Aug 122015
 

ความแตกต่างระหว่าง present perfect กับ present perfect continuous

เรื่อง Tense เป็นปัญหายุ่งยากในการเรียนภาษาอังกฤษมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tense ที่ใกล้เคียงกันมักจะสร้างความสับสนเวลาใช้ว่าจะเลือกใช้ Tense ไหนดี แล้วมันต่างกันอย่างไร ในที่นี้จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง present perfect กับ present perfect continuous tense

โครงสร้างของสอง Tense นี้ก็ใกล้เคียงกัน คือ

Present perfect :  ประธาน + have / has + V3

Present perfect continuous : ประธาน + have / has + been + Ving

** จำง่ายๆว่า ถ้าเป็น continuous ปุ๊บจะต้องมี Ving อย่างแน่นอน

หลักการใช้ของทั้งสอง Tense นี้เนื่องจากว่ามันเป็น perfect tense ทั้งคู่ เหตุการณ์ที่มันจะเกี่ยวข้องด้วยก็จะเป็นเหตุการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่!! Present perfect continuous tense จะเน้นความต่อเนื่องของเหตุการณ์มากกว่า ฉะนั้นจะเลือกใช้ tense ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับนัยยะของสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ โดยถ้าหากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง หรือ “ทำแบบไม่หยุดพัก” ให้ใช้ present perfect continuous เพื่อที่คนฟังจะได้เห็นภาพของความต่อเนื่อง ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้ดูค่ะ

  • The children have studied for their exam since this morning. (present perfect)
  • The children have been studying for their exam since this morning. (present perfect continuous)

ประโยคแรก “เด็กๆอ่านหนังสือเตรียมสอบกันตั้งแต่เมื่อเช้า” คนฟังก็จะเห็นภาพว่าเด็กนั่งอ่านหนังสือกัน อาจจะอ่านบ้าง พักบ้าง เล่นบ้าง แต่อ่านกันตั้งแต่เช้าประโยคที่สอง แปลเหมือนกัน แต่คนฟังอาจจะเห็นภาพว่าเด็กๆนั่งอ่านกันมาตั้งแต่เช้าโดยไม่หยุดพักเลย คร่ำเคร่งจดจ่ออยู่กับหนังสือกันมาก

ดังนั้นลักษณะเหตุการณ์จะคล้ายคลึงกัน แต่สิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อออกมาหรือแฝงเอาไว้นั้นคือ “ความต่อเนื่อง”

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • It has rained for three hours.
    ฝนตกมา 3 ชั่วโมงแล้ว (อาจจะเป็นการตกตลอด 3 ชั่วโมงติดต่อกันหรือตกแบบตกๆหยุดๆก็ได้)
  • It has been raining for three hours.
    ฝนตกติดต่อกันมา 3 ชั่วโมงแล้ว (ตกแบบไม่ขาดสาย)

** แต่ในบางกรณีถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นแล้ว และไม่ได้มีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่องแต่ผลลัพธ์ยังมีอยู่ Tense ที่ใช้จะเป็น present perfect  เพราะบางเหตุการณ์เกิดขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น ใครบางคนทำแก้วแตก ระยะเวลาที่ทำแก้วแตกใช้เวลาไม่นาน จึงไม่แสดงถึงความต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ของมันคือ แก้วใบนั้นแตกไปแล้ว ประโยคนี้จึงควรใช้ present perfect อย่างไม่ต้องสงสัย คือ Someone has broken the glass.

เกี่ยวเนื่องจากประเด็นนี้คือ ส่วนใหญ่ present perfect จะใช้ในเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว และ present perfect continuous จะใช้กับเหตุการณ์ที่ดำเนินมาแต่ยังไม่เสร็จสิ้น เช่น

  • Robert has washed his car.
    โรเบิร์ตล้างรถแล้ว      (เหตุการณ์เสร็จแล้วอาจจะเห็นภาพเป็นรถใหม่เอี่ยมของโรเบิร์ตเพราะผ่านการล้างมาแล้ว)
  • Robert has been washing his car since 10 o’clock.
    โรเบิร์ตกำลังล้างรถของเขาอยู่ตั้งแต่ 10 โมง (ล้างมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ อาจจะเห็นภาพโรเบิร์ตกำลังล้างรถอยู่)

** แต่ present perfect continuous ก็นำมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นแล้วได้เหมือนกัน เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงร่องรอยหรือผลลัพธ์ของเหตุการณ์ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะได้เกิดเหตุการณ์มาอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน เช่น เพื่อนของคุณอาจจะทักว่า

  • You look tired.
    คุณดูเพลียๆนะ      คุณก็ตอบเพื่อนไปว่า
  • I haven’t been sleeping properly last night.
    เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ (คือเน้นว่าไม่ได้นอนหลับสนิทแบบต่อเนื่อง หรือหลับๆตื่นๆเลยดูเพลีย)

สรุปได้ว่า ประเด็นหลักที่ทั้งสอง Tense นี้ต่างกันคือ “ความต่อเนื่องของเหตุการณ์” ดังนั้นกริยาตัวใดที่ไม่แสดงความต่อเนื่อง เช่น arrive, stop, break เป็นต้น จึงเอามาใช้เป็น present perfect continuous ไม่ได้ และกริยาอีกกลุ่มที่นำมาใช้ใน present perfect continuous    ไม่ได้คือ กริยากลุ่มที่ไม่แสดงอาการการกระทำ (action verb) ซึ่งเป็นกริยาที่บอกความรู้สึก เช่น like, know, understand เช่น

  • Scientists have known about genetic coding in DNA since the early 1950.
    นักวิทยาศาสตร์ได้ล่วงรู้เกี่ยวกับรหัสของยีนในดีเอ็นเอมาตั้งแต่ปี 1950
  • I have liked this guy for 4 years.
    ฉันชอบผู้ชายคนนี้มา 4 ปีแล้ว

** แต่ปกติ present perfect continuous อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เหมือน present perfect แต่ถ้าเราเข้าใจการใช้ present perfect continuous แล้วเราจะใช้ภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น

 Posted by at 11:11 am
Aug 122015
 

หลักการใช้ some กับ any
some กับ any เป็นคำนำหน้าคำนามที่ใช้บอกปริมาณ แปลว่า “บ้าง หรือ จำนวนหนึ่ง” ทั้งสองคำนี้สามารถนำหน้าคำนามนับไม่ได้ และคำนามนับได้พหูพจน์ได้ เช่น

some milk               any coffee
some tourists         any students

เราจะใช้ some ในประโยคบอกเล่า เช่น

  • We have some milk in the fridge.
  • There are some books on the shelf.

some สามารถใช้ในกรณีที่เป็นประโยคคำถามได้ แต่จะเป็นประโยคคำถามที่ผู้ถามมั่นใจอยู่แล้วว่าเขาจะตอบ yes เช่น

  • Would you like some coffee?
  • Have you lost something?
  • Could I have some water, please?

สำหรับ any เราใช้ ในประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธทั่วๆไป เช่น
ประโยคปฏิเสธ

  • I don’t have any money left.
  • There aren’t any birds in the tree.

** ประโยคปฏิเสธในที่นี้รวมไปถึงประโยคบอกเล่าที่มีคำที่มีความหมายในเชิงปฏิเสธ ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำว่า not อยู่ในประโยคก็ตาม เช่น

  • I hardly ask for any help.
  • We can’t live without any water.

ประโยคคำถาม

  • Do you have any pens?
  • Have you found anything important?
  • Is there any coffee in the cup?

นอกจากนี้เรายังใช้ any ในกรณีที่เป็นเรื่องที่ไม่เจาะจง เช่น

  • Which dress would you like to wear to the party?
    คุณอยากใส่ชุดไหนไปงานปาร์ตี้
  • Any dress.
    ชุดไหนก็ได้

เรายังใช้ any กับประโยค If-clause ได้อีกด้วย เช่น

  • If anyone wants to answer the question, please raise your hand.
  • If anything goes wrong, I’ll cancel the project.
 Posted by at 11:04 am
Aug 122015
 

Intonation
นอกจากการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งสำคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มี Intonation   แล้ว intonation คืออะไร? มันก็คือเสียงขึ้นลงที่เราใช้ในเวลาพูด ถ้าสังเกตฝรั่งเวลาพูดเขาจะไม่พูดเสียงราบเรียบทั้งประโยค จะมีการขึ้น การลงของเสียง ซึ่งถ้าหากว่าเราอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษาเราก็ต้องมารู้จักหลักการในการออกเสียงขึ้นลงเหล่านี้ นอกจากนี้ยังช่วยในการฟังภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

โดยปกติแล้ว รูปแบบของ intonation ในภาษาอังกฤษจะมี 2 รูปแบบหลักๆคือ
1. falling intonation   การลงเสียงต่ำ
2. rising intonation การขึ้นเสียงสูง

หลักการใช้คร่าวๆของแต่อันมีดังนี้ค่ะ

1. falling intonation ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้จะเป็นคำที่ลงเสียงต่ำ
1.1 ใช้กับประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ธรรมดา เช่น

  • It was quite bad.
  • I want to see him again.

1.2 ใช้สำหรับคำลงท้ายของประโยคคำถามแบบ Wh-question เช่น

  • What do you usually eat for lunch?
  • Who is that?
  • What’s it?

1.3 ใช้กับประโยคคำสั่งที่เน้น เช่น

  • Don’t make loud noise.
  • Sit down.

2. rising intonation
2.1 ใช้ลงท้ายประโยคคำถามที่เป็นแบบ yes / no question

  • Is she a teacher?
  • Have you seen him?
  • Can I see it?

2.2 ใช้กับประโยคบอกเล่าธรรมดาที่เราต้องการให้มันเป็นคำถาม เช่น

  • You like it?
  • I can’t go?

2.3 ใช้ในการแสดงการทักทาย เช่น

  • Good Morning
  • Good afternoon
  • Good evening

2.4 เวลาต้องการเกริ่นนำก่อนเข้าเนื้อหา เราสามารถพูดวลีที่เป็นการเกริ่นนำให้เป็นเสียงสูงได้ เช่น

  • As we know, Thailand is an agricultural country.

2.5 ในการพูดถึง สิ่งของที่มีหลายอย่างเป็นหมวดหมู่ เรามักขึ้นเสียงสูงทุกคำแล้วลงเสียงต่ำที่คำสุดท้าย เช่น

  • I like to eat vegetables like carrot, tomato, and cabbage.

** เมื่อเราออกเสียงได้ชัดเจน น่าฟัง มีการใช้เสียงสูงต่ำ ไวยากรณ์ถูกต้อง ใช้ศัพท์ได้หลากหลาย ก็จะทำให้ภาษาอังกฤษของเราคล้ายกับเจ้าของภาษามากยิ่งขึ้นค่ะ ^^

 Posted by at 10:58 am
Aug 122015
 

Capitalization การใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ในภาษาอังกฤษ

ในภาษาอังกฤษนั้นมีการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเบื้องต้นในภารเรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราจึงต้องควรรู้หลักการคร่าวๆในการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ดังนี้ค่ะ

1. ใช้เมื่อเป็นคำขึ้นต้นของประโยค เช่น

  • She is a new teacher.
  • Tigers are dangerous animals.

2. ใช้เมื่อเป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อคน สถานที่ แม่น้ำ หนังสือ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของประโยคก็ให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ เช่น

  • Drego is very smart and handsome.
  • The Da Vinci Code is a famous novel of Dan Brown.
  • The Nile River is the longest river in the world.

3. ชื่อทวีป ประเทศ ชื่อเมือง ชื่อสัญชาติ เชื้อชาติ ภาษา ให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ เช่น

  • We’re leaving for Korea, but we can’t speak Korean language.
  • Asia is the biggest continent in the world.
  • My father is British but my mother is Thai.

4. ชื่อสถาบัน องค์กร หน่วยงาน สมาคม สมาพันธ์ ต่างๆ เช่น

  • I work at the Art Museum.
  • You have to contact the Royal Embassy.

5. ชื่อวันในสัปดาห์ หรือเดือน ให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ เช่น

  • I don’t have to work on Saturday and Sunday.
  • I was born in March.

6. ชื่อเทศกาลต่างๆ เช่น

  • Our family will reunite on Christmas Day.
  • I celebrated Easter with my family last year.

7. ใช้เมื่อเป็นคำนำหน้าชื่อ ยศ หรือ ตำแหน่ง เช่น

  • Mr. Carton is our important customer.
  • The President is coming to Thailand soon.

8. สรรพนาม I ต้องใช้พิมพ์ใหญ่เสมอ ถึงแม้ว่าจะอยู่กลางประโยคก็ตาม เช่น

  • Marry and I are going to visit Peru next month.

9. ใช้กับคำอุทาน เช่น

  • Oh My God!
  • O Lord, please help me.

** เมื่อทราบหลักการใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ เวลานำไปใช้เขียนภาษาอังกฤษก็จะทำให้ถูกต้องตามหลักภาษาค่ะ

 Posted by at 10:53 am
Aug 122015
 

คำอุทานในภาษาอังกฤษ

หลายคนเมื่อต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษโดยเฉพาะจำพวกนิยาย หรือเรื่องเล่าต่างๆ ก็มักจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำอุทาน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า interjection เท่าไหร่ เพราะฝรั่งเค้าไม่ได้ออกเสียงอุทานเหมือนบ้านเรา เวลาอ่านหนังสือเลยจับความรู้สึกของตัวละครไม่ได้ซึ่งทำให้ขาดอรรถรสในการอ่าน สิ่งที่จะมานำเสนอต่อไปนี้คือคำอุทานที่มักจะพบเจอบ่อยพร้อมความหมายและแนวทางการใช้ มาดูกันเลยค่ะ

  1. Argh! – เป็นเสียงโวยวาย แสดงความไม่พอใจเหมือนกับคำว่า อ๊ากกก หรือ ย๊ากกก ในภาษาไทย
  2. Boo! – เสียงจ๊ะเอ๋ให้ตกใจ หรือเป็นเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์
  3. Oops! – อุ๊ย แสดงอาการตกใจเล็กน้อย
  4. Whoa! – โว่, โฮ่ เป็นการบอกให้พอ หรือหยุดก่อน
  5. Eureka! / Bingo! – สำเร็จแล้ว, ชนะแล้ว, ทำได้แล้ว
  6. Ouch! – อ่านว่า เอ้าช์ แสดงอาการเจ็บปวด มีความหมายเหมือน โอ๊ยยย ในภาษาไทย
  7. Bravo! – ไชโย้ แสดงอาการดีใจ
  8. Ew!/ Ugh! / Yuck – อ่านออกเสียงว่า อิ้ววว / เอิ๊ก / ยั๊ค แสดงอาการรังเกียจ
  9. Er, Erm – ใช้เวลานึกว่าจะพูดว่าอะไร ยิ่งลากเสียงยาวมากก็จะเป็นการถ่วงเวลาเอาไว้คิด
  10. Hm! – อ่านว่า หืมมมม   แสดงความสงสัย ความไม่แน่ใจ ลังเล สับสน
  11. Hee Hee! – ฮี่ๆๆ ใช้แสดงความเจ้าเล่ห์ ประมาณว่ามีแผนร้ายในใจ
  12. Uh-huh – เออเฮอะ อ่าฮะ แสดงความเห็นด้วย หรือเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
  13. Yay! – เย่ แสดงความยินดี หรือดีใจ
  14. Yoo-hoo – ใช้เรียกให้คนหันมาสนใจหรือเสียงทักทายให้คนหันมา
  15. Ssh! Sh! – ชูว์ว์ว์ เป็นการบอกให้เงียบหรือเบาเสียงลงหน่อย
  16. Whoopee! – วู้ปี้ แสดงความยินดีปรีดา
  17. Oh God! / My God! / Gosh! – โอ้พระเจ้า   แสดงความประหลาดใจ แปลกใจหรือกลัวตกใจกลัว ก็ได้
  18. Whew! / Phew! – วิ้ววว ฟิ้วววว แสดงอาการโล่งใจ เบื่อ เหนื่อย ตกใจ แปลกใจแล้วแต่สถานการณ์
  19. Terrific! – แปลว่า ยอดเยี่ยม วิเศษ
  20. Yummy! – แปลว่า อร่อย
  21. Alas! – อนิจจา พุทโธ่ แสดงอาการเศร้า หรือเสียใจ
  22. Hooray! – แสดงความยินดี หรือมีความสุข
  23. Hey! – ใช้เรียกคนอื่น เฮ้ (แต่จะไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่)   ใช้แสดงอาการตกใจหรือแสดงความยินดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

** นี่เป็นเพียงคำอุทานที่เราพบได้บ่อยๆเท่านั้นนะคะ แต่ทั้งหมดนี้ก็สามารถช่วยให้เราอ่านนิยายได้สนุกขึ้นแล้วล่ะค่ะ ^^

 Posted by at 10:40 am
Aug 072015
 

หลักการใช้ Verb to have

Verb to have มี 3 ตัวคือ have, has, had

1. ถ้าเป็นกริยาหลักในประโยคจะแปลว่า “มี หรือ กิน”

Has จะใช้กับประธานเอกพจน์
Have จะใช้กับประธานพหูพจน์

เช่น

  • I’m having dinner with my old friends.
  • She has two luxury cars.

ในกรณีที่ have has เป็นกริยาหลักแล้วต้องการทำเป็นรูปปฏิเสธหรือคำถาม ให้ใช้กริยาช่วย verb to do เข้ามาช่วยนะคะ ห้ามใส่ not หลัง have / has ไปเลย เพราะhave has ในที่นี้เป็นกริยาหลักไม่ใช่กริยาช่วยนะคะ เช่น

  • She doesn’t have much money.
  • I don’t have any pens.
  • Do you have a car?

** ถ้าประธานเป็นเอกพจน์แล้วใช้ has เมื่อเติม doesn’t เข้าไปจะต้องเปลี่ยน has กลับมาเป็น have เหมือนเดิม

2. เป็นกริยาช่วยใน perfect tense คือโครงสร้าง

have/has/had + V3

เช่น

  • She has helped me for two hours.
  • I had locked the door before I left the room.
  • They have waited for you for three hours.

ถ้าต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธหรือคำถามให้เติม not หลัง verb to have ได้เลยเพราะเป็นกริยาช่วยในประโยค เช่น

  • They haven’t waited for you for three hours.
  • I hadn’t locked the door before I left the room.

3. have/had + to จะหมายถึง “จำเป็นต้อง”   เช่น

  • She has to finish the report by four o’clock.
  • They have to follow the rules.

4. ใช้ในประโยค causative form ตามโครงสร้างนี้คือ

have someone do something   (ในความหมายว่าให้ใครทำอะไรให้โดยบอกผู้กระทำ)

  • The teacher has her students clean the room.
    คุณครูให้นักเรียนทำความสะอาดห้อง

have something done        (ในความหมายว่าให้ใครทำอะไรให้โดยไม่บอกตัวผู้กระทำ

  • I had my hair cut.
    ฉันไปตัดผมมา (ให้ช่างตัดผม)

5. ในสำนวนที่มีการใช้ verb to have ตามหลังด้วยคำกริยาแล้วมี a นำหน้าคำกริยาตัวนั้นจะมีผลทำให้กริยาตัวนั้นเป็นคำนาม   แปลความหมายโดยยึดกริยาข้างหลัง เช่น

  • My grandfather has a walk every morning.
    คุณปู่ออกไปเดินทุกเช้า
  • I and my friends had a swim in the pool yesterday.
    ฉันและเพื่อนๆไปว่ายน้ำที่สระเมื่อวานนี้
  • I want to have a rest.
    ฉันต้องการพักผ่อน
 Posted by at 3:21 pm
Aug 072015
 

หลักการใช้ verb to do

Verb to do มี 3 ตัวคือ do, does, did ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งกริยาหลักและกริยาช่วยในประโยค verb to do สามารถนำไปใช้ได้ดังนี้ค่ะ

1. ใช้เป็นกริยาหลักของประโยคจะแปลว่า “ทำ” เช่น

  • They do homework before going to bed.
  • She does the housework alone.
  • I think I did the best thing for us.

2. เป็นกริยาช่วยของประโยค present simple tense และ past simple tense เพื่อทำให้เป็นประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม   ที่ต้องอาศัย verb to do เข้ามาช่วย เพราะในประโยคบอกเล่าไม่มีกริยาช่วยตัวอื่นเลย วิธีการทำเป็นประโยคปฏิเสธก็ง่ายแสนง่ายคือ เอา not ไปเติม หลัง verb to do แล้ววางไว้หน้ากริยาหลักก็จะทำให้ประโยคกลายเป็นปฏิเสธได้ เช่น

  • She doesn’t want to quit the job.
  • I didn’t do homework, so I was punished.

แต่ถ้าต้องการทำเป็นประโยคำถามก็ให้เอา verb to do ไปวางไว้หน้าประโยค ในกรณีที่เป็นประโยคคำถามแบบ yes/no question   เช่น

  • Did you go to Malaysia last month?
  • Do you like sausages?
  • Does she do exercise every day?

** เวลาตอบก็ง่ายแสนง่ายอีกเช่นกัน เช่นถ้าถามว่า

A: Do you like sausages?
B: Yes, I do. / No, I don’t.

A: Does she do exercise every day?
B: Yes, she does. / No, she doesn’t.

แต่ถ้าเป็นประโยคคำถามแบบ Wh-question ให้วางไว้หลัง Wh-question words เช่น

  • What does she read?
  • What did she eat last night?

3. ใช้ do, does, did วางไว้หน้าคำกริยาเพื่อแสดงการเน้นว่าต้องทำเช่นนั้นจริงๆหรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เช่น

  • I do love you.
    ผมรักคุณจริงๆ
  • She does drives to Chonburi alone.
    เธอขับรถไปชลบุรีคนเดียวจริงๆ
  • They did live here two years ago.
    พวกเขาอยู่ที่นี่จริงๆเมื่อสองปีที่แล้ว
 Posted by at 3:16 pm
Aug 072015
 

หลักการใช้ verb to be

Verb to be ประกอบไปด้วยทั้งหมด 5 ตัวด้วยกันคือ is, am, are, was, were โดยรูป base form ของ verb to be คือ be เมื่อใช้อย่างกริยาหลักจะแปลว่า “เป็น, อยู่, คือ”

เช่น

  • I’m a teacher.         ฉันเป็นครู
  • He is the only one that I care.     เขาเป็นคนเดียวที่คนแคร์

แต่เมื่อเป็นกริยาช่วยมันจะเอาไปใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

1.1 วางไว้หน้าคำคุณศัพท์ เช่น

  • These girls are afraid of the angry dogs.
  • She is worried about her exam result.

1.2 ใช้เป็นกริยาช่วยในประโยค continuous tense เพื่อบอกว่า “กำลังทำ” ซึ่งมีทั้งประโยคที่เป็น present continuous ที่เป็นปัจจุบันและ past continuous ที่เป็นอดีต เช่น

Present continuous tense

  • I’m looking for my key in the room.
  • She’s jogging in the park.

** เวลาทำเป็นปฏิเสธหรือคำถามให้ใส่ not เข้าไปหลัง verb to be ได้เลย และเมื่อทำเป็นประโยคคำถามให้เอา verb to be มาไว้ข้างหน้า เช่น

  • They are not playing tennis.
  • Are you listening to me?
  • Is she talking on the phone?

Past continuous tense

  • She was wandering around the stores.
  • I wasn’t sleeping when he came.
  • Were they having dinner when someone knocked the door?

1.3 ใช้ในโครงสร้างประโยค passive voice (ประโยคที่ประธานถูกกระทำ) เพราะโครงสร้างประโยคแบบ passive voice คือ

Verb to be + V3

เช่น

  • Hundreds of people were killed by the flood.
  • The car was fixed yesterday.

** เวลาทำเป็นปฏิเสธก็ใส่ not หลัง verb to be ได้เลยเช่นกัน เช่น

  • The bridge wasn’t built in 1987.

1.4 วางไว้หน้า infinitive with to แปลว่า “จะ, จะต้อง” เพื่อบอกแผนการ คำสั่ง คำขอร้อง การเตรียมการ เช่น

  • She is to leave now.
    เธอจะต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้
  • We are to be paid at the end of this month.
    พวกเราอาจจะได้รับค่าจ้างปลายเดือนนี้

1.5 วางไว้หน้าสำนวน about to จะแปลว่า “กำลังจะ” เช่น

  • She is about to leave.
    เธอกำลังจะออกไปแล้ว
  • I am about to fall down.
    ฉันกำลังจะล้ม
 Posted by at 3:11 pm
Aug 072015
 

Sentence type ชนิดของประโยค

ประโยคในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันดังนี้ค่ะ

1. Simple sentence – คือประโยคความเดียว หลักการง่ายๆที่จะเป็น simple sentence ได้นั้นคือจะต้องมีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว พูดง่ายๆก็คือ มีประธานกับกริยาที่บ่งบอกแค่การกระทำอย่างเดียว ซึ่งประโยคใจความเดียวอาจจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.1 เป็นประโยคสั้นๆ ประกอบไปด้วยคำเพียงสองคำก็ถือว่าเป็น simple sentence แล้ว เช่น

  • Larry smiled.

1.2 จะเป็นประโยคยาวๆก็ได้แต่มีแค่กริยาหลักเพียงตัวเดียว เช่น

  • Larry who is my elder brother smiled happily with his friends.

** ส่วนที่ขีดเส้นใต้นั้นคือส่วนมาขยายตัวประธานและตัวกริยา ถึงแม้จะทำให้ประโยคยาวขึ้นแต่ใจความสำคัญก็ยังมีแค่ใจความเดียว

1.3 simple sentence อาจจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือคำถามหรือปฏิเสธก็ได้ เช่น

  • Did Larry smile happily?
  • Larry didn’t smile happily with his friends.

2. Compound sentence – คือประโยคความรวม ซึ่งก็คือประโยคที่มีใจความสำคัญมากกว่า 1 ใจความ หรือมีประธานและกริยามากกว่า 1 ชุด โดยทั้งสองประโยคเชื่อมด้วยคำเชื่อมประเภท coordinating conjunction (and, but, or, so, for, nor, yet) และเมื่อแยกประโยคทั้งสองออกจากกันจะได้ประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ ( Independent clause) เช่น

  • She’s poor, but she’s a good girl.
  • David got a lot of flowers in Valentine Day, for he is handsome and smart.
  • This morning, I went to the bank, and I had lunch with my friends.

3. Complex sentence – คือประโยคความซ้อน คือประโยคที่มีประธานและกริยามากกว่า 1 ชุด และเชื่อมด้วย subordinating conjunction (when, while, if, although, after, before, as, since, etc.) เมื่อแยกทั้งสองประโยคออกจากกันจะได้ประโยคหนึ่งที่มีใจความสมบูรณ์ อยู่ได้โดยอิสระ (Independent clause) และอีกประโยคหนึ่งจะมีใจความไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ (Dependent clause) ประโยคแบบหลังนี้มักจะมี subordinating conjunction นำหน้า เช่น

  • If I were you, I wouldn’t do that.
  • As we was walking home, the accident happened.
  • We watched TV together after we had had dinner.

4. Compound-Complex sentence – คือประโยคที่มีทั้งความรวมและความซ้อนอยู่ด้วยกัน ดังนั้นมันจึงประกอบไปด้วยประโยคที่มีใจความสมบูรณ์อย่างน้อย 2 ประโยค และประโยคที่มีใจความไม่สมบูรณ์อีก 1 ประโยค เช่น

  • Timmy forgot his wife’s birthday, so he gave her a very wonderful gift when he finally remembered.
  • Although I don’t like cake, I bought coffee cake from the mall, and I like it so much.
 Posted by at 3:07 pm
Aug 072015
 

Collocation คืออะไร?

คนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษโดยเน้นเรียนไวยากรณ์ และเน้นท่องคำศัพท์เป็นคำๆ แต่จริงๆแล้วเจ้าของภาษาเขาเรียนคำศัพท์กันเป็นเซตๆ เป็นกลุ่มๆค่ะ ว่าคำไหนใช้กับอะไร ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดของคนไทยเพราะเมื่อเราเรียนคำศัพท์กันแบบแยกเป็นคำๆ พอนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษเราก็จะนำคำมาเรียงต่อๆกันให้ได้ความหมายที่เราต้องการโดยเราจะไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วเจ้าของภาษาเขาใช้กันอย่างไร และเรื่องที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้คือเรื่อง collocation

Collocation คือ คำหรือกลุ่มคำ ที่ต้องใช้ร่วมกันเสมอ หรือภาษาพจนานุกรมเขาให้ความหมายไว้ว่า “คำปรากฏร่วม”   เช่นในภาษาอังกฤษ เวลาจะบอกว่า “ลมแรง” เขาใช้คำว่า strong wind จะใช้ heavy wind ไม่ได้     แต่พอ “ฝนตกหนัก” เขาก็ใช้คำว่า heavy rain   หรืออย่างคำว่า “กาแฟแก่หรือรสเข้มข้น” เขาก็ใช้ strong coffee ถ้าเราแปลตรงตัวอาจจะใช้คำว่า old coffee ก็ได้ 555 ซึ่งแน่นอนว่าผิดความหมายไปไกลแน่ๆ คำที่ใช้คู่กันในความหมายใดความหมายหนึ่งแบบนี้แหละค่ะที่เขาเรียกว่า collocation ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆในการเรียนรู้คำศัพท์และแต่งประโยค เพราะเราจะใช้ภาษาได้เหมือนเจ้าของภาษาจริงๆ

มีการจำแนก collocation ออกเป็นประเภทดังนี้ค่ะ

1. grammatical collocation หมายถึง วลีที่ประกอบด้วยคำหลัก (อาจเป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำกริยา) ปรากฏคู่กับคำบุพบทหรือโครงสร้างไวยากรณ์อื่นๆเช่น infinitive หรือ อนุประโยค ตัวอย่างเช่น

1.1 คำนามเป็นหลัก

  • noun + preposition เช่น    news about, interest on,  reason for,   satisfaction with,   attempt to

1.2 คำคุณศัพท์เป็นหลัก

  • Adjective + preposition ในกลุ่มนี้มักจะพบบ่อย และเราต้องรู้ว่า adjective ตัวนี้ใช้คู่กับ preposition อะไร เช่น  angry at,  responsible for, interested in, afraid of,  satisfied with
  • Adjective + infinitive   เช่น  ready to,  easy to

1.3 คำกริยาเป็นหลัก เช่น

  • Verb + preposition  เช่น    adhere to,  run out of, apply for,  rely on, deal with, wait for, believe in,  sorry for
  • Verb + infinitive      เช่น     offer to,   want to
  • Verb + that clause  เช่น    suggest that…. ,  think that…

2. lexical collocation หมายถึง กลุ่มคำที่ปรากฏร่วมกันประเภทที่นอกเหนือจากประเภทแรกมักประกอบด้วยคำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ เช่น

  • noun of noun   เช่น     a bouquet of flower,   a flock of sheep,    bars of soap
  • Verb + noun     เช่น     make mistake,  break the law, commit a crime,   make a wish, make a living,  keep secret
  • Adjective + noun เช่น       heavy smoker, express bus,   strong supporter,  express mail
  • noun + noun  เช่น     light source, land reform
  • noun + verb  เช่น     light shines,  plane takes off
  • verb + adverb   เช่น     argue heatedly

** ที่อธิบายมานี้เพื่อให้เข้าใจความเป็น collocation ว่าหมายถึงอะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญ ในครั้งต่อไปถ้าอยากจะเรียนรู้คำศัพท์ก็ให้จำเป็นเซตๆไปเลยดีกว่านะคะ ^^

 Posted by at 2:58 pm