Oct 082015
 

การยกตัวอย่างในภาษาอังกฤษ

เวลาจะเขียนหรือพูดอะไรสักอย่างแล้วเกิดอยากอธิบายเพิ่มเติมให้ผู้ฟังได้เข้าใจ ก็มักจะใช้การยกตัวอย่างเพื่อขยายความ ในภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้ในการยกตัวอย่างอยู่หลายตัวด้วยกัน และแต่ละตัวก็อาจจะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ for example, for instance
for example และ for instance นั้นต่างก็มีความหมายเหมือนกันคือแปลว่า

“ตัวอย่างเช่น” และวิธีการนำไปใช้ก็ยังเหมือนกันอีกด้วย โดยมีวิธีการใช้ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.1 วางไว้กลางประโยค – ในกรณีที่วางไว้กลางประโยค จะต้องมี comma คั่นหน้าคั่นหลังเสมอ แล้วตามด้วย รายการสิ่งของหรืออื่นๆ ซึ่งก็คือคำนามหรือกลุ่มของคำนาม ที่เราจะยกตัวอย่าง เช่น

  • I like playing sports, for example, football, basketball, tennis, etc.

1.2 วางไว้หน้าประโยค – ซึ่งก็คือการขึ้นต้นประโยคใหม่เพื่อยกตัวอย่างอธิบายความของประโยคก่อนหน้า for example แบบนี้จะต้องตามประโยคที่สมบูรณ์ค่ะ จะมาเป็นแค่คำนามหรือกลุ่มคำนามนี่ไม่ได้แล้วนะคะ เช่น

  • I like learning new things. For example, last month I took ballet course.

** การใช้ for instance ก็เช่นเดียวกันค่ะ

2. การใช้ such as
Such as ก็แปลว่า ตัวอย่างเช่นเหมือนกัน แต่วิธีการใช้ต่างจาก for example และ for instance เลย คือจะอยู่กลางประโยคเท่านั้น ไม่นำมาขึ้นต้นประโยค และหลัง such as จะต้องเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนามเท่านั้น เช่น

  • I can cook many kinds of food such as soup, stew, fried rice, noodle, etc.

3. การใช้ e.g.
e.g. ย่อมาจาก exampli gratia (ภาษาละติน) มีความหมายว่า ตัวอย่าง, เช่น,

ดังเช่นตัวอย่างการใช้ e.g. คือ

  • We have many dishes for you to choose e.g. spaghetti, Tom-Yam-Kung, Pad-Thai.

4. การใช้เครื่องหมาย colon (:) ในการยกตัวอย่าง

เราอาจจะเคยเห็นการใช้ colon ในการยกตัวอย่างก็ได้ ใช้เครื่องหมายไปเลย ไม่ต้องใช้คำศัพท์อะไรให้วุ่นวาย มาดูตัวอย่างประโยคที่มีการใช้ colon ในการยกตัวอย่างกันค่ะ

  • I like watching fantasy movies : The Hobbit, Harry Potter, The Lord of the Ring, Percy Jackson.

ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ ^^

 Posted by at 9:33 pm
Oct 082015
 

ตีแผ่การใช้ mind อย่างมืออาชีพ

คำบางคำในภาษาอังกฤษ ก็มีความหมายมากกว่า 1 ความหมาย คราวนี้เวลาอ่านเจอก็เป็นปัญหาของเราแล้วล่ะสิว่าจะแปลว่าอะไรดี อย่างเช่นที่คำที่จะพูดต่อไปนี้คือ คำว่า mind ซึ่งมันมีหลายความหมาย และแต่ละความหมายก็ไม่ค่อยจะใกล้เคียงกันเท่าไหร่เลย มาดูกันค่ะว่าหมายความว่าอย่างไรได้บ้าง

** mind ความหมายแรกแปลว่า ความคิด หรือจิตใจ เป็นคำนาม ตัวอย่างประโยคเช่น

  • I’ve changed my mind.
    ฉันเปลี่ยนใจแล้ว
  • Your face is on my mind all the time.
    หน้าคุณอยู่ในความคิดของผมตลอดเวลาเลย

mindในความหมายนี้เรามักจะเจอในสำนวน bear in mind หรือ keep in mind แปลว่า ระลึกไว้ในใจ หรือ จำไว้ในใจ (อย่าลืม) เช่น

  • When you go abroad, you’d better keep in mind that tipping is necessary.
    เวลาไปต่างประเทศคุณต้องอย่าลืมว่าการให้ทิปเป็นเรื่องสำคัญ
  • You must bear in mind what I said.
    คุณต้องจำไว้ว่าฉันพูดอะไร

** mind ความหมายที่สองแปลว่ารังเกียจ เป็นคำกริยา ปกติเวลาใช้ mind ในความหมายนี้จะต้องตามด้วยคำกริยาที่เติม ing เช่น

  • Do you mind opening the window?
    คุณจะรังเกียจถ้าจะเปิดหน้าต่าง
  • Would you mind if I turn off the fan?
    คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะปิดพัดลม

** mind ความหมายที่สามแปลว่า ระวัง   เป็นคำกริยา เรามักจะเห็นmind ความหมายนี้เป็นป้ายคำเตือนตามสถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือสถานที่ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เช่น

  • Please mind the gap between train and platform.
    กรุณาระมัดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา
  • Mind your step
    เดินระวังๆ

*** บางคนชอบสับสน mind กับ mine สองคำนี้มีความหมายไม่เหมือนกันนะคะ

mineตัวนี้แปลว่า ของฉัน หรือ เหมืองแร่ เช่น

  •  You don’t need to buy a new dictionary. You can use mine.
    คุณไม่จำเป็นต้องซื้อพจนานุกรมใหม่ คุณใช้ของฉันก็ได้
  • He used to work in a mine.
    เขาเคยทำงานในเหมืองแร่
 Posted by at 9:30 pm
Oct 082015
 

ความแตกต่างระหว่าง bring กับ take

bringกับ take เนี่ย บางทีก็สับสนเหมือนกันนะว่าจะเลือกใช้คำไหนดี เพราะความหมายมันใกล้เคียงกัน ถ้าเจอประโยคว่า

  • I asked my daughter to take me a cup of tea.
    ฉันขอให้ลูกสาวเอากาแฟมาให้

ประโยคนี้ถ้าดูแบบผิวเผินก็เหมือนจะถูกนะคะ แต่ถ้าสังเกตดูดีๆแล้วมันจะผิดเต็มๆเลยค่ะ

การจะเลือกใช้คำไหนระหว่าง bring กับ take ต้องดูตำแหน่งที่อ้างถึงค่ะ   เช่น

ถ้าสิ่งของนั้นมีทิศทางมาหาเรา ก็จะเข้าข่ายการใช้ bring
แต่ถ้าสิ่งของนั้นมีทิศทางที่ออกไปจากเรา ก็จะเข้าข่ายการใช้ take
หรือพูดง่ายๆคือ คุณขอให้คนอื่น bring สิ่งของนั้นมาให้เรา แต่เรา take สิ่งของนั้นไปที่ที่เราจะไป   ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

bring :นำมา, พามา (ให้เรา)

  • Please bring the book you’ve borrowed to me.
    กรุณาเอาหนังสือที่คุณยืมไปมาให้ฉันด้วย     (สิ่งของมาหาเรา เพราะให้อีกคนเอามาให้)
  • Please bring your report to the class tomorrow.
    กรุณาเอารายงานมาในคาบเรียนพรุ่งนี้ด้วย
  • When you come to school tomorrow, don’t forget to bring the money for the camp to me.
    พรุ่งนี้ตอนมาโรงเรียน อย่าลืมนำเงินค่าเข้าค่ายมาให้ครูด้วย

take :นำไป (จากเรา)หรือเอาสิ่งของนั้นไปด้วย

  • Don’t forget to take a letter from me. You have to give it to your parents.
    อย่าลืมเอาจดหมายไปนะ เธอต้องเอาไปให้พ่อแม่อ่าน
  • I’ll take the CD this evening.
    ฉันจะไปเอาซีดีเย็นนี้

*** ถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่อง bring กับ take ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้ค่ะ

  • Please bring a flashlight and compass to the camp.
    กรุณานำเอาไฟฉายและเข็มทิศมาที่ค่ายด้วย
    (ตัวเราอยู่ที่ค่าย และเราขอให้คนอื่นที่เราพูดด้วยนำมันมาให้เราที่ค่ายด้วย)
  • Please take a flashlight and compass to the camp.
    กรุณาเอาไฟฉายและเข็มทิศไปที่ค่ายด้วย
    ( ให้คนอื่นนั้นนำไฟฉายกับเข็มทิศติดตัวมาด้วย คือนำมันออกมาจากที่ที่คนๆนั้นอยู่)

** น่าจะเคลียร์แล้วนะคะ สำหรับการใช้ bring กับ take ^^

 Posted by at 9:27 pm
Oct 082015
 

การใช้ enough และ too

enough และ too เป็นคำกริยาวิเศษณ์ เอาไว้ขยายคำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์ และคำนามก็ได้ค่ะ เพื่อบอกระดับ ดีกรี หรือปริมาณของคำนั้นๆ

enough แปลว่า “เพียงพอ” เป็นได้ทั้ง adverb (กริยาวิเศษณ์) และ adjective (คำคุณศัพท์) ดังนั้นเวลาใช้เมื่อใช้ต่างหน้าที่กัน ตำแหน่งของ enough ก็ย่อมต่างกันไปด้วยดังนี้ค่ะ

เมื่อใช้อย่างคำคุณศัพท์ ก็จะวางไว้หน้าคำนาม ไม่ว่าจะเป็นคำนามนับได้หรือคำนามนับไม่ได้ ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน เช่น

  • We don’t have enough food for ten people, so we need to buy some more.
    เรามีอาหารไม่พอสำหรับสิบคน ต้องไปซื้อเพิ่มแล้วแหละ
  • I want a new car but I don’t have enough money.
    ฉันอยากได้รถใหม่แต่มีเงินไม่พอ

เมื่อใช้อย่างคำกริยาวิเศษณ์ ก็มักจะวางไว้หลังคำคุณศัพท์หรือกริยาวิเศษณ์ที่มันไปขยาย เช่น

  • I like this house but it’s not big enough for 5 people.
    ฉันชอบบ้านหลังนี้นะแต่มันใหญ่ไม่พอสำหรับ 5 คน
  • She refused his proposal of marriage because she thinks he isn’t good enough.
    เธอปฏิเสธคำขอแต่งงานของเขาเพราะเธอคิดว่าเขายังดีไม่พอ

Too แปลว่า มากเกินไป ปกติเรามักจะเห็น too ใช้คู่กับคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์คือวางไว้ข้างหน้าเพื่อบอกดีกรีหรือระดับว่ามันมากเกินไป เช่น

  • English isn’t too difficult.
    ภาษาอังกฤษมันไม่ได้ยากเกินไป
  • The water in the glass is too hot.
    น้ำในแก้วนั้นมันร้อนเกินไป

ปกติการใช้ too ในลักษณะนี้จะใช้ในโครงสร้างแบบนี้ค่ะ too adj. + to + V.

  • Here is too noisy to study.
    ที่นี่เสียงดังเกินไปที่จะอ่านหนังสือสอบ
  • You’re too young to drive.
    คุณอายุน้อยเกินไปที่จะขับรถ

**** too ในอีกความหมายนึงแปลว่า “อย่างมาก” เช่น

  • She looks too young.
    เธอยังดูเด็กมาก

แต่ถ้าใช้ในการบอกปริมาณคำนาม มักจะใช้คู่กับ much หรือ many เป็น too much หรือ too many   เช่น

  • There is too much salt in the soup. It’s very salty.
    มีเกลือเยอะเกินในซุป มันเค็มมากๆเลย
  • There are too many people in the mall.
    มีคนเยอะเกินไปในห้าง

เมื่อเข้าใจแล้วก็ลองเอาไปใช้ดูนะคะ อย่าลืมว่า English is too easy. ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว ^^

 Posted by at 9:24 pm
Oct 082015
 

การใช้ how much / how many

How much / How many เป็นคำแสดงคำถามที่ถือว่าอยู่ในประเภท wh-question words ใช้ถามปริมาณหรือจำนวนของคำนามค่ะ แต่สองคำนี้มีวิธีการนำไปใช้ที่ต่างกันค่ะ หลักการนั้นง่ายมากๆ จำไว้แค่ว่า

How much ใช้ถามปริมาณของคำนามที่นับไม่ได้
How many   ใช้ถามจำนวนของนามที่นับได้

1.  How many ใช้กับคำนามที่นับได้ และข้อสำคัญคือต้องเป็นพหูพจน์ หลักการใช้ทีต้องจำคือ ถามจำนวนของนามอะไร ให้เอา how many ไปวางไว้ด้านหน้านามนั้น

How many + Plural noun + ………………?

เช่น

  • How many comic books do you have in your room?
  • How many English teachers are there in your school?
  • How many glasses of water do you drink a day?
  • How many boxes does he want?

** การใช้ how many ก็ง่ายๆแบบนี้ล่ะค่ะ สังเกตมั้ยคะว่า คำนามหลัง how many จะต้องเป็นนามพหูพจน์ตลอด ส่วนด้านหลัง เราจะแต่งประโยคเป็นแบบไหนก็แล้วแต่สิ่งที่เราต้องการจะถาม

2. How much ใช้ถามปริมาณของคำนามที่นับไม่ได้

How much + คำนามที่นับไม่ได้ +……………………..?

เช่น

  •  How much sugar do you want?
  • How much milk is there in the bottle?
  • How much money do you have?

** นอกจากถามปริมาณแล้ว How much ยังถามราคาได้อีกด้วยค่ะ โดยใช้โครงสร้างประโยคต่อไปนี้ค่ะ

How much is/are +…………….?
How much does/do …………..cost?

เช่น

  • How much is it?
  • How much are these shoes?
  • How much does this shirt cost?

** ไม่ยากอย่างที่คิด ลองเอาไปใช้ดูได้เลยค่ะ^^

 

 Posted by at 9:21 pm
Sep 242015
 

การ stress คำในภาษาอังกฤษ

เวลาที่ต้องพูดกับฝรั่งทีไร ต้องเกิดปัญหาเราฟังฝรั่งไม่รู้เรื่อง (อันนี้เป็นบ่อยเวลาเจอคนพูดแบบรัวๆ ) หรืออีกปัญหานึงคือ ฝรั่งฟังเราไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครฟังใครออกแล้วทีนี้จะสื่อสารกันอย่างไร??…..เหตุผลหนึ่งที่เขาฟังเราไม่ออกมาจากวิธีการออกเสียงของเราค่ะ เคยสงสัยมั้ยคะ ทำไมภาษาอังกฤษของเรามั้นไท๊ยไทย คือเหมือนพูดภาษาไทยแต่เป็นคำศัพท์อังกฤษ นั่นเป็นเพราะว่าเราออกเสียงพยัญชนะไม่ถูกต้อง และที่สำคัญอีกอย่างเลยก็คือการลงเสียงหนักที่พยางค์ในคำ หรือที่เราเรียกว่า การ stress เสียงนั่นเอง

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีการลงเสียงหนักเบาที่คำหรือประโยค แต่ภาษาไทยจะเน้นทุกคำต่างกันแค่ที่วรรณยุกต์เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยในการออกเสียงภาษาอังกฤษการ stress เสียงมีความสำคัญมากเพราะบางคำ ถ้าเราลงเสียงหนักผิดที่ ก็จะกลายเป็นอีกความหมายนึงเลย เช่น คำว่ present ถ้าเป็นคำนามที่แปลว่า ของขวัญ จะต้อง stress ตรงพยางค์แรก (’pre.sent) แต่ถ้าเป็นกริยาที่แปลว่า นำเสนอ ต้อง stress ตรงคำว่า sent (pre.sent’)

ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์นับไม่ถ้วน แล้วจะมีวิธีอย่างไรในการจดจำว่าคำไหนออกเสียงเน้นหนักที่พยางค์ไหน ง่ายๆเลยค่ะ เช็คจากในพจนานุกรมค่ะ (^^) แต่ถ้าคำไหนเราได้ใช้บ่อยๆเราก็จะรู้ได้เอง แต่ก็มีหลักเกณฑ์ที่บอกเราได้คร่าวๆนะคะว่า เราจะต้อง stress ที่คำไหน ดังนี้ค่ะ

1. คำที่มีสองพยางค์ ส่วนใหญ่จะเน้นหนักที่พยางค์แรก เช่น

’ty.pist                             ’tooth.paste           ’hus.band
’doc.tor                            ’den.tist                 ’de.sert
’ans.wer                           ’sub.ject

แต่คำบางคำเป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา ถ้า stress ที่พยางค์แรก จะเป็นคำนาม แต่ถ้า stress ที่พยางค์ที่สองจะเป็นคำกริยา เช่น

’con.duct (n.)         การจัดการ      con.’duct (v.)   จัดการ, นำ
’re.cord (n.)            ข้อความที่บันทึกไว้   re.’cord(v.)   จดบันทึก
’pro.gress (n.)        ความก้าวหน้า            pro.’gress(v.)   ก้าวหน้า
’pro.duce (n.)         ผักผลไม้สด              pro.’duce (v.) ปลูก,ผลิต

คำกริยาหรือคุณศัพท์ที่มีสองพยางค์อื่นๆ ให้ stress ที่พยางค์ที่สองที่เป็นรากศัพท์ เช่น

ap.’pear                           ex.’plain
be.’lieve                          for.’get
re.’serve                          com.’plete

แต่คำต่อไปนี้ รากศัพท์อยู่ที่พยางค์แรก ก็ต้อง stress ที่พยางค์แรก เช่น

’of.fer                               ’fol.low
’ac.tive                             ’hon.nest

2. คำที่มีสามพยางค์ขึ้นไป ควรดูว่ามีคำลงท้ายอย่างไร

ถ้าลงท้ายด้วย -al, -ate, -ble, -lly, -lar, -ment, -y, -tyจะลงเสียงหนักที่พยางค์ที่ 3 นับจากท้ายเช่น
co.‘no.mi.cal           ‘ca.pa.ble           ‘ac.tual.ly

ถ้าลงท้ายด้วย -ian, -ic, -ish, -sion, -tion, -tive, -tor, -terจะลงเสียงหนักที่พยางค์ที่ 2 นับจากท้ายหรือพยางค์หน้า suffix เหล่านี้ค่ะ เช่น
e.co.‘no.mic           es.‘tab.lish             so.’lu.tion
con.’duc.tor               te.le.’vi.sion

2. การ stress คำที่เป็นคำประสม

Noun + Noun (2 หรือ 3 พยางค์) จะ stress ที่พยางค์แรก เช่น

teapot                   ’footprint
’postof.fice             ’news.pa.per

คำประสมที่มี นามอยู่ท้าย จะ stress ที่นามนั้น เช่น

first‘class               down’stairs

คำประสมที่มี กริยาลงท้าย จะ stress ที่กริยานั้น เช่น

over’look                under’stand

คำสรรพนามประเภท reflexive pronoun จะ stress ที่คำว่า self ค่ะ เช่น

him’self                  my’self

คำประสมที่เป็นกริยาประเภท two-word verb จะต้องเน้นหนักที่พยางค์ที่สอง หรือที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์หรือคำบุพบท เช่น

get‘up          put ‘on         take ‘over

แต่ถ้าเป็นกริยาประเภท three-word-verb จะเน้นหนักที่พยางค์ที่สอง เช่น

run‘outof                take ‘care of

** นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าให้แน่ใจจริงๆว่าstress ที่คำไหนให้เปิดพจนานุกรมดูเลยค่ะ เพราะจะมีบอกทุกคำว่าจะต้องลงเสียงหนักที่คำไหน

 Posted by at 1:26 am
Sep 242015
 

การใช้ about
คำว่า about  มันอาจจะไม่ได้เป็นแค่คำธรรมดาที่เรารู้จัก เพราะมันใช้ได้ในหลายความหมาย ต่อไปนี้ค่ะ

1. about ในความหมายแบบเบสิคเลย แปลว่า “เกี่ยวกับ” เช่น

  • It’s boring to hear my sister complain about the same thing.
    มันน่าเบื่อที่ได้ยินน้องสาวฉันบ่นเรื่องเดิมๆ
  • I don’t want to talk about that now.
    ฉันไม่อยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นตอนนี้

2. about ในความหมายที่สองที่เรารู้จักกันดีคือแปลว่า “ประมาณหรือราวๆ” เช่น

  • About 300people were killed by the earthquake.
    มีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวประมาณ 300 คน
  • I spent about 30,000 baht for the camp.
    ฉันใช้จ่ายเงินไปกับแคมป์นี้ราวๆ 30,000 บาท

3. about ใช้บอกตำแหน่งก็ได้ มีความหมายว่า รอบๆ คือมีความหมายเหมือนกับ around เช่น

  • The girl were dancing about the room.
    เด็กสาวเต้นไปรอบๆห้อง

4. about สามารถใช้กับ verb to be ได้ในโครงสร้าง

verb to be + about + to + V. infinitive

แปลว่า “กำลังจะ” คือพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ เช่น

  • She’s about to leave for Singapore tomorrow morning.
    เธอกำลังจะเดินทางไปสิงคโปร์พรุ่งนี้
  • I’m about to finish my assignment.
    ฉันกำลังจะทำงานเสร็จเร็วๆนี้

** นอกจากนี้ about ยังเอาไปรวมกับคำอื่นๆแล้วมีความหมายใหม่ เช่น

whereabout  แปลว่า           ที่ไหน หรือ สถานที่ ที่ตั้ง
thereabout    แปลว่า           ประมาณนั้น บริเวณนั้น แถวๆนั้น
roundabout   แปลว่า           อ้อม, พูดอ้อมค้อม, วงเวียน
hereabout     แปลว่า           รอบๆ ที่นี่ บริเวณนี้

ตัวอย่างเช่น

  • We couldn’t find out her whereabout.
    ที่ไหนๆพวกเราก็หาเธอไม่เจอ
  • He was from Texas or thereabout.
    เขามาจากเท็กซัสหรือไม่ก็แถวๆนั้นแหละ
 Posted by at 1:22 am
Sep 242015
 

Context clues (การเดาคำศัพท์จากบริบท)

การอ่านภาษาอังกฤษยังถือว่าเป็นปัญหาสำหรับคนไทย เพราะเหตุผลหนึ่งคือการไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ แต่ก็ใช่ว่าทุกคำที่ไม่รู้ความหมายจะต้องเปิดหาจากพจนานุกรม เพราะคงจะต้องเสียเวลาไปกับการเปิดพจนานุกรมไปๆมาๆ จนลืมเนื้อเรื่องที่อ่าน พาลให้ไม่อยากอ่านไปซะอีก วิธีการที่จะช่วยให้เราไม่ต้องเปิดหาคำศัพท์บ่อยๆคือ การเดาคำศัพท์จากบริบทดังนี้ค่ะ

1. เดาศัพท์จากความหมาย (definition)
เคยสังเกตมั้ยคะว่าเวลาอ่านบทความหรืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะถ้าเป็นพวกตำรา
ต่างๆ ถ้าเป็นศัพท์ยากหรือศัพท์ใหม่จะมีการให้คำจำกัดความไว้ โดยสังเกตจากคำต่อไปนี้ คือ

mean, verb to be, to be called as, to be defined, as to be regarded as,  to be known as, may be describes as,  refer to, to be a kind/type of

เช่น

  • Personality can be defined as organized set of characteristics possessed by a person that determine ones persona.
  • Circulate means to move around and return to the same place.

หรืออีกแบบหนึ่งคือ การบอกความหมายโดยใช้ เครื่องหมายวรรคตอน

เช่น  comma (,), dash (-), parentheses ( ) หรือ colon (:)

  • Messrs., the plural of Mr. is seldom used as a little.

ความหมายของคำว่า Merssrs. จะอยู่ระหว่างเครื่องหมาย comma ( , ) เป็นการนำข้อความเข้ามาแทรกไว้เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของ Merssrs. ว่าเป็นรูปพหูพจน์ของ Mr.

2. เดาศัพท์จากตัวอย่าง (example)
ผู้อ่านอาจจะใช้การยกตัวอย่างเพื่อบอกความหมายของศัพท์ โดยดูได้จากคำ ต่อไปนี้   คือ

for example, such as, for instance, including, etc.

เช่น

  • She is very touchy. For example, she usually gets angry when her teacher makes comments on her work.
  • Do you participate in one of the more popular avocations, such as jogging, tennis, or stamp collecting?

3. เดาศัพท์จากคำตรงข้าม (opposite meaning)

Although  / even though / though   แม้ว่า
but / yet  แต่
however /nevertheless  แต่อย่างไรก็ตาม
in spite of / despite   แม้ว่า
on the contrary  / on the other hand  ในทางตรงกันข้าม
in contrast / conversely   ในทางกลับกัน

เช่น

  • He writes to her constantly ; however, she rarely answers his letter.
    (constantly เป็นคำศัพท์ที่เราเดาความหมาย มีความหมายตรงข้ามกับ rarely คือ ไม่บ่อย ดังนั้น constantly จึงแปลว่า บ่อยๆ)

4. การเดาคำศัพท์จากการกล่าวซ้ำ (restatement)
การกล่าวซ้ำจะไม่ใช่การบอกความหมายของคำศัพท์โดยตรง แต่เป็นการกล่าว ซ้ำหรืออธิบายโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น

in other word, that is, that is to say, etc.

เช่น

  • These two circles are concentric. In other words, they have the same center.

5. การเดาศัพท์จากการเปรียบเทียบ (comparison)
เป็นการชี้แนะหรืออธิบายความหมายของคำศัพท์โดยการเปรียบเทียบ คำศัพท์

ที่เป็น keyword คือ as, as…………as, like, similar to, likewise, as if, as though, comparing to, comparing with, etc.

เช่น

  • He is cunning as an old fox; don’t trust him.
  • An elephant is immense, comparing to a mouse.

** เมื่อรู้วิธีเดาคำศัพท์แล้วก็ลองนำไปฝึกใช้ดูนะคะ ^^

 Posted by at 1:18 am
Sep 242015
 

คำกริยาที่ใช้ได้ทั้ง gerund และ infinitive

คำกริยาบางคำจะต้องตามด้วย gerund (กริยาเติม ing) หรือบางคำจะต้องตามด้วย infinitive (กริยาที่ตามหลัง to) เช่น

  • I enjoy watching his show.
  • I’m deciding to buy a new car.

แต่มีคำกริยาบางคำสามารถใช้ทั้งกับ gerund และ infinitive โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันเมื่อตามด้วย gerund และ infinitive กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ เมื่อตามด้วย gerund จะมีอีกความหมายนึง และตามด้วย infinitive จะมีอีกความหมายนึง   มาดูกลุ่มที่มีความหมายต่างกันก่อนค่ะ

1. try to do something หมายถึง        พยายามทำอะไรบางอย่าง
try doing something     หมายถึง         ลองทำอะไรบางอย่าง

เช่น

  • I try to make things right.   ฉันพยายามทำสิ่งต่างๆให้มันดี
  • I have tried playing extreme sport which I’ve never thought to do.
    ฉันลองเล่นกีฬาประเภทเอ็กซ์ตรีมซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเล่น

2. stop to do something      หมายถึง        หยุดทำสิ่งหนึ่งเพื่อทำอีกสิ่งหนึ่ง
stop doing something   หมายถึง         หยุดการทำบางสิ่ง

เช่น

  • I stop towatch DVD.  ฉันหยุดเพื่อที่จะดูดีวีดี
  • I stop texting him.   ฉันหยุดส่งข้อความหาเขาละ

3. mean to do something หมายถึง        ตั้งใจทำอะไรบางอย่าง
mean doing something หมายถึง         มีความหมายถึงการทำอะไรบางอย่าง

เช่น

  • I didn’t mean to look down on you.  ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกคุณ
  • His acting means refusing me.  การกระทำของเขาหมายถึงการปฏิเสธฉัน

4. regret to do something หมายถึง เสียใจที่จะต้องทำบางอย่าง
regret doing something หมายถึง         เสียใจที่ได้ทำบางอย่างไปแล้ว

เช่น

  • I regret to inform you that you are not selected for this position.
    ฉันเสียใจที่จะแจ้งให้คุณทราบว่าคุณไม่ได้รับเลือกในตำแหน่งนี้
  • I regret saying inappropriate words to my mom.
    ฉันเสียใจที่พูดคำพูดไม่เหมาะสมกับแม่

5. remember to do something หมายถึง         จำได้ว่าจะต้องทำอะไร
remember doing something    หมายถึง         จำว่าได้ทำบางอย่างไปแล้ว

เช่น

  1. I remember to send e-mail to my boss.
    ฉันจำได้ว่าต้องส่งเมล์ให้เจ้านาย
  2. I remember visiting Rome.
    ฉันจำได้ว่าไปเที่ยวกรุงโรมมา

6. forget to do something หมายถึง           ลืมว่าจะต้องทำอะไร
forget doing something หมายถึง                   ลืมว่าได้ทำบางอย่างไปแล้ว

เช่น

  • I forget to tell him what happened.
    ฉันลืมที่จะบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
  • I forgetdoing my homework.
    ฉันลืมทำการบ้าน

เวลาจะใช้ต้องระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะความหมายไม่เหมือนกัน ^^

 Posted by at 1:09 am
Sep 242015
 

Finite and Non-finite verb

คำกริยาในภาษาอังกฤษถ้าแบ่งตามหน้าที่จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. Finite verb (กริยาแท้)
2. Non-finite verb (กริยาไม่แท้)

1. Finite verb (กริยาแท้)คือ กริยาที่ทำหน้าที่แสดงอาการหรือการกระทำของประธานในประโยค ลองนึกภาพดูว่าในประโยคใดประโยคหนึ่งอาจจะมีคำที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นคำกริยาปรากฎอยู่มากกว่า 1 คำ แต่จะมีกริยาเพียงตัวเดียวที่เป็นกริยาแท้ในประโยค เป็นกริยาของประธานในประโยค   กริยาที่เป็น finite verb จะสามารถผันรูปได้ตาม subject, Tense, mood และ voice เช่น

ผันตาม Tense

  • I am not playing game, but I am doing homework.
    (ผันเป็น verb ที่เติม ing ตาม present continuous tense)
  • They have just finished their work.
    (ผันเป็น verb ช่อง 3ตาม present perfect tense)

ผันตาม subject

  • She goes to work by car every day. (ประธานเอกพจน์)
  • Many people like going abroad.   (ประธานพหูพจน์)

ผันตาม voice

  • Sarah told me her secret.   (active voice)
  • I was told about this matter many times. (passive voice)

ผันตาม mood

  • I recommended that he see a doctor. (subjunctive mood)    **ไม่ใช่ he sees

2. Non-finite verb (กริยาไม่แท้) คือ กริยาที่จะไม่ผันตาม tense, subject, mood หรือ voice และจะทำหน้าที่อย่างอื่นในประโยค จะไม่ทำหน้าที่เป็นกริยา   กริยาไม่แท้ในภาษาอังกฤษจะมี 3 ประเภท คือ

2.1 gerund คือ กริยาที่เติม ing (Ving) ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค  เช่น

  • Smoking isn’t allowed here.
  • I try to avoid meeting him.

2.2  to infinitive คือ กริยารูปธรรมดาที่ตามหลัง to ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค เช่น

  • The best way to live happily in the society is to be open-minded.
  • To love is to risk.

2.3 participle คือกริยาที่เติม –ed หรือเป็นกริยาช่อง 3   ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำคุณศัพท์คือขยายประธานในประโยค เช่น

  • Let a sleeping dog lie.
    อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน
    (เป็นสำนวนสุภาษิต หมายถึง อย่าหาเรื่องใส่ตัว )
  • He’s driving a rented car.
    เขากำลังขับรถคันที่เช่ามา

** ในประโยคหนึ่งอาจจะมีกริยาหลายตัว เราจะต้องแยกให้ได้ว่า กริยาใดเป็นกริยาแท้ในประโยคและกริยาใดเป็นกริยาไม่แท้ เพื่อที่เวลาแปลความหมายจะได้ไม่สับสน

  • She wants to know you.
    ในประโยคนี้ กริยาแท้คือ คำว่า wants ซึ่งมีการผันตามประธานที่เป็นเอกพจน์ ส่วน to know เป็นกริยาไม่แท้ ที่เป็น to infinitive

** การรู้จักกริยาแท้และกริยาไม่แท้มีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจกับการอ่านเป็นอย่างมาก เพื่อให้ความเข้าใจในเนื้อเรื่องไม่คลาดเคลื่อนค่ะ

 Posted by at 1:04 am