Aug 062013
 

การออกเสียง (Pronunciation)
Regular Verbs เมื่อต้องการทำเป็นรูปอดีตกาลด้วยการเติม ed จะออกเสียงแตกต่างกันได้ 3 เสียง คือ /t/ /d/ /id/

1. เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง (Voiceless) f, k, p และ s จะออกเสียง ed เป็น /t/ “เทอะ” เช่น
cooked, kissed, watched, finished, stopped, laughed เป็นต้น

2. เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง(Voice) b, g, v, m, n, r, l (เมื่อลองเอามือสัมผัสที่ต้นคอดูเสียงจะสั่น) จะออกเสียง ed เป็น /d/ “เดอะ” เช่น rubbed, arrived, opened เป็นต้น

3. เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วย t หรือ d ออกเสียง ed เป็น /id/ “อิด/ทิด” เช่น wanted, needed, visited เป็นต้น

วิธีการเปลี่ยนคำกริยาให้สื่อถึงอดีตกาลนั้นมี2รูปคือ
1. กริยาที่เปลี่ยนรูปเป็นอดีตกาลได้ด้วยวิธีเติม ed ต่อท้ายโดยตรง(regular verbs) โดยมีกฎเกณฑ์การใส่ ed ดังนี้

  • คำกริยาที่ลงท้ายด้วย e ก็เติมแค่ d ต่อท้าย
  • คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y แต่หน้า y เป็นสระ ให้เติม ed ได้เลย
  • คำกริยาที่ลงท้างด้วยy แต่หน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยนyเป็น i แล้วเติม ed เช่น carried (carry)
  • คำกริยา1พยางค์ที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ และหน้าพยัญชนะเป็นสละ(a,e,i,o,u) ให้เพิ่มพยัญชนะท้ายอีก1ตัว แล้วเติม ed เช่น stopped, planned เป็นต้น ยกเว้น tax –> taxed, tow –> towed
  • คำกริยา2พยางค์ที่เน้นเสียง(stress)พยางค์หลัง และพยัญชนะหน้าพยางค์หลังเป็นสละ(a,e,i,o,u) ให้เพิ่มพยัญชนะท้ายอีก1ตัว แล้วเติม ed เช่น refer –> referred, permit –> permitted เป็นต้น ยกเว้นคำกริยานั้นออกเสียงหนักที่พยางค์แรกให้เติม ed ได้เลย เช่น open –> opened, cover –> covered เป็นต้น
  • คำกริยาที่ลงท้ายด้วย c ให้เติม ked เช่น panicked เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น

  • love –> loved
  • work –> worked
  • worry –> worried
  • cry –> cried
  • play –> planned

2. คำกริยาที่เปลี่ยนรูปเป็นอดีตกาล ที่อยู่นอกเหนือกฎการเติมด้วยed (irregular verbs) ซึ่งมีรูปแบบที่แน่นอน (ดูเพิ่มเติม ในกริยา3ช่อง) ตัวอย่างเช่น

  • sleep –> slept
  • sit –> sat
  • run –> ran

***ไม่ว่าจะเป็นคำกริยาแบบไหนขอเพียงเราใช้ความรู้สึกถึงช่วงเวลาที่เราต้องการจะสื่อ แล้วเลือกโครงสร้างที่สื่อถึงช่วงเวลานั้นใส่เข้าไป(ไม่ใช่เพียงท่องจำเพียงอย่างเดียว) เราก็จะสามารถสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างเข้าใจ เช่น หากพูดกริยาวิ่ง ถ้าเราต้องการสื่อถึงการวิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ให้รู้สึกถึง ran เลย แทนการนึกถึง run แล้วก็มาเปลี่ยนเป็น ran เราก็จะสมารถใช้คำกริยาให้เหมาะกับกาลได้อย่างเข้าใจและไม่ผิด

Aug 062013
 

ศัพท์ที่ควรรู้

  • consonant n. [คั๊นเสินเนิ่นทฺ] เสียงพยัญชนะ
  • vowel n. [ฝาวโอ็ลฺ] เสียงสระ (a letter representing a vowel sound, such as a, e, i, o, u.)
  • precede v. [พริซีดฺ] นำหน้า, อยู่ข้างหน้า
  • infinitive verb  คือคำกริยารูปปกติ (กริยาที่ไม่ได้เติม s, es, ed, หรือ ing ที่ท้าย)

การบอกเล่าเรื่องที่ผ่านไปแล้ว จบไปแล้วในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต(Past simple) ตัวแปรสำคัญที่เราต้องใช้เมื่อต้องการสื่อถึงเรื่องในอดีตก็คือ กริยาช่องที่2 นั่นเอง โดยจะมีหรือไม่มีคำบอกเวลาอยู่ในประโยคก็ได้ เช่นคำว่า yesterday,this morning, ago, last night, last week, last month, last year เป็นต้น

1. ประโยคบอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว

  • เขาอยู่ที่บ้าน ==> He was at home.
  • เธอล้างรถของเธอ ==> She washed her car.
  • เขาไม่ได้ล้างรถของเขา ==> He didn’t wash his car.
  • เขาเล่นกีตาร์ ==> He played the guitar.
  • เขาไม่ชอบผักมาก่อน ==> He didn’t like vegetables before.
  • ฉันดูหนังเมื่อวานนี้ ==> I saw a movie yesterday.
  • เขาทำงานที่โรงภาพยนตร์หลังเลิกเรียน (แต่ก่อน) ==> He worked at the movie theater after school.
  • ผมเรียนภาษาไทยมาตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ==> I studied Thai when I was a child.
  • เมื่อเดือนก่อนฉันเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ==> Last month, I traveled to Japan.
  • เมื่อวานนี้ฉันไม่ได้เดินทางไปเชียงใหม่ ==> yesterday, I didn’t travel to Chiang Mai.
  • ผมอาศัยอยู่ในจีนเป็นเวลาสองปี ==> I lived in China for two years. (Where do you live?)
  • เขาเรียนภาษาจีนเป็นเวลาสิบปี ==> He studied Chinese for ten years.
  • พวกเขานั่งอยู่ที่สนามหญ้าตลอดทั้งวัน ==> They sat at the lawn all day.
  • เราคุยกันทางโทรศัพท์เป็นเวลาห้านาที ==> We talked on the phone for five minutes.
  • คุณรอพวกเขานานเท่าไหร่ ==> How long did you wait for them?
  • พวกเรารอเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ==> We waited for half and hour.

2. การถามถึงเรื่องในอดีต ที่ผ่านไปแล้ว

  • เมื่อวานคุณกินทุเรียนใช่ไหม ==> Did you eat durian yesterday?
  • เมื่อคืนคุณมีดินเนอร์ใช่ไหม ==> Did you have dinner last night?
  • สมัยที่คุณเป็นเด็ก คุณอยากเป็นอะไรเมื่อคุณโตขึ้น ==> When you were a kid, what did you want to be when you grew up?
  • คุณได้เล่นเครื่องดนตรีไหมตอนที่คุณเป็นเด็ก ==> Did you play a musical instrument when you were a kid?

3. เมื่อเล่าถึงเรื่องในอดีตและจบลงในอดีต ที่มีสองประโยคขึ้นไป โดยใช้คำเหล่านี้เชื่อมเข้าหากัน

  • แต่(ขัดแย้งกัน) ==> but
  • และ(สอดคล้องกัน) ==> and
  • ดังนั้น(เป็นเหตุเป็นผลกัน) ==> so
  • เพราะว่า(เป็นเหตุเป็นผลกัน) ==> because

ตัวอย่างเช่น

  • เขาเดินทางมาจากสนามบินเวลา 12:00 เช็คอินเข้าโรงแรมเวลา 18:00 น. และได้พบกับบุคคลอื่นเวลา 19:00 น.
    He arrived from the airport at 12:00, checked into the hotel at 18:00, and met the others at 19:00.
  • เมื่อคืนฉันรู้สึกไม่สบาย ดังนั้นจึงเข้านอนแต่หัวค่ำ
    I fell sick so I went to bed early last night.
Aug 062013
 

ตัวอย่างบทนสนทนาเบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีพ
Asking About Occupations, What is your Job?

*** ไม่ควรถามถึงอาชีพด้วยประโยคคำถามนี้ What is your Job? เนื่องจากถามตรงเกินไปและแลดูไม่สุภาพ แต่ควรถามว่า

  • คุณมีอาชีพอะไร –> What do you do?
  • ฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ –> I’m an engilsh teacher.
  • คุณมีอาชีพอะไร/คุณทำอะไรสำหรับการยังชีพ –> What do you do for a living?
  • ฉันร้องเพลงสำหรับการยังชีพ –> I sing for a living.

เราอาจจะตอบว่าเราทำงานที่ไหน เช่น

  • ผมทำงานที่โรงพยาบาล –> I work at a hospital.

แต่หากเราทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันดี เราอาจพูดได้ว่า

  • ฉันทำงานกับไมโครซอฟร์ –> I work for Microsoft.
  • ผมทำงานที่นิวยอร์กไทม์ส –> I work for The New York Times.

คำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพ

  • ลูกจ้าง, พนักงาน employee
  • ผู้ออกแบบเวบไซต์ web designer
  • ผู้จัดการ manager
  • เลขานุการ secretary
  • พนักงานบัญชี accountant
  • นักหนังสือพิมพ์ journalist
  • พนักงานโรงงาน factory worker
  • ผู้ตรวจสอบ auditor
  • Continue reading »

 Posted by at 7:31 am
Aug 062013
 

ชิ้นส่วนรถยนต์/ชิ้นส่วนยานยนต์ [Auto parts]

ศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

  • เบรก brakes
  • เบรกหน้า front brakes
  • เบรกหลัง rear brakes
  • เบรกเอบีเอส ABS brakes/Anti-Lock brakes
  • ก้ามเบรก brake shoes
  • ผ้าดิสเบรก disk brake pads
  • กระปุกเกียร์ gear box
  • กระจกรถยนต์ car glass
  • กระจกมองข้าง wing mirror
  • กระจกหน้ารถ windscreen
  • กระจกด้านหลังรถ car rear windscreen
  • กระจกมองหลัง rear view mirror
  • กระจกประตูหน้า front door glass
  • กระจกประตูหลัง rear door glass
  • เกียร์ธรรมดา manual gear
  • เกียร์อัตโนมัติ automatic gear
  • คันเกียร์ gear stick
  • เข็มขัดนิรภัย seatbelt
  • คันเร่ง Accelerator
  • คลัตช์ clutch
  • จานคลัตช์/แผ่นคลัตช์ clutch disc
  • หวีคลัตช์ clutch cover
  • ลูกปืนคลัตช์ clutch bearing
  • ลูกปืน bearing
  • ลูกปืนล้อหน้า front wheel bearing
  • ลูกปืนดุมล้อหน้า front wheel hub bearing
  • เครื่องทำความร้อน heater
  • จานจ่าย distributor
  • สายคันเร่ง throttle cable
  • สายเบรกมือ handbrake cable
  • สายดึงฝากระโปรงหน้า front bonnet release cable
  • เสาอากาศรถยนต์ car Antenna
  • แอร์รถยนต์ vehicle air conditioning/auto air conditioning
  • ที่นั่งตอนหน้า front seat
  • ที่นั่งตอนหลัง back seat
  • ฝากระโปรงหลัง rear bonet
  • ฝากระโปรงหน้า car bonnet
  • แผงหน้าปัดรถยนต์ car dashboard
  • ไอเสีย exhaust
  • ท่อไอเสีย exhaust pipe
  • ที่นั่งตอนหลัง front seat
  • ที่นั่งผู้โดยสาร passenger seat
  • มาตรแสดงความเร็ว speedometer
  • หลังคา roof
  • พวงมาลัย steering wheel
  • หม้อน้ำรถยนต์ radiator/car radiator
  • มาตรวัดอุณหภูมิ temperature gauge
  • ล้อ wheel
  • หน้าต่าง window
  • ที่ปัดน้ำฝน windscreen wiper
  • มาตรวัดความเร็ว speed meter
  • มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ RPM meter
  • หลอดไฟรถยนต์ auto lamp
  • ไฟหน้า headlights
  • ไฟต่ำ low beam lights
  • ไฟสูง high beam lights
  • ไฟตัดหมอกหน้ารถ front fog light
  • ไฟหรี่ position light
  • ไฟข้าง side lights
  • ไฟส่องป้าย licence plate light
  • ไฟในห้องโดยสาร interior light
  • ไฟฉุกเฉิน hazard lights
  • ไฟเลี้ยว turning light
  • ไฟท้าย tail lamp
  • ไฟเบรก brake light
  • ไฟเบรกดวงที่3 the third brake light
  • ไฟถอย back-up light
  • ไฟตาแมว/ไฟแสดงการทำงาน Indicator Lamp
  • ไฟหน้าปัด dashboard light
  • starter signal ไฟสัญญาณสตาร์ท
  • ยางนอก tyre
  • แผ่นป้ายทะเบียนรถ number plate
  • แร็คหลังคา roof rack
  • เบรคมือ handbrake
  • เครื่องยนต์ engine
  • น้ำมันเครื่อง motor oil
  • น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ Synthetic motor oil
  • น้ำมันเบรก brake fluid
  • น้ำมันเกียร์ gear oil
  • น้ำมันเกียร์ออโต้ automatic transmission fluid
  • พวงมาลัยเพาวเวอร์ power steering
  • น้ำมันพวงมาลัยเพาวเวอร์ power steering fluid
  • ถังน้ำมัน fuel tank
  • ถังน้ำมันเบนซิน petrol tank
  • สายน้ำมัน/ท่อน้ำมัน fuel hose/fuel rubber hose
  • แป๊บทองแดง copper pipe line
  • หัวเทียน spark plug
  • สายหัวเทียน spark plug wire

 

 Posted by at 4:47 am
Aug 052013
 

ว่ากันถึงภาษาแล้ว “ภาษา” เป็นสิ่งมนุษย์ประดิษฐ์ประดอยขึ้นหรืออาจจะเรียกว่าสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกันเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งเดียวกันได้ ทักษะการใช้ภาษาเกิดขึ้นจากความคุ้นเคยในการใช้ภาษานั้นๆ นั่นคือ เมื่อได้ยินบ่อยๆ ได้ฟังบ่อยๆ ได้อ่านบ่อยๆ ได้ดูบ่อยๆ หรือได้เขียนบ่อยๆ เราก็จะค่อยๆซึมซับภาษานั้นไปเอง มีข้อสังเกตุได้ว่าไม่มีใครบอกว่าภาษาตนเองยาก นั่นเป็นเพราะคนๆนั้นเกิดความคุ้นเคยในการใช้ภาษานั้น แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็ยังสามารถพูดภาษาของตนเองได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นภาษาไม่ใช่คนที่ฉลาดเท่านั้นที่จะเรียนรู้ได้ แต่อยู่ที่การเปิดใจยอมรับการเรียนรู้ และไม่ไปคิดว่าการเรียนภาษานั้นเป็นเรื่องยาก แต่ให้คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนุก เป็นเรื่องที่ท้าทาย เป็นช่องทางและโอกาสที่จะเปิดให้เราไปสู่โลกกว้าง โลกที่ไร้พรมแดน สำหรับภาษาอังกฤษนั้นเราจะสื่อสารกันด้วยคำและโครงสร้าง มีรูปแบบในการใช้ที่แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้โครงสร้างของภาษาอังกฤษให้คุ้นเคยถึงวิธีการใช้งาน เพื่อที่จะนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องอย่างเข้าใจถึงที่มาที่ไป และเกิดทักษะความชำนาญขึ้นมา เมื่อนั้นเราก็เข้าสู่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด หรือการแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต(lifelong pursuit)

…แล้วเราจะนำเสนอความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษออกมาอย่างต่อเนื่อง โปรดติดตามนะครับ

Aug 012013
 
Custom Search

 Posted by at 9:39 pm
Mar 082013
 

## เนื่องจากวันนี้เป็นวัน “สตรีสากล” เลยเอาบทความดีๆมาฝากกันค่ะ ^^

Happy Womens Day

  • When I was born, A Woman was there to hold me – My Mother
    ยามที่ผมเกิด ผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยโอบกอดผม – เธอคนนั้นคือแม่ของผม
  • As I grew up as a child, A woman was there to care & play with me – My Sister
    ยามที่ผมเติบโตมาเป็นเด็ก ผู้หญิงคนหนึ่งคอยเอาใจใส่และเล่นกับผม – เธอคนคนั้นคือพี่สาวผม
  • I went to school, A Woman was there to help me learn – My Teacher
    เมื่อผมเข้าโรงเรียน ผู้หญิงคนหนึ่งคอยช่วยให้ผมได้เรียนรู้ – เธอคือคุณครูของผม
  • I became depressed when I lost, A Woman was there to offer a shoulder – My Girlfriend
    ยามที่ผมท้อแท้และเศร้าใจ ผู้หญิงคนหนึ่งมีบ่าให้ผมได้พักพิง – เธอคนนั้นคือคนรักของผม
  • I needed compatibility, company & Love, A Woman was there for me – My Wife
    ยามที่ผมต้องการคนที่รัก คนที่จะคอยเข้าใจและเป็นเพื่อนร่วมเดินไปกับผม มีผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะอยู่กับผม – เธอคนนั้นคือภรรยาของผม
  • I became tough, A Woman was there to melt me – My Daughter
    ยามที่ผมแข็งกร้าว มีผู้หญิงคนหนึ่งที่จะทำให้ผมอ่อนลงได้ – เธอคือลูกสาวของผม
  • When I will die, A Woman will be there to absorb me in – Motherland
    เมื่อผมตาย ผู้หญิงคนหนึ่งจะคอยโอบอุ้มร่างของผม – นั่นคือแผ่นดินแม่
  • If you are a Man, value every Woman & If you are a Woman, feel proud to be one
    ถ้าคุณเป็นผู้ชาย จงเห็นคุณค่าของผู้หญิงทุกคน
  • To each and every single woman out there, You rock our world..Happy Women’s Day!!!!
    สำหรับผู้หญิงทุกคน คุณทำให้โลกของพวกเรามีชีวิตชีวา

—————————————————————————–
** จงอย่าได้มองข้ามคุณค่าของผู้หญิง เพราะเธอจะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของคุณ ^^
Credit : ขอบคุณภาพและบทความจาก General Knowledge

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 12:03 pm