Jan 152014
 

# สำนวน Bring it on!

Bring it on

สำนวน Bring it on!

สำนวนนี้ แปลว่า “เอาเลย, เข้ามาเลย, มีทีเด็ดอะไรก็งัดมาโชว์เลย” จะออกแนวท้าทายฝ่ายตรงข้าม บอกเป็นนัยๆว่า ชั้นไม่กลัวแกหรอก
ดูตัวอย่างค่ะ

  • A: Are you afraid I’m gonna beat you this game?
    แกกลัวว่าเกมนี้ชั้นจะชนะแกใช่มั๊ย?
    B: Dream on! Bring it on!
    ฝันไปเหอะ แน่จิงก็เอาเลย เข้ามา

ในบางสถานการณ์ก็ใช้ได้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ หรือ เกม เช่น

  • A: I’m gonna fire you!
    ชั้นจะไล่แกออก!
    B: OK, just bring it on.
    เอาเลย ทำเลย!
  • A: I disagree with you in this point. I’ve got better idea.
    ผมไม่เห็นด้วยกับคุณเรื่องนี้นะ ผมมีไอเดียที่ดีกว่านี้
    B: Let’s hear them. Bring it on.
    ก็เอาซิ ว่ามาเลย

** หากสถานการณ์ตึงเครียด สำนวนนี้อาจจะดูแรงๆไปนิด ถ้าคิดจะใช้สำนวนนี้ คุณก็ต้องพร้อมที่จะไฟท์แล้วแหละ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Jan 152014
 

# It’s not that bad.

It’s not that bad. ประโยคนี้แปลว่า “มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
เราใส่ that ไปเพื่อเน้นว่า ก็ไม่ขนาดนั้น
ดูตัวอย่างอื่นกันค่ะ

  • How can you put up with him for so long?
    เธอทนกับเขาได้นานขนาดนี้ได้ยังไงน่ะ
  • Come on. He’s not that bad.
    ไม่เอาน่า เขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก
  • It’s not that cold today. Why don’t you take a bath?
    วันนี้ก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้นซะหน่อย แล้วทำไมแกไม่อาบน้ำ!!
  • I don’t give a damn. You are not that important to me.
    ชั้นไม่สนหรอก เธอไม่ได้สำคัญกับชั้นขนาดนั้นสักหน่อย
  • This movie is not that lame. At least, I like the ending scene.
    หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ห่วยขนาดนั้นน่ะ อย่างน้อยฉันก็ชอบฉากจบ

** จำไว้เสมอนะคะว่า English is not that difficult. ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Jan 142014
 

ศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับร่างกาย (Body Parts Vocabulary)

ส่วนหัวศรีษะ

  • Head ศรีษะ
  • Hair เส้นผม
  • Brain สมอง
  • Skull หัวกะโหลก

ส่วนใบหน้า

  • Face หน้า,ใบหน้า
  • Cheek แก้ม
  • Temporal bone กระดูกขมับ
  • Mastoid ขมับ
  • Chin คาง
  • Dimple ลักยิ้ม
  • Beard หนวดเครา
  • Forehead หน้าผาก

ส่วนตา

  • Eye ตา
  • Eyebrow คิ้ว
  • Eyelash ขนตา
  • Optical nerve ประสาทตา
  • Eye ball ลูกตา
  • Eyelid หนังตา

ส่วนหู Continue reading »

Jan 142014
 

#  สำนวน out of question
out of question  แปลว่า  “เป็นไปไม่ได้, ไม่มีทาง” นะคะ  เช่น

  • To get up early in the cold day is out of question.
    การตื่นเช้าในวันหนาวๆเนี่ยมันเป็นไปไม่ได้เอาซะเลย
  • meeting with him is out of question because of his tight schedule.
    ไม่มีทางที่จะนัดพบเขาได้เลย เพราะตารางงานเขาแน่นเอี๊ยด
  • I’m afraid that’s absolutely out of question.
    ฉันเกรงว่านั่นมันจะไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 12:08 pm
Jan 102014
 

# Is it cold there?

cold

หน้าหนาวปีนี้ หนาวกันถ้วนหน้าเลย แม้แต่ที่ไทยก็มีสะเก็ดความหนาวมาให้ขนแขนสแตนด์อัพกันบ้างเหมือนกัน  มาอัพเดตความหนาวให้ชาวโลกได้รู้กันค่ะ นอกจากคำว่า cold แล้วเนี่ย ยังมีคำอื่นที่ใช้บอกความหนาวเย็นได้อีกนะคะ

Cool (adj….) มาดูเลเวลแรกของความเย็นกันค่ะ cool แปลว่าเย็น ออกไปทางแนวเย็นสบายๆ มากกว่า ไม่ถึงกับหนาวมาก เช่น

  • The water in this stream is cool and refreshing.
    น้ำในลำธารนี่เย็นแล้วก็ทำให้สดชื่นมากเลย

Chilly (adj.) คำนี้ก็แปลว่า หนาวเย็น ได้ค่ะ เช่น

  • Sitting in the sun, I still felt chilly.
    ขนาดนั่งกลางแดดแล้วนะ ฉันยังรู้สึกหนาวอยู่เลย

Cold (adj.) คำนี้คงรู้จักดี แปลว่า หนาว สภาพอากาศที่หนาวเย็น

  • This morning is very cold. There is so much fog out there.
    เช้านี้อากาศหนาวมาก ข้างนอกนั่นมีหมอกเยอะเลย

Freezing (adj.) คำนี้แปลว่า หนาวเย็นแบบ เย็นยะเยือก เย็นจนเกือบแข็ง

  • Hurry up! I’m freezing. เร็วๆสิ ชั้นหนาวจนจะแข็งแล้ว

** หรือใช้ freezing cold ก็ได้ค่ะ

  • Your hands are freezing cold!! มือเธอเย็นจัดเลย

** อัพเดตความหนาวกันหน่อยมั๊ย ที่ไหนหนาวเลเวลไหนกันแล้วลองเลือกไปใช้ดูนะคะ ส่งท้ายด้วยประโยคนี้ละกันค่ะ

  • “Winter must be cold for those with no warm memories.”
    หน้าหนาวมันคงจะหนาว สำหรับคนที่ไม่มีความทรงจำอันอบอุ่น

# ใครบางคนกล่าวไว้  “ลองนึกถึงความทรงจำอันอบอุ่น เผื่อจะหายหนาว”  ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:30 pm
Jan 102014
 

#  because VS because of
สองตัวนี้แปลว่า “เพราะว่า” เหมือนกัน แต่ลองสังเกตสองประโยคนี้ดีๆ นะคะ

  • We stopped playing football because it rained.
  • We stopped playing football because of the rain.

สองประโยคนี้แปลได้เหมือนกันคือ “พวกเราหยุดเล่นฟุตบอลเพราะฝนตก” เห็นความแตกต่างระหว่างสองประโยคนี้มั๊ยคะ??…
ประโยคแรก หลัง because เป็นประโยค
ประโยคที่สอง หลัง because of เป็น  คำนาม

** because เป็นคำเชื่อม (conjunction)  ที่ใช้เชื่อมประโยคสองประโยค หรือ clause 2 clause เข้าด้วยกัน ฉะนั้นต้องตามด้วยประโยค
** because of เป็นคำบุพบท (preposition) ต้องตามด้วยคำนาม หรือ นามวลี เท่านั้นค่ะ

*** สรุปคือ

  • because + ประโยค
  • because of + นาม, นามวลี

ตัวอย่างอื่นนะคะ

  • I bought this shirt because it is cheap. I bought this shirt because of its cheap price.
  • I am late because the traffic was bad. I am late because of the bad traffic.

** เวลานำไปใช้อย่าสับสนนะคะ ^^
…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:20 pm
Jan 102014
 

#  สำนวน could use

could_use

Excuse me, I could use a little help.

ลองดูประโยคนี้นะคะ  สังเกตว่าก็แค่คำศัพท์ง่ายๆเอง ถ้าคิดอย่างนี้คุณอาจจะแปลประโยคออกมาว่า “ขอโทษนะ ฉันสามารถใช้ความช่วยเหลือนิดหน่อย”  … ซึ่งถ้าแปลแบบนี้มันคงฟังพิลึกมากๆ  ^^  บางคนอาจจะคิดว่า ก็ could มันแปลว่า สามารถ ส่วน use มันก็แปลว่า ใช้ ไง  ผิดตรงไหน
จริงๆแล้ว could use เป็นสำนวนค่ะ แปลว่า “จำเป็น, ต้องการ” ประโยคนี้จึงแปลได้ว่า “ขอโทษนะคะ ฉันต้องการความช่วยเหลือนิดหน่อย”
ดูตัวอย่างอื่นกันค่ะ

  • It’s such a cold day. I could use a cup of hot tea. เป็นวันที่หนาวจริงๆ ชั้นอยากได้ชาร้อนสักถ้วย
  • I could use some more money. ผมต้องการเงินมากกว่านี้

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Jan 102014
 
#  การใช้ ever
ipromise
คำว่า ever เป็น adverb ค่ะ  แปลได้หลายความหมาย  แต่ความหมายนึงทีหลายคนชอบแปลก็คือ  แปลว่า “เคย”  ใช่ค่ะ ever แปลว่า เคย  ได้  แต่จะใช้กับประโยคปฏิเสธหรือคำถามเท่านั้นนะคะ จะไม่นำมาใช้ในประโยคบอกเล่าค่ะ เช่น … ever ในความหมายว่า “เคย” มักใช้กับประโยคคำถาม present perfect tense เช่น
  • Have you ever made a wish? คุณเคยอธิษฐานมั๊ย?
  • Have you ever driven a car before? คุณเคยขับรถไหม
  • Have you ever been to Taj Mahal? คุณเคยไปทัช มาฮาลมั๊ย
  • I have never been to Taj Mahal. ฉันเคยไม่เคยไปทัชมาฮาล
  • I have been to Taj Mahal. ฉันเคยไปทัชมาฮาล
    *** (ในกรณีใช้ในประโยคบอกเล่าเราจะใช้โครงสร้าง  present perfect tense (to have + v3) แทน)

*** ever ในความหมายอื่นใช้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  พูดง่ายๆก็คือ แปลว่า “เท่าที่เคยมีมา, เท่าที่ผ่านมา”  เช่น

  • You are my best friend ever! เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลยนะเนี่ย
  • It’s the loveliest cat ever seen. มันเป็นแมวที่น่ารักที่สุดที่เคยเห็นมาเลย

*** ใช้ในความหมายว่า “ตลอดไป, เสมอๆ”  เช่น

  • All he ever does is complain. เขาบ่นตลอดเลย

บางครั้ง เราอาจจะเคยได้ยินคำนี้ค่ะ ever after  ซึ่งแปลว่า ชั่วนิจนิรันด์, จากนี้ตลอดกาลนาน  (ชอบเจอบ่อยเวลาอ่านนิทาน ^^) เช่น

  • They live happily ever after. พวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์
  • I promise I will never ever do that again. ผมสัญญาว่าผมจะไม่มีวันทำมันอีกตลอดไป (ใครที่พูดอย่างนี้ เชื่อป่ะ เดี๋ยวก็มีรอบสอง รอบสาม 555)

***  ever เวลาอยู่ในประโยคแสดงเงื่อนไข  มักจะแปลว่า “เมื่อไหร่ก็ตาม”  เช่น

  • If you ever need any help, just let me know. ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการความช่วยเหลือ บอกฉันนะ

*** ใช้ในความหมายว่า “ไม่มีวัน”  เช่น

  • I will never drive a car. ฉันจะไม่มีวันขับรถ
  • I will never ever drive a car. ฉันจะไม่มีวันขับรถโดยเด็ดขาด

** ever จะแปลว่าอะไรนั้น ให้ดูบริบทในประโยคเป็นหลักนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Jan 102014
 

# นับประสาอะไรกับ…

let alone

เวลาที่เราอยากพูดประมาณว่า

  • นับประสาอะไรกับ…
  • ไม่ต้องพูดถึง…
  • อย่าว่าแต่…

ในภาษาอังกฤษเราใช้สำนวนนี้ค่ะ let alone
ตัวอย่างประโยคนะคะ

  • I can’t ride a bicycle, let alone drive a car.
    ชั้นยังขี่จักรยานไม่เป็นเลย ขับรถนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย
  • I can’t even understand a single English sentence, let alone a whole book.
    อย่าว่าแต่ให้อ่านทั้งเล่มเลย แค่ประโยคภาษาอังกฤษซักประโยค ชั้นก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจเล้ย
  • He can’t even take care of himself, let alone taking care of someone else.
    เขายังดูแลตัวเองไม่ค่อยจะได้เลย นับประสาอะไรที่จะไปดูแลคนอื่น

** ข้อความจากในรูปนะคะ

  • I’m the kind of guy who can’t keep a plant alive for a week, let alone the relationship. # Jerry O’Connell
    ผมเป็นผู้ชายประเภทที่จะปลูกต้นไม้ให้รอดสักอาทิตย์นึงยังไม่ได้เลย เรื่องความสัมพันธ์นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

** แค่ต้นไม้ต้นเดียวยังดูแลไม่ได้ แล้วคนทั้งคนจะดูแลได้มั๊ยหนอ?? หรือเขาอาจจะดูแลคนได้ดีกว่าต้นไม้ 555 ^^
…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Jan 102014
 

# Funny story
ไม่ชอบเลยเวลาที่มีคนเห็นเราที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วพวกเขาก็แบบว่า “เฮ้ คุณมาทำอะไรที่นี่” ชั้นก็แค่ตอบไปว่า “โอ้ รู้มั๊ย ก็แบบ มาตามล่าช้างน่ะ”…
ทุกวันนี้เราอาจเจอบทสนทนาคล้ายๆอย่างนี้ เช่น มีคนรู้จักมาทักว่า “คุณมาซื้ออะไร?” เวลาที่เรากำลังยืนต่อแถวอยู่หน้าร้านกาแฟ แล้วร้านนี้ก็ขายแต่กาแฟ หรือ เจอใครโดยบังเอิญเวลาที่เรากำลังยืนเลือกผักอยู่แล้ว เขาถามว่า “กำลังซื้ออะไร?” ทั้งๆที่มีผักกองเบ้อเริ่มอยู่ตรงหน้า
สถานการณ์แบบนี้ ภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า “Breaking the ice” ซึ่งก็หมายถึง การเริ่มเปิดบทสนทนา เพื่อทำลายความเงียบ พูดง่ายๆก็คือ หาเรื่องมาพูดเพื่อให้ได้คุยกันต่อ
** เชื่อว่าหลายคนอาจเคยโดนถามคำถามแบบนี้ หรือ เป็นคนถามซะเอง ^^ แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์เลยค่ะ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นคำถามที่ทำให้เราได้มีอะไรคุยกันต่อมากขึ้น ดีกว่าแค่ say Hi แล้วก็เดินจากไป ว่ามั๊ย?? อย่างน้อยจะได้ลดช่องว่างของความห่างเหินลงได้บ้าง ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา