Oct 232015
 

หน่วยการนับคำนามนับไม่ได้

ในภาษาอังกฤษมีคำนามอยู่ 2 ประเภท คือ คำนามนับได้ และ คำนามนับไม่ได้ แน่นอนว่าคำนามนับได้ เราก็นับเป็นจำนวน หนึ่ง สอง สาม ได้อยู่แล้ว แต่คำนามนับไม่ได้นี่สิ เราจะนับยังไง วิธีการนับคำนามที่นับไม่ได้คือ นับตามจำนวนภาชนะที่ใส่มัน หรือ นับตามจำนวนหน่วยของการชั่ง ตวง วัด เช่น

  • I want two kilos of beef.
    ฉันอยากได้เนื้อวัว 2 โล
  • We need two spoons of sugar.
    เราต้องใช้น้ำตาล 2 ช้อน

หน่วยการนับของคำนามนับไม่ได้ ขอแบ่งคร่าวๆออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ

1. การนับโดยใช้ลักษณะนามของคำนั้นๆ เช่น

  • sheet
    a sheet of paper     กระดาษ 1 แผ่น
  • drop
    a drop of water  น้ำ 1 หยด
  • bar
    a bar of soap   สบู่ 1 ก้อน
    a bar of chocolate  ช้อคโกแลต 1แท่ง
  • piece
    a piece of meat เนื้อ 1 ชิ้น
  • loaf
    a loaf of bread ขนมปัง 1 แถว
  • bunch
    a bunch of flowers   ดอกไม้ 1 ช่อ
    a bunch of keys   กุญแจ 1 พวง
  • bouquet
    a bouquet of flowers   ดอกไม้ 1 ช่อ
  • pinch
    a pinch of salt  เกลือ 1 หยิบมือ
  • lump
    a lump of sugar  น้ำตาล 1 ก้อน
  • roll
    a roll of tissue paper     กระดาษทิชชู่ 1 ม้วน
  • tube
    a tube of toothpaste  ยาสีฟัน 1 หลอด

2. การนับโดยใช้ลักษณะของภาชนะที่บรรจุนามนั้นๆ เช่น

cup                         a cup of coffee                            กาแฟ 1 ถ้วย
glass                       a glass of milk                             นม 1 แก้ว
bottle                     a bottle of wine                           ไวน์ 1 ขวด
plate                       a plate of rice                              ข้าว 1 จาน
can                         a can of beer                               เบียร์ 1 กระป๋อง
bowl                       a bowl of soup                            ซุป 1 ถ้วย
pack                       a pack of potato chips                 มันฝรั่งทอด 1 ห่อ
sack                        a sack of rice                               ข้าว 1 กระสอบ
case                       a case of beer                             เบียร์ 1 ลัง

3. การนับโดยใช้หน่วย ชั่ง ตวง วัด เช่น

kilo               a kilo of flour                               แป้ง 1 กิโล
liter              a liter of oil                                 น้ำมัน 1 ลิตร
gram            a gram of sugar                           น้ำตาล 1 กรัม
meter           a meter of ribbon                        ริบบิ้น 1 เมตร
yard              a yard of cloth                             ผ้า 1 หลา
gallon           a gallon of petrol                         น้ำมัน 1 แกลลอน
dozen            a dozen of eggs                           ไข่ 1 โหล
pound           a pound of sugar                         น้ำตาล 1 ปอนด์

ถ้าเราต้องการให้มันเป็นรูปพหูพจน์เราก็เติม s/es ไปที่ลักษณะนาม ภาชนะบรรจุ หรือหน่วยวัด ของคำนามที่นับไม่ได้ แต่ตัวคำนามนับไม่ได้ที่อยู่หลัง of ยังคงรูปไว้เช่นเดิม นอกจากถ้าเป็นนามที่นับได้ แล้วเราต้องการบอกเป็นหน่วยวัด หรือเป็นภาชนะบรรจุ นามหลัง of ต้องเติม s/es ด้วยค่ะ

two glasses of water                   น้ำ 2 แก้ว
five plated of rice                        ข้าว 5 จาน

** ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ ขนาดนามนับไม่ได้ เรายังทำให้มันนับได้เลย แค่ต้องปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมอะไรนิดๆหน่อยๆ ลองเอาไปใช้ดูนะคะ ^^

 Posted by at 8:40 pm
Oct 232015
 

ความแตกต่างระหว่าง British and American English

ภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วโลกแตกย่อยสาขาออกเป็น 2 แขนงด้วยกันคือ British English ภาษาอังกฤษแบบอังกิ๊ดอังกิด และ American English ภาษาอังกฤษแบบอเมริกั๊นอเมริกัน แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว คราวนี้ปัญหาก็มาตกอยู่กับคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเราๆนั่นแหละค่ะ จะใช้คำไหนดี หรือสับสนคำศัพท์ ความหมายเดียวกันแต่พอไปเจอคนอเมริกันพูดอีกอย่าง เจอคนอังกฤษพูดอีกอย่าง เราก็มึนไปสิคราวนี้

ความแตกต่างระหว่าง British English กับ American English มีหลายด้านดังนี้ค่ะ

1. ความแตกต่างทางด้านคำศัพท์ (Vocabulary) อันนี้เห็นได้ชัดเจนเลย เช่น

British English (BrE)                Amrican English (AmE) ความหมาย

flat                                             apartment                         ห้องพัก
petrol                                         gas                                   น้ำมัน(รถ)
taxi                                             cab                                   รถแท๊กซี่
biscuit                                         cookie                               ขนมปังกรอบ
sweet                                         dessert                             ขนมหวาน
lift                                              elevator                            ลิฟท์
rubber                                        eraser                               ยางลบ
torch                                           flashlight                           ไฟฉาย
film                                             movie                               หนัง
trousers                                      pants                                กางเกงขายาว
railway                                       railroad                             ทางรถไฟ
condom                                      rubber                              ถุงยางอนามัย
underpants                                 shorts                               กางเกงขาสั้น
lorry                                           truck                                 รถบรรทุก
garden                                        yard                                  สวน

2. ความแตกต่างด้านการสะกดคำ (spelling)

คำศัพท์ที่เป็น British หรือ American English บางคำ ออกเสียงเหมือนกัน มีความหมายเหมือนกัน แต่สะกดต่างกัน   ตัวสะกดที่มักเจอบ่อยๆคือ

British English American English word
คำที่ลงท้ายด้วยtre คำที่ลงท้ายด้วย ter centre / center
theatre / theater
ลงท้ายด้วย ogue ลงท้ายด้วย og analogue / analog
catalogue / catalog
ลงท้ายด้วย our ลงท้ายด้วย or colour / color
labour / labor
ลงท้ายด้วย ise ลงท้ายด้วย ize analyse / analyze
realise / realize

คำอื่นๆที่สะกดไม่เหมือนกัน เช่น

          British English                American English

programme                                 program
cheque                                       check
doughnut                                    donut
grey                                            gray
jewellery                                     jewelry

3. ความแตกต่างทางด้านไวยากรณ์ (grammar)

Collective noun หรือนามที่เป็นกลุ่ม ถ้าเป็น American English จะเป็นเอกพจน์เสมอ แต่ถ้าเป็น British English จะเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ขึ้นอยู่กับความหมายที่ต้องการหมายถึง

3.1 การเขียนวันที่ แบบ American English จะเขียน เดือน / วัน / ปี แต่ถ้าเป็น British English จะเขียนเรียงแบบ The + วันที่ + of + เดือน + ปี

3.2 เหตุการณ์ที่เพิ่งจบไป American English จะใช้ past simple แต่ British English จะนิยมใช้ present perfect มากกว่า

3.3 กริยา 3 ช่อง บางคำใช้ต่างกัน เช่น

British English                          American English

get / got / got                                  get / got / gotten
smell / smelt / smelt                        smell / smelled / smelled
lean / leant / leant                           lean / leaned / leaned

3.4  เวลาเขียนตัวเลขแบบ British Englishจะมี and อยู่หน้าตัวเลขสุดท้ายที่มากกว่า 100 แต่ American Englishไม่มี and

  • two thousand and seven. (British English)
  • two thousand seven. (American English)

4. ความแตกต่างทางด้านการออกเสียง (pronunciation)

4.1 คำศัพท์หลายคำที่มีตัวอักษร a

ถ้า British English ออกเสียง อา
แต่ถ้าเป็นAmerican English ออกเสียง แอ
เช่น

British English                                  American English

ask     อาสค์                                          ask     แอสค์
fast     ฟาสท์                                          fast     แฟสท์
can’t   ค้านท์                                          can’t   แค้นท์

4.2 คำศัพท์ที่มี ue, ew

ถ้าเป็น British English จะออกเสียง อิวเช่น due   ดิว
ถ้าเป็น American English จะออกเสียง อู   due ดู

4.3 อักษร t ถ้าอยู่ระหว่างสระหรืออักษร l หรือ r

ถ้าเป็น British English จะออกเสียง ท         better เบ้ทเท่อะ
ถ้าเป็น American English จะออกเสียง ด    better เบ้ทเด่อะ

4.4 สียง r ที่อยู่ระหว่างตัวอักษรหรือท้ายคำ

ถ้าเป็น British English จะไม่ออกเสียง rpart   พาท
ถ้าเป็น American English จะออกเสียง rpart พารฺท

สาเหตุที่เราต้องรู้จักทั้งแบบ American English และ British English เพราะภาษาอังกฤษมีความหลากหลาย เราอาจจะได้ยินได้ฟังในหลายแบบเพื่อจะได้เข้าใจถึงความแตกต่างที่คนอื่นเขาพูดกัน

 Posted by at 8:32 pm
Oct 232015
 

อักษรย่อในภาษาอังกฤษที่ควรรู้จัก

เวลาอ่านภาษาอังกฤษ บางคนอ่านๆไปก็ไปสะดุดกับอักษรย่อแล้วก็ไม่รู้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร หรือควรจะอ่านออกเสียงอักษรย่อเหล่านั้นว่าอย่างไร ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นอักษรย่อที่เราควรจะรู้จักเพื่อให้อ่านภาษาอังกฤษไม่ติดขัดอีกต่อไป

1. e.g. มาจากภาษาลาตินว่า exampli gratia มีความหมายแปลเป็นไทยว่า “ตัวอย่างเช่น” ค่ะ เหมือนกันกับ for example หรือ for instance   เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า อี-จี หรือ for example ก็ได้ เช่น

  •  I like fantasy movie e.g. Harry Potter, Percy Jackson, The Lord of The Ring.
  • She takes many difficult courses e.g. mathematics for economics, microeconomics, accountant.

 

2. i.e. มาจากภาษาละตินเช่นเดียวกัน มาจากคำว่า id estแปลว่า that is แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “นั่นก็คือ” หรือ in other words“อีกนัยหนึ่งคือ” “เรียกอีกอย่างว่า” ใช้ในการอธิบายขยายความ จะอ่านว่า “ไอ-อี” หรือ that is , that is to say ก็ได้ค่ะ มาดูตัวอย่างประโยคที่ใช้กันค่ะ

 

  • a group of people has arrived in Edo i.e. Tokyo.
    คนกลุ่มหนึ่งได้มาถึงเมืองเอโดะแล้วหรือซึ่งก็คือเมื่องโตเกียว(ในปัจจุบัน)
  • Service charge is included in all prices i.e. you don’t have to leave a tip.
    ค่าบริการรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว นั่นก็คือคุณไม่ต้องจ่ายทิปแล้ว

 

3. etc. มาจากภาษาละตินว่า et cetera ซึ่งมีความหมายว่า and other things แปลเป็นภาษาไทยคือ และอื่นๆ มักจะอยู่ท้ายประโยคที่มีการยกตัวอย่าง ก็คล้ายๆกับ ฯลฯ ในภาษาไทย เช่น

  • I love travelling in European country such as Italy, Spain, France, etc.
    ฉันชอบไปเที่ยวในประเทศทางยุโรปเช่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เป็นต้น

** เวลาใช้ etc. ไม่ต้องใส่ and ข้างหน้า etc.

 

4.  et al มาจากภาษาละตินว่า et alibi แปลว่า and others หมายถึง และอื่นๆ มักจะเจอตัวย่อ et al ในเอกสารวิชาการ หรืองานวิจัยที่มีการอ้างอิงทฤษฎีคนนั้นคนนี้ ซึ่งบางทฤษฎีหรือบางการทดลองก็ไม่ได้ทำคนเดียวแต่มีผู้ร่วมทำการศึกษาด้วย เช่น

  • Aristotle et al

 

5. am และ pm เป็นคำย่อบอกเวลา am ย่อมาจาก ante meridiem (before noon) ใช้บอกเวลาตั้งแต่ เที่ยงคืน ถึง เที่ยงวัน และ pm ย่อมาจาก post meridiem (after noon)   ใช้บอกเวลาตั้งแต่เที่ยงวัน จนถึง เที่ยงคืน

 

6. เวลาอ่านจดหมายมักจะเจอ enc. อยู่ท้ายจดหมาย หมายถึง enclosed หมายถึงสิ่งที่แนบมากับจดหมายด้วย

ตัวย่อพวกนี้จะเจอบ่อยเวลาอ่านภาษาอังกฤษ คราวนี้ก็อ่านภาษาอังกฤษได้ไม่ติดขัดแล้วล่ะค่ะ

 

 

 Posted by at 8:21 pm
Oct 232015
 

ประธานเอกพจน์ และ ประธานพหูพจน์

สาเหตุที่เราต้องทำความเข้าใจให้ละเอียด แยกแยะให้เป็นว่าอันไหนเป็นประธานเอกพจน์ และอันไหนเป็นประธานพหูพจน์ ก็เพราะว่า มีผลกับการที่เราจะเลือกเอากริยามาใช้ เพราะกริยาบางตัวใช้กับประธานเอกพจน์ ส่วนกริยาบางตัวใช้กับประธานพหูพจน์ และมีบาง tense ที่เมื่อกริยาเป็นเอกพจน์ก็จะต้องเติม s/es  เรื่องนี้เป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมันจะไปต่อยอดในการเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องกลับมานั่งเช็คอยู่บ่อยๆว่า ใช้ verb ถูกต้องสอดคล้องกับประธานมั้ย

เอาล่ะค่ะ เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญแล้ว เรามาเริ่มกันที่ประธานเอกพจน์กันก่อนเลยค่ะ

** ประธานเอกพจน์ คือคำนามที่มีจำนวนแค่อันเดียว ชิ้นเดียว สิ่งเดียว ตัวเดียว สถานที่แห่งเดียว หรือ คนเดียว เช่น  a man, a chicken, a table, a pillow เป็นต้น

  • A man is sleeping under the tree.
  • That girl doesn’t understand English.

นอกจากนี้คำนามที่นับไม่ได้ทั้งหมด ยังถือเป็นประธานเอกพจน์ด้วยนะคะ เช่น water, sand, milk, sugar, coffee เวลาใช้จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์เท่านั้น เช่น

  • Water is important to human.
  • There is a little milk left, I have to buy some more.

ประธานเอกพจน์ยังรวมไปถึงสรรพนามที่มีแค่สิ่งเดียวหรือ คนเดียว คือ he, she, it, this, that…

  • This is my new car.
  • She hasn’t finished her work.

คำนามที่เป็น abstract noun หรือ นามที่เป็นนามธรรม เช่น love, honesty, courage, etc. นามเหล่านี้ก็ถือเป็นประธานเอกพจน์เช่นกัน

  • Honesty is the best policy.
  • Love is what I need.

Gerund (กริยาที่เติม ing)เมื่อเอามาเป็นประธานก็ถือเป็นประธานเอกพจน์เช่นเดียวกัน

  • Sleeping late is not good for our body.
  • Being a rich person doesn’t mean you’re a happy person.

To infinitiveเมื่อเอามาเป็นประธานก็ต้องใช้กริยาเอกพจน์เช่นเดียวกัน เช่น

  • To love is to risk.
  • To swim in cold water is dangerous.

** ประธานพหูพจน์ คือประธานที่มีจำนวนมากกว่า 1 สิ่ง มักจะเป็นคำนามทิ่เติม s/es หรือบางคำไม่เติม s/es แต่มีความหมายเป็นพหูพจน์อยู่แล้ว เช่น

  • Cats like fish.
  • There are many people at the concert.

สรรพนามที่เป็นพหูพจน์ เช่น we, they, you, these, those ก็ต้องใช้กริยาที่เป็นพหูพจน์ เช่น

  • You are my sunshine.
  • These are their belongings.
  • They have got long hair and blue eyes.

นอกจากนี้คำนามเอกพจน์ที่เชื่อมด้วย and และมีความหมายเป็นสิ่งของที่แยกกัน ก็ถือเป็นประธานพหูพจน์ด้วย เช่น

  • I and Jason have gotten married for 5 years.
  • Mango and orange are my favorite fruit.

** ถ้าเข้าใจเรื่องประธานเอกพจน์และประธานพหูพจน์แล้ว รับรองว่าเรื่องโครงสร้าง tense นี่จะเขียนไม่ผิดแน่นอนค่ะ ^^

 Posted by at 8:14 pm
Oct 172015
 

คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 2)

ต่อจากตอนที่แล้วที่เราได้นำเสนอคำว่า much / many และ lots of / a lot of ไปแล้วนะคะ สำหรับการบอกปริมาณ “มาก” ของคำนาม ในตอนนี้เราจะเสนอคำที่บอกปริมาณ “มาก” คำอื่นๆ อีกดังนี้ค่ะ

** a great deal of
A great deal of + นามนับไม่ได้   เช่น

  • We have a great deal of trouble now.
    เรามีปัญหาเดือดร้อนกันเยอะมากเลยตอนนี้

** a large amount of
A large amount of + นามนับไม่ได้ เช่น

  • There was a large amount of water on the floor when I came here.
    มีน้ำอยู่บนพื้นเยอะมากๆเลย ตอนที่ฉันมาที่นี่

** a great number of
a great number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • A great number of people were angry at the mob.
    กลุ่มคนจำนวนมากที่ม๊อบนั้นโกรธมาก

** a large number of
a large number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • I saw a large number of birds moving to the south.
    ฉันเห็นนกจำนวนมากย้ายถิ่นฐานไปทางใต้

** a number of
a number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • There are a number of apples in the basket.
    มีแอปเปิ้ลจำนวนมากในตะกร้า

( a number of นี้ต้องระวังให้ดี อย่าสับสนกับ the number of นะคะ เพราะ a number of แปลว่า มาก แต่ the number of แปลว่า จำนวนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างประโยค เช่น

  • A number of students are at the cafeteria.
    นักเรียนจำนวนมากอยู่ในโรงอาหาร
  • The number of student in this school is 1,500.
    จำนวนนักเรียนของโรงเรียนนี้คือ 1,500 คน

The number of student แปลว่า จำนวนนักเรียน เป็นประธานเอกพจน์ จึงใช้กริยา is )

** plenty of
plenty of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้   เช่น

  • I’ve got plenty of time.
    ฉันมีเวลามาก

** several
several + นามนับได้พหูพจน์   แปลว่า “หลายๆ” เช่น

  • Several people think English is difficult.
    หลายๆคนคิดว่าภาษาอังกฤษนั้นมันยาก

เวลาใช้คำพวกนี้ก็ระมัดระวังนิดนึงนะคะ เพราะแต่ละคำจะใช้กับคำนามไม่เหมือนกัน บางคำใช้กับนามที่นับได้ แต่บางคำใช้กับนามที่นับไม่ได้ บางคำก็ใช้ได้ทั้งสองคำเลยก็มี

 Posted by at 7:41 am
Oct 082015
 

คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 1)

คำบอกปริมาณในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Quantifier ปริมาณก็มีทั้งมากทั้งน้อย แต่ในที่นี้เราจะนำเสนอเฉพาะ คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษค่ะ

คำว่า มาก ในภาษาอังกฤษ บอกได้หลายคำเลย ที่เราใช้กันบ่อยๆ ประจำๆ ก็คือคำว่า

much กับ manyสองคำนี้คนที่เรียนภาษาอังกฤษ ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน หลักการทั่วไปในการใช้สองคำนี้คือ

          much + นามนับไม่ได้
many + นามนับได้พหูพจน์ (ต้องเป็นพหูพจน์ เพราะมันมีจำนวนมาก)

เช่น

  • I don’t have much time.
    ฉันมีเวลาไม่มาก
  • There are many people around here.
    ที่นี่มีคนเยอะแยะไปหมด

** ถ้าให้เจาะลึกการใช้ much กับ many ลงไปอีกสักหน่อยก็มีหลักการใช้ดังนี้ค่ะ

ปกติแล้ว much กับ many มักจะใช้ในประโยคคำถามหรือปฏิเสธค่ะ แต่ในประโยคบอกเล่าก็มีใช้ได้เหมือนกัน แต่จะเป็นแบบทางการหรือเป็นภาษาเขียนซะมากกว่า ถ้า much หรือ many อยู่ในประโยคบอกเล่า ก็มักจะใช้คู่กับคำเหล่านี้ค่ะ

so much –     I love you so much.
so many –     There are so many things in this shop.

much/many + of

  • I spend much of my life in Bangkok.
  • Many of them were worried about their exam.

too much/ too many

  • she has too much work to do this week.
  • There are too many cars here.

How much / How many

  • How much time do you spend in the bathroom?
  • How many people are there at the concert?

คำบอกปริมาณที่แปลว่า มาก ที่เราใช้กันบ่อยๆยังมีอีก หลายคนใช้คำว่า

lots of หรือ a lot of

สองคำนี้ใช้ได้กับทั้งคำนามนับได้พหูพจน์ และ คำนามนับไม่ได้ เลย

A lot of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้
Lots of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้

เช่น

  • A lot of students are absent today.
  • There is lots of knowledge to learn in this world.
  • There was a lot of rain yesterday.

** ติดตามคำบอกปริมาณที่แปลว่า “มาก” ต่อได้ในตอนหน้านะคะ ^^

 Posted by at 9:46 pm
Oct 082015
 

มารู้จัก “ประโยคขอความช่วยเหลือ” ในภาษาอังกฤษกันหน่อยมั้ย

ถ้าเกิดบังเอิญจับพลัดจับผลูได้ไปต่างประเทศ แล้วเกิดบังเอิ๊ญบังเอิญเข้าตาจน จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากฝรั่ง เราจะพูดยังไง เริ่มต้นประโยคว่ายังไงดี เรามีประโยคขอความช่วยเหลือแบบเบสิคๆมาฝากกันค่ะ รับรองว่าถ้าเอาไปใช้ต้องมีใครสักคนช่วยคุณแน่นอนค่ะ

เริ่มต้นด้วยประโยคง่ายๆประโยคนี้ค่ะ

Can you help me please? หรือถ้าจะให้สุภาพกว่านี้ใช้
Could you help me please? ก็ได้ไม่ผิดค่ะ

จำประโยคนี้ประโยคเดียวนี่ก็ใช้ได้ทั้งประเทศเลยล่ะค่ะ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนบ้างเพื่อความไม่จำเจเราก็มีประโยคอื่นๆมานำเสนอค่ะ เช่น

  • May I ask you a favor?
    ฉันขอให้คุณช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย

หรือจะบอกว่า Can you do me a favor? ก็ได้ค่ะ ให้ความเหมือนกัน

favor แปลว่า ความช่วยเหลือ หรือ ความเอื้อเฟื้อ   คำนี้อาจจะฟังดูเป็นทางการไปซะหน่อย แต่จำไว้ก็ไม่เสียหลายค่ะ

อีกประโยคหนึ่งเป็นสำนวนขึ้นมาหน่อย ดูเก๋ๆ คือ Could you give me a hand?

ไม่ได้แปลว่า ขอมือหน่อย นะคะ แต่แปลว่า ช่วยฉันหน่อยได้มั้ย ตัวอย่างสถานการณ์เช่น คุณจำเป็นต้องแบกทีวีเครื่องเบ้อเริ่มขึ้นไปบนห้องใดห้องหนึ่ง แต่มันหนักซะเหลือเกิน คุณก็เห็นวัยรุ่นท่าทางทะมัดทะแมงสองสามคนแถวๆนั้น เลยเข้าไปทักว่า Excuse me, could you give me a hand? แน่นอนว่าถ้าสองคนนั้นไม่ใจร้ายเกินไป เค้าจะต้องเข้ามาช่วยคุณอย่างแน่นอน

ประโยคอื่นๆ ที่ใช้ขอความช่วยเหลือก็ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เราอาจจะพูดได้ว่า

  • Would you mind helping me out?
    ช่วยผมทีนะ หรือ ช่วยฉันหน่อยนะ

หรือ

  • Is it possible for you to help me?    
    เป็นไปได้ไหมที่คุณจะช่วยฉัน

หรือเราอาจจะไม่ใช้ประโยคคำถามแต่ บอกออกไปตรงๆเลยว่า ฉันต้องการความช่วยเหลือ คือ

  • I need some help.  

แล้วก็ระบุสิ่งที่คุณต้องการให้เขาช่วยได้เลย

ถ้าคุณอยากขอความช่วยเหลือ โดยเจาะจงหรือต้องการระบุว่าอยากให้ช่วยอะไร ออกเป็นแนวประโยคขอร้องให้ทำนั่นทำนี่ให้หน่อย ก็ให้ขึ้นต้นประโยคว่า

Could you please…..?
Would you please….?

เช่น

  • Could you please open the window?
    คุณช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้มั้ย
  • Would you please get me that newspaper?
    คุณช่วยหยิบหนังสือพิมพ์ให้หน่อยได้มั้ย

เอาล่ะค่ะ แค่นี้ก็พอจะช่วยให้คุณเอาตัวรอดในสถานการณ์ขับคันได้แล้ว แต่อย่าลืมว่าก่อนที่จะขอความช่วยเหลือใครให้พูดคำว่า Excuse me. ซักนิดนึง แล้วเมื่อเขาช่วยเหลือเราเสร็จแล้วก็อย่าลืมขอบคุณเขาเป็นอันขาด เพื่อเป็นมารยาทที่ดีนะคะ ^^

 Posted by at 9:44 pm
Oct 082015
 

การใช้ as (ตอนที่ 1)

As เป็นคำที่มีหลายความหมายเอามากๆ เรียกได้ว่าเป็นคำสารพัดประโยชน์เลยก็ว่าได้

เพราะ as เป็นได้ทั้งคำกริยาวิเศษณ์ คำเชื่อม คำบุพบท และคำสันธาน นอกจากนี้ยังมีสำนวนอีกมากที่มี as เข้าไปเกี่ยวข้อง แปลกันจนเหนื่อยเลยเพราะไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดี แต่หลักสำคัญคือเราต้องรู้ว่า as ทำหน้าที่อะไรในประโยค และต้องอาศัยบริบทรอบๆช่วยในการแปล ความหมายต่างๆ ของ as มีดังนี้ค่ะ

1. ใช้ในประโยคเปรียบเทียบ as…asใช้เปรียบเทียบความเท่ากัน เช่น

  • She is as good as my mom.
    เธอดีเหมือนแม่ฉันเลย

2. ใช้ในความหมายว่า ตามที่ มักตามด้วย participle หรือ กริยาช่อง 3 เช่น

  • Please follow the rules as mentioned above.
    กรุณาทำตามกฎตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

3. ใช้ในความหมายว่า “เป็น” หรือ “ในฐานะที่เป็น” เช่น

  • I work as a waitress at the restaurant.
    ฉันทำงานเป็นพนักงานเสริฟที่ร้านอาหาร
  • As a manager, I have to take care of everything in the office.
    ในฐานะที่เป็นผู้จัดการ ฉันต้องดูแลทุกเรื่องในออฟฟิศ

4. ใช้ในความหมายว่า “อย่างที่ แบบที่” เช่น

  • Nowadays, It’s hot as everyone knows.
    ทุกวันนี้อย่างที่ทุกคนรู้ว่ามันร้อน

5. ใช้เป็นคำเชื่อมแปลว่า เพราะว่า เช่น

  • There is flood in Bangkok as it rained a lot yesterday.
    มีน้ำท่วมในกรุงเทพเพราะฝนตกหนักเมื่อวานนี้

6. ใช้เป็นคำเชื่อมแปลว่า ขณะที่ เช่น

  • As she was walking across the road, the accident happened.
    ขณะที่เธอกำลังเดินข้ามถนน ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น

7. ใช้ในความหมายว่า “แม้ว่า” มักเขียนในโครงสร้างประโยคต่อไปนี้ เช่น

  • Strange as it may seem, I never really want to be rich.
    แม้ว่าอาจจะดูแปลกๆ แต่ฉันไม่อยากจะเป็นคนรวย
  • Much as I sympathize with your difficulties, there is little I can do to help you.
    ถึงแม้ว่าฉันจะเห็นใจในความลำบากของคุณอย่างมาก ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก

8. ใช้ในความหมายว่า “เช่นเดียวกับ”เช่น

  • This year, as in previous year, the ticket sold very quickly
    ปีนี้ก็เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ตั๋วขายหมดอย่างรวดเร็ว
 Posted by at 9:42 pm
Oct 082015
 

การใช้ as (ตอนที่ 2)

As นอกจากจะใช้อย่างคำเดี่ยวๆแล้ว ยังนำไปรวมกับคำอื่นๆได้อีก กลายเป็นสำนวนที่มีความหมายที่แตกต่างออกไป สำนวนที่มี as ที่สำคัญและเจอบ่อยๆ มีดังนี้

1. such as แปลว่า ตัวอย่างเช่น เช่น

  • I like eating fruits such as watermelon, apple, orange, and mango.
    ฉันชอบกินผลไม้เช่น แตงโม แอปเปิ้ล ส้ม และ มะม่วง

2. so as to แปลว่า เพื่อที่จะ เช่น

  • I work hard so as to earn a lot of money.
    ฉันทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ

3. as such แปลว่า เช่นนั้น หรือ ดังที่เป็นเช่นนั้น เช่น

  • When I study abroad, I was a foreigner and was treated as such.
    ตอนที่ฉันไปเรียนเมืองนอก ฉันก็กลายเป็นคนต่างชาติ และทุกคนก็ปฏิบัติกับฉันเช่นนั้น

4. as well แปลว่า เช่นเดียวกัน ด้วยเหมือนกัน เช่น

  • I don’t know what happened in my life and I don’t know what to do as well.
    ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตฉันและไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน

5. as well as แปลว่า รวมถึง, และ, ตลอดจน เช่น

  • He’s smart, healthy, hard-working as well as discreet.
    เขาทั้งหล่อ ดูสุขภาพดี ขยัน และยังสุขุมด้วย

6. as soon as แปลว่า ทันทีที่, เร็วเท่าที่ เช่น

  • As soon as I reached home, I knew there was something strange inside.
    ทันทีที่ฉันถึงบ้าน ฉันก็รู้ว่ามีอะไรแปลกๆอยู่ข้างในบ้าน

7. as far as แปลว่า เท่าที่ เช่น

  • I will help you as far as I can.
    ฉันจะช่วยคุณเท่าที่ฉันจะสามารถช่วยได้

8. As far as (someone) is concernedหมายถึง ในความคิดเห็นของ….   เช่น

  • As far as I’m concerned, she is the best teacher of mine.
    ในความคิดเห็นของฉัน เธอเป็นครูที่ดีที่สุดของฉันเลย

9. as long as แปลว่า ตราบเท่าที่ เช่น

  • I will stay by your side as long as you want.
    ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณตราบเท่าที่คุณต้องการเลย

10. as much as แปลว่า มากเท่ากับ หรือ เกือบเช่น

  1. I don’t like science as much as math.
    ฉันไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์พอๆกับคณิตน่ะแหละ

 

11. as…as anythingแปลว่า มาก ใช้ในการเน้น adjective หรือ adverb ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เช่น

  • She is as smart as anything.
    เธอฉลาดมากๆ

 

12. as good asแปลว่า เท่ากับ เหมือนกับ หรือแปลว่า เกือบ ก็ได้ เช่น

  • My work is as good as done.
    งานฉันเกือบจะเสร็จแล้ว

 

นี่เป็นตัวอย่างการใช้ as ที่นำไปรวมกับคำอื่นๆจนเกิดเป็นสำนวนที่มีความหมายแตกต่างกันออกไป อันที่จริงแล้วยังมีอีกเยอะแยะมากมายเลยค่ะ แต่ที่ยกตัวอย่างมาข้างบนนั้นคือคำที่เรามักจะพบบ่อยๆ ลองนำไปใช้ดูนะคะ

 Posted by at 9:39 pm
Oct 082015
 

would คำง่ายๆ ที่บางทีก็ใช้ยาก

Would เป็นคำง่ายๆที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งเราจะรู้จักว่า would มีความหมายว่า “จะ”เท่านั้น แต่มันยังไปใช้ในความหมายอื่นได้อีก ดังนี้ค่ะ

** would แปลว่า จะ เป็นรูปอดีตของwill เชื่อว่าคนทั้งโลกรู้จัก would ในความหมายนี้ดี เช่น

  • She said that she would do it again.
    เธอพูดว่าเธอจะทำมันอีกครั้ง

** would ใช้คู่กับ like แปลว่า อยากจะ หรือต้องการ มีความหมายเหมือน want แต่    would like จะสุภาพกว่าเช่น

  • I would like something to drink.
    ฉันอยากดื่มอะไรสักหน่อย
  • Would you like some tea?
    คุณอยากได้ชามั้ย

** would มักใช้ถามหรือขอร้องเพื่อให้เกิดความสุภาพ เช่น

  •  Would you please pass me that book?
    คุณช่วยหยิบหนังสือเล่มนั้นให้หน่อยได้มั้ย
  • Would you mind If I come in?
    คุณจะรังเกียจมั้ยถ้าฉันจะเข้าไป

**would ใช้พูดถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือไม่เป็นจริง มักใช้ในประโยคเงื่อนไขที่เป็นการสมมติ เช่น

  • If I were you, I wouldn’t do that.
    ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะไม่ทำอย่างนั้น
  • If I had more vacation time, I would go to Spain.
    ถ้าฉันมีวันหยุดมากขึ้น ฉันจะไปสเปน

** would ในความหมายนี้มักใช้ในภาษาพูดเพื่อสื่ออารมณ์! เพิ่มความเข้มข้นของคำพูดลงไปอีก เช่น ปกติถ้าเราจะถามว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ เราก็จะถามว่า Why did you do that?

แต่ถ้าเราถามว่า Why would you do that? ก็จะแปลประมาณว่า ทำไมแกถึงทำแบบนี้!

หรือแทนที่จะพูดว่า I didn’t tell anyone about our secret. (ฉันไม่ได้บอกความลับของเรากับใครเลย) แต่ถ้าพูดว่า I wouldn’t tell anyone about our secret. (ฉันไม่เค๊ยไม่เคยบอกความลับของเรากับใครเลยนะเนี่ย)

เรามักจะไม่ค่อยคุ้นกับ would ในแบบสุดท้ายสักเท่าไหร่ แต่เวลาได้ยินก็แอบสงสัยว่า ทำไมแกต้องใช้ would ด้วย ถ้า would ก็แปลว่า จะ ไม่ใช่เหรอ   ทีนี้ก็จะได้รู้แล้วว่า would มันไม่ได้แปลว่า จะ อย่างเดียวนะคะคุณ แต่มันยังใช้สื่ออารมณ์ได้ด้วย ^^

 Posted by at 9:35 pm