Feb 172014
 

# How have you been? กับ How are you? ต่างกันยังไงอ่ะ

สองประโยคนี้ ถ้าแปลออกมาจะมีความหมายเหมือนกันเลยค่ะ คือถามว่า “สบายดีมั๊ย?”
แต่อย่าเพิ่งคิดว่าใช้แทนกันได้นะคะ มันใช้ต่างสถานการณ์กันเล็กน้อยค่ะ

มาดู How are you? กันก่อนค่ะ
ประโยคนี้เป็น present simple tense ค่ะ ซึ่งใช้พูดถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน คือใช้ถามสารทุกข์สุขดิบในปัจจุบันว่าเป็นยังไง สบายดีมั๊ย เจอหน้าเพื่อนวันนี้ ก็ถามว่า วันนี้เธอสบายดีมั๊ย เป็นยังไงบ้าง

แต่ How have you been? เป็น present perfect tense ค่ะ หลักของ tense นี้คือใช้พูดถึงเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เวลาที่เราพูดประโยคนี้เพื่อทักทายใคร นั่นหมายความว่า เราไม่ได้เจอเขามานานแล้ว แล้วบังเอิญวันนี้เกิดเจอกันเลยอยากอัพเดตทุกข์สุข ก็ใช้ประโยคนี้ค่ะ เพื่อต้องการสื่อว่า ในอดีต(ที่เราไม่ได้เจอกัน) จนถึงตอนนี้ คุณเป็นยังไงบ้าง

** พอเห็นความแตกต่างแล้วใช่มั๊ยคะ จริงๆแล้ว tense ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจถึงอารมณ์ของภาษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามเรื่อง tense เชียวนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Feb 172014
 

# “ง้อ” ภาษาอังกฤษพูดว่าไง??

"ง้อ" ภาษาอังกฤษพูดว่าไง??

“ง้อ” ภาษาอังกฤษพูดว่าไง??

มี ง้อ ก็ต้องมี งอน ใช่มั๊ยคะ มีคนถามว่า สองคำนี้ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร
จริงๆแล้วฝรั่งเค้าไม่มีศัพท์ตรงๆหรอกค่ะ แต่ก็พอจะมีคำที่ใกล้เคียงอยู่บ้าง คำว่า “งอน” ก็อาจจะใช้คำว่า “sulk” ได้ เป็น verb หรือ sulky ที่เป็น adjective เช่น

  • Are you sulking?
    เธองอนเหรอ?
  • She’ not a sulky girl.
    เธอไม่ใช่สาวขี้งอน

** แต่ปกติแล้ว ฝรั่งเขาก็อาจจะพูดแค่ว่า

  • Am I upsetting you?
  • Are you mad at me?

ในความหมายว่า งอนเหรอ? โกรธเหรอ?

งอน แล้วก็ต้อง ง้อ ใช่มั๊ย
ศัพท์ที่ใกล้เคียง ที่พอจะใช้ได้ในความหมายนี้ก็คือ “make up”  เช่น

  • She’ s mad at me. I’m gonna make up with her.
    เจ้าหล่อนโกรธชั้นอยู่ ชั้นกำลังจะไปง้อเธอ
  • Why don’t you try to make up with him?
    ทำไมเธอถึงไม่พยายามไปง้อขอคืนดีกับเขาล่ะ?

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Feb 172014
 

# phrasal verb ที่ขึ้นต้นด้วย hang

มีกริยาวลีหลายคำที่ขึ้นต้นด้วย hang และพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

มาดูคำแรกกันค่ะ น่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง คำว่า “hang out” แปลว่า ใช้เวลาที่สถานที่ใดที่หนึ่ง หรือกับใคร โดยไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว พูดง่ายๆคือ ไปเตร่ๆหรือ ไปขลุกอยู่ที่ไหนสักที่ เช่น

  • We like to hang out at this restuarant every Friday.
    พวกเราชอบมาขลุกอยู่ร้านนี้กันทุกศุกร์เลย

*คำที่มีความหมายคล้ายๆกันก็คือ “hang around” หรือ “hang about” ซึ่งก็แปลว่า ใช้เวลาหรือรอไปเรื่อยเปื่อยที่สถานที่ใดที่หนึ่ง โดยไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เช่น

  • I hung around outside, waiting for the others.
    ชั้นก็เตร่ๆอยู่ข้างนอกรอคนอื่นๆอยู่

แต่ถ้าบอกให้ใครรอก่อนก็ใช้ “hang on” หรือใช้พูดขัดจังหวะอะไรสักอย่าง เช่น

  • I think we should hang on until the end of the game.
    ผมคิดว่าเราน่าจะรอจนจบเกมซะก่อน
  • Hang on! Are you sure that they’re hooking up?
    เดี๋ยวก่อนนะ แกแน่ใจเหรอว่าสองคนนั่นควงกันอยู่น่ะ

แต่ถ้าคุณวางหูโทรศัพท์ใส่ใคร ก็ใช้ “hang up” ค่ะ เช่น

  • He dare hang up on me!
    เขากล้าวางหูใส่ชั้น!

** ลองแปลประโยคนี้ดูค่ะ

  • Hang on! Don’t hang up on me. Just hang around there, waiting for me. I’ll be there in 10 minutes.

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Feb 172014
 

#สำนวน knock it off !!

สำนวน knock it off

สำนวน knock it off

ถ้าเราบอกกับใครว่า knock it off นั่นหมายถึงว่าเรากำลังบอกให้เขาหยุดพูดหรือหยุดทำสิ่งที่เขาทำอยู่ เพราะสิ่งนั้นอาจทำให้คุณรู้สึกรำคาญ หรือรบกวนคุณ เช่น

Knock it off,kids. I’m working.
หยุดได้แล้วเด็กๆ พ่อกำลังทำงานอยู่

A: How was your date last night? Good?
เดทเมื่อคืนเป็นไงมั่ง ดีมั๊ย
B: Knock it off! I’m tired of dating that blond girl.
หยุดพูดเลย ขอเหอะ เบื่อจะเดทกับยัยสาวผมบลอนด์นั่นเต็มแก่ละ

Knock it off! Aren’t you guys tired of fighting with each other every day?
พอซะทีเหอะ นี่พวกแกไม่เบื่อบ้างเหรอที่ทะเลาะกันทุกวี่ทุกวันน่ะ

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Feb 172014
 

# no sooner…than

สำนวน  no sooner...than

สำนวน no sooner…than

วันนี้มาดูการใช้สำนวนนี้กันสักหน่อยค่ะ
no sooner…than
สงสัยมั๊ยคะว่ามันแปลว่าอะไร เช่น
ถ้ามันอยู่ในประโยคนี้

  • I had no sooner reached home than the rain fell down.

ในประโยคนี้มีสองเหตุการณ์ คือ ถึงบ้าน กับ ฝนตก แล้วคุณรู้มั๊ยว่า มันเกิดขึ้นพร้อมกัน?? หรือเหตุการณ์ไหนเกิดก่อน?? เกิดหลัง??
ถ้ามีคนถามคุณว่า คนๆนี้เปียกฝนมั๊ย? ถึงบ้านทันเวลาหรือป่าว
คำว่า no sooner…than จะทำให้คุณตอบเขาได้ค่ะ

เพราะสำนวนนี้แปลว่า
ทันทีที่…ก็… หรือ
พอ…ก็…
ฉะนั้น ประโยคนี้แปลว่า “ทันที่เขาถึงบ้าน ฝนก็ตก”
(ดังนั้นเขาไม่เปียกฝน เพราะถึงบ้านพอดี)

ประโยคที่มี no sooner จะเกิดก่อน เราใช้ past perfect tense
ส่วนประโยคที่ตามหลัง than จะเกิดทีหลัง ใช้ past simple tense นะคะ

มาดูตัวอย่างอื่นกันค่ะ

  • I had no sooner finished the dinner than my guests came.
    พอทำอาหารเย็นเสร็จ แขกของฉันก็มาพอดี
  • They had no sooner showed up than there was a loud clap.
    ทันทีที่พวกเขาปรากฎตัว ก็มีเสียงตบมือดังขึ้นมา

** บางครั้งคุณอาจจะเจอรูปแบบประโยคแบบนี้ค่ะ

  • No sooner had they showed up than there was a loud clap.
    (No sooner ขึ้นต้นประโยค แล้วตามด้วยกริยาช่วย had แล้วค่อยตามด้วย ประธาน หรือ subject ของประโยคค่ะ)

ถ้าไปเจอประโยคแบบนี้ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเขาเขียนผิดนะคะ
เพราะลักษณะแบบนี้เราเรียกว่า การ inversion ค่ะ คือการสลับตำแหน่งในประโยค ซึ่ง no sooner สามารถทำได้ค่ะ

** สำหรับใครที่เคยเจอ no sooner ครั้งแรกก็อาจจะงง นิดหน่อยนะคะ แต่ค่อยๆทำความรู้จักกับมัน เดี๋ยวก็ชินกับมันไปเอง ^^
ส่งท้ายด้วยประโยคนี้ค่ะ

  • ” No sooner said than done – so acts your man of worth.”
    พูดแล้วทำเลย เป็นการกระทำของคนที่น่ายกย่อง

*** พูดอะไรไว้ก็ทำซะเลย อย่าผลัดวันประกันพรุ่งนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Feb 172014
 

# spoil

วันนี้ขอเสนอศัพท์ที่น่าสนใจคำนี้ค่ะ คำว่า spoil
เวลาได้ยินคนพูดว่า สปอยล์ รู้มั๊ยว่าเค้าหมายถึงอะไรกัน??

spoil ถ้าเป็นคำนามจะหมายถึง ของที่ปล้นมา หรือ ของที่เสีย
แต่ถ้าเป็น verb จะแปลได้หลายอย่างค่ะ

1. ทำลายคุณค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือพูดง่ายๆคือทำให้เสียอรรถรส หรือหมดสนุก เช่นเวลาคนมาเล่าหนังเรื่องที่เราอยากดูซะละเอียดเลย พอเวลาเราไปดูจริงๆมันก็ไม่สนุกแล้ว เพราะรู้หมดแล้วว่าจบยังไง

  • Don’t spoil the movie.
    อย่าทำให้หนังหมดสนุกซิ

2. แปลว่า ทำให้เสียคน หรือตามใจมากเกินไป เช่น

  • His mother is spoiling him.
    แม่เขากำลังทำให้เขาเสียคน

แต่ตามใจอาจจะเป็นในแง่ดีก็ได้ ตามใจแบบเอาใจใส่ เช่น

  • Sometimes you just have to spoil yourself.
    บางทีคุณก็ต้องตามใจตัวเองบ้าง

3. ถ้าใช้กับอาหาร จะแปลว่า อาหารนั้น บูด หรือเน่าเสีย เช่น

  • We’d better eat that cake before it spoils.
    เราน่าจะกินเค้กนั่นก่อนที่มันจะเสีย

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Feb 052014
 

# สำนวน run into

run into เป็น phrasal verb หรือกริยาวลีค่ะ แล้วก็อย่างที่รู้ๆกัน phrasal verb เนี่ย ความหมายมันมักจะแตกต่างจากศัพท์เดิมไปเลย บางทีก็แบบต่างกันจนคิดว่ามันแปลอย่างนี้ได้ยังไง เวลาอ่าน หลายๆคนจึงมักจะปวดเฮดกับกริยาวลีพวกนี้
เอาล่ะค่ะ มาดู run into ของเราดีกว่า
ถ้าแปลตรงตัว จะแปลว่า พุ่งเข้าชน เช่น

  • The truck almost ran into me. It’s a close call.
    รถบรรทุกเกือบจะพุ่งชนฉันแล้ว เส้นยาแดงผ่าแปดเลย

ถ้าเป็นสำนวน
run into + someone จะหมายถึงเจอใครโดยบังเอิญค่ะ เช่น

  • Guess who I ran into last night. I ran into my ex!!
    เดาซิ เมื่อคืนชั้นเจอใคร ชั้นก็เจอแฟนเก่าโดยบังเอิญน่ะสิ

run into + something
แปลว่า พบเจอ เช่น

  • His business has run into troubles.
    ธุรกิจของเขาเริ่มเจอปัญหา

ถ้า run into + จำนวน
จะหมายความว่า ถึงจำนวนนั้นๆ เช่น

  • Flood damage has run into one million dollar.
    ความเสียหายจากน้ำท่วมสูงถึง 1 ล้านดอลล่าร์แล้ว

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 5:58 pm
Feb 052014
 

# สำนวน all ears
all ears
มีัคำว่า ears เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องเกี่ยวกับหูแน่ๆเลย และหูก็ใช้ในการฟัง เพราะฉะั้นั้นสำนวนนี้แปลว่า “ตั้งใจฟัง พร้อมฟัง ฟังอยู่” เช่น

A: I need to vent!
อยากระบายว่ะ
B: I’m all ears.
ก็ฟังอยู่

A: Are you with me?
ฟังชั้นอยู่มั๊ยเนี่ย?
B: All ears!!
ก็ตั้งใจฟังอยู่!!

I was all ears as he told me the story.
ฉันฟังอย่างตั้งใจตอนที่เขาเล่าเื่รื่อง

** ปกติสำนวนนี้มักไม่ค่อยพูดถึงคนอื่น เช่น He’s all ears. หรือ They’re all ears. มักจะใช้พูดถึงตนเองมากกว่า

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 5:56 pm
Feb 052014
 

# การใช้ anyway
คำนี้จะได้ยินบ่อยในบทสนทนา สงสัยกันมั๊ยมันแปลว่าอะไร??

** ใช้ในความหมายว่า “อย่างไรก็ตาม, ยังไงก็แล้วแต่, อยู่ดีนั่นแหละ”
เช่น

  • This dress is so expensive, but I bought it anyway.
    ชุดเดรสเนี่ยแพงเหลือเกิน แต่ยังไงฉันก็ซื้อมันอยู่ดี
  • I’m afraid I can’t come, but thanks for invitation anyway.
    ฉันเกรงว่าจะมาไม่ได้น่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่เชิญ

** ใช้เพื่อบ่งบอกว่า เรื่องที่พูดมาเนี่ยไม่สำคัญ แปลเหมือนกับ “ช่างเถอะ, ช่างมันเถอะ” เช่น

  • My joke seems boring, anyway forget it.
    มุขตลกชั้นดูท่าจะน่าเบื่อ ช่างเหอะ ลืมมันซะ

** ใช้เพื่อบอกข้อมูลให้ชัดเจนลงไป เช่น

  • I can’t tell you. Not just now anyway.
    ฉันบอกคุณไม่ได้ ยังไงก็ไม่ใช่ตอนนี้
  • Think about it for a while, for a few days anyway.
    คิดเรื่องนี้สักหน่อยเถอะ สักสองสามวันก็ยังดี

** ใช้ในการเปลี่ยนเรื่องที่จะสนทนา หรือต้องการวกกลับมาคุยเรื่องที่คุยกันก่อนหน้า หรือต้องการจบบทสนทนา เช่น

สมมติว่าก่อนหน้านี้กำลังคุยกันว่า กลางวันนี้จะกินอะไรกันดี แล้วคุยกันยาวไปเรื่องอื่น สุดท้ายก็วกมาเรื่องข้าวกลางวันต่อ ก็พูดได้ว่า

  • Anyway, what’s for lunch today?
    เอาล่ะ แล้วตกลงกลางวันนี้จะกินอะไรดี
  • Anyway, I’ve got to go now.
    เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว

*** บางคนอาจจะสงสัยว่าในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา จะใช้ by the way แทนได้มั๊ย
จริงๆ by the way จะใช้ต่างจาก anyway เล็กน้อยค่ะ
By the way จะใช้ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนหัวข้อกะทันหัน และเป็นหัวข้อที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่คุยกันอยู่ก่อนหน้านี้เลย ประมาณแบบ เพิ่งนึกขึ้นได้ ก็รีบบอก เช่น
เจอเพื่อนบนรถไฟฟ้า ก็ทักเพื่อนว่า
Hi, where are you going?
คุยกันสักพักก็นึกได้เรื่องปาร์ตี้เลยบอกว่า
By the way, don’t forget to come to the party on Sunday.

*** English may not be your favorite subject, but you have to learn it anyway. ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 5:53 pm
Feb 052014
 

# สำนวน anything but…
anything but
ลองดูจากประโยคนี้นะคะ

  • I’m anything but ordinary.

ลองแปลแบบตรงตัว แบบที่ไม่เคยรู้จักสำนวน anything but มาก่อนก็จะแปลได้ว่า
“ฉันเป็นอะไรก็ตามแต่ธรรมดา”

ฟังดูงงๆมั๊ย แปลแล้วไม่ได้ใจความเอาซะเลย  ลองมาดูความหมายจริงๆของมันกันดีกว่าค่ะ
anything but แปลเทียบเคียงได้เหมือน not แหละค่ะ ดังนั้นประโยคข้างบนคนพูดเขาอยากจะบอกว่า
ข้าน่ะ ไม่ธรรมดานะจะบอกให้ ^^

ลองดูตัวอย่างอื่นกันค่ะ

  • The party was anything but fun.
    ปาร์ตี้นั่นน่ะไม่สนุกเอาซะเลย
    ( = The party was not fun)
  • He is kind of anything but polite.
    เขาค่อนข้างหยาบคายน่ะ

** สุดท้ายนี้ก็หวังว่า คุณผู้อ่านทั้งหลายจะไม่คิดว่า
This page is anything but boring. นะคะ ^____^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 5:51 pm