Mar 012017
 

สำนวนเกี่ยวกับ  thumb

ในภาษาอังกฤษ  มีสำนวนหลายสำนวนที่เปรียบเทียบจากสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา ในที่นี้จะขอเสนอสำนวนเกี่ยวกับ  thumb ที่แปลว่า นิ้วหัวแม่มือ  ที่เราได้ยินกันบ่อยๆก็คือ  thumbs upแปลว่า ดีเยี่ยม  ผ่านการพิจารณา  ซึ่งก็ตรงกับอาการที่เรายกหัวแม่โป้งขึ้น  เพื่อแสดงว่ามันเยี่ยมยอด  และที่ตรงข้ามกันก็คือ  thumbs down  คือการคว่ำนิ้วหัวแม่โป้งลง  เพื่อบอกว่าไม่ผ่าน หรือโดนปฏิเสธนั่นเอง มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

  • There was no thumbs up for the players as they lost the game.
    ไม่มีใครยกนิ้วแสดงความยินดีกับนักกีฬาเลยเพราะพวกเขาแพ้การแข่งขัน
  • They gave our plan the thumbs down.
    พวกเขาไม่เห็นด้วยกับแผนงานของเรา

ถ้าจะบอกว่าให้ใครหรืออะไรผ่านหรือ ไม่ผ่าน ก็จะบอกว่า to turn thumbs up/down on someone or something  เช่น

  • The boss turns thumbs up on my proposal.
    เจ้านายยอมรับข้อสเนอของฉัน

ยกนิ้วเดียว  ขึ้น หรือ ลง ก็แปลความหมายได้แล้ว  แต่ถ้าเกิดใครมาบอกเราว่า  “all thumbs”ไม่ได้หมายควมว่า เราเก่งนะคะ  เพราะยกให้ทุกนิ้วเลย  แต่เขากำลังบอกเราว่า  งุ่มง่าม  หรือไม่ได้เรื่อง  เขาเปรียบเทียบว่าการมีแต่นิ้วหัวแม่มือจะหยิบจะจับอะไรก็ลำบาก  เวลาจะทำอะไรก็คงไม่ได้เรื่องได้ราวไงล่ะคะ  แต่ถ้ามีใครมา thumb (someone) nose at youนั่นหมายถึง เค้าไม่ไว้ใจคุณหรือไม่เชื่อมือคุณสักเท่าไหร่  เรียกง่ายๆว่า  ดูถูกฝีมือคุณนั่นเองค่ะ

  • Don’t thumb your nose at me unless you want a fight.
    อย่ามาดูถูกกันถ้าไม่อยากมีเรื่อง

บางครั้งเขาก็เปรียบเทียบนิ้วโป้งกับการควบคุมใครให้อยู่ภายใต้การจัดการ  โดยจะบอกว่า  Continue reading »

 Posted by at 7:10 pm
Mar 012017
 

คำคล้าย….ชวนสับสน!!??

ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์อยู่หลายคำที่อาจจะเขียนเหมือนกันหรือออกเสียงคล้ายๆกัน  ซึ่งก็สร้างความสับสนให้กับคนใช้ภาษาอังกฤษไม่น้อยเลยทีเดียว  ลองมาดูกันสิว่ามีคำว่าอะไรบ้าง

—- advise // advice  —-

adviseเป็นคำกริยา  แปลว่า  ให้คำแนะนำ, แนะนำ

  • She advised me to go to the doctor for a checkup.
    เธอแนะนำให้ฉันไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย

adviceเป็นคำนาม  แปลว่า  คำแนะนำ

  • He doesn’t need my advice.
    เขาไม่ต้องการคำแนะนำของฉัน

—- compliment // complement—- Continue reading »

 Posted by at 7:06 pm
Mar 012017
 

Past participle (V3)  ใช้ยังไงได้บ้าง

Past participle ชื่อนี้เราอาจจะไม่ค่อยรู้จัก  แต่ถ้าบอกว่าverb ช่อง 3 เมื่อไหร่ล่ะก็คงร้องอ๋อกันแน่นอน  แต่จริงๆแล้วกริยา 3 ช่องที่คนไทยรู้จัก  ฝรั่งเค้าจะเรียก กริยาช่อง 1 ว่า base form เรียกกริยาช่อง 2 ว่า  past simple tense  เรียกกริยาช่อง 3 ว่า  past participle  ในที่นี้จะพูดถึง past participle ว่าใช้ในสถานการณ์แบบไหนได้บ้าง  ดังนี้ค่ะ

1. ใช้ใน perfect tense

ในโครงสร้างของ  perfect tense ไม่ว่าจะเป็น present perfect, past perfect หรือ

future perfect จะมี past participle เป็นส่วนประกอบ

Present perfect tense :  S + have/has + V3.

Past perfect tense : S+ had + V3.

Future perfect tense  : S + will have + V3.

ตัวอย่างประโยค

  • She’s never been there before.
    เธอไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน
  • We will have slept by the time our parents arrive.
    พวกเราคงหลับไปแล้วตอนที่พ่อแม่มาถึง

2. ใช้ในประโยค passive voice

Passive voice คือ ประโยคที่ประธานถูกกระทำโครงสร้างของประโยคpassive voice คือ Continue reading »

 Posted by at 6:51 pm
Mar 012017
 

โครงสร้างประโยคที่มี have

haveก็เป็นอีกคำที่มีการใช้ได้หลากหลายมากกว่าความหมายหลักๆของมันที่แปลว่า “มี หรือ กิน”  แถมยังเป็นกริยาช่วยได้ด้วยใน present perfect tense  (have + V3)  บางครั้งเวลาเจอ have เราจะไม่สามารถแปลประโยคนั้นๆให้เข้าใจได้โดยแปลว่า มีหรือกิน  ลองไปดูกันค่ะว่า have ใช้ในโครงสร้างประโยคอย่างไรได้บ้าง

—- S + have + object —-

haveในประโยคนี้ใช้ในความหมายว่า “มี” หรือ “กิน”  เช่น

  • She has no time.
    เธอไม่มีเวลา
  • They have something in common.
    พวกเขามีอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน
  • I’m having lunch.
    ฉันกำลังทานอาหารกลางวัน
  • She is having baby.
    เธอกำลังตั้งครรภ์

( have สามารถทำเป็น continuous tense ได้แต่จะหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น)

—- S + have + object + adverb —-

Adverb ที่นำมาใช้ต่อท้าย object ส่วนใหญ่จะเป็นคำบอกตำแหน่งและมีพยางค์เดียว เช่น Continue reading »

 Posted by at 6:45 pm
Feb 272017
 

มารู้จัก  Verb to be  ในโครงสร้างประโยคเหล่านี้กัน

Verb to be (is, am, are, was, were) เรียกได้ว่าเป็น กริยาสารพัดประโยชน์จริงๆ  เป็นกริยาช่วยก็ได้  เป็นกริยาแท้(ในความหมายว่า เป็น,อยู่,คือ) ก็ได้อีก  อะไรมันจะสรรพคุณแซ่บขนาดนี้  ก็อย่างที่บอกค่ะด้วยความที่ verb to be มันสารพัดประโยชน์  ดังนั้นการรู้จักโครงสร้างประโยคที่มักจะมี verb to be เข้ามาเกี่ยวข้องก็น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มความแก่กล้าให้ภาษาอังกฤษเราได้มากขึ้นไปอีก…จะรอช้าอยู่ใย  มาดูกันค่ะว่าโครงสร้างประโยคที่พูดถึงนี้มีหน้าตาเป็นยังไงกันบ้าง

—- S + V.to be + Adj. —-

เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับรากหญ้ากันเลยทีเดียวสำหรับรูปแบบประโยคแบบนี้  ใครไม่รู้จักถือว่าเชยมาก  มี Adjective ที่ไหน  เจ้า Verb to be ก็มักจะไปเสนอหน้าที่นั่น  เช่น

  • The test was pretty hard.
    ข้อสอบยากจัง
    (มีมาคั่นกลางด้วย prettyก็ไม่ใช่อะไร  เป็นคำขยายแปลว่า “ค่อนข้าง”  นะคะ)
  • My shoes are wet.
    รองเท้าฉันเปียก

—- S + V. to be + Adv. —–

Adverb ก็มาไม่น้อยหน้า Adjective นะคะ  ใช้กับVerb to be ได้ด้วย เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:18 pm
Feb 272017
 

If-clause แบบ Mixed Type คืออะไร?

ปกติแล้ว ถ้าพูดถึง If-clause ที่เรารู้จักจะมี 3 แบบ หรือบางคนก็บอกว่ามี 4 แบบโดยแบ่งตาม. “ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น”  บางคนก็รู้จักตั้งแต่  Zero conditional – Third conditional  แต่บางคนก็รู้จักแค่ First conditional – Third conditional โดย

Zero conditional จะกล่าวถึง  เหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ

  • If you mix white and red, you get pink.

First conditional จะพูดถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

  • If he invites me, I will go to his birthday party.

Second conditional จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน

  • If I were a millionaire, I would give money to the poor.

Third conditional จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต

  • If you had accepted his marriage proposal, you would have got married with him.

แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้ประโยคเงื่อนไขหรือ If-clause แบบ Mixed Type หรือแบบผสมนะคะ  เอาล่ะสิ!!  มันจะผสมกันแบบไหนมาดูกันค่ะ  ลองดูตัวอย่างประโยคนี้ก่อนนะคะ  Continue reading »

 Posted by at 9:12 pm
Feb 272017
 

look  watch  see  ต่างกันอย่างไร

ภาษาอังกฤษมีหลายคำที่มีความหมายคล้ายๆกัน  เล่นเอางง!! ว่าจะเอาไปใช้ยังไง  เช่น  สามคำนี้  คือ look  watch  see  เรามาดูกันค่ะว่า สามคำนี้มีวิธีใช้ที่ต่างกันอย่างไร

—- see —- แปลว่า  เห็น 

เราจะใช้คำว่า see ในความหมายว่าเป็นการมองเห็น  การรับรู้จากประสาทสัมผัสของตา  แบบไม่ได้ตั้งใจดู หมายความว่า  เราไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะดูสิ่งนั้นแต่เราเห็นเองจากการรับรู้ทางสายตา และมักเป็นการมองเห็นในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ เช่น

  • I saw your brother at the party last night.
    ฉันเห็นพี่ชายเธอด้วยที่งานปาร์ตี้เมื่อคืน

** เราจะไม่ใช้ see ในรูปของ present continuous tense ในความหมายว่า กำลังเห็น  แต่เราจะใช้คำว่าcan เข้ามาช่วย  เช่น

  • I can see the players very clearly from here.
    ฉันเห็นผู้เล่นได้ชัดมากเลยจากตรงนี้

—- look —- แปลว่า มอง

คำว่า look จะใช้เมื่อเราตั้งใจดูอะไรสักอย่างหนึ่ง  หรือเพ่งพินิจดูเพื่อพิจารณา  ถ้าไม่มีกรรมเราใช้ look เฉยๆ แต่ถ้ามีกรรมเรามักจะใช้ look at  เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:06 pm
Feb 272017
 

หลักการเติม -er/-estหรือ more/mostในคำคุณศัพท์

ในการเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ขั้นกว่า  และ ขั้นสูงสุด  จะมีการเติม –erหรือการเติม –estที่หลังคำคุณศัพท์  หรือบางคำเติม more หรือ most ที่ด้านหน้าคำศัพท์ โดยก่อนที่จะพูดถึงกฎการเติมดังกล่าวนี้  จะขอยกตัวอย่างประโยคที่เป็นการเปรียบเทียบคุณศัพท์ขั้นกว่า และ ขั้นสูงสุดก่อนนะคะ

การเปรียบเทียบขั้นกว่า คือ การเปรียบเทียบสิ่งของ 2 สิ่ง

  • This room is dirtier than that room.
    ห้องนี้สกปรกมากกว่าห้องนั้น

การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด คือ การเปรียบเทียบสิ่งของหลายๆสิ่ง

  • This room is the most dirtiest in the building.

มาดูกฎการเติมกันค่ะ

  1. ถ้าคำคุณศัพท์มี 1-2 พยางค์ ให้เติม erหรือ estเช่น

tall                         taller                      tallest

small                      smaller                   smallest

clever                     cleverer                  cleverest

  1. ถ้าคำคุณศัพท์มี มากกว่า 2 พยางค์ให้เติม more หรือ most หน้าคุณศัพท์นั้นๆ เช่น

dangerous               more dangerous                most dangerous

interesting              more interesting                most interesting

expensive               more expensive                 most expensive Continue reading »

 Posted by at 8:53 pm
Feb 272017
 

โครงสร้าง verb of perception

งงกันใช่มั้ย?? เจอคำนี้  แต่จริงๆแล้ว verb of perception มันก็คือ  กริยาที่บอกการรับรู้ หรือก็คือประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นเองค่ะ  มีอะไรบ้าง?? เช่น  see, hear, listen, watch, smell, notice, observe, feel  กริยาในกลุ่มนี้คือประสาทสัมผัส  บางครั้งเราอาจจะเจอรูปประโยคที่ว่า  เห็นใครทำอะไร  ได้ยินใครพูดอะไร  ได้กลิ่นอะไร  หรือสังเกตเห็นอะไร  โครงสร้างประโยคที่ใช้จะแบ่งออกเป็น  2  แบบด้วยกันคือ

1. Verb of perception + someone + doing something

เช่น

  • I heard someone talking about your rumor.
    ฉันได้ยินใครบางคนกำลังพูดถึงข่าวลือของเธออยู่น่ะ
  • She saw her mom sleeping when she was sneaking out.
    เธอเห็นแม่กำลังหลับอยู่ตอนที่เธอหนีออกมา

** ตรงหน้า Ving ไม่ต้องใส่ Verb to be ลงไปนะคะ  เพราะบางคนอาจจะคิดว่าเป็นเหมือนกับ present continuous tense ที่ต้องใส่  Verb to be + Ving  ฉะนั้นถ้าเราเขียนว่า Continue reading »

 Posted by at 8:48 pm
Dec 162016
 

ว่าด้วยเรื่องของ “go”

ปกติแล้วการใช้ go ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรgo ก็แปลว่า “ไป”  ง่ายนิดเดียวเองแต่แน่ใจหรือป่าวคะว่าคุณรู้จักการใช้ go ที่จะพูดถึงต่อไปนี้ทั้งหมดแล้ว   ลองมาดูกันค่ะว่ามีแบบไหนบ้าง

—- go + Ving —-

เราใช้ go แบบนี้ในกรณีที่พูดถึงการไปทำกิจกรรมบางอย่าง  เช่น ไปช้อปปิ้ง  ไปว่ายน้ำ  ไปปีนเขา  ไปล่องแก่ง  ไปดูนกตกปลา หรือไปลั้นลาอะไรก็ตามเราจะใช้ go + Ving ค่ะ

เช่น  go shopping, go fishing, go rafting, go ice skating, etc. ซึ่งส่วนใหญ่คนจะใช้ผิดกันบ่อย  เพราะบางคนจะชอบพูดว่า    go to shopping  หรือ go to swimming ซึ่งมันผิดนะคะ  ต้องไม่ใส่ to ค่ะ

การใช้ go home (กลับบ้าน)และ go downtown (เข้าไปในเมือง) ก็อาจจะรวมอยู่ในกลุ่มนี้ได้เช่นกันนะคะ  เราจะไม่ใส่ to เพราะคำว่า home กับ downtown ในที่นี้จะเป็น  adverb ค่ะ จึงสามารถวางไว้หลังคำกริยาได้เลย

—- go to +…. —–

go to ในที่นี้อาจจะเป็นประเทศ  เมือง หรือ ทวีป ก็ได้ค่ะ  เช่น  go to Korea,

go to Europe, go to Dallas, etc.  หรือจะเป็นคำพวกนี้เช่น  go to school, go to work,   go to college, go to university, go to bed, go to prison, go to jail, etc. ก็ได้เช่นกัน

—- go to the +…..—-
Continue reading »

 Posted by at 8:20 am