + verb กับ V. to be yet to + verb เช่น

  • Our attempt has yet to meet their expectation and we need to work harder.
    ความพยายามของเรายังไม่ตรงตามความต้องการของพวกเขาและเราจะต้องทำงานหนักให้มากขึ้น
  • The best moment is yet to come.
    ช่วงเวลาที่ดีที่สุดยังไม่มาถึง
  • His theory is yet to be confirmed.
    ทฤษฎีของเขายังไม่ได้รับการยืนยัน

—–yet ที่เป็นคำเชื่อมประโยค มีความหมายว่า “แต่” “อย่างไรก็ตาม” ——

  • We are totally different, yet we can get along well.
    พวกเราต่างกันมากแต่พวกเราก็เข้ากันได้ดี
  • My sister keeps complaining about the service of this restaurant. Yet, she comes here very often.
    พี่สาวฉันเอาแต่บ่นเรื่องการบริการของร้านอาหารร้านนี้ แต่เจ้าหล่อนก็มากินอาหารที่นี่อยู่บ่อยๆ

——yet ใช้ในความหมายว่า สิ่งๆนั้นเป็นที่สุด—–

  • This will be the most important information yet.
    นี่คงจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดเลย (จนถึงตอนนี้)
  • His project is the best yet.
    โครงการของเขาดีที่สุด

—–yet ใช้ตามหลังคำบอกเวลา เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือจะเสร็จสิ้นนับจากนี้ไปอีกกี่วัน (เท่าระยะเวลาที่ yet ตามหลัง)——

  • The conference will be held for a week yet.
    การประชุมจะถูกจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

—– yet ใช้ในประโยคเปรียบเทียบ เพื่อเน้นว่าสิ่งนี้ใหญ่กว่า ดีกว่า เล็กกว่า แพงกว่า หรืออื่นๆ กว่าอีกสิ่งหนึ่ง—–

  • The house is more expensive yet than any of the others we’ve looked for.
    บ้านหลังนี้แพงกว่าบ้านหลังไหนๆที่เราหาเลย

*** เจอการใช้ yet เข้าไปนี่ถึงกับมึนสักพักใหญ่ๆเลย ยังไงก็ลองค่อยทำความเข้าใจนะคะ

 Posted by at 11:26 pm
Aug 232015
 

การแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นภาษาอังกฤษ

เวลาพูดกับชาวต่างชาติก็อาจจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นของเราสอดแทรกเข้าไประหว่างที่สนทนา คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด มาดูสำนวนที่ใช้พูดแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกันค่ะ

การแสดงการเห็นด้วย

เวลาที่ใครพูดอะไรกับเราแล้วเราเห็นด้วย ก็จะใช้สำนวนดังต่อไปนี้ค่ะ

ถ้าแบบเป็นทางการก็จะใช้ว่า

  • I agree.     ฉันเห็นด้วย
  • I concur.   ฉันเห็นด้วย
  • That’s just what I was thinking.  นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดเลย
  • That’s exactly my opinion.  นั่นเป็นความเห็นของผมเลย

หรือถ้าเห็นด้วยแบบจริงจังหรือเห็นด้วยสุดๆ ก็จะเพิ่มคำขยายเข้ามาเช่น

  • I totally agree.   เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
  • I definitely agree.    เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • I absolutely agree.  เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • I couldn’t agree more.   เห็นด้วยอย่างที่สุด

แต่ถ้าเป็นการเห็นด้วยแบบกลางๆ ก็มักจะพูดว่า

  • That’s quite right.   ก็น่าจะใช่
  • I quite agree with you.   ฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ

แต่ถ้าพูดเห็นด้วยแบบไม่เป็นทางการ มักจะใช้สำนวนนี้ค่ะ

  • Yeah! / Right!
  • Definitely!
  • Absolutely!
  • Exactly!
  • That’s right.
  • You’re right.
  • You got it!

ทั้งหมดนี้แปลเหมือนๆกันคือแปลว่า ใช่เลย หรือ นั่นแหละใช่เลย ประมาณนี้ค่ะ

ในบางครั้งเราอาจจะเห็นด้วย แต่ก็อาจจะมีบางครั้งที่เราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คนอื่นพูด เราก็สามารถบอกเขาไปได้ ไม่ใช่เห็นด้วยทุกอย่างที่เขาพูดมา โดยจะมีสำนวนในการพูด ดังนี้ค่ะ

  • I disagree.   (บอกไปตรงๆเลยว่าไม่เห็นด้วย สั้นๆง่ายๆได้ใจความ)
  • I’m not sure about that.   (เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างอ่อนโยน)
  • That’s good but……
  • I see what you’re saying but…

(เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพเช่นกัน คือถนอมน้ำใจคนฟังเล็กน้อย ^^)
หรือหากต้องการจบบทสนทนา เพื่อเปลี่ยนเรื่องแต่ยังต้องการบอกว่าเราไม่เห็นด้วยก็สามารถพูดได้ว่า

  • Let’s agree to disagree.
  • I think we’re going to have to agree to disagree.

สองประโยคล่างนี้แปลว่า ฉันว่าเราคงต้องเห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วย

** ใครถนัดสำนวนแบบไหนนำไปใช้ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเห็นด้วยแบบจริงจังหรือธรรมดา หรือแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา หรืออ้อมค้อมเล็กน้อยเพื่อรักษาน้ำใจคนฟัง แบบไหนที่คุณถนัดก็นำไปใช้ได้เลยค่ะ

 Posted by at 11:22 pm
Aug 232015
 

การออกเสียง s กับ z

จะเรียนภาษาอะไรก็ตาม การออกเสียงย่อมมีความสำคัญเพราะนั่นหมายถึง เราจะฟังเจ้าของภาษารู้เรื่องมั้ย หรือเวลาเราพูดอะไรไปเขาจะฟังเรารู้เรื่องมั้ยก็อยู่ที่การออกเสียงนี่แหละค่ะ เพราะแต่ละภาษาจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองมันเทียบกับภาษาแม่ของเราได้ไม่ 100% เลยเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยในการออกเสียงภาษาอังกฤษบางคำ เช่นที่พูดต่อไปนี้คือปัญหาโลกแตก การออกเสียง s กับ z เพราะบางคำรูปเป็น s ออกเสียง s ปกติ แต่บางคำรูปเป็น s แต่ออกเสียง z เอาแล้วสิ! แล้วอีฉันนี่จะไปรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนออกแบบไหน? ง่ายๆคือ จำเป็นคำๆไปค่ะว่าตัวนี้ออกแบบนี้ คนเรียนภาษาต้องหัดสังเกตและจดจำ และทำตาม และนำไปใช้จึงจะเกิดผลค่ะ ดูว่าเจ้าของภาษาเขาออกเสียงอย่างไรเราก็ออกเสียงอย่างนั้น แต่ถ้าบางคนคิดว่าการจำเป็นคำๆมันยากไป เยอะแยะจำไม่ไหวมันก็จะมีหลักการเล็กๆน้อยๆเอาไว้คอยสังเกตค่ะ

เสียงs กับ z ออกเสียงต่างกันอย่างไร? ปกติ s จะออกเหมือนเสียงงูเวลาขู่ สสสสสส โดยที่เมื่อจับที่คอหรือตรงลูกกระเดือนจะไม่รู้สึกถึงอาการสั่น   แต่เวลาออกเสียง z จะเหมือนเสียงผึ้ง ซซซซซซโดยจะมีอาการสั่นที่คอหรือลูกกระเดือก ถ้าไม่สั่นนี่ถือว่าไม่ใช่เสียง z ภาษาอังกฤษที่มี s ขึ้นต้นคำส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นเสียง /s/ หรือ soft Sเช่นคำว่า sun, sea, soon, silver, etc. แต่เมื่อ s ไปอยู่ภายในคำ บางคำ s ตัวนั้นจะออกเป็นเสียง /z/ หรือ hard S เช่นคำว่า easy

** สมมติว่า ส แทนเสียง s และ ซแทนเสียง z เพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจ ดังนั้น easy จึงอ่านว่า อีซี่ ไม่ใช่ อีสี่   มีตัวอย่างคำอื่นๆอีกดังนี้ค่ะ

  • busy             อ่านว่า   บีซี่
  • result           อ่านว่า   รีซัลทฺ
  • present        อ่านว่า            พรี เซ้นทฺ
  • was               อ่านว่า   วัซ
  • as                  อ่านว่า   แอ้ซ     (ไม่ใช่   แอ้ส)
  • does              อ่านว่า   ดาซ
  • lose               อ่านว่า   ลูซ
  • raise              อ่านว่า   เรซ

แต่เมื่อ s ไปอยู่ท้ายคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์ที่มีการเติม s หรือ es ที่คำนาม เพื่อบอกความเป็นพหูพจน์ หรือเติมที่คำกริยาเพื่อบอกว่าเป็น present simple tense ในลักษณะนี้ s ออกเสียงได้ 3 แบบ คือ   /s/   /z/   /iz/   โดยหลักในการออกเสียงทั้ง 3 ตัวมีดังนี้ค่ะ

1. ออกเป็นเสียง /s/ เมื่อคำศัพท์นั้นลงท้ายด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ f, k, p, t, thพยัญชนะพวกนี้จัดอยู่ในกลุ่ม voiced sound หรือพยัญชนะเสียงไม่ก้อง เมื่อเจอพยัญชนะต่อไปนี้ ให้ออกเสียง /s/ ค่ะ เช่น

  • books          ออกเสียงเป็น     บุ๊คสฺ
  • rats              ออกเสียงเป็น     แร็ทสฺ
  • caps             ออกเสียงเป็น     แค้ปสฺ

2. ออกเป็นเสียง /z/ เมื่อคำศัพท์นั้นลงท้ายด้วยพยัญชนะเสียงก้องต่อไปนี้ b, d, g, m, n, z, l, r, w, y, v เช่น

  • beds             ออกเสียงเป็น   เบ้ดซฺ
  • kids              ออกเสียงเป็น   คิดซฺ
  • eyes             ออกเสียงเป็น   อายซฺ

3. ออกเสียงเป็น /iz/ ซึ่งก็คือเสียง อึซเมื่อคำศัพท์นั้นเติม es เช่น

  • buses            ออกเสียงเป็น   บัส-สึซ
  • pushes          ออกเสียงเป็น   พุช-ชึซ
  • watches        ออกเสียงเป็น   ว้อช-ชึซ

ถึงแม้ฝรั่งเค้าจะมีการแยกเสียง s กับ z ในการออกเสียง แต่คนไทยอย่างเราๆไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันมาแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้นการที่เราจะพูดไม่ได้เหมือนเขามันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ และต้องใช้เวลา และถึงแม้เราจะออกเสียงผิดแล้วเจ้าของภาษาเข้าใจในสิ่งที่เราพูด การสื่อสารก็เกิดผลสำเร็จ แล้วเรามาปรับเปลี่ยนแก้ไขทีหลังได้ ดังนั้นถ้ายังแยกการออกเสียง s กับ z ไม่ค่อยได้ อย่าเพิ่งไปซีเรียสค่ะ ค่อยๆฝึกไป

 Posted by at 11:18 pm
Aug 232015
 

Negative Question (ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ)

โครงสร้างประโยคคำถามโดยทั่วไปที่เราใช้ในภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันแต่ประโยคที่เป็นคำถามแบบบอกเล่า เช่น

  • What are you going to buy at the supermarket?
  • Do you know Alex?

แต่โครงสร้างประโยคคำถามอีกแบบหนึ่งคือคำถามแบบปฏิเสธ ซึ่งโครงสร้างจะไม่ต่างจากแบบธรรมดามากนัก เพียงแต่ใส่ not เข้าไปหลังกริยาช่วยในประโยคเท่านั้นเองค่ะ ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธนี้มักจะใช้ถามเพื่อแสดงความประหลาดใจหรือแปลกใจ มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

คำถามแบบ Yes/No question

คำถามแบบ Yes/No question จะขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาช่วย ถ้าต้องการทำเป็น negative question ก็ง่ายๆเลยค่ะ ใส่ not เข้าไปหลังกริยาช่วยได้เลย แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเขียนหรือพูดในรูปย่อ (contracted form) เช่น

  • Isn’t she a member of the club?
    เธอไม่ใช่สมาชิกของชมรมเหรอ
  • Don’t you go to work today?
    วันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอ
  • Aren’t there any chairs in this room?
    ในห้องนี้ไม่มีเก้าอี้สักตัวเลยเหรอ
  • Won’t you come here next week?
    อาทิตย์หน้าคุณจะไม่มาที่นี่ใช่มั้ย
  • Can’t you pick up the children this evening?
    เย็นนี้คุณไปรับลูกๆไม่ได้ใช่มั้ย

** ในการตอบคำถาม Yes/No question แบบที่เป็น negative sentence นั้นจะมีวิธีการตอบที่ไม่เหมือน positive question (ประโยคคำถามแบบบอกเล่า) เช่น ปกติถ้าถามว่า

  • Do you have any sisters?
    คุณมีพี่สาว/น้องสาวบ้างมั้ย
    (ถ้ามีก็ตอบว่า Yes, I have. ถ้าไม่มีก็ตอบว่า No, I haven’t.)

แต่คำถามแบบ negative sentence นั้น สมมติเพื่อนคุณถามว่า

  • Don’t you have any sisters?
    คุณไม่มีพี่สาว/น้องสาวใช่มั้ย

ถ้ามีให้ตอบว่า Yes, I do.   (ซึ่งตรงข้ามกับคนไทย ปกติแล้วคนไทยเวลาถูกถามว่า คุณไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวใช่มั้ย ถ้าไม่มีเราจะตอบว่า ใช่ นั่นหมายถึง เราไม่มี คือตอบไปในทิศทางเดียวกับคำถาม แต่ถ้ามี จะบอกว่า ไม่ คือตอบ No)

แต่ถ้าไม่มีให้ตอบว่า No, I don’t. (ที่ฝรั่งตอบแบบนี้ คือเหมือนเป็นการเน้นย้ำคำถาม คือที่เขาถามว่า คุณไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวใช่มั้ย   ถ้าไม่มีก็เน้นย้ำไปว่า ไม่ ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวเลย)

ลองอีกตัวอย่างนะคะ

  • Didn’t you hear the ring? I called you many times an hour ago.
    คุณไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เหรอ ฉันโทรหาคุณตั้งหลายครั้งเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

ถ้าไม่ได้ยิน คุณต้องตอบว่า

  • No, I didn’t. I was sleeping.
    ไม่ ไม่ได้ยิน ฉันกำลังหลับอยู่

ถ้าได้ยิน คุณต้องตอบว่า

  • Yes, I didn’t. But I was taking a shower.
    ได้ยิน แต่ฉันกำลังอาบน้ำอยู่

** สรุปวิธีการตอบคำถามแบบนี้คือ ไม่ต้องไปสนใจคำถามว่าเขาจะถามมาแบบไหน ให้ตอบตามความเป็นจริงของเรา ใช่ คือ Yes / ไม่ใช่ คือ No เท่านั้นเองค่ะ ^^

คำถามแบบ Wh-question

คำถามแบบ Wh-question ก็จะมีโครงสร้างคล้ายๆกับ Yes/No question เพียงแต่เพิ่ม Wh-question word (what, when, where, why, who, etc) เข้าไปด้านหน้าประโยคเท่านั้นเอง แต่เมื่อทำเป็น negative question ก็ยังใส่ not ที่กริยาช่วยเช่นเดิม เช่น

  • Why don’t you tell me what happened?
    ทำไมคุณไม่บอกฉันว่าเกิดอะไรขึ้น
  • Why doesn’t she come with you?
    ทำไมหล่อนไม่มากับคุณด้วย
 Posted by at 11:13 pm
Aug 232015
 

correlative conjunction

Conjunction คือ คำสันธานหรือคำเชื่อมในภาษาอังกฤษ โดยปกติ conjunction จะแบ่งออกเป็น coordinating conjunction และ subordinating conjunction แต่มีคำเชื่อมอีกประเภทหนึ่งคือ correlative conjunction ซึ่งคือ คำเชื่อมคู่หรือคำเชื่อมที่ประกอบด้วยคำสองคำ โดยใช้เชื่อมประโยคที่มีระดับเท่ากันคือเป็น Independent clause ทั้งคู่ ตัวอย่างของ correlative conjunction มีดังนี้

1. either…or แปลว่า “ไม่…ก็” (ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) โดยปกติระหว่าง either…or จะเป็น นามวลี หรือ ประโยคก็ได้ เช่น

  • Either the government or relevant organizations must be responsible for this matter.
    ไม่รัฐบาลก็องค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้
  • Either you’ll leave my house or I’ll call the police.
    คุณจะออกจากบ้านของฉันหรือจะให้ฉันเรียกตำรวจ
  • You must tell either your dad or your mom.
    คุณต้องบอกไม่พ่อก็แม่ของคุณ

2. neither…or แปลว่า “ไม่…และ” คือ ไม่ทั้งสองอย่าง ใช้ในความหมายที่เป็นปฏิเสธ เช่น

  • If the service is terrible, the customer will neither come nor buy products at your shop.
    ถ้าบริการไม่ดี ลูกค้าก็จะไม่มาและก็ไม่ซื้อสินค้าที่ร้านค้าคุณ
  • I normally neither do exercise nor eat healthy food, so I become overweight.
    ปกติฉันก็ไม่ได้ทั้งออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ ฉันจึงอ้วน

** ประโยคที่มี neither…nor มีความหมายเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่คำที่แสดงความปฏิเสธลงไปซ้ำอีก
*** ลองเปรียบเทียบการใช้ either…or และ neither…nor จากสองประโยคนี้ค่ะ

  • Either Izumi or Nana will come with us.
    ไม่อิซูมิก็นานะจะไปกับเราด้วย
  • Neither Izumi nor Nana will come with us.
    ทั้งอิซูมิและนานะจะไม่ไปกับเรา

ข้อควรระวังในการใช้สองคำนี้คือกริยาจะต้องผันตามคำนามที่อยู่หลัง or หรือ nor เช่น

  • Either you or he is the representative of the school.
    ไม่คุณก็เขาที่จะเป็นตัวแทนของโรงเรียน

3. not only…but also แปลว่า   “ไม่เพียงแต่…แต่ยังอีกด้วย”

  • Parents not only want their children to be smart, but also to be good.
    พ่อแม่ไม่เพียงแต่ต้องการให้ลูกๆเป็นคนเก่งแต่ต้องการให้เป็นคนดีด้วย

4. Both…and แปลว่า “ทั้ง…และ”

  • Both my sister and my brother can speak French very well.
    ทั้งน้องชายและน้องสาวของฉันพูดฝรั่งเศสได้ดีทั้งคู่

5. whether…or แปลว่า “หรือไม่”

  • The meeting will be held whether you are free or not.
    การประชุมจะถูกจัดขึ้นไม่ว่าคุณจะว่างหรือไม่
  • I don’t know whether my boss is satisfied with my work.
    ฉันไม่รู้ว่าเจ้านายจะพอใจงานฉันหรือป่าว

** ตัวอย่างของ correlative conjunction ที่ยกตัวอย่างมานี้จะเป็นคำที่เจอบ่อย และแต่ละตัวก็มีความหมายแตกต่างกันไป ลองฝึกใช้ดูค่ะ

 Posted by at 11:07 pm