Aug 102013
 

How to use the word “run” in English (LearnAmericanEnglishOnline.com)

  • run = go fast
  • run = to be working
  • run = try to get elected (elected ผู้ได้รับเลือก)

ศัพท์ที่เกี่ยวกับ RUN

  • A horse can run fast. (go fast)
  • This is a photocopier. It’s not running right now. (to be working)
  • …water runs… (to be working)
  • …a computer runs… (to be working)
  • …a car runs… (to be working)
  • Barack Obama ran for President of the U.S. and he was elected! (try to get elected)

run กับกริยา3ช่องของ run/ran/run (กริยาช่อง3 เรียกว่า past participle) Continue reading »

 Posted by at 6:31 pm
Aug 102013
 

English Vocabulary – The difference between “want” & “need” (http://www.engvid.com/)

ศัพท์น่ารู้
want = desire-สิ่งที่ปรารถนา เช่น beer, milk
need = necessity-สิ่งจำเป็น(ที่ขาดไม่ได้) เช่น water, food

How to use the word “need” in English (LearnAmericanEnglishOnline.com)

บทเรียนเพิ่มเติมจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=426262

Need สามารถเป็นได้ทั้งกริยาปกติ (Ordinary verb) และกริยาช่วย (Helping verb) ถ้าเป็นกริยาปกติ (Ordinary verb) มี 2 ความหมาย Continue reading »

 Posted by at 5:24 pm
Aug 102013
 

การใช้ Go (http://www.engvid.com)

เราจะเลือกใช้โครงสร้างแบบไหน?

  • I’m going…
  • I’m going to…
  • I’m going to a….
  • I’m going to the….

ประโยคสนทนาเบื้องต้น

  • คุณต้องการที่จะไปที่ไหน? –> Where do you want to go? / Where do you wanna go? (wanna วอน-หนะ มักใช้ในภาษาพูดมาจาก want to)
  • คุณอยากจะไปที่ไหน(ประโยคนี้ให้ความรู้สึกที่สุภาพมากกว่า) –> Where would you like to go?
  • ผมต้องการที่จะไป… –> I want to go to…
  • ผมต้องการที่จะไปโรงพยาบาล –> I want to go to the hospital. / I wanna go to the hospital.
  • ผมต้องการที่จะไปที่ร้านอาหาร –> I want to go to a restaurant. / I wanna go to a restaurant.

ประโยคในรูปแบบอื่น
คุณจำเป็นที่จะไปที่ไหน –> Where do you need to go?

  • ผมจำเป็นต้องไปธนาคาร –> I need to go bank. / I needa go bank. (needa นีด-ดะ มักใช้ในภาษาพูดมาจาก need to)
  • ผมจำเป็นต้องไปที่ทำการไปรษณีย์ –> I need to go to the post office.
  • คุณจำเป็นต้องไปโรงเรียน –> You need to go to school.

ข้อแตกต่างระหว่าง “want” & “need”

ศัพท์ที่เกี่ยวกับสถานที่ Continue reading »

 Posted by at 4:02 pm
Aug 092013
 

1. การใช้ Do, Does (english4shared)

2. การใช้ did (english4shared)

3. การใช้ Do, Does, Did, Don’t, Doesn’t, Didn’t (http://www.engvid.com/)

การใช้ Do,Does
I,you,we,they ใช้กับ Do
He,she,it,the boy,a cat (เอกพจน์บุรุษที่ 3) ใช้กับ Does
—————————————-­——————–

1. การใช้ Do, Does ให้เป็นกริยาแท้ของประโยค
I do my home work.
He does his home work.

2. การใช้ Do, Does ในหน้าที่ของกริยาช่วย เพื่อให้ประโยคนั้นเป็นประโยคปฎิเสธหรือประโยคคำถาม
2.1 I love him.
==> เปลี่ยนเป็นประโยคปฎิเสธ
I do not love him./I don’t love him.
==> เปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม
Do I love him? (Yes,I do.)
—————————————-­——————– Continue reading »

 Posted by at 5:17 pm
Aug 092013
 

ในโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ หากเราต้องการสื่อให้คนอื่นรู้ว่ากำลังทำ ทำได้โดยการใช้ Verb to be เข้ามาช่วย ให้อยู่ในรูปโครงสร้าง Verb to be + Verb-ing ที่เรียกกันว่า Continuous Tense

1. เมื่อสื่อถึงปัจจุบัน(Present Continuous)ว่ากำลังทำอยู่ จะอยู่ในโครงสร้าง [ประธาน + is,am,are + Verb-ing] โดยมีหลักการ ใช้ Verb to be(กริยาช่วย) ดังนี้

  • ประธานเป็น เอกพจน์, he, she, it ให้ใช้ is
  • ประธานเป็น I ให้ใช้ am
  • ประธานเป็น พหูพจน์, you, we, they, people ให้ใช้ are

ตัวอย่างคลิปจาก anglo-link.com

***ข้อควรระวังที่มักใช้ผิด (Common Mistakes)
I am living in Spain.(temporary) –> I live in Spain.
I am coming from Japan.(just been to Japan) –> I come from Japan.
Our company is producing glass. (only at the moment) –> Our company produces glass.
The economy is growing again this year. เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตอีกครั้งในปีนี้(ชั่วคราว ไม่ใช่ทุกปี)
Look, it snows.(mistake) –> Look, it’s snowing.

2. เมื่อต้องการสื่อถึงอดีต สิ่งที่กำลังทำในตอนนั้น หรือเหตุการณ์ที่กำลังทำในตอนนั้น(Past Continuous) จะอยู่ในโครงสร้าง [ประธาน + was,were + Verb-ing] โดยมีหลักการ ใช้ Verb to be(กริยาช่วย) ดังนี้ Continue reading »

Aug 092013
 

วิธีการเติม ing ที่คำกริยา

1. เติม ing ท้ายกริยาช่องที่ 1 ได้ทันทีสำหรับกริยาทั่วไป เช่น

  • work — working
  • read — reading
  • watch — watching
  • sing — singing

2. คำกริยาบางพวกมีการเปลี่ยนแปลงรูปก่อนเติม ing พอจะสรุปเป็นกฏได้ดังนี้
2.1. คำพยางค์เดียว มีสระ (vowel) ตัวเดียว ลงท้ายด้วยพยัญชนะ (consonat) ตัวเดียว ต้องเพิ่มพยัญชนะตัวท้ายเข้าไปอีก 1 ตัว เเล้วจึงเติม ing เช่น

  • run — running วิ่ง
  • stop — stopping หยุด
  • put — putting วาง
  • shut — shutting ปิด
  • stir — stirring คน(ผสมให้ทั่ว)
  • beg — begging ขอ,ขอร้อง

2.2 คำสองพยางค์ ซึ่งลงเสียงหนัก (stress) ที่พยางค์ท้าย มีสระพยางค์ท้ายเพียงตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะตัวเดียว ต้องเพิ่มพยัญชนะตัวท้ายนั้นเข้าอีก 1 ตัว เเล้วจึงเติม ing เช่น Continue reading »

Aug 072013
 

ศัพท์กริยา 3 ช่องที่ใช้บ่อย
คลิปที่1

คลิปที่2

*** คำกริยาบางตัวสามารถเป็นได้ทั้ง regular verbs(คำกริยาที่ผันด้วยการเติมed) และ irregular verbs(คำกริยาที่ผันโดยไม่ได้เติมed)

กริยาช่องที่ 1(ปัจจุบัน) กริยาช่องที่ 2(อดีต) กริยาช่องที่ 3(สิ่งที่ได้ทำแล้ว) ความหมาย
awake awoke awoken ตื่น
be was, were been เป็น,อยู่,คือ
bear bore born ทน
beat beat beaten ตี
become became become กลายเป็น
begin began begun เริ่ม
bend bent bent หัก, งอ
beset beset beset โอบล้อมรอบด้าน
bet bet bet พนัน
bid bid/bade bid/bidden ประมูล
bind bound bound ผูกติดกัน
bite bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blow blew blown เป่า

Continue reading »

Aug 072013
 

คำกริยา (verb) คือคำบอกอาการหรือการกระทำ(action) หรือความมีอยู่เป็นอยู่ (being) เช่น run, buy, walk, hit, eat เป็นต้น

ตัวอย่างคำกริยา (http://elflearning.jp/)

อาจแบ่งคำกริยาได้ดังนี้
1. คำกริยาหลัก (Main Verbs)
1.1 กริยาที่มีการกระทำ (Action Verb) เช่น walk, feed, jump, toetip, catch, kick, swim,write, bark เป็นต้น
1.2 กริยาที่ไม่มีการกระทำ (No Action Verb) เช่น think, love, look, like, hate, consider เป็นต้น

Action and no Action Verbs

1.3 กรรมตรงและกรรมรองของกริยา(direct and indirect opject) โดย http://www.appuseries.com

***หากต้องการสื่อถึงอดีตกาลก็เพียงแค่เปลี่ยนรูปกริยาเป็นช่องที่2เท่านั้น

2. คำกริยา verb to be คือคำกริยาที่ต้องการสื่อถึงความหมาย เป็น อยู่ คือ นั่นเอง –> is, am, are, was, were (http://www.engvid.com) Continue reading »

Aug 062013
 

ตัวอย่างประโยคสนทนา [Learning English At The Airport ]

  • When will you be leaving? คุณจะออกเดินทางเมื่อไหร่
  • When are you leaving? คุณออกเดินทางเมื่อไหร่
  • When are you arriving? คุณจะมาถึงเมื่อไหร่
  • What’s the flight number?  เที่ยวบินหมายเลขอะไร
  • How much does it cost to go to the airport? ไปสนามบินคิดราคาเท่าไรครับ
  • How long does it take to go to the airport? ไปสนามบินใช้เวลานานแค่ไหน
  • What time does the plane depart? เครื่องบินจะขึ้นบินเวลาเท่าไหร่
  • What is your destination? จุดหมายปลายทางของคุณคือที่ไหน
  • Where are you flying to?  คุณจะบินไปที่ไหนครับ
  • Would you like a window seat or an aisle seat?  คุณต้องการที่นั่งติดหน้าต่าง หรือติดทางเดินครับ
  • Do you have any luggage? คุณมีสัมภาระไหมครับ
  • Would you like to load your suitcase? คุณต้องการโหลดกระเป่าเดินทางไหมครับ
  • Your bag is overweight. กระเป๋าของคุณน้ำหนักเกินครับ
  • You have to pay an excess baggage charge. คุณต้องจ่ายค่ากระเป๋าน้ำหนักเกินครับ
  • Your bag is overweight, we have to fine you. กระเป๋าของคุณน้ำหนักเกิน เราต้องคิดค่าปรับคุณด้วยครับ
  • May I have your ticket and your passport,please? ขอดูตั๋วเครื่องบินและหนังสือเดินทางด้วย
  • Here you are.  นี่ครับ
  • Do you have anything in your pockets? คุณมีอะไรอยู่ในกระเป๋าเสื้อ กางเกงหรือเปล่าครับ
  • Please empty your pockets. กรุณาเอาสิ่งของออกจากกระเป่าด้วยครับ
  • Do you have any liquids in your bag? คุณมีอะไรที่เป็นของเหลวในกระเป๋าหรือไม่ครับ (เช่น โลชั่น, ยาสระผม ฯลฯ)
  • Please bring it out. กรุณาเอาออกมาด้วยครับ
  • Could you take off your belt,  please?    ช่วยปลดเข็มขัดหน่อยได้ไหมครับ
  • Please board the aircraft now. กรุณาขึ้นเครื่องได้ตอนนี้ครับ
  • Have a safe flight. ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ
  • Can I have a blanket please? ขอผ้าห่มสักผืนได้ไหมครับ
  • You have arrived safely at your destination. คุณได้มาถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย
  • Can I see your passport please? ขอดูหนังสือเดินทางของคุณหน่อยครับ
  • What’s the purpose of your visit ?  จุดประสงค์ของการมาคืออะไรค่ะ
  • What brings you here? คุณมาที่นี่ทำไม
  • Business or pleasure? มาทำงานหรือมาเที่่ยวครับ
  • I am a tourist. ผมเป็นนักท่องเที่ยวครับ
  • How long do you plan to stay ?  คุณคิดว่าจะอยู่นานแค่ไหนครับ
  • How long will you be staying? / How long will you stay? คุณจะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ครับ
  • Where will you be staying? / Where will you stay? คุณพักที่ไหนครับ
  • You have to pick up your luggage at belt no.1. คุณต้องไปรับสัมภาระของคุณที่สายพานหมายเลย1
  • Where is lost and found? แผนกของหายอยู่ที่ไหนครับ
  • Excuse me, where can I find a trolley? ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าผมจะหารถเข็นได้จากที่ไหนครับ
  • Where can I get a trolley?     ฉันจะเอารถเข็นได้ที่ไหนครับ
  • Where can I keep my bags? / Where can I store my bags? ผมสามารถเก็บกระเป๋าได้ที่ไหนครับ
  • Would you like a cab? คุณต้องการแท๊กซี่ไหมครับ
  • How was your trip? ไปเที่ยวมาเป็นอย่างไรบ้าง
  • How was your flight? เที่ยวบินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ศัพท์เกี่ยวกับสนามบิน

  • Air Hostess แอร์โฮสเตส
  • Air Steward พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาย
  • Air Stewardness  พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง
  • Airfare ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • Air ticket ตั๋วเครื่องบิน  (air ticket เป็นตั๋วที่ไว้ใช้สำหรับ check-in เพื่อรับ boarding pass สำหรับขึ้นเครื่อง)
  • Aircraft / Plane  เครื่องบิน
  • Airline สายการบิน
    • Low cost airline, Budget airline สายการบินราคาประหยัด
  • Airline Counter เคาเตอร์สายการบิน
  • Airport สนามบิน
  • Arrivals เที่ยวบินขาเข้า
  • Arriving มาถึง
  • Arrivals board  กระดานผู้โดยสารขาเข้า
  • Air traffic control หอควบคุมการบิน
  • Arrivals are delayed  เครื่องบินขาเข้าล่าช้า
  • Airsick เมาเครื่องบิน
  • Backpack, Rucksack กระเป๋าเป้สะพายหลัง
  • Belt, Carousel สายพาน(ลำเลียงสัมภาระ)
  • Boarding  ขึ้นเครื่อง
    • Now boarding  ขึ้นเครื่องได้แล้ว
    • Boarding time (บ๊อรดดิ่งไทม์) เวลาขึ้นเครื่อง
    • Boarding pass (บ๊อรดดิ่ง แพ้สสฺ)  ตั๋วขึ้นเครื่องบิน/บัตรผ่านขึ้นเครื่องบิน
  • Briefcase กระเป๋าเอกสาร
  • Cabin ห้องโดยสาร
    • cabin pressure ความดันในห้องโดยสาร
  • Cabin crew ลูกเรือ
    • Cabin crew, prepare for taxi. ลูกเรือ เตรียมพร้อมสำหรับเคลื่อนไปตามลานบิน
  • Captain กัปตันเครื่องบิน
  • Cargo building อาคารคลังสินค้า
  • Car park, Parking lot ลานจอดรถ
  • Carry-on luggage, Hand luggage   สัมภาระติดตัวขึ้นเครื่อง
  • Cockpit ห้องนักบิน
  • Customs ศุลกากร
    • Customs officiall เจ้าหน้าที่ศุลกากร
    • Goods to Declare มีสิ่งของที่ต้องสำแดง
    • Nothing to Declare ไม่มีสิ่งของต้องสำแดง
  • Check-in Counter  เค้าเตอร์ เช็ค-อิน
  • Control tower หอควบคุม

Continue reading »

 Posted by at 11:22 pm
Aug 062013
 

การออกเสียง (Pronunciation)
Regular Verbs เมื่อต้องการทำเป็นรูปอดีตกาลด้วยการเติม ed จะออกเสียงแตกต่างกันได้ 3 เสียง คือ /t/ /d/ /id/

1. เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง (Voiceless) f, k, p และ s จะออกเสียง ed เป็น /t/ “เทอะ” เช่น
cooked, kissed, watched, finished, stopped, laughed เป็นต้น

2. เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง(Voice) b, g, v, m, n, r, l (เมื่อลองเอามือสัมผัสที่ต้นคอดูเสียงจะสั่น) จะออกเสียง ed เป็น /d/ “เดอะ” เช่น rubbed, arrived, opened เป็นต้น

3. เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วย t หรือ d ออกเสียง ed เป็น /id/ “อิด/ทิด” เช่น wanted, needed, visited เป็นต้น

วิธีการเปลี่ยนคำกริยาให้สื่อถึงอดีตกาลนั้นมี2รูปคือ
1. กริยาที่เปลี่ยนรูปเป็นอดีตกาลได้ด้วยวิธีเติม ed ต่อท้ายโดยตรง(regular verbs) โดยมีกฎเกณฑ์การใส่ ed ดังนี้

  • คำกริยาที่ลงท้ายด้วย e ก็เติมแค่ d ต่อท้าย
  • คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y แต่หน้า y เป็นสระ ให้เติม ed ได้เลย
  • คำกริยาที่ลงท้างด้วยy แต่หน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยนyเป็น i แล้วเติม ed เช่น carried (carry)
  • คำกริยา1พยางค์ที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ และหน้าพยัญชนะเป็นสละ(a,e,i,o,u) ให้เพิ่มพยัญชนะท้ายอีก1ตัว แล้วเติม ed เช่น stopped, planned เป็นต้น ยกเว้น tax –> taxed, tow –> towed
  • คำกริยา2พยางค์ที่เน้นเสียง(stress)พยางค์หลัง และพยัญชนะหน้าพยางค์หลังเป็นสละ(a,e,i,o,u) ให้เพิ่มพยัญชนะท้ายอีก1ตัว แล้วเติม ed เช่น refer –> referred, permit –> permitted เป็นต้น ยกเว้นคำกริยานั้นออกเสียงหนักที่พยางค์แรกให้เติม ed ได้เลย เช่น open –> opened, cover –> covered เป็นต้น
  • คำกริยาที่ลงท้ายด้วย c ให้เติม ked เช่น panicked เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น

  • love –> loved
  • work –> worked
  • worry –> worried
  • cry –> cried
  • play –> planned

2. คำกริยาที่เปลี่ยนรูปเป็นอดีตกาล ที่อยู่นอกเหนือกฎการเติมด้วยed (irregular verbs) ซึ่งมีรูปแบบที่แน่นอน (ดูเพิ่มเติม ในกริยา3ช่อง) ตัวอย่างเช่น

  • sleep –> slept
  • sit –> sat
  • run –> ran

***ไม่ว่าจะเป็นคำกริยาแบบไหนขอเพียงเราใช้ความรู้สึกถึงช่วงเวลาที่เราต้องการจะสื่อ แล้วเลือกโครงสร้างที่สื่อถึงช่วงเวลานั้นใส่เข้าไป(ไม่ใช่เพียงท่องจำเพียงอย่างเดียว) เราก็จะสามารถสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างเข้าใจ เช่น หากพูดกริยาวิ่ง ถ้าเราต้องการสื่อถึงการวิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ให้รู้สึกถึง ran เลย แทนการนึกถึง run แล้วก็มาเปลี่ยนเป็น ran เราก็จะสมารถใช้คำกริยาให้เหมาะกับกาลได้อย่างเข้าใจและไม่ผิด