Apr 082017
 

ทำยังไงไม่ให้ใช้  very พร่ำเพรื่อ

เวลาจะบอกว่า  ดีมาก   ร้อนมาก  หิวมาก  เหนื่อยมาก  กลัวมาก  เล็กมาก  ใหญ่โตมโหฬารมาก  คำที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวก็คือ  very  โดยเอา very นำหน้าคำคุณศัพท์  และเราก็จะใช้ very  veryvery กันอยู่อย่างนี้ แต่รู้หรือไม่คะว่าเรามีคำที่เรียกว่า extreme adjective ซึ่งก็คือคุณศัพท์ที่บอกถึงความที่สุด  เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ very ซ้ำไปซ้ำมา  และแสดงให้เห็นว่าเรารู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลากหลาย  มาดูตัวอย่างคำศัพท์กลุ่มนี้กันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

very good     =        superb, excellent very tired       =          exhausted
very big        =        immense, gigantic very ugly        =        hideous
very afraid    =        terrified very hungry    =        starving
very angry    =        furious very hot           =        boiling
very happy    =        jubilant very crowded  =       packed
very worried  =        anxious very clever    =        brilliant
very valuable =        precious very roomy   =          spacious
very small     =        tiny very stupid    =        idiotic
very old        =        ancient very wicked   =        villianous
 very quiet     =        silent very cold       =        freezing
 very fast       =        quick very beautiful =      exquisite

เห็นมั้ยคะว่ามีหลายคำเลยที่ใช้แทน very……. ได้  ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ Continue reading »

 Posted by at 2:39 pm
Apr 082017
 

ความแตกต่างระหว่าง say, tell, speak, talk

สงสัยกันใช่มั้ยคะว่า  คำว่า say  tell  speak  talk  เนี่ยมันต่างกันตรงไหน  ความหมายบางทีมันก็เหมือนกันหรือไม่ก็ใกล้เคียงกันเหลือเกิน  บางครั้งดูเหมือนจะเป็นคำพื้นๆที่หยิบมาใช้ได้ง่ายๆใช่มั้ย  แต่เคยสังเกตมั้ยว่าเราอาจจะใช้ผิดไปบ้างหรือเปล่า  เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลายๆคำเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วมีความหมายเหมือนกัน  แต่บางครั้งก็ใช้ในสถานการณ์หรือบริบทที่ต่างกัน  นี่อาจจะเป็นความยากของภาษาอังกฤษหากเราเข้าใจภาษาอังกฤษแบบผิวเผิน  เอาล่ะค่ะมาดูความแตกต่างระหว่าง 4 คำนี้กันค่ะ

—- say —-

sayแปลว่า  “พูด”  ซึ่งความหมายว่าพูดในที่นี้ต้องการระบุถึงตัวคำพูดด้วย คือ พูดว่าอะไรนั่นเองค่ะ  เช่น

  • She always says “Hi” to me when she sees me.
    เธอมักจะทักทายสวัสดีกับฉันเวลาเจอฉัน

Say + ประโยค  ก็ได้

  • They said that they were sick of being punished.
    พวกเขาพูดว่าพวกเขาเบื่อหน่ายกับการถูกลงโทษ

ดังนั้นการใช้ say จึงเหมือนการเน้นคำพูด  หรือสิ่งที่พูดออกไป

—- speak —-

speakก็แปลว่า พูด  ถามว่า พูดในความหมายเหมือนกับ say มั้ย  ก็อาจจะจุดที่ต่างกันเล็กน้อยคือ  speak จะเป็นการพูดเรื่องทั่วๆไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกันสองคน หรือพูดในสถานการณ์ที่ให้คนหลายๆคนฟังหรือพูดนำเสนออะไรต่างๆ เช่น Continue reading »

 Posted by at 2:36 pm
Apr 082017
 

การสร้างประโยคคำถามและประโยคคำสั่งที่เป็น passive voice

ประโยคคำถามบางคำถามก็ต้องใช้รูปประโยคแบบ passive voice เหมือนกัน  ซึ่งหลักการสร้างประโยคคำถามแบบ passive voice ก็ไม่ได้แตกต่างจากประโยคแบบ active voice มากนัก   ในประโยคคำถามที่เป็น Wh-question  ก็จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้ค่ะ

                    Wh-question + กริยาช่วย + ประธาน + V.3 (past participle)

เช่น

Active: Where did you see the snake?

Passive: Where was the snake seen?

Active:  How do you make this soup?

Passive: How is this soup made?

Active:  Why did he tear the report?

Passive: Why was the report torn?

Wh-question word สามารถใช้ได้เลยยกเว้นคำว่า who ถ้าหากจะทำเป็นpassive voice ให้ใช้ by whom เช่น

Active: Who wrote “Harry Potter”?

Passive: By whom was “Harry Potter” written?

แต่ถ้าประโยคคำถามนั้นมี modal verb ก็เขียนได้แบบนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 2:32 pm
Apr 082017
 

ประโยค  passive voice ของ modal verb

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าประโยคในภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น active voice (ประโยคที่ประธานเป็นผู้กระทำ)  และประโยค passive voice ซึ่งก็คือประโยคที่ต้องการเน้นประธานว่าเป็นผู้ถูกกระทำ โดยอาจจะใส่ผู้กระทำก็ได้หรือไม่ใส่ผู้กระทำเนื่องจากเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าใครทำหรือไม่รู้แน่ว่าใครทำ ในบางครั้งประโยค passive voice สร้างปัญหาให้กับเราๆอย่างมากเพราะโครงสร้างประโยคภาษาไทยไม่มีแบบ passive voice นั่นเอง  ดังนั้นเวลาใช้จึงต้องแยกแยะให้ออกว่าประโยคแบบไหนของไทยที่จะต้องเขียนเป็นแบบ passive voice ในภาษาอังกฤษ

ประโยค passive voice   จะมีโครงสร้างที่ผันไปตาม tense ทุก  tense โดยโครงสร้างหลักของ passive voice คือ

Verb to be + V.3 (past participle)

แต่ในที่นี้จะพูดถึง  passive voice  ในประโยคที่มี  modal verb  (will, would, can, could, shall, should, must, etc.)  โครงสร้าง passive voice ของ modal verb  ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ  ตามนี้เลย

                    Subject + modal verb + be + V.3

ตัวอย่างประโยค

  • My house should be renovated soon. It’s all run down.
    บ้านฉันควรจะได้รับการปรับปรุงใหม่ในเร็วๆนี้ มันทรุดโทรมหมดแล้ว
  • The car can’t be repaired.
    รถคันนี้ซ่อมไม่ได้แล้ว
  • Our flight will be cancelled because of the bad weather.
    เที่ยวบินของพวกเราจะถูกยกเลิกเพราะสภาพอากาศไม่ดี

ในอีกกรณีหนึ่งของ passive voice ที่อาจจะเจอก็คือ การใช้ to infinitiveในกรณีนี้ก็จะเป็น  Continue reading »

 Posted by at 2:28 pm
Apr 082017
 

มารู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับ “เวลา” กัน

ในเกือบทุกประโยคส่วนใหญ่มักจะมีคำขยายเกี่ยวกับเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง  เพื่อบอกว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ตอนไหน  แต่ถ้าเป็นคำทั่วๆไปเช่น  today  tomorrow yesterday  อันนี้แน่นอนว่าทุกคนรู้จักกันอยู่แล้ว  แต่ที่จะนำมาพูดถึงคือวลีหรือสำนวนเกี่ยวกับเวลาที่บางคนอาจจะไม่ค่อยรู้จัก  บางคำอาจจะเป็นคำที่เราอยากจะพูดแต่ก็ไม่รู้ว่าภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่าอะไร  มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

ปกติถ้าเราจะพูดว่าทุก ๆวัน  ก็จะใช้ every day ใช่มั้ยคะ  แต่ก็มีคำอื่นอีกที่หมายถึงทุกๆวัน คือ  every single dayที่เพิ่ม single เข้ามาก็เพื่อเป็นการเน้นว่าทุกๆวันโดยไม่ขาดแม้แต่วันเดียว  single ยังใช้กับอย่างอื่นเพื่อเป็นการเน้นได้ด้วย เช่น  every single minute(ทุกๆนาที) หรือ every single episode (ทุกๆตอน)  ตัวอย่างประโยค เช่น

  • You must hand in the report every single day.
    คุณต้องส่งรายงานทุกๆวัน

คำต่อมาคือคำว่า day after day แปลว่า  วันแล้ววันเล่า, ทุกวี่ทุกวัน  ในทำนองว่าเป็นอยู่เช่นนั้นทุกๆวันไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะแฝงความนัยว่าซ้ำซากน่าเบื่อก็ได้  เช่น

  • I have to live alone day after day.
    ฉันต้องอยู่คนเดียวแบบนี้วันแล้ววันเล่า

ซึ่งเราสามารถใช้ day in day outก็ได้เช่นกันคือ   I have to live alone day in day out.

โดยจะให้ความหมายเดียวกันค่ะ   แต่ถ้าอยากพูดว่า “วันเว้นวัน”  ให้ใช้คำว่า every other day เช่น   Continue reading »

 Posted by at 2:25 pm
Mar 032017
 

likeกับ prefer ต่างกันอย่างไร

ถ้าจะบอกว่าชอบอะไรแน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงคำว่า like ก็เรียนกันมาตั้งนมตั้งนานก็รู้จักแต่คำว่า like นี่แหละที่แปลว่า  “ชอบ”    เช่น  ถ้าจะบอกว่า  “ฉันชอบเดินไปโรงเรียน”  ก็ต้องบอกว่า

  • I like to walk to school.
  • I like walking to school.

likeถ้าหากตามด้วยคำกริยาสามารถ  ใช้เป็น infinitive with to (to + V.1)   หรือใช้  Verb เติม ing ก็ได้ค่ะ  ใช้แบบไหนก็ได้เลือกได้เลยความหมายไม่ต่างกันค่ะ   ถ้าหากสิ่งที่ชอบเป็นคำนามก็วางคำนามนั้นหลัง  like ได้เลยค่ะ  เช่น

  • I like fried rice with a lot of sausages.
    ฉันชอบกินข้าวผัดที่ใส่ไส้กรอกเยอะๆ

แต่ถ้าเราอยากบอกว่า “ชอบเดินไปโรงเรียนมากกว่านั่งรถเมล์”  ลองเดาสิคะว่าจะใช้คำว่าอะไร?? เพราะประโยคนี้จะเห็นว่าเป็นการเลือกชอบอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองอย่าง  แน่นอนค่ะ  เราก็ใช้คำว่า  prefer นั่นเอง เพราะ  prefer แปลว่า  “ชอบมากกว่า”    หลักกการใช้คำว่า prefer จะมีโครงสร้างดังนี้ค่ะ

prefer something to something

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:36 pm
Mar 032017
 

ความแตกต่างระหว่าง during กับ while

duringกับ while มีความหมายใกล้เคียงกัน  คือหมายถึง  ระหว่างที่…  หรือ ในช่วงที่….  ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับบางคนและอาจจะคิดว่ามันสามารถใช้แทนกันได้  แต่จริงๆแล้วมันมีวิธีใช้ที่แตกต่างกันค่ะ  เทคนิคการจำการใช้สองคำนี้ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ  มาดูกันเลย

เวลาที่ใช้  during จะต้องตามด้วย คำนาม หรือ กลุ่มคำนาม

During + Noun 

เช่น

  • During the class, I fell asleep.
    ระหว่างที่เรียน  ฉันรู้สึกง่วง
  • The manager has already made up his mind during the meeting.
    ผู้จัดการได้ตัดสินใจแล้วระหว่างการประชุม

** เราจะไม่ใช้During studying in the class, I fell asleep. (X)

แต่ถ้าจะใช้  while จะต้องตามด้วย  คำกริยา ซึ่งกริยาอาจจะอยู่ในประโยคแบบเต็มๆคือมีประธานและกริยา  หรือจะตามด้วยกริยาที่เติม ingก็ได้

While + ประโยค (Subject + verb)

While + Ving

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:30 pm
Mar 032017
 

การใช้  also, as well, too  ใช้ต่างกันอย่างไร

also, as well และ too สามคำนี้มีความหมายเหมือนกันคือ  “อีกด้วย หรือ ด้วยเหมือนกัน” แต่มีวิธีใช้ที่ต่างกันค่ะ

— also —-

โครงสร้างประโยคของ also  เรามักจะวาง also ไว้หน้าคำกริยาแท้ในประโยค  เช่น

  • I hate you but I also love you.
    ฉันเกลียดคุณแต่ฉันก็ยังรักคุณด้วย  (ฉันทั้งรักทั้งเกลียดคุณ)
  • Jeffry speaks English. He also speaks Spanish.
    เจฟฟรี่พูดภาษาอังกฤษ  แล้วเขาก็ยังพูดภาษาสเปนอีกด้วย

แต่ถ้าในประโยคนั้นมี  verb to be ให้วางไว้หลัง verb to be เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:27 pm
Mar 032017
 

But แปลว่า “แต่”  แค่นั้นหรือ?

คำว่า but หลายคนรู้จักในความหมายว่า “แต่”  ที่เป็น conjunction หรือคำเชื่อมประโยคที่มีความหมายขัดแย้งกัน  แต่เรายังสามารถใช้ but ในความหมายอื่นได้อีกค่ะ  ไม่ธรรดาเหมือนกันนะคะคำนี้  มาดูกันค่ะว่า but ใช้อย่างไรได้บ้าง

—- butเป็นคำเชื่อมประโยค มีความหมายว่า “แต่” —-

butในกรณีนี้จะเชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกัน โดยบ่งบอกว่าเนื้อความมีความขัดแย้งกัน  ตัวอย่างเช่น

  • I want to visit Japan but I don’t have enough money.
    ฉันอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นนะแต่ว่าตังค์ไม่พอ
  • I can speak Chinese but I can’t speak Spanish.

** butในกรณีนี้อาจจะเติมหรือไม่เติม comma หน้า but ก็ได้ แต่ถ้าหากเป็นประโยคยาวๆและเพื่อป้องกันการสับสนเราอาจจะใส่ comma เพื่อแยกประเด็นให้ชัดเจนก็ได้    และในภาษาเขียนที่เป็นทาการเราจะไม่นิยมใช้ but นำหน้าประโยค  แต่จะนิยมใช้ however มากกว่า   ส่วนในภาษาพูดเราอาจจะได้ยิน but ขึ้นต้นประโยคก็ได้

—- butใช้ในความหมายว่า “ยกเว้น” หรือ “นอกจาก” —-

butในความหมายนี้มักตามหลัง  all, none, every…., any….., no…… เช่น everything, everybody, nobody etc.

  • He eats nothing but hamburgers.
    เขาไม่กินอะไรเลยนอกจากพิซซ่า
  • Everybody comes but her.
    ทุกคนมายกเว้นหล่อน

** คำที่ตามหลัง but จะเป็น object pronoun (me, her, him, them, etc.) แต่ถ้าเป็นชื่อเฉพาะก็ใช้ได้เลย

** และถ้าหลัง but เป็นคำกริยาก็จะเป็นกริยาที่เป็น infinitive without to เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:21 pm
Mar 032017
 

“What” แปลได้มากกว่าคำว่า “อะไร”

เจอบ่อยกันใช่มั้ยคะ คำว่า what เนี่ย  อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าพูดถึง what ก็ต้องนึกถึงประโยคคำถาม  แต่บางประโยคเนี่ยอ่านยังไง๊ยังไงมันก็ไม่น่าใช่ประโยคคำถามนี่สิคะคุณขา  แล้ว what ในประโยคพวกนี้คืออะไรล่ะ  มันต้องแปลว่าอย่างไรเหรอถึงจะเข้าใจประโยคได้อย่างชัดเจนเห็นแจ้ง  เรามีคำตอบค่ะ  มาดูกันค่ะว่า  what ใช้อย่างไรได้บ้าง

—- what ทำหน้าที่เป็น question word เพื่อสร้างประโยคคำถาม —-

อันนี้ใครๆก็รู้ใช่มั้ยคะ  แต่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้เพราะถือเป็นหน้าที่หลักๆของ what เลยทีเดียว  ซึ่งการตั้งคำถามด้วย what ก็ต้องเป็นคำถามประเภทที่ต้องการรายละเอียด โดยโครงสร้างหลักในการสร้างคำถามประเภทที่ใช้ what ก็มีดังนี้ค่ะ

          What + กริยาช่วย + ประธาน + กริยา +……..?

เช่น

  • What does your brother have for lunch?
  • What are you listening to?

          What + V.to be + Noun?

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:18 pm