Sep 162015
 

เจาะลึกการใช้คำว่า even อย่างมืออาชีพ!!

ในภาษาพูดของภาษาอังกฤษ บางคนอาจจะเคยได้ยินเขาพูดคำว่า even ในประโยคกันบ่อยๆ even อย่างนั้น even อย่างนี้ even อย่างโน้น ถ้าเอามาพูดบ้างน่าจะเข้าท่าแห๊ะ น่าจะดูเหมือนเจ้าของภาษาเขาพูดกัน แต่ก่อนจะนำไปใช้ก็ต้องรู้จักความหมายและการนำไปใช้กันก่อนนะคะว่า even หมายความว่าอะไรได้บ้าง  มาดูที่ ความหมายง่ายๆ ของ even กันก่อนค่ะ

evenแปลว่า จำนวนคู่ก็ได้ เช่น

  • 24 is an even number.
    24 เป็นเลขจำนวนคู่
  • 51 isn’t an even number.
    เลข 51 ไม่ใช่เลขคู่

evenแปลว่า “เสมอ หรือ เท่ากัน” ก็ได้ เช่น

  • My mark and Janie’s mark are even.
    คะแนนของฉันกับคะแนนของเจนี่เท่ากัน
  • I was so upset after I had my hair cut. My new haircut isn’t even.
    ฉันหัวเสียมากๆเลยหลังจากไปตัดผมมา ผมทรงใหม่นี่ไม่เท่ากันเลย

คราวนี้มาถึงความหมายของ even ที่แปลย๊ากยากกันบ้าง เพราะบางทีไปเจอในประโยคก็ไม่รู้จะแปลมันว่าอะไร จริงๆ even เนี่ยไม่ได้มีไว้เท่ๆในประโยคอย่างเดียวนะคะ เพราะมันยังเป็นการพูดให้คนฟังเห็นภาพหรือเป็นการเน้นย้ำ พูดง่ายๆคือเพิ่มอรรถรสทางภาษานั่นเอง

evenถ้าแปลเป็นภาษาพูดของไทยก็จะแปลว่า “แม้แต่, แม้กระทั่ง, ขนาด” เช่น

  • Even Nathan who always comes early is late today.
    ขนาดอีตานาธานที่มาเช้าประจำ วันนี้ยังมาสายเลย
  • Can you see even the kids can do it? Why can’t you do it?
    เห็นมั้ยว่าแม้แต่พวกเด็กๆยังทำได้เลย แล้วทำไมคุณจะทำไม่ได้

evenแปลเป็นภาษาพูดแบบไทยๆ ได้อีกว่า “ด้วยซ้ำ” เป็นการเน้นความหมายของประโยคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น

  • Martin didn’t even talk to me.
    มาร์ตินไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ
  • How can I call you? I don’t even know your number.
    ชั้นจะไปโทรหาเธอได้ไง แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

เอาละค่ะ รู้การใช้ even กันอย่างนี้แล้วก็นำไปใช้กันได้เลยจ้า ^^

 Posted by at 12:51 am
Aug 232015
 

การใช้ yet

yet  เป็นคำศัพท์ที่มีหลายหน้าที่และหลายความหมาย เราอาจพบเจอ yet ได้ในหลายๆตำแหน่งของประโยค ฟังแบบนี้ปุ๊บก็อาจจะสงสัยว่ามันแปลว่าอะไรได้บ้าง มาดูกันเลยค่ะว่า yet ใช้อย่างไรได้บ้าง

—– yet แปลว่า “ยัง” —–

yet ในความหมายว่า “ยัง” นี้ เราจะเห็นบ่อยในประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถามของ perfect tense แปลว่า ยังไม่ได้ทำสิ่งนี้ หรือ ทำสิ่งนี้แล้วหรือยัง เช่น

  • Have they made up yet?     พวกเขาคืนดีกันหรือยัง
  • She hasn’t got married yet.   หล่อนยังไม่ได้แต่งงาน
  • Has she finished her work yet?    เธอทำงานเสร็จหรือยัง
  • I haven’t eaten anything yet.  ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย

*** แต่บางครั้งเราก็ใช้ใน present tense หรือ past tense ก็ได้ เช่น

  • Did you talk to him yet?      ได้คุยกับเขาแล้วหรือยัง
  • Do you have a car yet?          มีรถสักคันแล้วหรือยัง

—–yet แปลว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดยังไม่เกิดขึ้น—–

ในความหมายนี้อาจจะพบเจอได้ในสองรูปแบบคือ has yet to + verb กับ V. to be yet to + verb เช่น

  • Our attempt has yet to meet their expectation and we need to work harder.
    ความพยายามของเรายังไม่ตรงตามความต้องการของพวกเขาและเราจะต้องทำงานหนักให้มากขึ้น
  • The best moment is yet to come.
    ช่วงเวลาที่ดีที่สุดยังไม่มาถึง
  • His theory is yet to be confirmed.
    ทฤษฎีของเขายังไม่ได้รับการยืนยัน

—–yet ที่เป็นคำเชื่อมประโยค มีความหมายว่า “แต่” “อย่างไรก็ตาม” ——

  • We are totally different, yet we can get along well.
    พวกเราต่างกันมากแต่พวกเราก็เข้ากันได้ดี
  • My sister keeps complaining about the service of this restaurant. Yet, she comes here very often.
    พี่สาวฉันเอาแต่บ่นเรื่องการบริการของร้านอาหารร้านนี้ แต่เจ้าหล่อนก็มากินอาหารที่นี่อยู่บ่อยๆ

——yet ใช้ในความหมายว่า สิ่งๆนั้นเป็นที่สุด—–

  • This will be the most important information yet.
    นี่คงจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดเลย (จนถึงตอนนี้)
  • His project is the best yet.
    โครงการของเขาดีที่สุด

—–yet ใช้ตามหลังคำบอกเวลา เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือจะเสร็จสิ้นนับจากนี้ไปอีกกี่วัน (เท่าระยะเวลาที่ yet ตามหลัง)——

  • The conference will be held for a week yet.
    การประชุมจะถูกจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

—– yet ใช้ในประโยคเปรียบเทียบ เพื่อเน้นว่าสิ่งนี้ใหญ่กว่า ดีกว่า เล็กกว่า แพงกว่า หรืออื่นๆ กว่าอีกสิ่งหนึ่ง—–

  • The house is more expensive yet than any of the others we’ve looked for.
    บ้านหลังนี้แพงกว่าบ้านหลังไหนๆที่เราหาเลย

*** เจอการใช้ yet เข้าไปนี่ถึงกับมึนสักพักใหญ่ๆเลย ยังไงก็ลองค่อยทำความเข้าใจนะคะ

 Posted by at 11:26 pm
Aug 232015
 

การแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นภาษาอังกฤษ

เวลาพูดกับชาวต่างชาติก็อาจจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นของเราสอดแทรกเข้าไประหว่างที่สนทนา คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด มาดูสำนวนที่ใช้พูดแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกันค่ะ

การแสดงการเห็นด้วย

เวลาที่ใครพูดอะไรกับเราแล้วเราเห็นด้วย ก็จะใช้สำนวนดังต่อไปนี้ค่ะ

ถ้าแบบเป็นทางการก็จะใช้ว่า

  • I agree.     ฉันเห็นด้วย
  • I concur.   ฉันเห็นด้วย
  • That’s just what I was thinking.  นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดเลย
  • That’s exactly my opinion.  นั่นเป็นความเห็นของผมเลย

หรือถ้าเห็นด้วยแบบจริงจังหรือเห็นด้วยสุดๆ ก็จะเพิ่มคำขยายเข้ามาเช่น

  • I totally agree.   เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
  • I definitely agree.    เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • I absolutely agree.  เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • I couldn’t agree more.   เห็นด้วยอย่างที่สุด

แต่ถ้าเป็นการเห็นด้วยแบบกลางๆ ก็มักจะพูดว่า

  • That’s quite right.   ก็น่าจะใช่
  • I quite agree with you.   ฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ

แต่ถ้าพูดเห็นด้วยแบบไม่เป็นทางการ มักจะใช้สำนวนนี้ค่ะ

  • Yeah! / Right!
  • Definitely!
  • Absolutely!
  • Exactly!
  • That’s right.
  • You’re right.
  • You got it!

ทั้งหมดนี้แปลเหมือนๆกันคือแปลว่า ใช่เลย หรือ นั่นแหละใช่เลย ประมาณนี้ค่ะ

ในบางครั้งเราอาจจะเห็นด้วย แต่ก็อาจจะมีบางครั้งที่เราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คนอื่นพูด เราก็สามารถบอกเขาไปได้ ไม่ใช่เห็นด้วยทุกอย่างที่เขาพูดมา โดยจะมีสำนวนในการพูด ดังนี้ค่ะ

  • I disagree.   (บอกไปตรงๆเลยว่าไม่เห็นด้วย สั้นๆง่ายๆได้ใจความ)
  • I’m not sure about that.   (เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างอ่อนโยน)
  • That’s good but……
  • I see what you’re saying but…

(เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพเช่นกัน คือถนอมน้ำใจคนฟังเล็กน้อย ^^)
หรือหากต้องการจบบทสนทนา เพื่อเปลี่ยนเรื่องแต่ยังต้องการบอกว่าเราไม่เห็นด้วยก็สามารถพูดได้ว่า

  • Let’s agree to disagree.
  • I think we’re going to have to agree to disagree.

สองประโยคล่างนี้แปลว่า ฉันว่าเราคงต้องเห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วย

** ใครถนัดสำนวนแบบไหนนำไปใช้ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเห็นด้วยแบบจริงจังหรือธรรมดา หรือแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา หรืออ้อมค้อมเล็กน้อยเพื่อรักษาน้ำใจคนฟัง แบบไหนที่คุณถนัดก็นำไปใช้ได้เลยค่ะ

 Posted by at 11:22 pm
Aug 232015
 

การออกเสียง s กับ z

จะเรียนภาษาอะไรก็ตาม การออกเสียงย่อมมีความสำคัญเพราะนั่นหมายถึง เราจะฟังเจ้าของภาษารู้เรื่องมั้ย หรือเวลาเราพูดอะไรไปเขาจะฟังเรารู้เรื่องมั้ยก็อยู่ที่การออกเสียงนี่แหละค่ะ เพราะแต่ละภาษาจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองมันเทียบกับภาษาแม่ของเราได้ไม่ 100% เลยเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยในการออกเสียงภาษาอังกฤษบางคำ เช่นที่พูดต่อไปนี้คือปัญหาโลกแตก การออกเสียง s กับ z เพราะบางคำรูปเป็น s ออกเสียง s ปกติ แต่บางคำรูปเป็น s แต่ออกเสียง z เอาแล้วสิ! แล้วอีฉันนี่จะไปรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนออกแบบไหน? ง่ายๆคือ จำเป็นคำๆไปค่ะว่าตัวนี้ออกแบบนี้ คนเรียนภาษาต้องหัดสังเกตและจดจำ และทำตาม และนำไปใช้จึงจะเกิดผลค่ะ ดูว่าเจ้าของภาษาเขาออกเสียงอย่างไรเราก็ออกเสียงอย่างนั้น แต่ถ้าบางคนคิดว่าการจำเป็นคำๆมันยากไป เยอะแยะจำไม่ไหวมันก็จะมีหลักการเล็กๆน้อยๆเอาไว้คอยสังเกตค่ะ

เสียงs กับ z ออกเสียงต่างกันอย่างไร? ปกติ s จะออกเหมือนเสียงงูเวลาขู่ สสสสสส โดยที่เมื่อจับที่คอหรือตรงลูกกระเดือนจะไม่รู้สึกถึงอาการสั่น   แต่เวลาออกเสียง z จะเหมือนเสียงผึ้ง ซซซซซซโดยจะมีอาการสั่นที่คอหรือลูกกระเดือก ถ้าไม่สั่นนี่ถือว่าไม่ใช่เสียง z ภาษาอังกฤษที่มี s ขึ้นต้นคำส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นเสียง /s/ หรือ soft Sเช่นคำว่า sun, sea, soon, silver, etc. แต่เมื่อ s ไปอยู่ภายในคำ บางคำ s ตัวนั้นจะออกเป็นเสียง /z/ หรือ hard S เช่นคำว่า easy

** สมมติว่า ส แทนเสียง s และ ซแทนเสียง z เพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจ ดังนั้น easy จึงอ่านว่า อีซี่ ไม่ใช่ อีสี่   มีตัวอย่างคำอื่นๆอีกดังนี้ค่ะ

  • busy             อ่านว่า   บีซี่
  • result           อ่านว่า   รีซัลทฺ
  • present        อ่านว่า            พรี เซ้นทฺ
  • was               อ่านว่า   วัซ
  • as                  อ่านว่า   แอ้ซ     (ไม่ใช่   แอ้ส)
  • does              อ่านว่า   ดาซ
  • lose               อ่านว่า   ลูซ
  • raise              อ่านว่า   เรซ

แต่เมื่อ s ไปอยู่ท้ายคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์ที่มีการเติม s หรือ es ที่คำนาม เพื่อบอกความเป็นพหูพจน์ หรือเติมที่คำกริยาเพื่อบอกว่าเป็น present simple tense ในลักษณะนี้ s ออกเสียงได้ 3 แบบ คือ   /s/   /z/   /iz/   โดยหลักในการออกเสียงทั้ง 3 ตัวมีดังนี้ค่ะ

1. ออกเป็นเสียง /s/ เมื่อคำศัพท์นั้นลงท้ายด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ f, k, p, t, thพยัญชนะพวกนี้จัดอยู่ในกลุ่ม voiced sound หรือพยัญชนะเสียงไม่ก้อง เมื่อเจอพยัญชนะต่อไปนี้ ให้ออกเสียง /s/ ค่ะ เช่น

  • books          ออกเสียงเป็น     บุ๊คสฺ
  • rats              ออกเสียงเป็น     แร็ทสฺ
  • caps             ออกเสียงเป็น     แค้ปสฺ

2. ออกเป็นเสียง /z/ เมื่อคำศัพท์นั้นลงท้ายด้วยพยัญชนะเสียงก้องต่อไปนี้ b, d, g, m, n, z, l, r, w, y, v เช่น

  • beds             ออกเสียงเป็น   เบ้ดซฺ
  • kids              ออกเสียงเป็น   คิดซฺ
  • eyes             ออกเสียงเป็น   อายซฺ

3. ออกเสียงเป็น /iz/ ซึ่งก็คือเสียง อึซเมื่อคำศัพท์นั้นเติม es เช่น

  • buses            ออกเสียงเป็น   บัส-สึซ
  • pushes          ออกเสียงเป็น   พุช-ชึซ
  • watches        ออกเสียงเป็น   ว้อช-ชึซ

ถึงแม้ฝรั่งเค้าจะมีการแยกเสียง s กับ z ในการออกเสียง แต่คนไทยอย่างเราๆไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันมาแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้นการที่เราจะพูดไม่ได้เหมือนเขามันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ และต้องใช้เวลา และถึงแม้เราจะออกเสียงผิดแล้วเจ้าของภาษาเข้าใจในสิ่งที่เราพูด การสื่อสารก็เกิดผลสำเร็จ แล้วเรามาปรับเปลี่ยนแก้ไขทีหลังได้ ดังนั้นถ้ายังแยกการออกเสียง s กับ z ไม่ค่อยได้ อย่าเพิ่งไปซีเรียสค่ะ ค่อยๆฝึกไป

 Posted by at 11:18 pm
Aug 232015
 

Negative Question (ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ)

โครงสร้างประโยคคำถามโดยทั่วไปที่เราใช้ในภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันแต่ประโยคที่เป็นคำถามแบบบอกเล่า เช่น

  • What are you going to buy at the supermarket?
  • Do you know Alex?

แต่โครงสร้างประโยคคำถามอีกแบบหนึ่งคือคำถามแบบปฏิเสธ ซึ่งโครงสร้างจะไม่ต่างจากแบบธรรมดามากนัก เพียงแต่ใส่ not เข้าไปหลังกริยาช่วยในประโยคเท่านั้นเองค่ะ ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธนี้มักจะใช้ถามเพื่อแสดงความประหลาดใจหรือแปลกใจ มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

คำถามแบบ Yes/No question

คำถามแบบ Yes/No question จะขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาช่วย ถ้าต้องการทำเป็น negative question ก็ง่ายๆเลยค่ะ ใส่ not เข้าไปหลังกริยาช่วยได้เลย แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเขียนหรือพูดในรูปย่อ (contracted form) เช่น

  • Isn’t she a member of the club?
    เธอไม่ใช่สมาชิกของชมรมเหรอ
  • Don’t you go to work today?
    วันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอ
  • Aren’t there any chairs in this room?
    ในห้องนี้ไม่มีเก้าอี้สักตัวเลยเหรอ
  • Won’t you come here next week?
    อาทิตย์หน้าคุณจะไม่มาที่นี่ใช่มั้ย
  • Can’t you pick up the children this evening?
    เย็นนี้คุณไปรับลูกๆไม่ได้ใช่มั้ย

** ในการตอบคำถาม Yes/No question แบบที่เป็น negative sentence นั้นจะมีวิธีการตอบที่ไม่เหมือน positive question (ประโยคคำถามแบบบอกเล่า) เช่น ปกติถ้าถามว่า

  • Do you have any sisters?
    คุณมีพี่สาว/น้องสาวบ้างมั้ย
    (ถ้ามีก็ตอบว่า Yes, I have. ถ้าไม่มีก็ตอบว่า No, I haven’t.)

แต่คำถามแบบ negative sentence นั้น สมมติเพื่อนคุณถามว่า

  • Don’t you have any sisters?
    คุณไม่มีพี่สาว/น้องสาวใช่มั้ย

ถ้ามีให้ตอบว่า Yes, I do.   (ซึ่งตรงข้ามกับคนไทย ปกติแล้วคนไทยเวลาถูกถามว่า คุณไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวใช่มั้ย ถ้าไม่มีเราจะตอบว่า ใช่ นั่นหมายถึง เราไม่มี คือตอบไปในทิศทางเดียวกับคำถาม แต่ถ้ามี จะบอกว่า ไม่ คือตอบ No)

แต่ถ้าไม่มีให้ตอบว่า No, I don’t. (ที่ฝรั่งตอบแบบนี้ คือเหมือนเป็นการเน้นย้ำคำถาม คือที่เขาถามว่า คุณไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวใช่มั้ย   ถ้าไม่มีก็เน้นย้ำไปว่า ไม่ ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวเลย)

ลองอีกตัวอย่างนะคะ

  • Didn’t you hear the ring? I called you many times an hour ago.
    คุณไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เหรอ ฉันโทรหาคุณตั้งหลายครั้งเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

ถ้าไม่ได้ยิน คุณต้องตอบว่า

  • No, I didn’t. I was sleeping.
    ไม่ ไม่ได้ยิน ฉันกำลังหลับอยู่

ถ้าได้ยิน คุณต้องตอบว่า

  • Yes, I didn’t. But I was taking a shower.
    ได้ยิน แต่ฉันกำลังอาบน้ำอยู่

** สรุปวิธีการตอบคำถามแบบนี้คือ ไม่ต้องไปสนใจคำถามว่าเขาจะถามมาแบบไหน ให้ตอบตามความเป็นจริงของเรา ใช่ คือ Yes / ไม่ใช่ คือ No เท่านั้นเองค่ะ ^^

คำถามแบบ Wh-question

คำถามแบบ Wh-question ก็จะมีโครงสร้างคล้ายๆกับ Yes/No question เพียงแต่เพิ่ม Wh-question word (what, when, where, why, who, etc) เข้าไปด้านหน้าประโยคเท่านั้นเอง แต่เมื่อทำเป็น negative question ก็ยังใส่ not ที่กริยาช่วยเช่นเดิม เช่น

  • Why don’t you tell me what happened?
    ทำไมคุณไม่บอกฉันว่าเกิดอะไรขึ้น
  • Why doesn’t she come with you?
    ทำไมหล่อนไม่มากับคุณด้วย
 Posted by at 11:13 pm
Aug 232015
 

correlative conjunction

Conjunction คือ คำสันธานหรือคำเชื่อมในภาษาอังกฤษ โดยปกติ conjunction จะแบ่งออกเป็น coordinating conjunction และ subordinating conjunction แต่มีคำเชื่อมอีกประเภทหนึ่งคือ correlative conjunction ซึ่งคือ คำเชื่อมคู่หรือคำเชื่อมที่ประกอบด้วยคำสองคำ โดยใช้เชื่อมประโยคที่มีระดับเท่ากันคือเป็น Independent clause ทั้งคู่ ตัวอย่างของ correlative conjunction มีดังนี้

1. either…or แปลว่า “ไม่…ก็” (ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) โดยปกติระหว่าง either…or จะเป็น นามวลี หรือ ประโยคก็ได้ เช่น

  • Either the government or relevant organizations must be responsible for this matter.
    ไม่รัฐบาลก็องค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้
  • Either you’ll leave my house or I’ll call the police.
    คุณจะออกจากบ้านของฉันหรือจะให้ฉันเรียกตำรวจ
  • You must tell either your dad or your mom.
    คุณต้องบอกไม่พ่อก็แม่ของคุณ

2. neither…or แปลว่า “ไม่…และ” คือ ไม่ทั้งสองอย่าง ใช้ในความหมายที่เป็นปฏิเสธ เช่น

  • If the service is terrible, the customer will neither come nor buy products at your shop.
    ถ้าบริการไม่ดี ลูกค้าก็จะไม่มาและก็ไม่ซื้อสินค้าที่ร้านค้าคุณ
  • I normally neither do exercise nor eat healthy food, so I become overweight.
    ปกติฉันก็ไม่ได้ทั้งออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ ฉันจึงอ้วน

** ประโยคที่มี neither…nor มีความหมายเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่คำที่แสดงความปฏิเสธลงไปซ้ำอีก
*** ลองเปรียบเทียบการใช้ either…or และ neither…nor จากสองประโยคนี้ค่ะ

  • Either Izumi or Nana will come with us.
    ไม่อิซูมิก็นานะจะไปกับเราด้วย
  • Neither Izumi nor Nana will come with us.
    ทั้งอิซูมิและนานะจะไม่ไปกับเรา

ข้อควรระวังในการใช้สองคำนี้คือกริยาจะต้องผันตามคำนามที่อยู่หลัง or หรือ nor เช่น

  • Either you or he is the representative of the school.
    ไม่คุณก็เขาที่จะเป็นตัวแทนของโรงเรียน

3. not only…but also แปลว่า   “ไม่เพียงแต่…แต่ยังอีกด้วย”

  • Parents not only want their children to be smart, but also to be good.
    พ่อแม่ไม่เพียงแต่ต้องการให้ลูกๆเป็นคนเก่งแต่ต้องการให้เป็นคนดีด้วย

4. Both…and แปลว่า “ทั้ง…และ”

  • Both my sister and my brother can speak French very well.
    ทั้งน้องชายและน้องสาวของฉันพูดฝรั่งเศสได้ดีทั้งคู่

5. whether…or แปลว่า “หรือไม่”

  • The meeting will be held whether you are free or not.
    การประชุมจะถูกจัดขึ้นไม่ว่าคุณจะว่างหรือไม่
  • I don’t know whether my boss is satisfied with my work.
    ฉันไม่รู้ว่าเจ้านายจะพอใจงานฉันหรือป่าว

** ตัวอย่างของ correlative conjunction ที่ยกตัวอย่างมานี้จะเป็นคำที่เจอบ่อย และแต่ละตัวก็มีความหมายแตกต่างกันไป ลองฝึกใช้ดูค่ะ

 Posted by at 11:07 pm
Aug 232015
 

ความแตกต่างระหว่าง sometimes, sometime, some time

sometime, sometimes, some time สามตัวนี้มักจะใช้ผิดกันบ่อย บางคนสับสนว่าจะใช้ sometime ตัวไหนดี ในเมื่อมันสะกดเหมือนกันแต่อาจจะเขียนต่างกันเล็กน้อย ก่อนจะไปดูความหมายของแต่ละตัว เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า time กันก่อน

time เป็นได้ทั้ง คำนามที่นับได้ ที่แปลว่า “ครั้ง” และคำนามที่นับไม่ได้ ที่แปลว่า “เวลา”

  • How many times do I have to tell you?
    ฉันต้องบอกคุณกี่ครั้งกันเนี่ย
  • How much time will you spend on this report?
    คุณจะใช้เวลาสักเท่าไหร่ในการทำรายงานฉบับนี้

มาดูการใช้ sometime, sometimes, some time แต่ละตัวกันค่ะ

 *** sometime ***

sometime ที่เขียนติดกันแบบนี้ แปลว่า “เวลาหนึ่งเวลาใดในอนาคต หรือ เวลาที่ไม่แน่นอน ระบุไม่ได้ในอดีต” พูดอย่างนี้อาจจะยังนึกภาพไม่ออก ลองดูประโยคตัวอย่างนี้นะคะ

  • Call me sometime.
    ว่างๆก็โทรหาบ้างนะ   (ผู้พูดต้องการให้โทรหาบ้างเวลาไหนก็ได้ในอนาคตนับจากวันที่พูด)
  • Our house was built sometime in 1997.
    บ้านของเราสร้างในปี 1997  (พูดถึงเวลาในอดีตที่ไม่ได้ระบุอย่างแน่นอนว่าเกิดขึ้นในช่วงไหนของปี 1997)

 *** some time ***

some time ที่เขียนแยกกันแบบนี้มีความหมายว่า “ช่วงระยะเวลาหนึ่ง” ส่วนใหญ่มักใช้ในความหมายว่าใช้เวลาไปช่วงหนึ่ง ระยะหนึ่ง กับการทำอะไรสักอย่าง some time แบบนี้ก็เหมือนกับการใช้ some + Noun ตัวอื่น ซึ่ง some ในที่นี้จะแปลว่า “จำนวนหนึ่ง” เช่น

some books, some water, some students, etc ตัวอย่างประโยคเช่น

  • My report was rejected and I’ll take some time to rewrite it.
    รายงานของฉันไม่ผ่านและฉันก็ต้องใช้เวลาเขียนใหม่สักระยะ
  • He has been away for some time.
    เขาไม่อยู่สักระยะแล้ว

*** sometimes ***

sometimes ในความหมายที่พูดถึงต่อไปนี้ บังคับเลยว่าต้องมี s ห้อยท้ายเสมอ โดยจะแปลว่า “บางครั้งบางคราว” มักใช้ในประโยคที่เป็น present simple tense เช่น

  • We sometimes argue over stupid things.
    บางครั้งเราก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องงี่เง่า
  • Sometimes I feel like living alone.
    บางครั้งฉันก็รู้สึกอยากอยู่คนเดียว
 Posted by at 10:58 pm
Aug 192015
 

ใช้สำนวน Here you go./There you go./Here we go. อย่างมืออาชีพ

Here กับ There อันที่จริงมันก็คือ adverb ธรรมดาๆนี่เอง แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่มันกลายมาเป็นสำนวนที่ไม่ได้แปลตรงตัวนี่แหละ เป็นภาษาพูดค่ะ และมันก็ใช้ได้ในหลายๆสถานการณ์ ตรงนี้แหละที่เราต้องคอยสังเกตว่าเจ้าของภาษาใช้กันยังไง ตอนไหน แต่ละประโยคก็จะมีการใช้ดังนี้ค่ะ

***Here we go.***       สำนวนนี้ใช้ได้ 2 กรณีค่ะ

1. ใช้เป็นสัญญาณในการ “เริ่มทำอะไรบางอย่าง” เช่น

  • Are you ready? Here we go!
    พร้อมยัง ไปกันเลย!
  • Alright. Here we go!
    โอเค ลุยเลย

2. ใช้ในการ “ยื่นสิ่งของให้แก่ผู้อื่น” แปลง่ายๆว่า “นี่ครับ/ นี่ค่ะ”     Here we go. มีความหมายเหมือน Here you go. หรือ Here there go. ในความหมายนี้ทั้ง 3 ประโยคนี้ใช้ได้หมดค่ะ

  • Here we go.
  • Here you go.   นี่ครับ / นี่ค่ะ
  • There you go.

เช่น

  • Here you go. Two hamburgers.
    นี่ครับ แฮมเบอร์เกอร์สองอัน
  • Here we go. Your bill.
    นี่ค่ะ ใบเสร็จของคุณ

** ถ้ามีใครพูดแบบนี้เวลายื่นของส่งให้ เราก็แค่ตอบรับแบบง่ายๆไปว่า Thank you แค่นี้ก็เนียนๆเหมือนเจ้าของภาษาได้แล้วล่ะค่ะ ^^

** แต่ถ้า Here we go again. เราใส่ again เพิ่มเข้าไปจะแปลว่า “อีกแล้วเหรอ”   “อีกละ” คือออกอาการเซ็งที่ต้องกลับมาทำอะไรแบบนั้นอีก ซึ่งเราไม่อยากจะทำ เช่น

  • Here we go again! I’ve told not to meet him but still you do it!
    อีกแล้วนะ เคยบอกแล้วใช่ป่ะว่าอย่าไปเจอเขาอีก แต่ก็ยังจะไปเจอ
  • Meeting ! Here we go again!
    ประชุมอีกแล้วเหรอเนี่ย

 *** There you go. ***

1. ใช้ในความหมายว่า “นี่ครับ / นี่ค่ะ” เหมือน Here we go.

  • There you go, kids. Your bag.
    นี่จ๊ะ เด็กๆ กระเป๋าลูกอยู่นี่

2. ใช้เวลาที่เพื่อนทำอะไรสำเร็จ เช่น คุณกำลังสอนเพื่อนออกเสียงตัว th ซึ่งออกยากแสนยาก เพื่อนก็ทำไม่ได้ซะที จนครั้งสุดท้ายเพื่อนคุณก็ออกเสียงได้เป๊ะมาก คุณก็บอกว่า There you go! แปลว่า “นั่นไง! ได้ละ” หรือจะแปลว่า “สำเร็จแล้ว” ก็ได้ค่ะ

ลองเอาไปฝึกใช้ดูค่ะ หรือลองสังเกตจากหนังฝรั่งก็ได้ว่าถ้าเจอสำนวนพวกนี้ ลองดูว่าเขาใช้กับสถานการณ์แบบไหน แล้วเราก็นำมาใช้บ้างรับรองว่าภาษาอังกฤษคุณจะเลิศแน่นอน ^^

 Posted by at 8:13 pm
Aug 192015
 

Negative sentence (ประโยคปฏิเสธ)

รูปแบบประโยคอีกแบบหนึ่งในภาษาอังกฤษคือ ประโยคปฏิเสธ หลักการในการทำประโยคบอกเล่าเป็นปฏิเสธไม่ซับซ้อนเท่าประโยคคำถาม ทางลัดคือแค่หากริยาแท้และกริยาช่วยในประโยคให้ได้

1. สำหรับ simple tense ไม่ว่าจะเป็น present หรือ past tense ให้ใช้ verb to do เข้ามาช่วย เพราะประโยคบอกเล่าของมันไม่มีกริยาช่วย แค่นำกริยาช่วย verb to do มาเติม not แล้ววางๆไว้หน้ากริยาแท้ในประโยคก็เป็นอันเรียบร้อย สามารถเขียนรูปย่อได้ดังนี้

do not           =        don’t
does not       =        doesn’t
did not          =        didn’t

เช่น

  • You don’t have to go there.
  • They did not tell us about this.
  • She doesn’t like living in downtown.

2. ใน Tense อื่นๆ นั้นจะมีกริยาช่วยในประโยคบอกเล่าอยู่แล้ว ไม่ต้องไปตามหาให้วุ่นวาย ก็จับ not ใส่ข้างหลังกริยาช่วยเหล่านั้นได้เลยเป็นอันเรียบร้อยค่ะ รูปย่อของกริยาช่วยแต่ละตัวมีดังนี้

is not            =        isn’t                        has not         =        hasn’t
am not          =        ‘m not                     have not       =        haven’t
are not         =        aren’t                      had not         =        hadn’t
was not        =        wasn’t
were not       =        weren’t

เช่น

  • They weren’t sleeping when the thief came in.
  • I have not opened my computer for months.

*** ในกรณีที่ verb to be ไม่ว่าจะเป็นกริยาช่วยหรือกริยาแท้ (แปลว่า เป็น, อยู่, คือ) ก็เติม not เข้าไปได้เลย เช่น

  • He isn’t here.
    เขาไม่ได้อยู่ที่นี่

แต่ถ้า verb to have หรือ verb to do เป็นกริยาแท้จะเติม not เข้าไปเลยไม่ได้ ต้องเอา verb ช่วย ตาม tense นั้นมาเติมอีกทีหนึ่ง เช่น

  • I don’t have much work.
  • She has done it alone.

** ประโยคอื่นๆ ที่มี modal verb (can, could, will, would, may, might, shall, should) เวลาอยากจะทำเป็นปฏิเสธก็เติม not เข้าไปหลัง modal verb ได้เลยเช่นกัน เช่น

  • I can’t believe it happened.
  • You shouldn’t spend much money on useless things.

ประโยคบางประโยค ถึงแม้ไม่มีคำว่า not แต่มีจะมี adverb ที่มีความหมายเป็นปฏิเสธก็จะถือเป็นประโยคปฏิเสธเช่นกัน เช่น

  • He never comes early.
  • She hardly speaks rudely.

ตำแหน่งในการวางกริยาวิเศษณ์เหล่านี้ก็มักจะวางไว้หน้า verb แท้ในประโยค

 Posted by at 8:08 pm
Aug 192015
 

interrogative sentence (หลักการสร้างประโยคคำถาม)

ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนประโยคบอกเล่า ดังนั้นเวลาจะพูดหรือจะเขียนแต่ละทีต้องมานั่งนึกว่าอะไรมาก่อนมาหลัง ประธาน กริยา กรรม วางยังไง ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษมี 2 ประเภท คือ

1. Yes/No Question
2. Wh-Question

1. Yes/No Question – เหตุใดจึงเรียกว่าเป็นคำถามแบบ yes/no question? ก็เพราะมันเป็นคำถามแบบที่ต้องตอบว่า yes หรือ no   หลักการง่ายๆในการสร้างประโยคคำถามแบบนี้คือ เอากริยาช่วย (Helping verb) มาขึ้นต้นประโยค ไม่ว่าในประโยคนั้นจะมีกริยาช่วยอะไรเอามันมาไว้ข้างหน้าประโยคก่อนเลย แล้วที่เหลือก็เรียงประธานและกริยาแท้ตามลำดับ จบท้ายด้วย question mark (?)

                    กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้……..?

หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุก Tense เช่น Continuous tense ก็จะมี Verb to be เป็นกริยาช่วย

  • Is mom cooking dinner?    (present continuous tense)
  • Are you wearing sunglasses? (present continuous tense)
  • Was she working when you came?         (past continuous tense)

หรือ perfect tense ก็จะมี verb to have เป็นกริยาช่วย

  • Have you ever been to Korea?     (Present perfect tense)
  • Had she called you before she left for Tokyo?   (Past perfect tense)

แต่สำหรับ simple tense นั้น ในประโยคบอกเล่าจะไม่ปรากฏกริยาช่วยใดๆ แล้วจะหากริยาช่วยได้จากที่ไหน? Tense นี้มีความพิเศษหน่อยคือจะเอา Verb to do เข้ามาช่วย ฉะนั้นเวลาตั้งเป็นคำถามก็ต้องเอา verb to do (do, does, did) ขึ้นต้น ถ้าเป็น present tense ก็ใช้ do, does แต่ถ้าเป็น past tense ก็ใช้ did เช่น

  • Do they take writing course this semester?
  • Does she work as an assistant of Prof. Harisson?
  • Did he go with you last night?

คำถามแบบ Yes/No question แน่นอนว่า เวลาตอบก็ต้องตอบ yes หรือ no เช่น

  • Have they broken the window?
  • Yes, they have. (ย่อมาจาก Yes, they have broken the window.)
  • No, they haven’t. (ย่อมาจาก No, they haven’t broken the window.)

หรือในบางประโยคที่ตอง No ก็อาจจะพูดประโยคที่ถูกต้องไปเลยก็ได้ เช่น

  • Are you Matt?         No, I’m Martin.

** หลักการง่ายๆในการตอบแบบสั้นคือ ให้ตอบ Yes หรือ No แล้วตามด้วยสรรพนามที่แทนประธานในประโยคคำถาม แล้วตามด้วยกริยาช่วยและถ้าคำตอบเป็น No ก็เติม not ไปที่หลังกริยาช่วย เช่น

  • Are the students wearing the scout uniform?
  • Yes, they are. / No, they aren’t.
  • Does she like eating spaghetti?
  • Yes, she does. / No, she doesn’t.

2. Wh-quesiton – คือคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Wh-question words (What, When, Where, Why, Whose, Who, Which และ ตระกูล How เช่น How old, How long, How much, How many, etc.) ประโยคคำถามแบบ Wh-question นี้ จะเป็นการถามเพื่อขอข้อมูล

โครงสร้างประโยคก็เหมือน Yes/No question เพียงแต่วาง Wh-question ไว้ข้างหน้าสุด หน้ากริยาช่วย แล้วตามด้วยประธานและกริยาหลัก ตามลำดับ

                    Wh-question + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้….?

ตัวอย่างประโยคคำถามแบบนี้คือ

  • Where does your brother work?
  • What have you done these days?
  • How long will you stay here?
  • What movie were you watching last night when I called?

มีข้อควรระวังและข้อเสนอแนะอยู่สองสามข้อในการสร้างประโยคคำถามคือ ประโยคคำถามที่มี do/does/did เป็นกริยาช่วยนั้น กริยาแท้ที่ตามมาในประโยคจะต้องเป็นรูป base form คือรูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่เติม s/es และอีกข้อหนึ่งคือ Wh-question words ใดที่ต้องมีนามตามมาด้วย เช่นในความหมายว่า หนังสืออะไร หนังสือของใคร หนังสือเล่มไหน ให้วางนามต่อท้าย Wh-question words นั้นได้เลย เช่น what book, whose book, which book แล้วค่อยตามด้วยโครงสร้างที่เหลือ เช่น

  • What book are you reading?
    คุณกำลังอ่านหนังสืออะไร
 Posted by at 7:59 pm