Nov 152016
 

good กับ well ต่างกันอย่างไร

goodกับ well สองคำนี้ก็แปลว่า  ดี  ทั้งคู่  หลายคนก็เลยถามว่า  แล้วใช้แทนกันได้มั้ย มาดูค่ะว่า good กับ  well ใช้อย่างไร

>>goodเป็น  adjective  เพราะฉะนั้นมันจึงทำหน้าที่ขยายคำนาม  วิธีใช้ก็คือจะวางไว้หลัง verb to be หรือ linking verb  เช่น

  • The show was so good.
    การแสดงดีมากเลย
  • It sounds good.
    ฟังดูดีนะ

หรือวางไว้หน้าคำนามก็ได้เพื่อขยายนามนั้น  เช่น

  • That is a good choice.
    นั่นเป็นตัวเลือกที่ดี
  • You are my good friend.
    เธอเป็นเพื่อนที่ดีของฉันนะ

>>well เป็น adverb  ซึ่งหน้าที่ของมันจะทำหน้าที่ขยายกริยา  เพื่อบอกว่าใครทำกริยานั้นๆอย่างไร  เช่น

  • Last night, you sang well.
    เมื่อคืนคุณร้องเพลงได้เพราะมาก
  • This building has been well designed to conserve energy.
    ตึกนี้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อประหยัดพลังงาน

และเรามักใช้ well ไปรวมกับคำกริยาแล้วทำให้กลายเป็น adjective ได้ เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:51 am
Nov 032016
 

เอาให้กระจ่าง! ระหว่าง no not  non และ  none  มันต่างกันอย่างไร??

ทั้งสี่คำนี้  no  not  non  และ  none  มันก็เขียนคล้ายๆกันนะ  แต่ไม่ได้ใช้เหมือนกันแน่นอนค่ะ มาดูกันเลยค่ะว่าแต่ละคำมันใช้ยังไง

no – เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) แปลว่าไม่  นั่นก็หมายความว่ามันจะต้องเอาวางไว้หน้าคำนามได้  เช่น

  • We have no water left.  พวกเราไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย
    อย่าไปใช้ว่า  We no have water. นะคะ  อันนี้เป็นผลพวงมาจากการแปลไทยเป็นอังกฤษแบบคำต่อคำจ้า

นอกจากนี้  no  ก็ยังใช้ในการตอบปฏิเสธทั่วๆไปได้เช่นกัน  เช่น

  • Do you have any bread?  /  No, I don’t.

not – มาถึงคำว่า  not  กันบ้าง  เป็น adverb หรือกริยาวิเศษณ์  จะใช้วางไว้หลังกริยาช่วยในประโยคปฏิเสธ  เช่น

  • It is not quite cold outside.
    มันไม่ค่อยจะหนาวเท่าไหร่
  • We will not take a taxi.
    พวกเราจะไม่นั่งแท้กซี่

non – อ่านว่า “น็อน” เป็น prefix  คือจะเอาเติมหน้าคำอื่นเพื่อเปลี่ยนความหมายของคำ  โดยความหมายของ  non จะแปลว่า “ไม่”เช่น    Continue reading »

 Posted by at 7:36 am
Oct 292016
 

อักษรที่ไม่มีเสียง  (silent letter)

จั่วหัวมาแบบนี้หลายคนอาจจะงง  แต่เชื่อว่าน่าจะเคยสงสัยกันใช่มั้ยคะว่า  ทำไมคำบางคำไม่ออกเสียงพยัญชนะตัวนี้  เช่น  listen  ทำไมอ่านว่า  ลิซซึ่น  ไม่อ่านว่า  ลิซเท่น  ก็เห็นตัว  t  อยู่ทนโท่ในคำใช่มั้ยคะ   คำว่า debt  ทำไมอ่าน เด้ท  ทำไม่อ่านว่า  เด้บ   เหตุผลก็คือ เพราะตัวอักษรบางตัวในคำบางคำเขาไม่ออกเสียงค่ะ

สงสัยกันต่อไหมว่า  ถ้าในเมื่อไม่ออกเสียงแล้วใส่เข้ามาทำม๊ายยย ให้มันจำศัพท์ยากเข้าไปอีก  ก็เพราะที่เขาใส่ไว้ก็อาจจะเพื่อให้รู้ที่มาของคำว่ามาจากรากศัพท์หรือยืมมาจากภาษาอะไร  เพราะภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทยนั่นแหละค่ะ  ที่ไปยืมคำภาษาอื่นเช่นบาลี สันสกฤตเขามาใช้ แต่ภาษาอังกฤษก็อาจจะยืมมาจากพวกภาษาละติน ฝรั่เศส

สงสัยอีกแล้ว??  แล้วจะจำได้ยังไงว่าในคำนี้ อักษรตัวนี้ไม่ออกเสียง  มันก็มีกฎของมันอยู่นะคะ  แต่แนะนำว่าให้จำเป็นคำๆไปเลยจะง่ายกว่าการมาจำกฎ  แต่การรู้กฎก็อาจเป็นไกด์ไลน์ในการออกเสียงได้นะคะ

กฎการไม่ออกเสียง

ไม่ออกเสียง  A – Adj. ที่ลงท้ายด้วย  calแล้วเราทำให้เป็น  Adv. โดยเติม  lyลงไปข้างหลังอีกเป็น  -callyจะออกเสียงเป็น  คลี่  ไปเลย  เช่น

  • automatically-ออโตเมติคลี่
  • basically-เบสิคลี่  logically-โลจิคลี่

ไม่ออกเสียง  B – ถ้า b อยู่หลัง  m เมื่อเป็นตัวสะกดจะไม่ออกเสียง  b เช่น

  • dumb-ดั๊ม
  • bomb-บอม  climb-คลาม

**ถ้า  b อยู่หน้า t  ก็มักจะไม่ออกเสีย b  เช่น

  • subtle-ซัทเทิ้ล
  • doubt-เด๊าท์
  • debt-เด๊ท

ไม่ออกเสียง  D –d ในคำต่อไปนี้ไม่ออกเสียง  เช่น

  • handkerchief-แฮงเกอร์ชีฟ
  • Wednesday-เว้นส์เดย์

ไม่ออกเสียง G – ถ้า g มี  n  ตามหลัง จะไม่ออกเสียง  เช่น  Continue reading »

 Posted by at 11:09 pm
Oct 262016
 

by  แปลได้มากกว่าคำว่า “โดย”

ปกติเราจะใช้  by  ในความหมายว่า “โดย”  เพราะเป็นความหมายแรกๆที่เราเรียนกันมา  แต่ถ้าอยากใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมืออาชีพ  เหมือนเจ้าของภาษา  ต้องรู้จัก  by ในความหมายอื่นๆด้วยค่ะ  มาดูกันค่ะว่า by มีความหมายว่าอะไรได้บ้าง

>>by  แปลว่า  โดย   ซึ่งเป็นการบอกวิธีการ  เช่น

  • I get here by bus.
    ฉันมาที่นี่โดยรถเมล์
  • Can I pay by credit card?
    ฉันจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้มั้ย
  • He cut an apple by using a knife on the table.
    เขาหั่นแอปเปิ้ลโดยใช้มีดที่อยู่บนโต๊ะ  (*ในกรณีนี้หลัง by เป็นคำกริยาต้องใส่ ing เพื่อให้เป็นคำนามค่ะ เพราะบุพบทต้องตามด้วยคำนาม)

by ในความหมายนี้  มักจะใช้ในประโยค  passive voice เช่นกันค่ะ  เพื่อบอกว่าทำโดยใคร  เช่น

  • The children were punished by their father.
    เด็กๆ ถูกลงโทษโดยพ่อของพวกเขา

>>ถ้าใช้ by กับเรื่องของเวลา  จะแปลว่า  “ภายใน…”   เช่น

  • You have to hand in your report by this Friday.
    คุณต้องส่งรายงานภายในวันศุกร์นี้
  • The meeting will finish by 5 pm.
    การประชุมจะเสร็จภายใน  5 โมงเย็น

>>ถ้าใช้กับสถานที่ในโครงสร้างประโยค  Verb + by + สถานที่  แปลว่า ผ่าน  เช่น  Continue reading »

 Posted by at 7:01 pm
Oct 262016
 

เจาะลึกการใช้  done  แบบเจ้าของภาษา

ส่วนใหญ่เราจะรู้จัก  done  ว่าเป็นกริยาช่องที่  3 ของ do แต่คุณขา!! มันเป็นคำคุณศัพท์ได้ด้วยค่ะ แปลเก๋ๆว่า  “(ทำบางอย่าง) เสร็จ หรือ (ใช้บางอย่าง)เสร็จ”  ในความหมายนี้มักจะใช้กับบุพบท with  นะคะ   เช่น

  • I’m done with my dinner.
    ทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว
  • Tell me when you’re done with your work.
    บอกฉันละกันตอนที่งานคุณเสร็จแล้ว

การพูดภาษาอังกฤษ  บางครั้งน้ำเสียงที่ใช้ก็สำคัญ  ถ้าน้ำเสียงปกติ  I’m done ก็จะหมายถึงว่า ทำอะไรเสร็จแล้ว  แต่ถ้าน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายหรือรำคาญ  ก็อาจจะแปลว่า “พอแล้ว  ไม่เอาแล้ว”  ก็ได้  เช่น Continue reading »

 Posted by at 6:54 pm
Dec 262015
 

Inversion (ตอนที่ 1) : inversion คำที่บอกความหมายเชิงปฏิเสธ และคำบุพบท

หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่า การ inversion ในภาษาอังกฤษคืออะไร แต่เชื่อว่าอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ภาษาอังกฤษมีโครงสร้างประโยคแบบนี้ด้วยเหรอ….?? การ inversion มีหลายแบบ แต่ในที่นี้จะอธิบายถึงการ inversion คำกริยาวิเศษณ์ และคำบุพบท

Inversion คือ การสลับตำแหน่งระหว่างประธานและกริยาหรือการกลับประโยค เพื่อให้เป็นการเน้นใจความของประโยค พูดง่ายๆก็คือเพื่อให้ประโยคมีอรรถรสมากขึ้น  มาดูกันเลยค่ะว่า inversion มันจะมีโครงสร้างประโยคออกมาเป็นอย่างไร

1. คำกริยาวิเศษณ์หรือสำนวนที่มีความหมายเชิงปฏิเสธ เมื่อทำเป็นประโยคที่มีการ inversion จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้ค่ะ

กริยาวิเศษณ์ / สำนวนเชิงปฏิเสธ + กริยาช่วย + ประธาน + Verb แท้

  • Never does she love him. (= She never loves him.)
    หล่อนไม่เคยรักเขาเลย
  • At no time did I say I would go out with you.
    (= I say I would go out with you at no time.)
    ฉันไม่เคยพูดเลยว่าฉันจะออกไปเที่ยวกับคุณ
  • No sooner had he left than the telephone rang.
    (= He had no sooner left than the telephone rang.)
    ทันทีที่เขาออกไป โทรศัพท์ก็ดัง

** เวลาที่เป็นประโยค inversion กริยาช่วยจะมาก่อนประธานเสมอ หรือมีโครงสร้างเหมือนประโยคคำถาม
** คำกริยาวิเศษณ์หรือสำนวนในเชิงปฏิเสธที่พบเจอได้บ่อย มีดังนี้ค่ะ

hardly                     scarcely                  rarely
never                      barely                     seldom
nowhere                 only                        not + object
at no time               no longer                no sooner…than
not only                  not until                  only after
on no account         under no circumstances

2. คำบุพบทบางตัวที่บอกตำแหน่งเมื่ออยู่หน้าประโยค ก็จะเขียนประโยคเป็น inversion ได้เหมือนกัน คำบุพบทดังกล่าว มีดังนี้ค่ะ

in                 up                down            under           here

เช่น

  • Here is the paper of the meeting.
    นี่คือเอกสารการประชุม
  • Down the stair walked the cat.
    แมวเดินลงบันได
  • On the tree is the bird.
    นกอยู่บนต้นไม้

3. คำบอกปริมาณบางคำ ก็สามารถทำเป็นประโยค inversion ได้ เช่น

few               little             so                such

เช่น

  • Little can she speak Spanish.
    เธอพูดภาษาสเปนได้นิดหน่อย

** แต่ถ้ามี คำนามตามหลัง ไม่สามารถทำเป็นประโยค inversion ได้

เช่น         Few books are in my bag.

 Posted by at 6:18 pm
Dec 262015
 

การใช้ would rather

บางครั้งเวลาอ่านๆภาษาอังกฤษเราอาจจะเจอคำว่า …..‘d rather ก็ไม่ต้องสับสนเพราะมันมาจากคำว่า would rather ค่ะ แปลว่า “น่าจะ….ดีกว่า”   หรือแปลว่า “อยากจะ….มากกว่า” มีโครงสร้างในการใช้ดังนี้ค่ะ

1. หากประโยคมีประธานตัวเดียว และพูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    ….would rather + V1( ….than )

เช่น

  • I would rather go home with you.
    ฉันน่าจะกลับบ้านกับเธอมากกว่า
  • She would rather listen to her mom.
    เธอน่าจะฟังแม่ของเธอ
  • You look tired, so you would rather sleep than work.
    คุณดูเหนื่อยๆ คุณน่าจะนอนมากกว่ามานั่งทำงาน

2. ถ้าในประโยคมีประธาน 2 ตัว ที่พูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    Subject 1 + would rather + subject 2 + V2(…than)

เช่น

  • I would ratheryougo.
    ฉันอยากจะให้คุณไปมากกว่า
  • I would ratherSmithcame here today than tomorrow.
    ฉันอยากจะให้สมิธมาที่นี่วันนี้มากกว่าพรุ่งนี้
  • Your parents would rather you not said anything right now.
    พ่อแม่คุณไม่อยากให้คุณพูดอะไรในตอนนี้

3. ถ้าในประโยคมีประธาน 1 ตัว ที่พูดถึงเรื่องในอดีต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

….would rather + have + V3

เช่น

  • I would rather have talked with her in private.
    ฉันอยากจะพูดกับเธอเป็นการส่วนตัวมากกว่า
    (พูดถึงว่า ในอดีตอยากจะพูด แต่ปัจจุบันก็คือยังไม่ได้พูด)
  • Jimmy would rather not have attended the meeting yesterday.
    เมื่อวานจิมมี่ไม่อยากจะเข้าประชุมมากกว่า
    (ในกรณีที่เป็นปฏิเสธให้ใส่ not หน้าhave )

4. ถ้าในประโยคมีประธาน 2 ตัว ที่พูดถึงเรื่องในอดีต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    …would rather + ประธาน + had + V3

เช่น

  • I would rather my dad had picked me up.
    ฉันอยากให้พ่อมารับฉันมากกว่า
  • David would rather his wife had cooked salmon steak than beef steak.
    เดวิดอยากให้ภรรยาของเขาทำสเต๊กปลาแซลมอนมากกว่าสเต๊กเนื้อ
 Posted by at 6:11 pm
Dec 142015
 

การขออนุญาตในภาษาอังกฤษ (asking for permission)

เวลาที่เราจะขออนุญาตคนอื่นทำอะไรก็ตาม ปกติแล้วก็มักจะใช้ภาษาสุภาพ ในภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ปกติแล้วในภาษาอังกฤษเวลาขออนุญาตมักจะพูดเป็นประโยคคำถามว่าฉันสามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้หรือไม่   มีหลายประโยคและหลายสำนวนที่ใช้พูดเพื่อขออนุญาต ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ can / could

Can กับ Could ความหมายทั่วไปจะใช้ในการพูดถึงความสามารถ แต่can / could จะใช้การขออนุญาตได้ด้วย โดยเขียนหรือพูดในเชิงประโยคคำถาม โดยการใช้ could จะสุภาพกว่าการใช้ can เช่น

  • Can I use your computer?
    ฉันขอใช้คอมพิวเตอร์ได้มั้ยคะ

** ถ้าต้องการให้สุภาพมากขึ้นก็ใช้ could และอาจจะเติม please ไว้ด้านหลังก็ได้ค่ะ

  • Could I use your computer, please?
  • Can I have your name please?
    ขอทราบชื่อคุณหน่อยได้มั้ยคะ
  • Could you move over, please?
    คุณช่วยกรุณาขยับไปหน่อยได้มั้ยคะ

 2. การใช้ may

May ปกติจะใช้ในการคาดการณ์ แปลว่า “อาจจะ” เวลาที่เรานำมาขออนุญาตจะใช้ในรูปประโยคคำถาม เช่น

  • May I turn off the fan?
    ขออนุญาตปิดพัดลมได้มั้ยคะ
  • May I go out please?
    ขออนุญาตออกไปข้างนอกได้มั้ย
  • May I use your camera?
    ขอใช้กล้องถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยคะ

3. ใช้ Do you mind if ……..?   /   Would you mind if ………….?

mindในที่นี้หมายถึง รังเกียจ เวลาขออนุญาต ใช้เป็นประโยคคำถามก็ได้

เช่น

  • Do you mind if I sit here?
    คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะนั่งตรงนี้
  • Would you mind if I borrow you cell phone?
    คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะขอยืมโทรศัพท์มือถือคุณหน่อย

** ที่กล่าวมาแล้วเป็นการแสดงการขออนุญาตแบบประโยคคำถาม แต่ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าอาจจะใช้คำว่า canหรือ mayเช่น

  • You may use the computer.
    เชิญคุณใช้คอมพิวเตอร์ได้
  • You can borrow my money.
    คุณจะยืมเงินฉันก็ได้นะ

แต่ถ้าเป็นการพูดว่าไม่อนุญาต จะใช้คำว่า mustn’t กับ can’tเช่น

  • You mustn’t park here.
    คุณห้ามจอดรถที่นี่
  • You can’t smoke in the building.
    ห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร
 Posted by at 11:58 pm
Dec 142015
 

เวลาเจอฝรั่งพูดเร็ว ไม่เข้าใจ ให้ทำไง?

ปัญหาหนึ่งเวลาพูดกับชาวต่างชาติคือ เวลาเจอฝรั่งพูดเร็วๆ รัวๆ ลิ้นแทบจะพันกัน คนฟังก้อหูแทบจะพันกัน เลยทำใหคนกลัวไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ
แต่!! เป็นเรื่องปกตินะที่เราอาจจะไม่คุ้นกับสำเนียง หรือจับความไม่ทัน จริงๆฝรั่งเค้าก้อไม่ได้พูดเร็วอะไร ก้อเหมือนเราพูดภาษาไทยนี่แหละ สปีดปกติที่ราพูดกัน เพียงแต่เราไม่ชินแค่นั้นเองค่ะ
….เวลาเราฟังไม่ทันก้อจะมีประโยคที่พูดเพื่อบอกให้เค้าพูดใหม่ หรือพูดช้าลง หรือพูดเสียงดังขึ้น…เริ่มจากประโยคเลเวลง่ายๆกันก่อนค่ะ
** sorry?
ปกติ sorry แปลว่า ขอโทษ แต่ ถ้าพูดเป็นประโยคคำถาม จะออกเสียงว่า “ซ่อหริ๊” จะหมายถึง “อะไรนะคะ?/อะไรนะครับ?” เวลาที่เราฟังเค้าพูดไม่ทัน หรือจะใช้คำว่า

  • pardon? (พาร์ด๊อน?)
    อะไรนะคะ/อะไรนะครับ

เป็นประโยคคำถามเหมือนกัน หรือถ้าอยากได้เวอร์ชั่นยาวๆหน่อยก็บอกว่า

  • I beg your pardon? (ไอ เบ๊ก ยอร์ พาร์ด๊อน). ก็ได้ค่ะ

** ถ้าเป็นแบบทางการอีกนิดนึง ก้อให้ถามว่า

  • Can you repeat that please?
    (แคน ยู รีพี๊ท แด้ท พล๊ีส)
    กรุณาพูดใหม่ได้มั้ย
  • หรือ Can you say that again please?
    ก้อแปลเหมือนกันคือให้เขาพูดใหม่

หรือจะบอกว่า

  • I’m sorry. What did you say?
    ขอโทษนะ เมื่อกี๊คุณพูดว่าอะไรนะ

แต่ถ้าอยากให้เขาพูดช้าลงหน่อย ก้อบอกว่า

  • Can you please slow down?
    (แคน ยู พลี๊ส สโลว์ ดาวน์)
    ช่วยพูดช้าลงหน่อยได้มั้ย

หรือ

  • Could you speak slowly please?
    คุณช่วยพูดช้าลงได้มั้ย

ถ้าเราฟังในสิ่งที่เค้าไม่เข้าใจ หรือยังมึนๆงงๆอยู่ ก็อาจจะพูดว่า

  • I’m sorry. I didn’t get you. หรือ I’m sorry. I didn’t get what you said.
    ขอโทษนะคะ/นะครับ ฉัน/ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด
  • I’m sorry. I didn’t catch what you said.
    ขอโทษนะคะ/นะครับ ฉัน/ผมฟังไม่ทัน
  • I’m sorry. I didn’t keep up with what you said.
    ขอโทษนะคะ/นะครับ ฉัน/ผมฟังไม่ทัน

คราวนี้ก้อไม่ต้องกลัวแล้วว่าถ้าฟังฝรั่งไม่รู้เรื่องจะต้องวิ่งหนี สปี๊คประโยคข้างบนนี้ใส่ เดี๋ยวก้อรู้เรื่องเอง ถ้าถามหลายๆรอบแล้วเรายังฟังไม่รู้รื่อง เดี๋ยวฝรั่งเค้าก้อเดินหนีเราไปเอง

ลองเอาไปฝึกพูดดูนะคะ มีหลายประโยค หลายระดับความยากง่ายให้เลือกใช้

 Posted by at 11:52 pm
Dec 142015
 

adverb กับ adjective ที่มีรูปเหมือนกัน

Adverb (กริยาวิเศษณ์) ทำหน้าที่ขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์, และคำกริยาวิเศษณ์ ส่วนadjective (คำคุณศัพท์) ทำหน้าที่ขยายคำนาม ปกติแล้ว คำสองประเภทนี้จะมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกันที่สังเกตได้ง่ายคือ adverb มักจะลงท้ายด้วย –lyเช่น quickly, slowly, noisily etc.

แต่มี adverb บางตัวที่มีรูปเหมือนกับ adjective คราวนี้เราจะสังเกตอย่างไรว่าคำนี้ในประโยคนี้เป็น adverb หรือ adjective   คำที่พบเห็นได้บ่อยๆ มีดังนี้ค่ะ

fast                                   เร็ว
hard                                 ยาก, หนัก
low                                   ต่ำ
late                                  สาย
right                                 ถูก
wrong                               ผิด
straight                             ตรง
long                                  ยาว
short                                 สั้น
loud                                  ดัง
enough                             เพียงพอ

ลองดูตัวอย่างประโยคนะคะ

  • The rock is very hard.
    หินก้อนนี้หนักมาก
  • She usually works hard.
    ปกติเธอจะทำงานหนัก

hardในประโยคแรกเป็น adjective  ส่วน hard ในประโยคที่สองเป็น adverb

  • This is a fair play.
    นี่คือการเล่นอย่างยุติธรรม
  • They should play fair.
    พวกเขาควรจะเล่นอย่างยุติธรรม

fairในประโยคแรกเป็น adjective  ส่วน fairในประโยคที่สองเป็น adverb

วิธีการสังเกตว่า คำขยายในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็น adverb หรือ adjective นั้นให้ดูตำแหน่งของคำนั้นในประโยค ดังนี้ค่ะ

1. ถ้าวางไว้หน้าคำนาม หรือ หลัง verb to be คำนั้นจะเป็น adjective เช่น

  • This isn’t the right answer.    (วางไว้หน้าคำนาม)
  • His homework is wrong.        (วางไว้หลัง verb to be)

2. ถ้าวางไว้หลังคำกริยา จะเป็น adverb เช่น

  • This bus runs fast.
  • I didn’t come late yesterday.

A: How can I get to the Serirak Hospital?
B: Go straight and turn left. You’ll see the hospital on your right.

 Posted by at 11:46 pm