Mar 212015
 

การเปรียบคำคุณศัพท์ขั้นกว่า (Comparative Degree)
การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ขั้นกว่าคือ  การเปรียบเทียบของ 2 สิ่ง, คน 2 คน, หรือกลุ่ม 2 กลุ่ม  โดยเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนใหญ่กว่า…เล็กกว่า….แพงกว่า….หรืออื่นๆ  คำคุณศัพท์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบจะต้องเติม –er ต่อท้าย  แล้วตามด้วยคำว่า than   แต่ก็มีข้อยกเว้นอีกแล้วค่ะ!! ถ้าคำคุณศัพท์นั้นมีมากกว่า 2 พยางค์จะไม่เติม –er แต่จะเติม  more หน้า adjective แทน   คือ    more+ adjective + than

กฎในการเติม –er ก็มีดังนี้ค่ะ

  1. ถ้าคำคุณศัพท์นั้นเป็นสระเสียงสั้น  ให้เติมตัวสะกดเพิ่มไปอีกหนึ่งตัวแล้วค่อยเติม –er  เช่น
    big ——bigger,  hot———hotter,  fat ———-fatter
  2. ถ้าคำคุณศัพท์ลงท้ายด้วย  y  ให้เปลี่ยน y เป็น i  แล้วเติม  -er เช่น
    easy ——— easier, happy ———- happier, dirty ————dirtier
  3. คำคุณศัพท์ที่ลงท้ายด้วย  -ed, -ing, -ful, -less  ถึงแม้จะมีแค่ 1 หรือ 2 พยางค์ให้เติม more ข้างหน้า  จะไม่เติม –er เช่น
    bored ——— more bored, careful ———– more careful
  4. คำคุณศัพท์บางตัว  เวลาทำเป็นขั้นกว่าจะมีการเปลี่ยนรูป  เช่น
    good ———- better, bad ————- worse, far———–father

มาดูตัวอย่างโครงสร้างประโยคกันค่ะ Continue reading »

Mar 032015
 

การใช้ article ( a, an, the )

Article: a, an, the คือ คำนำหน้าคำนาม ใครที่เรียนภาษาอังกฤษ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก article a, an, และ the เพราะเป็นพื้นฐานขั้นต้นเลยก็ว่าได้ แต่พอเอาไปใช้จริงๆ ยังง๊ายยยยังไงก็ยังใช้ไม่ถูกกันอยู่ดี จะใช้ทีก็ลังเลเป็นนานสองนาน เอ๊ะ จะ a หรือจะ the ดี?? จะใช้ a เอ๊ะ! รู้สึกไม่คุ้นแห๊ะ เอา the ละกัน หรือตรงนี้ the แน่เหรอ ฟังทะแม่งๆ เอา a หรือ an ดีกว่า เคยเป็นกันใช่มั๊ยล่ะคะแบบนี้ ^^ อันที่จริงหลักง่ายๆในการใช้สามตัวนี้มีอยู่ดังนี้ค่ะ

1. A ใช้นำหน้าคำนามนับได้เอกพจน์ ที่เป็นนามทั่วๆไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็น “อันนั้น” หรือ “อันนี้” เช่น ถ้าเกิดเพื่อนคุณพูดขึ้นมาว่า “I want to buy a car.” a car ในที่นี้มีความหมายว่า “รถหนึ่งคันซึ่งเป็นรถทั่วๆไป ไม่ได้ระบุว่ายี่ห้อไหน สีอะไร หรือคันไหน”

2. An ใช้เหมือนกับ A ทุกประการ เพียงแต่ A ใช้นำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะ และ An ใช้นำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระ ขอย้ำ!! นะคะว่าเราสังเกต ที่เสียงไม่ใช่ตัวอักษร เพราะตัวอักษรบางตัวเป็นพยัญชนะก็จริงแต่อาจจะออกเสียงเหมือนสระก็ได้ เช่น คำว่า hour ออกเสียงว่า เอาเอ่อร์ ไม่ใช่ เฮาเอ่อร์ จึงต้องใช้ an นำหน้า เป็น an hour แปลว่า ชั่วโมงนึง หรือคำว่า university ขึ้นต้นด้วยสระก็จริงแต่ออกเสียงว่า ยูนิเวอร์ซิตี้ ไม่ใช่ อูนิเวอร์ซิตี้ จึงต้องใช้ a นำหน้า เป็น a university

3. The ใช้ได้ทั้งกับนามเอกพจน์และพหูพจน์ ทั้งที่นับได้ และนับไม่ได้ The ไม่สนว่านามนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ แต่เราจะใช้ the ก็ต่อเมื่อเป็นคำนามชี้เฉพาะ เราและผู้ฟังรู้และเข้าใจตรงกันว่าหมายถึง นามอันไหน คนไหน หรือ สิ่งไหน เช่นถ้าเพื่อนคุณบอกว่า I want to buy the car. “car” ในที่นี้จะหมายถึง รถคันนี้ ซึ่งคุณกับเพื่อนเข้าใจตรงกันว่าคันไหน เพราะมีการคุยกันมาก่อน หรือ เพื่อนคุณเอารูปให้ดู โดยจะหมายความเป็นรถคันอื่นไปไม่ได้ ต้องคันนี้เท่านั้น อีกกรณีหนึ่งที่จะใช้ the คือนามนั้นถูกกล่าวถึงเป็นครั้งที่สอง เพราะนั่นหมายความว่าผู้พูดและผู้ฟังจะเข้าใจตรงกันแล้วว่า นามนั้นคืออันไหนหรือ คนไหน เช่น
There was a man standing under a tree. The man is waiting for his girlfriend. a man ในประโยคแรกถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรก แต่เมื่อถูกกล่าวถึงอีกเป็นครั้งที่สองในประโยคที่สอง จึงใช้ the

นอกจากหลักการทั่วๆไปที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีการใช้ a/an หรือ the ในกรณีอื่นๆอีกที่ผู้ใช้ต้องจำ เป็นกรณีไป ดังนี้

หลักการใช้ a/an
1. ใช้นำหน้าอาชีพ เช่น

  • He’s a doctor.
  • I’m a teacher.

2. ใช้กับอาการเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น

  • I have a headache.
  • She has a cough.

3. ใช้นำหน้านามที่บอกถึง ราคา, น้ำหนัก, ความเร็ว, อัตรส่วน, เวลา เช่น

  • five dollars a pair คู่ละ 5 ดอลล่าร์
  • sixty miles an hour 60 ไมล์ต่อชั่วโมง
  • twice a week สัปดาห์ละสองครั้ง

4. ใช้กับสำนวนในประโยคอุทาน เช่น

  • What a wonderful day!
  • What a hot day it is!

หลักการใช้ the Continue reading »

 Posted by at 10:17 pm
Mar 032015
 

Future Continuous Tense

Tense นี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่เพราะเราแทบจะไม่ค่อยได้ใช้ Tense นี้บ่อยนัก ถ้าพูดถึง future ก็ต้องนึกถึง will ใช่มั๊ยคะ และถ้าเป็น continuous ก็ต้องเป็น Verb ที่เติม ing แน่นอน ดังนั้นโครงสร้างของ future continuous tense จึงออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

          ประโยคบอกเล่า :   Subject + will + be + Ving +…..

          ประโยคปฏิเสธ :      Subject + will not / won’t + be + Ving +…

          ประโยคคำถาม :     Will + subject + be + Ving + ….?

** จะเห็นว่ามันคือการเอาโครงสร้าง future tense กับ continuous tense มารวมกัน และเหตุผลที่ต้องมี be ขั้นตรงกลางเพราะว่า be คือ verb to be รูปธรรมดา เพราะตามหลักแล้วหลัง will ต้องเป็น verb รูปธรรมดาค่ะ เพราะฉะนั้น จาก is, am, are จึงกลายเป็น be

มาพูดถึงวิธีการใช้กันบ้างนะคะ ถ้าพูดถึง future ก็ต้องเกี่ยวกับ “อนาคต” ใช่มั๊ยคะ และถ้าพูดถึง continuous ก็ต้องนึกถึง “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น”   เมื่อรวมกันแล้วก็คือ “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต” นั่นเองค่ะ ถ้าจะให้ขยายความก็คือ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เราจะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ โดยมีการบอกเวลาแน่นอน เช่น

  • I will be having a test at 9 a.m. tomorrow.
    ฉันคงจะกำลังสอบอยู่ตอนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้
  • In the tomorrow evening, we will be having dinner on the cruise.
    พรุ่งนี้ตอนเย็น พวกเราจะกำลังกินมื้อเย็นกันบนเรือ

การใช้อีกกรณีหนึ่งของ future continuous tense คือ พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตและมีอีกเหตุการณ์หนึ่งมาขัดจังหวะ โดยที่เหตุการณ์ที่มาขัดจังหวะเราจะใช้เป็น present simple tense เช่น

  •  I’ll be sleeping when my mom gets home.
    ฉันคงจะกำลังหลับอยู่ ตอนที่แม่มาถึงบ้าน
  • I’ll be preparing the dinner when you come tomorrow evening.
    ฉันคงกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ตอนที่คุณพรุ่งนี้เย็น

แล้วคำถามคือ tense นี้ต่างจาก future simple tense อย่างไร?? ลองดูสองประโยคนี้ค่ะ

  • I will see the doctor tomorrow morning.  (future simple tense)
  • I will be seeing the doctor tomorrow morning. (future continuous tense)

ประโยคแรกบอกเพียงว่าจะไปพบหมอ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็อาจจะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่ ประโยคที่สองนี่คือ พรุ่งนี้ตอนเช้าจะต้องกำลังพบหมออยู่แน่ๆ   คือเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก

มีวิธีการใช้อีกแบบหนึ่งที่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้อาจจะงัดเอา tense นี้มาใช้ได้บ่อยหน่อยคือ การใช้ประโยคคำถามของ future continuous tense เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่นเวลาอยากให้ใครทำอะไรให้ เราก็อาจจะถามหยอดๆไป เช่น

A: Will you be going to supermarket this evening?
เย็นนี้จะออกไปซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือป่าว
B: Yes, of course.
ไปสิ
A: I want some milk. Could you buy me some?
ฉันอยากได้นมน่ะ ช่วยซื้อมาให้หน่อยได้มั๊ย

Tense นี้ถึงแม้จะคิดไม่ออกว่าจะเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหนดี แต่เผื่อได้ยินฝรั่งพูดจะได้จับต้นชนปลายถูก ว่ามันคืออะไร?? ยังไง?? ลองฝึกใช้ดูค่ะ ^^

 Posted by at 10:03 pm
Feb 272015
 

Future Simple Tense

เห็นคำว่า “future” เดาได้เลยค่ะว่า tense นี้ต้องเกี่ยวข้องกับอนาคตแน่นอนค่ะ   โครงสร้างของ tense นี้จะมีคำว่า will (จะ) เข้ามาเกี่ยวข้อง

โครงสร้างของ tense คือ

          ประโยคบอกเล่า : Subject + will + V. infinitive…

          ประโยคปฏิเสธ : Subject + will not / won’t + V. infinitive…

          ประโยคคำถาม : Will + subject + V. infinitive…?

          ประโยคคำถาม แบบ Wh :  Wh-Question + will + subject + V. infinitive…?

** V. infinitive คือ คำกริยารูปธรรมดาที่ไม่มีการเติม การผัน การเปลี่ยนรูปใดๆทั้งสิ้น

Tense นี้ง่ายมากค่ะ เพราะไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ใช้ will ได้โลดค่ะ

การใช้ tense นี้บ่งบอกถึงสิ่งที่ “จะ” กระทำในอนาคต แต่คำว่า “จะ” เนี่ยมันก็ยังสื่อความหมายโดยนัยได้หลายอย่าง ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ความเต็มใจที่จะกระทำ เช่น เสนอตัวว่าจะทำอะไรให้ใคร หรือช่วยเหลือ เช่น

  • I will give you a ride. ผมจะขับรถไปส่งคุณเอง
  • I will have the maid clean your room.  ผมจะให้แม่บ้านไปทำความสะอาดห้องคุณ

2. การให้สัญญา เช่น

  • I will love you forever.   ฉันจะรักคุณตลอดไป
  • I won’t lie to you anymore.   ผมจะไม่โกหกคุณอีก

3. การทำนาย หรือการคาดการณ์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น

  • The price of food will be higher next year.
    ราคาอาหารจะสูงขึ้นในปีหน้า (เป็นการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้น)

ในกรณีนี้ อาจจะมีวลี to be going to เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเป็นการบอกถึงอนาคตเหมือนกัน แต่…!! ถ้าใช้ to be going to จะเป็นการทำนายที่มีหลักฐานที่ชัดเจนทำให้การคาดการณ์น่าเชื่อหรือมีความเป็นไปได้สูง เช่น

  • It’s going to rain. ฝนจะตก (ซึ่งขณะที่พูด อาจจะเห็นเมฆดำมาแต่ไกล)

นอกจากนี้ to be going to ยังบอกถึงแผนการที่วางเอาไว้ ซึ่งเราจะไม่ใช้ will ค่ะ เช่น

  • Tanu is going to spend his summer in Phuket.
    ธนูตั้งใจว่าจะใช้วันหยุดฤดูร้อนที่ภูเก็ต
  • They are going to leave for Japan at 7 a.m. tomorrow.
    พวกเขาจะไปญี่ปุ่นตอน 7 โมงในวันพรุ่งนี้

** สองเหตุการณ์นี้บอกถึงแผนการในอนาคต เราจะใช้ will ก็ต่อเมื่อจะพูดถึงสิ่งที่จะทำโดยปัจจุบันทันด่วน ไม่มีการวางแผนมาก่อน มีการตัดสินใจเดี๋ยวนั้น เช่น

A: Your boyfriend called you at 9 o’clock.
B: Thank you. I’ll call him back later.

ซึ่ง B ไม่รู้มาก่อนว่า A โทรมาจึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะโทรกลับ แต่ถ้า B รู้อยู่แล้ว ประโยคก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ

B: I know it. Thank you. I’m going to call him back when I have time.

 

Feb 272015
 

Present simple tense

Present simple tense เป็น tense แรกที่มักจะเจอ เข้าเรื่อง tense ปุ๊บ ก็ present simple tense ก่อนเลย การเรียนเรื่อง tense สองอย่างที่ต้องรู้เลยคือ โครงสร้างประโยคและการนำไปใช้   ดังนั้น อย่างแรกมาดูโครงสร้างประโยคของ present simple tense กันก่อนเลยค่ะ

                   โครงสร้าง :   Subject + V1

( ** คำว่า V1 ในที่นี้คือ Verb   ที่เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ กริยาจะเติม s หรือ es แต่ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ก็ไม่ต้องเติม )

แล้วถ้าอยากทำเป็นประโยคปฏิเสธกับคำถามทำยังไง? วิธีการจำง่ายๆก็คือ Tense ประโยคบอกเล่าไม่มีกริยาช่วยอะไรเลย ให้เอา Verb to do เข้ามาช่วย   ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ใช้ does ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ใช้ do เช่น

          บอกเล่า :   She walks to school every day.

          ปฏิเสธ :     She doesn’t walk to school every day.

          คำถาม :     Does she walk to school every day?

ประเด็กแรกก่อนเลยคือ ถ้ามีกริยาช่วย does ปุ๊บ กริยาให้ตัด s หรือ es ออก คือเป็นรูปธรรมดาไม่เติมอะไร ประโยคปฏิเสธให้เติม not หลัง does หรือ do เป็น does not หรือ doesn’t (รูปย่อ) และเป็น do not หรือ don’t (รูปย่อ)

ประเด็นที่สองคือประโยคคำถามให้เอากริยาช่วย Do หรือ Does มาไว้หน้าประโยคในกรณีที่เป็นคำถามแบบ Yes/No question แล้วตามด้วยประธาน และ กริยาตามลำดับ ซึ่งเป็นรูปแบบของคำถามในทุกๆ tense เลยค่ะ ที่ต้องให้กริยาช่วยมาก่อนประธาน ถ้าเป็นคำถามแบบ Wh-Question ก็เช่นเดียวกันค่ะ เพียงแค่ใส่ What, Where, Who, How, Why, etc. ข้างหน้ากริยาช่วย เช่น

  • Where do you live?
  • What does your father do?

เรื่องโครงสร้างจบไป สิ่งที่ต้องรู้ต่อมาคือ การนำไปใช้ ซึ่งขอขีดเส้นใต้สองเส้นเลยค่ะว่า สำคัญไม่แพ้โครงสร้างเลย

Present simple tense ใช้ในสถานการณ์ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. เป็นกิจวัตร หรือเป็นสิ่งที่เราทำซ้ำๆ อยู่เสมอ – คำว่า “กิจวัตร” ไม่ได้แปลว่าต้องทำประจำอย่างเดียวนะคะ แต่อาจจะแค่ทำบ่อยๆ (often) นานๆทำที (rarely) หรือไม่เคยทำเลย (never) ก็ได้  เช่น

  • He always forgets his key.   เขาลืมกุญแจตลอด
  • We doesn’t go to school on Sunday. พวกเราไม่ไปโรงเรียนในวันอาทิตย์

บางอย่างเราอาจจะไม่เคยสังเกตว่ามันเป็นการกระทำซ้ำๆ คือ อาชีพ เช่น

  • He is a taxi driver.     เขาเป็นคนขับแท็กซี่  (สิ่งที่คนขับแท็กซี่ทำประจำคือ ขับแท็กซี่)

2. สิ่งที่เป็นความจริงตลอด เช่น

  • The sun rises in the east.   ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
  • Bangkok is the capital city of Thailand. กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงของไทย
  • Cats like eating fish.   แมวชอบกินปลา

3. เป็นปัจจุบัน เกิดขึ้นขณะที่พูด ส่วนใหญ่เป็นกริยาที่เป็น non-continuous ซึ่งอยู่ในรูปกำลังกระทำไม่ได้   เลยต้องใช้ present simple tense กริยากลุ่มนี้คือ กลุ่มความรู้สึก การแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น   want, miss, have etc.     เช่น

  • I want to drink coffee.   ฉันต้องการดื่มกาแฟ
  • I have a new car. ฉันมีรถคันใหม่

 

การเรียน Tense มีอะไรต้องจำเยอะ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าใช้บ่อยๆ จะใช้ได้อย่างคล่องแคล่วแน่นอนค่ะ ^^

 Posted by at 11:27 pm
Feb 272015
 

Present Continuous Tense

ในแต่ละ Tense จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งตัวที่เป็นตัวแปรหลักก็คือ คำกริยา หรือ verb นั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเราแม่น verb เรื่อง tense ก็ไม่หลุดรอดไปไหนแน่นอนค่ะ ^^

Tense นี้ก็เช่นกัน ถ้าพูดถึงคำว่า continuous ก็ต้องนึกถึง verb ที่เติม ing โดยโครงสร้างของ present continuous คือ

บอกเล่า : Subject + Verb to be (is, am, are) + Ving +……..

และถ้าอยากทำเป็นประโยคปฏิเสธก็ง่ายแสนง่าย เนื่องจาก tense นี้มีกริยาช่วย คือ verb to be อยู่แล้ว ถ้าอยากให้เป็นปฏิเสธก็เติม not เข้าไปหลัง verb to be ได้เลยค่ะ

ปฏิเสธ : Subject + is not / are not / am not + Ving + ………

และแน่นอนว่าประโยคคำถามก็ง่ายนิดเดียว คือ ถ้าเป็นประโยคคำถามแบบ yes/no question ก็จะได้ว่า
คำถาม : Is / Am / Are + Subject + Ving + ……..?

ถ้าเป็นคำถามแบบ Wh-question ที่ต้องการข้อมูล ก็คือ
คำถาม : Wh-words + is / am / are + Subject + Ving + ……..?

การใช้ present continuous tense ก็มีไม่มากไม่มายค่ะ มีแค่ 2 ข้อหลักๆ เอง ดังนี้ค่ะ

1. พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งคำว่า “กำลังเกิดขึ้น หรือ กำลังทำ” นี้มี 2 ลักษณะด้วยกันคือ กำลังเกิดขึ้นขณะที่พูด และ กำลังทำอยู่ในระยะยาว คืออาจหมายถึง ในเดือนนี้ ปีนี้ หรือ ช่วงนี้ ก็ได้ เช่น ในขณะที่กำลังฟังเพลงอยู่ก็อาจจะพูดว่า

  • I’m listening to music now.

หรือช่วงนี้กำลังเรียนภาษาสเปนอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ได้กำลังเรียนขณะที่พูด แต่ในเดือนนี้หรือช่วงนี้กำลังเรียนอยู่ก็พูดได้ว่า

  • I’m learning Spanish.

2. พูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยอาจจะใส่ตัวบอกเวลาในอนาคตไว้ท้ายประโยค เช่น

  • I’m visiting my parents tomorrow.
  • She’s leaving here next tonight.

** มีกริยาบางตัวที่ไม่สามารถพูดในรูปของ continuous tense ได้คือกริยาในกลุ่ม ความรู้สึก การรับรู้ หรือการแสดงความเป็นเจ้าของ ได้ เช่น love, like, know, miss, have

เช่น ถ้าเราพูดว่า “เขากำลังดื่มน้ำอยู่” He’s drinking water. เราสามารถนึกภาพออกว่า อาการดื่มน้ำของเขาเป็นอย่างไร แต่ถ้าบอกว่า “เขารู้จักฉัน” เราไม่สามารถพูดได้ว่า He’s knowing me. เพราะกริยาอาการของการรู้จัก เรานึกภาพไม่ออกว่าจะมีแอ๊คชั่นเป็นอย่างไร ดังนั้นในการใช้กริยากลุ่มนี้จึงมักใช้ในรูปของ simple tense ค่ะ

Tense นี้ต่างจาก present simple tense อย่างไร ลองดูจาก 2 ประโยคนี้ค่ะ

  • Simon fixes televisions. (present simple)
  • Simon is fixing televisions. (present continuous)

ประโยคแรกที่เป็น present simple นั้นบอกเป็นนัยว่าเขาทำอาชีพซ่อมทีวี เพราะเขาทำอยู่ประจำ สม่ำเสมอเพราะมันเป็นอาชีพ แต่ประโยคที่สองนั้นเป็น present continuous นั้นบอกว่าเขากำลังซ่อมทีวีอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ช่างซ่อม แค่บอกสิ่งที่เขากำลังกระทำว่าเขากำลังซ่อมทีวีอยู่และการซ่อมนั้นจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง
อย่าลืมนะคะว่า!! เอกลักษณ์ของ present continuous tense คือ Verb to be + Ving และอาจจะมี key word คือตัวบอกเวลา เช่น now, right now, at the moment หรือถ้าเป็นเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ก็จะมีตัวบอกเวลาเป็นอนาคตเช่น tomorrow, tonight, next week, etc.

แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ

Jan 282015
 

Modal verbs

Modal verbs คือ กริยาช่วย แต่ Modal verbs เป็นกริยาช่วยที่พิเศษนิดนึงตรงที่มันมีความหมายในตัวของมันเอง เพราะโดยปกติแล้วกริยาช่วยจะมีหน้าที่แค่ทำให้ประโยคนั้นสมบูรณ์ด้านไวยากรณ์ แต่จะไม่มีความหมาย แต่ Modal verbs จะแตกต่างออกไปคือ จะมีความหมายในตัวของมันเอง กลุ่มของ Modal verbs ที่ควรรู้จักคือ shall, should, will, would, can, could, may, might และ must ก่อนที่จะไปดูความหมายและการใช้ของแต่ละตัว เรามาดูหลักการใช้ที่มีเหมือนกัน คือ

1. หลัง Modal verbs ทุกตัวต้องตาม Verb infinitive ซึ่งก็คือ Verb ที่เป็นรูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่เติม (ไม่เติม –ing, -ed, ไม่เติม to, หรือ ไม่เติม s/es) เช่น
ถูก He can drive a car.
ผิด He can to drive a car.

2. ไม่ว่าจะเป็นประธานตัวไหน เอกพจน์หรือพหูพจน์ คนเดียวหรือสองคน ก็ใช้กับ modal verbs ได้เลยโดยไม่ต้องเติม s / es ให้ยุ่งยาก (ง่ายซะยิ่งกว่าง่ายอีกค่ะ) เช่น
ถูก Christopher should stop smoking.
ผิด Christopher shoulds stop smoking.

3. Modal verbs ในกลุ่มนี้สามารถทำเป็นประโยคปฏิเสธหรือคำถามได้เลย โดยไม่ต้องใช้กริยาช่วยตัวอื่น เช่น do หรือ does เข้ามาช่วยอีกแล้ว เช่น
ถูก She mustn’t enter here.
ผิด She doesn’t must enter here.

มาดูความหมายของ Modal verbs แต่ละตัวกันเลยค่ะ
1. Can / Could
– ใช้บอกความสามารถ โดย can บอกความสามารถในปัจจุบัน และ could บอกความสามารถในอดีต เช่น

  • She can speak Spanish fluently.
    เธอสามารถพูดภาษาสเปนได้อย่างคล่องแคล่ว
  • She could sing Japanese song when she was young.
    เธอสามารถร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นได้ตอนที่เธอยังเด็ก

– ใช้แสดงการอนุญาต หรือการขออนุญาต หรือขอร้องอย่างสุภาพโดย could จะสุภาพกว่า can เช่น

  • You can sit here.
    คุณนั่งตรงนี้ได้
  • Can I smoke here?
    ผมสูบบุหรี่ตรงนี้ได้ไหม
  • Could you open the window?
    คุณช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้มั๊ยครับ

Continue reading »

 Posted by at 7:18 pm
Jan 282015
 

Reflexive Pronoun

คำว่า reflexive แปลว่า สะท้อนกลับ   ดังนั้น Reflexive pronoun คือ “คำสรรพนามที่สะท้อนกลับไปยังคำนามหรือประธานของประโยค” แล้วอะไรบ้างล่ะที่เป็น Reflexive pronoun?   ถ้าพูดง่ายๆเลยก็คือคำที่ลงท้ายด้วย self (เอกพจน์) หรือ selves (พหูพจน์) ทั้งหลายได้แก่        myself (ตัวฉันเอง), yourself (ตัวคุณเอง), itself (ตัวมันเอง), himself (ตัวเขาเอง), herself (ตัวเธอเอง), themselves(ตัวพวกเขาเอง), ourselves(ตัวพวกเราเอง)

การสะท้อนกลับของ reflexive pronoun มีไว้เพื่ออะไร? วิธีการใช้ reflexive pronoun ก็ไม่ยุ่งยากอะไร มีดังนี้ค่ะ

1.วางไว้หลังประธาน เพื่อ “ เน้น” ว่าประธานเป็นผู้กระทำกริยานั้นๆเอง ไม่ใช่คนอื่นมาทำให้ เช่น

  • She herself baked this cake yesterday.
    เธออบเค้กนี้ด้วยตัวเองเมื่อวาน
  • I myself will do it.
    ฉันจะทำมันเอง
  • Jack himself cut the grass every Saturday.
    แจ๊คตัดหญ้าทุกวันเสาร์ด้วยตัวเอง

2. วางไว้หลังคำกริยา เพื่อแสดงว่าผลของการกระทำนั้นตกอยู่กับตัวประธานที่ทำกริยานั้น  แต่…..!! มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งว่าประธานกับผู้รับผลการกระทำต้องเป็นคนๆเดียวกันเท่านั้นค่ะ เช่น

  • He cut himself.
    เขาโดนมีดบาด
  • The man in that room shot himself last night.
    ผู้ชายในห้องนั้นยิงตัวตายเมื่อคืน
  • We enjoyed ourselves at the beach last week.
    เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพวกเราสนุกกันมากที่ทะเล

3. วางไว้หลังกรรม เมื่อต้องการเน้นกรรมนั้นๆ เช่น

  • Sam was invited by the Prime Minister himself.
    แซมได้รับเชิญจากท่านนายกเองเลย
  • I never talk about this to the manager himself.
    ฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้กับตัวผู้จัดการเองเลยสักครั้ง

4. วางไว้หลังคำว่า by เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าประธานทำกริยานั้นเอง โดยลำพังไม่มีใครช่วยทำ เช่น

  •  She lives here by herself.
    เธออาศัยอยู่ที่นี่โดยลำพังคนเดียว
  • I fixed the window by myself.
    ฉันซ่อมหน้าต่างนี้ด้วยตัวเอง
 Posted by at 7:07 pm
Jan 162015
 

ประโยคที่เรียกว่า causative form คือประโยคที่แสดงให้เห็นว่า ผู้พูดไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งด้วยตนเอง แต่ให้คนอื่นทำให้ พูดแบบนี้อาจจะงงๆ ลองดูประโยคภาษาไทยข้างล่างนี้ก่อนนะคะ

  • ฉัน ล้าง รถ” ฉันล้างรถเอง (เหนื่อยเอง)
  • “ฉัน เอา รถ ไป ล้าง” ฉันให้คนอื่นหรือร้านล้างรถล้างให้ (ไม่ต้องเหนื่อยเอง)

ประโยคแบบ causative form คือประโยคแบบที่ 2 ค่ะ

โครงสร้างประโยค causative form แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่บอกผู้กระทำ และ ประเภทที่ไม่บอกผู้กระทำ

1. causative form ประเภทที่ไม่บอกผู้กระทำ มีโครงสร้างคือ
To have something done และ To get something done

*done ในที่นี้แทน Verb 3 – something ในที่นี้แทนสิ่งของ
ประโยคตัวอย่าง เช่น

  • I must have my hair cut. It’s too long.
    ฉันต้องไปตัดผมแล้วแหละ มันยาวไปแล้ว (ให้ช่างตัดผมตัดให้ ไม่ได้ตัดเอง)
  • She has her car cleaned every Saturday.
    เธอเอารถไปล้างทุกๆวันเสาร์ (เอาไปให้ที่ร้านล้าง ไม่ได้ล้างเอง)
  • He got his car fixed yesterday.
    เขาเอารถไปซ่อมเมื่อวาน
  • They got their house painted last week.
    พวกเขาให้ช่างมาทาสีบ้านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
  • We get our book printed in Hong Kong.
    พวกเราส่งหนังสือไปตีพิมพ์ที่ฮ่องกง

2. causative form ประเภทที่บอกผู้กระทำ มีโครงสร้างดังนี้ คือ
To have someone do something และ  To get someone to do something

* do หมายถึงกริยารูป infinitive หรือรูปธรรมดา
ตัวอย่างเช่น

  • The manager has his employee write the report of the meeting.
    ผู้จัดการให้พนักงานของเขาเขียนรายงานการประชุม
  • What a woman! She had me show her every hat in the shop but she didn’t buy anything.
    หล่อนเป็นผู้หญิงอะไรอย่างนี้เนี่ย ให้ผมเอาหมวกในร้านทุกใบออกมาโชว์แต่ไม่ซื้อใบไหนเลย
  • I couldn’t get the camel to kneel down so I had to use the ladder.
    ฉันไม่สามารถทำให้อูฐคุกเข่าลงมาได้ เลยต้องใช้บันได
  • I usually get my sister to buy me some cake at Bobby’s Shop.
    ฉันมักจะให้น้องสาวซื้อเค้กที่ร้านบ๊อบบี้อยู่บ่อยๆ

**เพิ่มเติมโครงสร้าง make someone do something แปลว่า “ให้ใครทำอะไรให้ แต่แฝงความหมายเป็นนัยว่าเชิงบังคับ หรืออีกฝ่ายไม่เต็มใจ” เช่น

  • I made my brother carry my luggage.
    ฉันให้น้องชายฉันถือกระเป๋าเดินทางให้
  • My mom always makes me wash all the dishes after dinner.
    แม่ของฉันมักจะสั่งให้ฉันล้างจานทั้งหมดหลังอาหารค่ำเสมอเลย
 Posted by at 10:41 am
Jan 112015
 

การใช้ infinitive ในภาษาอังกฤษ

Infinitive คืออะไร? หลายคนอาจจะงง แต่ถ้าบอกว่า คือคำกริยารูปปกติหรือกริยาช่องที่ 1 ธรรมดา(ไม่ผันไม่เติม )ก็จะต้องร้องอ๋อทันที! ก็จะไม่อ๋อ! ได้ไง verb รูปนี้เรียนก่อนรูปอื่นเลย คงไม่มีใครเรียนคำว่า sleeping ก่อน sleep จริงมั๊ยคะ?

ในภาษาอังกฤษ Infinitive มี 2 ประเภทคือ

  • Infinitive with to
  • Infinitive without to

1. Infinitive with to – คือกริยารูปธรรมดาที่นำหน้าด้วย to ( to + infinitive ) การนำไปใช้ของ Infinitive with to มีดังนี้ค่ะ

1.1 เป็นประธานของประโยค เช่น

  • To tell the truth is sometimes difficult.
    การบอกความจริงบางครั้งก็ทำยาก
  • To love is to risk.
    การรักคือการเสี่ยง

1.2 เป็นกรรมของประโยค เช่น

  • I want to take a rest.
    ฉันอยากจะพักผ่อน
  • She loves to cook.
    หล่อนชอบการทำอาหาร

1.3 เป็นส่วนเติมเต็มของประโยคหรือ complement ซึ่งมักจะตามหลัง Verb to be เช่น Continue reading »