Oct 082013
 

# คุณออกเสียงสองคำนี้ว่ายังไง?? value กับ volume

ถ้าถามแบบนี้ คนไทย 7 ใน 10 คน อาจจะตอบกลับมาว่า
value ก็อ่านว่า แว-ลู่
volume ก็อ่านว่า วอว-ลุ่ม ไงล่ะ

นั่นเป็นการออกเสียงที่คุ้นหูกับคนไทยมาตลอด แต่รู้หรือไม่!!! ฝรั่งเค้างงและไม่เข้าใจกับการออกเสียงแบบนี้หรอกค่ะ เพราะสองคำนี้ จริงๆแล้วต้องออกเสียงว่า (ไฮไลท์ที่ตัวคำศัพท์ แล้วคลิ๊กลำโพงเพื่อฟังเสียงได้เลยค่ะ)

  • value ต้องออกเสียงว่า แวฝล-ยู่
  • volume ต้องออกเสียงว่า วฝอล-ยุ่ม

พยางค์หลังของสองคำนี้เป็นตัว U นะคะ ไม่ใช่ตัว L อย่างที่เราๆเข้าใจกัน และสงสัยกันมั๊ยคะ!! ว่าทำไมตัว V ต้องแทนด้วย “วฝ” เพราะจริงๆแล้ว ตัว V ในภาษาอังกฤษไม่ได้ออกเสียงเหมือน ว แหวน ในภาษาไทยหรอกนะคะ แต่มันจะออกเสียงคล้ายๆก้ำกึ่งกันระหว่างตัว ว กับ ตัว ฝ ค่ะ โดยเวลาออกเสียงให้เอาฟันบนอยู่ตรงริมฝีปากล่าง

** ขอเสริมอีกคำนึงนะคะ คือคำว่า valuable ก็เหมือนกันค่ะ ออกเสียงว่า แวฝ-ยู-เอบึล นะคะ

ลองฝึกออกเสียงดูนะคะ อาจจะฝืนๆลิ้น ไม่ค่อยชินกับที่เราเคยออกเสียง แต่ลองเปลี่ยนดูค่ะ เพราะการออกเสียงให้ถูกต้องก็เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษเหมือนกันนะคะ ซึ่งนอกจากจะทำให้ฝรั่งเข้าใจในสิ่งที่เราพูดแล้ว เราก็ยังเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดด้วยค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจสักที ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

————————————————————————
แถมตัวอย่างวิธีการออกเสียงภาษาอังกฤษ จาก YOUTUBE Continue reading »

Oct 082013
 

# How do you find…?

สมมติว่าคุณไปดูหนังกับเพื่อนฝรั่ง พอหนังจบแล้วเพื่อนคุณเกิดถามขึ้นมาว่า

  • How do you find the movie?

จะตอบยังไงดีล่ะเนี่ย??

ถ้าคุณตอบไปว่า I found this movie on the Internet.
ผิดแน่นอนค่ะ!! เพราะเค้าไม่ได้ถามคุณว่าไปหาหนังเรื่องนี้เจอได้ยังไง แต่เค้ากำลังถามคุณว่า คุณคิดยังไงกับหนังเรื่องนี้ต่างหากเพราะฉะนั้น…
ถ้าเค้าถามว่า How do you find the movie? ก็ตอบไปเลยค่ะว่า

  • It’s awesome./ I find it awesome.
    หนังเรื่องนี้สุดยอดมากๆ
  • It’s so funny.
    หนังเรื่องนี้ตลกมากๆ
  • I find it boring./ It’s so boring.
    ถ้ามันน่าเบื่อสุดๆ

แต่อย่าไปตอบว่าไปเจอในเน็ต หรือเพื่อนแนะนำให้มาดูเชียวนะคะ เพื่อนคุณคงออกอาการเหวอกับคำตอบของคุณไปเล็กน้อยล่ะคะ ^^

ใช่แล้วค่ะ คำถาม How do you find (something)? เป็นการถามเชิงขอความคิดเห็นของคุณ หรือถามความรู้สึกของคุณว่า คุณรู้สึกยังไงกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ค่ะ มาดูตัวอย่างอื่นๆกันค่ะ Continue reading »

Oct 082013
 

# สำนวนน่ารู้ : make up one’s mind

สำนวน to make up one’s mind หมายถึง ตัดสินใจ (to decide or to make a decision)
เราสามารถใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของอื่นๆ เช่น my, your, his, her, etc. แทนตรงคำว่า one’s ได้นะคะ

  • I can’t make up my mind.
    ฉันยังตัดสินใจไม่ได้เลย
  • I can’t make up my mind whether I will go or not.
    ฉันยังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าจะไปหรือไม่ไป
  • He has already made up his mind.
    เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:22 am
Oct 082013
 

# despite และ in spite of แปลว่าอะไร??

คำว่า despite และ in spite of ใช้ในประโยคที่แสดงความขัดแย้ง แปลว่า “ทั้งๆที่, แม้ว่า, ถึงแม้” ไปดูตัวอย่างกันค่ะ

despite กับ in spite of สองคำนี้ต้องตามหลังด้วยคำนาม, นามวลี หรือสรรพนามเท่านั้นนะคะ ถ้าต้องตามด้วยคำกริยาก็จัดการเปลี่ยนกริยานั้นๆ ให้เป็น gerund หรือก็คือ กริยาที่เติม ing นั่นเองค่ะ ห้ามตามหลัง despite และ in spite of ด้วยประโยคนะคะ เช่น

  • Despite its difficulty, I pass the exam.
    ทั้งๆที่ข้อสอบยาก ฉันก็สอบผ่าน
  • In spite of always being honest, she never trusts me.
    ทั้งที่ซื่อสัตย์มาตลอด แต่เธอก็ไม่เคยเชื่อใจผมเลย
  • It’s raining outside. In spite of this, we go to the party.
    ข้างนอกฝนกำลังตกเลย แต่ถึงแม้ฝนจะตก เราก็ไปงานปาร์ตี้

** สังเกตดีๆนะคะ its difficulty กับ always being honest เป็น นามวลี (Noun Phrase) ค่ะ ไม่ใช่ประโยค และ despite กับ in spite of ใช้แทนกันได้นะคะ เลือกใช้ตัวไหนก็ได้ตามความถนัดเลยค่ะ ^^

*** เพิ่มเติมนิดนึงค่ะ ยังมีอีกสองคำที่มีความหมายเหมือนกับ despite และ in spite of ซึ่งก็คือ although และ though ค่ะ
แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่ although และ though ต้องตามด้วยประโยคค่ะ เช่น Continue reading »

 Posted by at 11:05 am
Oct 072013
 

# มาดูกันใช้คำว่า suppose กันหน่อยดีกว่ามั๊ยคะ ^^

suppose ปกติเป็นคำกริยา แปลว่า “นึก, ทึกทักเอา, คาดว่า, เชื่อว่า”  รูปแบบการใช้คำว่า suppose มีหลายแบบด้วยกัน

# แบบแรก ใช้ในรูปกริยาปกติธรรมดา แปลว่า คาดว่า, เชื่อว่า ตามความหมายข้างบนนั่นแหละค่ะ โครงสร้างประโยคส่วนมากจะเป็นแบบนี้ค่ะ
Subject + suppose + (that) + clause
เช่น

  • I suppose that we could afford the new car.
    ฉันคาดว่าเรามีเงินพอจะซื้อรถคันใหม่ได้
  • I suppose he will not come today.
    ฉันว่านะเขาคงไม่มาหรอกวันนี้

# แบบที่สอง มีตัวช่วยเพิ่มมาอีกนิดหน่อยคือ verb to be ค่ะ โครงสร้างเป็นแบบนี้
Subject + V. to be + supposed to + verb   ** สังเกตนะคะว่า supposed เติม -ed ด้วย
เมื่อ suppose มันมีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ จะแปลว่า “จำเป็นต้องทำ, สมควรต้องทำ” สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น Continue reading »

 Posted by at 12:03 pm
Oct 072013
 

# “เราจะยิงลูกธนูได้ ก็ต่อเมื่อเราดึงมันไปข้างหลัง เช่นเดียวกัน เมื่อชีวิตฉุดรั้งคุณให้ถอยกลับหลังด้วยกับอุปสรรคต่างๆนาๆ ก็แค่ให้เราคิดว่ามันกำลังจะปล่อยคุณให้พุ่งไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่”

** ขอพูดถึงไวยากรณ์ก่อนนิดนึงนะคะ ^^   สังเกตประโยคนี้นะคะ

  • An arrow can only be shot…

ประโยคนี้เป็นประโยค passive voice ซึ่งก็คือโครงสร้างประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ในภาษาอังกฤษมีการใช้ passive voice บ่อยมากๆเหมือนกัน ในประโยคนี้เราต้องการเน้นให้ลูกธนูเป็นประธาน และลูกธนูจะต้องถูกยิง เพราะมันยิงตัวมันเองไม่ได้ ฉะนั้นเราจะต้องให้มันอยู่ในรูปของ passive voice ค่ะ

ปกติแล้วโครงสร้างของ passive voice โดยทั่วไปก็คือ  Verb to be + V ช่องที่ 3
แต่ในประโยคนี้ใช้ กริยาช่วย (Modal verb) can  โครงสร้าง passive voice ของประโยคที่มี modal verb คือ  Modal verb + be + V ช่อง 3
ประโยคนี้เลยออกมาเป็น

  • An arrow can only be shot…

** อ้อ !! จำไว้นิดนึงค่ะ รูปร่างหน้าตาของประโยค passive voice ในแต่ละ tense นั้น มีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้างเดิมของ tense นั้นๆนะคะ
———————————————————————–
*** ชีวิตคนเราอาจไม่ได้เดินไปข้างหน้าตลอดเวลา อาจมีบางคราวที่จำเป็นต้องหยุดนิ่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถอยกลับมา แต่บททดสอบเหล่านั้นอาจกำลังบอกคุณว่าอีกไม่นานสิ่งดีๆกำลังจะเข้ามาในชีวิต คุณก็ได้ ขอเพียงเราอดทน ไม่ย่อท้อ หมดกำลังใจไปเสียก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า
“ฟ้าหลังฝน ย่อมสวยงามเสมอ”  หรือมีคำกล่าวในภาษาอังกฤษบอกไว้ว่า

  • Every cloud has a silver lining.
    อาจมีลำแสงสีเงินคอยส่องประกายอยู่ในเงาเมฆที่มืดดำก็ได้

เป็นกำลังใจให้ทุกชีวิตผ่านพ้นบททดสอบนะคะ ^^

Oct 072013
 

——- Affect Vs Effect ———-
สองคำนี้เป็นคำที่ชวนสับสนเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ ความหมายคล้ายกันแต่ที่ต่างก็คือหน้าที่ของคำ (อีกแล้ว) ซึง Affect จะใช้เป็นคำกริยาแปลว่า “ส่งผลกระทบ” และ Effect แปลว่า “ผลกระทบ” จะใช้เป็นคำนามค่ะ เช่น

  • This problem affects our relationship.
    ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา
  • The destruction of the ozone layer affects the environment.
    การทำลายชั้นโอโซนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม
  • Your advice will have no effect on them.
    คำแนะนำของคุณจะไม่มีผลกระทบต่อพวกเขาเลย
  • The storm had an effect on their crops.
    พายุมีผลกระทบต่อพืชผลของพวกเขา

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:03 am
Oct 072013
 

# confused words : Success Vs Succeed

ศัพท์บางคำก็พาเราสับสนและมักใช้ผิดกันบ่อย มาเช็คความเข้าใจของเรากันหน่อยดีกว่ามั๊ยคะ ^^

—- Success Vs Succeed —–
คำว่า success ตัวแรกแปลว่า “ความสำเร็จ” เป็นคำนาม (Noun) ค่ะ เวลาใช้ในประโยคก็ให้ใช้อย่างคำนามนะคะ เช่น

  • His parents are proud of his success.
    พ่อแม่ของเขาภาคภูมิใจในความสำเร็จของเขา
  • The film “Pee Mak Pra Kanong” was a huge success.
    ภาพยนตร์เรื่อง “พี่มาก พระโขง” ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

แต่คำว่า succeed เป็นคำกริยา (verb) ค่ะ แปลว่า “ทำสำเร็จ, ประสบความสำเร็จ” ค่ะ เช่น

  • He succeeds.
    เขาประสบความสำเร็จ

** ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรก็ให้ใช้บุพบท (preposition) in นะคะ เช่น

  • They succeeded in their first attempt.
    พวกเขาประสบความสำเร็จในความพยายามครั้งแรก
  • He succeeds in his work.
    เขาประสบความสำเร็จในการทำงาน

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:01 am
Oct 072013
 

—— Advice Vs Advise ——–
สองคำนี้แปลคล้ายๆกันว่า “แนะนำ” แต่ต่างกันที่หน้าที่ของคำค่ะ Advice ทำหน้าที่เป็น คำนาม ส่วน Advise ทำหน้าที่เป็นคำกริยาค่ะ ดูตัวอย่างกันค่ะ

  • Thank you for your advice.
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของคุณ
  • I’m sure that he can advise you where to stay.
    ฉันแน่ใจว่าเขาจะให้คำแนะนำคุณได้ว่าจะไปพักที่ไหน

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:00 am
Oct 072013
 

# คำว่า else ใช้ยังไง??

คำว่า else ปกติจะแปลว่า “อื่นๆ, อย่างอื่น” เรามักจะเห็นคำว่า else เนี่ย ตามหลังคำประเภท

  • anything = anything else
  • anyone = anyone else
  • something = something else
  • someone = someone else
  • nothing = nothing else
  • no one = no one else

โดยจะแปลว่า คนอื่น, สิ่งอื่น, ใครอื่น, ใครก็ตาม ซึ่งใช้เป็นสรรพนามแทนคน สัตว์ หรือสิ่งของโดยที่ไม่เจาะจงว่ามันเป็นอะไรนะคะ เช่น Continue reading »

 Posted by at 10:45 am