Oct 132013
 

# สำนวน bigwig

คำว่า big กับ wig พอนำมารวมกันจะกลายเป็นสำนวน แปลว่า “บุคคลสำคัญ, ผู้มีอิทธิพล” ค่ะ ส่วนมากเราก็มักจะหมายถึง คนสำคัญในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือผู้ที่มีอำนาจที่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ ตัวอย่างเช่น

  • Don’t make him angry. He is really a bigwig in the company.
    อย่าทำให้เขาโกรธเชียวล่ะ เขาเป็นคนสำคัญในบริษัทเลยนะ

อีกสำนวนหนึ่งที่คล้ายๆกันก็คือ คำว่า big shot ค่ะ
สำนวนนี้ก็แปลว่า คนสำคัญ, ผู้มีอิทธิพล ได้เหมือนกันค่ะ
เช่น

  • He is a big shot in media business in Thailand.
    เขาเป็นเจ้าพ่อธุรกิจสื่อในประเทศไทย

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:20 am
Oct 132013
 

refuse VS deny

สองคำนี้ความหมายคล้ายๆกัน คือแปลว่า “ปฏิเสธ”
ใช่มั๊ยคะ และดูเหมือนจะใช้แทนกันได้ เพราะถ้าเปิดหาในพจนานุกรมแล้วล่ะก็ จะพบว่า สองคำนี้เป็น synonym ซึ่งกันและกัน แต่จริงๆแล้ว refuse กับ deny มีข้อแตกต่างกันค่ะ และใช้แทนกันไม่ได้เลย

** มาดูคำว่า refuse ก่อนค่ะ
Refuse หมายถึง ปฏิเสธ, ไม่ยอมรับ เช่น

  • She always refuses my help.
    เธอมักจะปฏิเสธ (ไม่ยอมรับ) ความช่วยเหลือของผมเสมอเลย
  • I asked him if he want more coffee but he refused.
    ฉันถามว่าเขาต้องการกาแฟอีกมั๊ย แต่เขาปฏิเสธ

ถ้าจะปฏิเสธในการทำอะไรให้เติม to ไปข้างหลังค่ะ เป็น refuse to  เช่น

  • She refuses to get the prize.
    เธอปฏิเสธที่จะรับรางวัล

** คำว่า deny ก็แปลว่าปฏิเสธเหมือนกันค่ะ แต่เพิ่มนิดนึงค่ะว่า ปฏิเสธ ข้อกล่าวหา อะไรสักอย่าง พูดง่ายๆก็คือ ต้องมีคนมากล่าวหาว่าเราทำอะไรผิดก่อน แต่เราไม่อยากยอมรับ หรือปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ เช่น

  • They deny stealing my money.
    พวกเขาปฏิเสธว่าไม่ได้ขโมยเงินฉัน

*** ข้อสังเกตอีกนิดนึงค่ะ หลัง deny ต้องตามด้วยกริยาเติม ing หรือที่เราเรียกว่า gerund ค่ะ เพราะเราต้องการปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เขากล่าวหา

*** การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือผิดอะไร แต่ต้องเลือกใช้ให้ถูกคำนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:13 am
Oct 132013
 

# สำนวน your better half

ปกติคำว่า half เป็นได้ทั้ง noun, adjective และ adverb ค่ะ แปลว่า ครึ่งหนึ่ง, กึ่งหนึ่ง
แต่สำนวน your better half อันนี้ หมายถึง แฟนของคุณหรือคู่ชีวิตของคุณค่ะ
half ก็คือ ครึ่งหนึ่งของชีวิต ไงล่ะคะ

อีกคำที่ใช้แทนกันได้คือ your other half แต่ your better half จะให้ความหมายที่ดีกว่าค่ะ พูดง่ายๆก็คือ ฟังดูหวานกว่านั่นเองค่ะ ^^

** เพิ่มเติมนิดนึงนะคะ เราจะเปลี่ยน your เป็น my ก็ได้ค่ะ  ดูตัวอย่างการใช้กันนะคะ

  • You are my truely better half.
  • I’m finding my better half.
  • I want someone to be my better half.

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:50 am
Oct 132013
 

# come กับ go สองคำง่ายๆนี้อาจทำคุณสับสนได้...

กริยา come กับ go ใครๆก็รู้จัก แม้แต่เด็กประถมที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษก็ต้องรู้จักอย่างแน่นอนค่ะ เพราะถือเป็นคำกริยาที่ควรรู้จักในลำดับต้นๆ แต่วิธีการใช้ถ้าจะให้เหมือนที่เจ้าของภาษาใช้แล้วล่ะก็มันมีรายละเอียดมากกว่านั้นค่ะ ^^ มันยังไงกันแน่ไปดูกันค่ะ…

ลองดูตัวอย่างสองประโยคนี้นะคะ

  • I’m going to the market. ฉันกำลังจะไปตลาด
  • Would you like to come with us? เธอจะไปกับพวกเรามั๊ย
  • I’m coming. ฉันกำลัง (เดินทาง) ไป

จากตัวอย่าง ไม่ว่าจะใช้ come หรือ go ก็แปลว่า “ไป” ทั้งหมดเลย แล้วตกลงเราจะแยกแยะการใช้ยังไงล่ะเนี่ย?? กฎในการแยกแยะนั้น ขอให้เราดูทิศทางของการเดินทางมาเป็นตัวตัดสินนะคะ
มาดูหลักการใช้ go กันก่อนค่ะ

** go แปลว่า ไป ซึ่งหมายถึง การที่ “ตัวเรา” หรือ “คนอื่น” เดินทางจากจุดที่เราอยู่ไปยังสถานที่ต่างๆค่ะ ก็เหมือนกับที่เราใช้ go กันทั่วๆไปนี่แหละค่ะ อันนี้ไม่ยากอะไร เช่น

  • I’m going to work.
  • She goes home by train every day.

มาดูการใช้ come กันบ้างค่ะ ซึ่งแยกได้เป็นหลายกรณีนะคะ

** come ที่แปลว่า “มา” ซึ่งก็คือ ความหมายโดยทั่วไปของคำว่า come ที่เรารู้จักกันดี เช่น

  • He will come to my home tomorrow.
  • They came to see me yesterday.

** come ที่ใช้ในความหมายว่า “ไปด้วยกัน” ซึ่งมักจะมี preposition “with” ต่อท้าย ว่าไปกับใคร เช่น

  • Will you come to the party with me tonight?
  • Don’t worry. I’m sure that she will come with us.

Would you like to go to the Mall?  กับ  Would you like to come to the Mall (with me)?
สองประโยคนี้ต่างกันตรงที่ ประโยคแรก หมายถึง คนที่เราพูดด้วยเขาไปคนเดียว แต่ประโยคที่สอง เขาจะไปด้วยกันกับเราค่ะ

** come ที่หมายถึง การที่เราเดินทางจาก “ที่ๆเราอยู่” ไปหา “คนที่เรากำลังคุยด้วย” ค่ะ อันนี้เรามักจะใช้ผิดกันบ่อยค่ะ ลองดูตัวอย่างง่ายๆ เช่นเวลาที่เรานัดใครไว้ แล้วเขาโทรมาถามว่า ตอนนี้คุณอยู่ไหนแล้ว เขามารอนานแล้ว ให้เราตอบเขาไปว่า

  • I’m coming นะคะ แปลว่า เรากำลังเดินทางไปหาเขา

เราจะไม่ใช้ I’m going ค่ะ

*** อาจฟังดูงงๆ หน่อยนะคะ แต่ลองสังเกตเวลาที่เจ้าของภาษาเขาใช้ เขาจะใช้แบบนี้แหละค่ัะ ลองค่อยๆทำความเข้าใจดูนะคะ แล้วก็หาโอกาสฝึกใช้บ่อยๆด้วยก็จะดีค่ะ จะได้ชินและพูดได้เนียนๆเหมือนเจ้าของภาษาไงคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:47 am
Oct 132013
 

# เรื่อง help help

บางครั้งเราก็ต้องไปขอความช่วยเหลือคนอื่นเขาบ้าง เช่นเวลาต้องไปผจญภัยต่างแดน หรืออาจมีชาวต่างชาติมาขอความช่วยเหลือจากเรา มาดูสำนวนการพูดขอความช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษกันดีกว่าค่ะ เผื่อต้องงัดออกมาใช้ยามฉุกเฉิน ^^

  •   Can you help me for a second?

สำนวนนี้เบสิคเลยค่ะ เราน่าจะรู้จักกันดี ใช้ได้ง่ายๆ ครอบคลุมทุกสถานการณ์ค่ะ ^^ ลองสังเกตนะคะ มีคำว่า “for a second” ต่อท้าย เพื่อบอกเป็นนัยว่าเรื่องที่เราต้องการให้เขาช่วยเนี่ยเล็กน้อย เรื่องขี้ผงเอง รบกวนเขาไม่นานหรอก อะไรประมาณนี้ค่ะ

  •   Can you give me a hand? (มาขอมือชั้นทำม๊ายยยย?)

ผิดแล้วค่ะ ถ้าคุณเข้าใจแบบในวงเล็บนั่น เพราะจริงๆแล้วมันเป็นสำนวนที่แปลว่า “ช่วยชั้นหน่อยได้มั๊ย?” เอาไว้พูดกับเพื่อนหรือคนที่สนิทๆค่ะ

  •   Can I ask you for a favor? หรือ Can you do me a favor?

สำนวนนี้ก็ใช้ขอความช่วยเหลือเหมือนกันค่ะ ใช้เป็นประโยคเปิดเพื่อบอกสิ่งที่เราต้องการให้เขาช่วยค่ะ

  •   Would you mind helping me with this?

ประโยคนี้สุภาพมากๆค่ะ ส่วนมากเอาไว้พูดกับคนที่เราไม่รู้จักหรือไม่ได้สนิทอะไรมากมาย

** ลองจำเอาไปใช้สักสำนวนสองสำนวนนะคะ เผื่อต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือขึ้นมาจะได้ไม่ต้องกางตำราให้วุ่นวาย แล้วที่สำคัญ ใส่ “Excuse me” ไว้หน้าสำนวนเหล่านี้สักนิด คนฟังจะได้เต็มใจช่วยเราไงล่ะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:36 am
Oct 132013
 

# you’re pulling my leg.

สำนวน you are pulling my leg. มันไม่ได้แปลตรงตัวว่า คุณกำลังดึงขาฉันหรอกนะคะ ถ้าแปลแบบนี้ก็คงไม่เรียกว่า “สำนวน” จริงมั๊ยคะ ^^ แล้วมันแปลว่าอะไรกันล่ะ?? ขัดแข้งขัดขา หรือเปล่า หรือจะแปลว่า สะดุด !! อย่ามัวแต่เดากันดีกว่า มาดูคำตอบกันเลยค่ะ

คำตอบคือ you’re pulling my leg. หมายถึง นายกำลังอำฉันอยู่แน่ๆ
สำนวน pull someone leg จึงหมายถึง พูดเล่น แกล้งแหย่เล่น หยอกกันเล่น ไม่ได้ตั้งใจทำหรือพูดอย่างนั้น อะไรประมาณนี้ค่ะ เช่น

  • A: You got the first prize!!  นายได้รางวัลที่หนึ่งน่ะ
    B: Are you pulling my leg?  นี่แกอำชั้นเล่นใช่มั๊ยเนี่ย
  • Stop pulling his leg. หยุดล้อเขาเล่นซะที

** ข้อสังเกตนะคะ สำนวนนี้มักจะอยู่ในรูปของ Continuous Tense ค่ะ คือ Verb to be + pulling your leg และเราสามารถเปลี่ยน คำแสดงความเป็นเจ้าของ your เป็น คำแสดงความเป็นเจ้าของอย่างอื่นได้นะคะ เช่น his, her, their, etc.

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:33 am
Oct 082013
 

# everyday VS every day

Everyday VS Every day สองคำนี้มักจะใช้ผิดกัน

Everyday VS Every day สองคำนี้มักจะใช้ผิดกัน

หลายคนต้องรู้จักคำสองคำนี้กันอย่างแน่นอน แต่สังเกตมั๊ยคะว่ามันต่างกันตรงเว้นวรรค (every day) กับเขียนติดกัน (everyday) แล้วมันแตกต่างกันยังไงล่ะเนี่ย??

ถ้าเราต้องการจะเขียนประโยคว่า “ฉันไปทำงานทุกวัน” จะเลือกใช้คำไหนดี everyday หรือ every day
คำตอบคือ ใช้คำว่า every day ที่เขียนแยกกันแบบนี้นะคะ

  • I go to work every day.  (ประโยคนี้จะเป็นประโยคที่ถูกต้องค่ะ)

แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเขียนกันผิดเป็น  I go to work everyday.  กันใช่มั๊ยล่ะคะ ประโยคนี้ผิดนะคะ

* สาเหตุที่เราไม่ใช้ everyday ในประโยคด้านบนเพราะ คำว่า everyday ที่เขียนติดกันนี้เป็น คำคุณศัพท์ (adjective) ค่ะ  แปลว่า ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน, ใช้ในชีวิตประจำวัน, หรือแปลว่า ธรรดา สามัญ ก็ยังได้  เพราะฉะนั้น เมื่อมันเป็น Adjective มันจะต้องมีคำนามตามหลังเสมอนะค เช่น

  • I want to learn everyday English conversation.
    ฉันต้องการเรียนบทสนทนาภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • He is an everyday man like all of us. Don’t worry too much.
    เขาก็เป็นคนธรรมดาทั่วไปเหมือนกันกับเราเนี่ยแหละ อย่ากังวลให้มากนักเลย

ส่วนคำว่า every day แบบเขียนแยกกันนี้ เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ค่ะ แปลว่า ทุกวัน, ทุกวี่ทุกวัน  เพราะฉะนั้นมันไม่ต้องมีคำนามตามหลังก็ได้ สามารถนำไปวางไว้หน้าประโยค หรือท้ายประโยคก็ได้ เพื่อขยาย verb, adjective, หรือ adverb ก็ได้ค่ะ เช่น

  • It rains every day.
    ฝนตกทุกวันเลย
  • I want to see you every day.
    ฉันอยากเจอคุณทุกๆวัน

** อย่าลืมใช้กันให้ถูกนะคะ ^^

  • everyday ต้อง + คำนาม
  • every day ไม่ต้องตามด้วยนาม ค่ะ

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Oct 082013
 

# “When the going gets tough, the tough gets going.”

วันนี้มาดูสำนวนปลุกใจ สร้างแรงบันดาลใจกันดีกว่าค่ะ

สำนวน “When the going gets tough, the tough gets going.” นี้แปลประมาณว่า  “เมื่อการก้าวเดินต่อไปข้างหน้ามันยากลำบาก คนที่แข็งแกร่งก็มักจะก้าวเดินต่อไปได้”

ลองสังเกตคำว่า tough ในสำนวนนี้ดีๆนะคะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำว่า tough เหมือนกัน แต่ในประโยคแรกและประโยคที่สองก็ทำหน้าที่และให้ความหมายไม่เหมือนกันซะทีเดียวค่ะ

  • คำว่า tough ในประโยคแรกเป็นคำคุณศัพท์ (Adjectives) แปลว่า ยากลำบาก
  • ส่วนคำว่า tough ในประโยคหลังเป็นคำนาม แปลว่า คนที่แข็งแกร่ง ค่ะ

** เห็นมั๊ยคะว่า คำๆนึงอาจมีได้หลายหน้าที่ เป็นได้หลายชนิดคำ และแปลได้หลายความหมาย ถ้าเราสามารถบอกได้ว่าคำๆนี้เป็นคำชนิดไหน ทำหน้าที่อะไรในประโยคได้ การแปลภาษาอังกฤษของเราก็จะง่ายขึ้น และเข้าใจสำนวนต่างๆได้มากขึ้นนะคะ
เป็นกำลังใจให้คนที่ตอนนี้ชีวิตกำลัง get tough สุดๆ แข็งแกร่งเข้าไว้ค่ะ ไปต่อได้แน่นอน ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 12:34 pm
Oct 082013
 

# win-win

คำว่า win-win เขียนติดกันอย่างนี้เลยค่ะ มักใช้คู่กับคำว่า situation เป็น win-win situation หมายถึง “สถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์” เช่น ในการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ บริษัทคู่ค้าทั้งสองบริษัทต่างก็ได้ประโยชน์จากการซื้อและขายครั้งนี้ ก็เรียกว่าเป็น win-win situation ได้ค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับคำว่า situation อย่างเดียวนะคะ ยังใช้กับคำอื่นๆได้อีก ไปดูตัวอย่างกันค่ะ

  • It doesn’t seem to be a win-win solution for both of us.
    มันดูเหมือนจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เราทั้งสองจะได้ประโยชน์
  • This isn’t always a win-win strategy.
    นี่มันไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะทำให้เราได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายเสมอไปหรอกนะ

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 12:30 pm
Oct 082013
 

# คำนาม [Noun]
นนี้จะอธิบายถึงหน้าที่ของ คำนาม(parts of speech) ค่ะ คำนามก็คือ คำเรียกแทน คน สัตว์ สิ่งของ ทำไมถึงจำเป็นต้องรู้ หน้าที่ของมัน? ก็เพราะว่า เวลาที่เราเขียนเราจะได้รู้ว่า ตรงตำแหน่งไหนในประโยคที่ สามารถจะเป็นคำนามได้บ้าง มาดูหน้าที่ของ คำนาม กันค่ะ

** ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น

  • The dog is getting angry.
    สุนัขตัวนั้นเริ่มโมโหแล้วนะ (Dog เป็นคำนามและทำหน้าที่เป็น ประธานของประโยค)

แล้วถ้าเราอยากเอา คำกริยา มาเป็นประธานบ้างล่ะ จะต้องทำยังไง วิธีแก้ก็คือ เอาคำกริยาเหล่านั้น เติม ing ซะ หรือ เติม To หน้าคำกริยานั้น มันก็จะเป็นคำ เสมือนคำนาม แล้วล่ะค่ะ เช่น

  • Drinking alcohol is not good for health.

หรือ

  • To drink alcohol is not good for health.

** ทำหน้าที่เป็นกรรม  อันนี้ขอแบ่งย่อยเป็น 2 ข้อนะคะ Continue reading »

 Posted by at 12:25 pm