Oct 172014
 

การใช้ Preposition

Preposition ในภาษาอังกฤษ คือ คำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำกับคำ   ลักษณะการใช้คำบุพบทที่เห็นๆกันอยู่ก็จะแบ่งออกเป็น 3 แบบค่ะ

  1. การใช้ “บุพบท” ตามความหมายของ “บุพบท”
  2. การใช้ “บุพบท” แสดง วันที่ วัน เดือน และ ปี
  3. การใช้ “บุพบท” แบบ collocation

1. การใช้บุพบท ตามความหมายของ “บุพบท” บุพบทแต่ละตัวจะมีความหมายในตัวของมันเองอยู่แล้ว เช่น on แปลว่า บน, in แปลว่า ใน, over แปลว่า เหนือ, under แปลว่า ใต้ ฯลฯ การใช้ในลักษณะแบบนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.1 Preposition ที่เชื่อมคำนาม กับ คำนามหรือคำสรรพนาม   เช่น

  • The camera on the table is mine.   กล้องบนโต๊ะเป็นของฉัน
    (แสดงความสัมพันธ์ระหว่างนาม camera กับ นาม the table)
  • He gave some flowers to me.   เขาให้ดอกไม้กับฉัน
    (แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง นาม flowers กับ สรรพนาม me)

1.2 Preposition ที่เชื่อมคำกริยา กับ คำนามหรือสรรพนาม เช่น

  • I will go by bus. ฉันจะไปด้วยรถเมล์
    (แสดงความสัมพันธ์ระหว่างกริยา go กับ นาม bus)
  • I went with him. ฉันไปกับเขา
    (แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง กริยา went กับ สรรพนาม him)

2. การใช้ “บุพบท” แสดง วันที่ วัน เดือน และ ปี เป็นปัญหามากเลยใช่มั๊ยคะสำหรับบางคนที่อาจจะสับสนว่าจะใช้บุพบทบอกเวลาอย่างไรดี เพราะมันมีคำเฉพาะของแต่ละอย่าง มาดูกันค่ะ

2.1   วันในสัปดาห์ และ วันสำคัญ จะใช้ on ค่ะ   เช่น On Monday, On Tuesday, On Friday, On New Year’s Day, On Christmas day etc.

2.2 เดือน ปี และ ฤดูกาล จะใช้ in ค่ะ เช่น in March, in June in 2014, in summer, in winter etc.

2.3 เวลาที่มีจุดเวลาแน่นอน ใช้ at ค่ะ เช่น at noon, at six o’clock etc.

2.4 ถ้าเป็นวันที่ มี เดือน หรือ ปี ให้ใช้ on เช่น on 1 February, on 1 October 2014

3. การใช้ “บุพบท” แบบ collocation คำว่า collocation แปลง่ายๆเลยก็คือ หมายถึง การใช้ร่วมกันหรือคู่กัน คำไหนที่มักจะอยู่ด้วยกันบ่อยๆ นั่นแหละค่ะ เราเรียกว่า collocation preposition บางตัวก็ถูกกำหนดให้ใช้คู่กับนามตัวนี้ กริยาตัวนี้ หรือ คำคุณศัพท์นั้น เช่น เรามักจะเห็นเขาใช้   interested in ในความหมายว่า สนใจในเรื่องใด ไม่เคยเห็นใช้   interested of หรือ interested on เลยใช่มั๊ยคะ นี่แหละค่ะที่เรียกว่า collocation คือมักจะใช้คู่กับคำนั้นๆ ตัวอย่างอื่นๆเช่น

believe in…   เชื่อเรื่อง…                                            afraid of       กลัว

rely on           ขึ้นอยู่กับ                                             respect for   เคารพ

trust in           เชื่อใจ ไว้ใจ                                         wait for          รอ

และมีอีกเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าคำนี้จะใช้กับบุพบทตัวไหน คำตอบง่ายๆเลยคือ เปิดดิกชันนารีค่ะ เพราะเราไม่สามารถจะจดจำได้ทุกตัว นอกจากเราจะใช้มันบ่อยๆ เปิดไปเถอะค่ะ ดิกชันนารี นอกจากจะใช้ได้ถูกต้องแล้ว ยังได้เห็นตัวอย่างการใช้ประโยคด้วยนะคะ

นี่เป็นเพียงแค่ภาพรวมของการใช้บุพบทเท่านั้นนะคะ แต่สำหรับรายละเอียดในการใช้ บุพบทแต่ละตัวนั้นก็ยังมีอีกมาก ไว้ติดตามในตอนต่อๆไปนะคะ ^^

Oct 102014
 

Past Simple Tense VS. Present Perfect Tense ใช้ต่างกันอย่างไร

Past Simple Tense VS. Present Perfect Tense ใช้ต่างกันอย่างไร

เรื่อง Tense เนี่ย…จะหลบจะหลีกจะเลี่ยงยังไงมันก็ต้องเลี้ยวมาเจอกับมันอยู่ดีค่ะ! แต่มีสอง Tense ที่พาคนไทยหัวใจอังกฤษทั้งหลายสับสนมานักต่อนักแล้ว นั่นก็คือ เจ้า Past simple Tense กับ Present Perfect Tense

เรารู้มาว่า Past Simple ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต ส่วน Present Perfect ใช้กับเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาคือ!!…มันมีความเป็นอดีตเหมือนกัน แล้วจะแยกใช้ยังไง??   เอาง่ายๆเลย ลองดูสองภาพด้านบนค่ะ ภาพซ้ายเป็น Present perfect มีความหมายว่า “ฉันอยู่โรงพยาบาลมา 3 อาทิตย์แล้ว”

ส่วนภาพขวาเป็น Past simple เจ้าหนุ่มหัวทองบอกเพื่อนว่า “ตูเนี่ยไปอยู่ในโรงพยาบาลมา 6 อาทิตย์”

มองจากภาพแล้วพอเห็นความแตกต่างมั๊ยคะ??….ใช่แล้วค่ะ….ภาพซ้ายที่ใช้ Present perfect เขาอยู่มาตั้งแต่ 3 อาทิตย์ที่แล้ว และปัจจุบันก็ยังอยู่ ยังใส่ชุดคนไข้ ให้น้ำเกลืออยู่    แต่ภาพขวาที่ใช้ Past Simple ตอนที่เขาพูด ตัวเขาไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว…ออกมาเที่ยวได้สบายอุราแล้วค่ะ   สรุปคือ…Present perfect พูดถึงเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำอยู่   แต่ Past simple พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว จบแล้ว …

ลองดูกันอีกสักตัวอย่างนึง…

  • I have lost my key.   “ฉันทำกุญแจหาย”
  • I lost my key, but I found it just now.   “ฉันทำกุญแจหาย แต่เจอแล้วเมื่อกี๊”

นัยยะที่แฝงไว้ ที่ผู้ฟังสามารถอนุมานได้ก็คือ

ประโยคแรก…ทำกุญแจหาย จนถึงปัจจุบันตอนที่พูดก็ยังหาไม่เจอ     แต่ประโยคหลัง…ทำหาย แต่ตอนที่พูดหาเจอแล้ว

แต่ความแตกต่างมันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ!!   ถ้าเหตุการณ์ในอดีตที่พูดเนี่ย ไม่ได้บอกเวลาแน่นอนจะใช้ Present perfect ค่ะ แต่ถ้ามีเวลาในอดีตบอกแน่นอนจะใช้ Past simple  เปรียบเทียบจาก 2 ประโยคนี้ค่ะ

  • I have told him.     “ฉันบอกเขาแล้ว”
  • I told him yesterday. “ฉันบอกเขาแล้วเมื่อวาน”

สองประโยคนี้…..เกิดขึ้นแล้ว…..แต่ ประโยคแรก (Present perfect) บอกไปแล้ว แต่ตอนไหนไม่รู้ เน้นที่ผลของการกระทำมากกว่าว่า บอกแล้ว เขาก็จะต้องรู้แล้ว

ส่วนประโยคหลัง (Past simple) บอกเขาไปแล้ว เน้นเวลาแน่นอนด้วยว่า บอกไปเมื่อวานนี้    สรุปคือ…Present perfect เล่าเหตุการณ์ในอดีตได้ แต่ไม่เวลาบอกแน่นอน แต่ Past simple เล่าเหตุการณ์ในอดีต แต่มีเวลาบอกแน่นอน…

** หลักใหญ่ใจความของความแตกต่างระหว่าง 2 Tense มันก็เป็นด้วยประการฉะนี้ล่ะค่ะ ^^

Oct 092014
 
How have you been?  สบายดีมั๊ย

How have you been? สบายดีมั๊ย

Good morning, guys!
How have you been?

แอดมินใช้ประโยค How have you been? แทน How are you? ซึ่งมีความหมายคล้ายๆกันคือถามว่าสบายดีมั๊ย
How have you been? ใช้ในกรณีที่เราไม่ได้เจอกันมาสักระยะนึงแล้ว ประมาณว่า ช่วงที่ผ่านมา(ที่เราไม่ได้เจอกัน) เป็นไงบ้าง สบายดีมั๊ย
แต่ถ้าเจอกันปกติบ่อยๆหรือทุกวัน ก็ใช้ How are you? ปกติค่ะ

เวลาตอบก็ตอบได้ว่า

  • I’ve been fine.
  • I’ve been good.

** แต่บางครั้งเวลาไม่ได้เจอใครนานๆ เจออีกทีก็ต้องเม้าท์กันหน่อย
อาจจะเจอประโยคนี้ค่ะ

What have you been up to?
แปลว่า ที่ผ่านมาทำอะไรมั่ง ทำอะไรอยู่
ความหมายคล้ายกับ What are you up to?
คุณกำลังทำอะไร

เวลาตอบก็เช่น

  • I’ve been studying hard.
    ช่วงที่ผ่านมาเรียนหนักเลย
  • I’ve have been working in Sammy’s restaurant.
    ก็ไปทำงานอยู่ที่ร้านของแซมมี่น่ะ

** เรื่องของ Tense ถ้าเราใช้เป็น จะทำให้บทสนทนาของเราได้อรรถรสและมองเห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
วันนี้วันศุกร์ Have a good Friday! ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

Oct 032014
 

ว่าด้วยเรื่องของ V-ing

ว่าด้วยเรื่องของ V-ing  ในประโยคภาษาอังกฤษ

ว่าด้วยเรื่องของ V-ing ในประโยคภาษาอังกฤษ

เวลาอ่านภาษาอังกฤษ เราเจอ V-ing อยู่เต็มไปหมด แต่คุณรู้หรือไม่ว่า V-ing เหล่านั้นมันไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกันหมดทุกตัว   บางตัวบ่งบอกว่า “กำลังทำ” บางตัวทำหน้าที่เหมือนคำนาม และบางตัวก็ไปขยายนามตัวอื่น แต่คำถามคือ แล้วเราจะแยกแยะอย่างไรว่า V-ing ตัวนี้คืออะไรและควรจะแปลอย่างไร วิธีการคือ เราต้องรู้ว่า V-ing ตัวนั้นทำหน้าที่อะไร หรืออยู่ตำแหน่งไหนในประโยค

1. V-ing บอกว่า “กำลังทำ” หรือเป็น Continuous Tense

วิธีการสังเกตก็คือ V-ing ในกลุ่มนี้จะตามหลัง V. to be ค่ะ โดยที่ Verb to be นั้นจะไม่มีความหมายใดๆ เพราะเป็นแค่กริยาช่วยที่บอก tense เท่านั้น ไม่ว่า Verb to be นั้นจะอยู่ในรูปของอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม เพราะ Continuous Tense เป็นได้ทั้ง Present และ Past เช่น

  • Listen to me! I’m talking to you.     (ฟังฉันนี่! ฉันกำลังพูดกับเธออยู่นะ)
  • She called me when I was watching TV. (เธอโทรหาฉันตอนที่ฉันกำลังดูทีวีอยู่)

2. V-ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม

V-ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม มีชื่อเรียกตัวมันเองอีกชื่อหนึ่งเท่ๆ ว่า “Gerund” ค่ะ   ในเมื่อมันทำหน้าที่เหมือนคำนาม ดังนั้นไม่ว่าคำนามทำหน้าที่อะไร Gerund ก็ทำได้หมดค่ะ มาดูหน้าที่คำนามกัน Continue reading »

Sep 292014
 

คำศัพท์ชวนสับสน hard – hardly

คำศัพท์ชวนสับสน hard – hardly

คำศัพท์ชวนสับสน hard – hardly

ทุกคนคงเคยเห็นคำว่า hard และ hardly แต่อีกหลายคนอาจไม่รู้ว่าสองคำนี้ ความหมายมันไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย คำว่า hard แปลว่า หนัก หรือ ยาก พอเติม ly เข้าไปปุ๊บมันคงจะเป็น adverb ที่แปลว่า อย่างหนัก แน่ๆเลย ถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณคิด…ผิดค่ะ!!!  เพราะ hardly แปลว่า “แทบจะไม่, เกือบจะไม่, เกือบจะไม่มี”   ส่วนรูป adverb ของ hard ก็คือ hard นั่นเองค่ะ เขียนเหมือนกัน อ่านเหมือนกัน เช่น

  • Hard work leads to success.
    งานหนักนำไปสู่ความสำเร็จ ( hard นำหน้าคำนามเป็น adjective)
  • You should work hard.
    คุณควรจะขยันทำงาน (hard ในประโยคนี้เป็น adverb ขยายกริยา work)
  • We hardly ever go out nowadays.
    เดี๋ยวนี้พวกเราแทบจะไม่ได้ออกไปไหนกันเลย
  • I hardly exercise.
    ฉันแทบจะไม่ออกกำลังกาย

คำศัพท์ที่มีลักษณะคล้ายๆกัน คือคำว่า late – lately

late แปลว่า ดึก, สาย แต่ lately ไม่ใช่ adverb ของ late ที่แปลว่า อย่างสาย, อย่างดึกนะคะ แต่ lately เป็น adverb แปลว่า เร็วๆนี้, หมู่นี้   เช่น

  • He is often late. เขามาสายบ่อยๆ
  • I haven’t seen you lately. หมู่นี้ผมไม่ได้เจอคุณเลย

อีกคำหนึ่งคือคำว่า near – nearly
near เป็น adjective แปลว่า ใกล้   แต่ nearly เป็น adverb แปลว่า เกือบจะ   เช่น

  • I sit near the window. ฉันนั่งใกล้ๆหน้าต่าง
  • I was kept waiting nearly an hour.     เธอทำให้ฉันรอมาเกือบๆจะชั่วโมงละนะ
  • He is nearly forty. เขาอายุเกือบจะ 40 แล้ว

** เวลาเลือกใช้ก็ระวังด้วยนะคะ ก็เหมือนใครบางคนบอกไว้ สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด   ^^

Sep 292014
 

หลักการใช้ be

หลักการใช้ be

หลักการใช้ be

หลายคนคงจะเคยเห็นคำว่า be อยู่ในประโยคภาษาอังกฤษมาบ้าง ซึ่งบางทีก็ชวนสับสนเหมือนกันว่า be มันคืออะไร แล้วใช้ยังไง และคำถามที่น่าจะโดนใจใครหลายๆคนคือ “จะรู้ได้อย่างไรว่าตรงนี้ต้องใช้ be”

ก่อนอื่นคงต้องมาทำความรู้จักกับ be ก่อนว่า be คืออะไร?   be ก็คือ รูปธรรมดาหรือ base form ของ verb to be (is, am, are) ที่เรารู้จักนั่นแหละค่ะ หลักการใช้ be มีดังนี้ค่ะ

**   เรามักจะเห็น be อยู่ตามหลัง กริยาช่วยหรือ modal verb (will, would, can, could, may, might, must, should, etc.) เช่น

  • We should be hardworking.
    พวกเราควรจะขยัน
  • He should be a teacher because he can get along well with children.
    เขาควรจะเป็นครูเพราะเขาเข้ากับเด็กๆได้ดี

** ทำไมหลังกริยาช่วยเหล่านี้ต้องเติม be น่ะเหรอ? เหตุผลก็คือ
ปกติกริยาช่วยเหล่านี้ต้องบวกด้วยกริยารูปธรรมดา ——–Modal verb + V (base form)——-  เช่น I should go.

แต่ประโยคแรก hardworking เป็น adjective ไม่ใช่ verb    แล้วทำยังไงล่ะทีนี้?? ถ้าเราจำกฎของ adjective ได้คือ adjective สามารถตามหลัง verb to be ได้ แล้วบังเอิญว่ามันตามหลัง modal verb เราก็ต้องเลือกใช้ verb to be รูป base form ซึ่งก็คือ be นั่นเอง!! เริ่มจะเก็ทมานิดๆแล้วใช่มั๊ยคะ

ส่วนประโยคที่สอง a teacher เป็นคำนาม ในประโยคนี้ต้องมี verb to be ในความหมายว่า   “เป็น” พอตามหลัง should ซึ่งเป็น modal verb จึงต้องเป็นรูป base form Continue reading »

Sep 272014
 
การใช้  So do I และ Nor do I

การใช้ So do I และ Nor do I

เวลามีใครพูดอะไรมา แล้วเราอยากจะบอกประมาณว่า “ฉันก็เหมือนกัน” ส่วนใหญ่นึกถึงคำว่าอะไรกันคะ Me, too กันใช่มั๊ย จำง่ายและพูดง่าย แต่ในการแสดงความเห็นด้วยเราสามารถพูดได้หลายรูปแบบเลยค่ะ แต่ก่อนที่จะดูกันเราต้องแยกระหว่างประโยคบอกเล่ากับประโยคปฏิเสธให้ได้ก่อนค่ะ เพราะการแสดงความเห็นด้วยของประโยคบอกเล่าและปฏิเสธไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเพื่อนบอกว่า   I’m so hungry.   เราหิวเหมือนกันก็บอกว่า Me, too. ได้  แต่ถ้าเพื่อนบอกว่า   I don’t know him. แล้วเราก็ไม่เหมือนรู้จักเหมือนกัน ก็ต้องบอกว่า Me, neither. แปลว่า ฉันก็ไม่รู้จักเขาเหมือนกัน จะใช้ Me, too ไม่ได้ค่ะ

บอกเล่า >……………< ปฏิเสธ

Me, too. >……………<   Me, neither.
I do, too. >…………….< I don’t either.
So do I.   >……………..< Nor do I

มาดู So do I กับ Nor do I กันค่ะ เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่น่าจำไว้ใช้ในการแสดงความเห็นด้วย สำหรับ Nor do I เราสามารถใช้ Neither do I แทนได้ กริยาช่วยไม่จำเป็นต้องเป็น do เสมอไปนะคะ โครงสร้างประโยคเป็นอย่างนี้ค่ะ

  • โครงสร้าง “…เหมือนกัน” ในประโยคบอกเล่า ==> So + กริยาช่วย + ประธาน
  • โครงสร้าง “…เหมือนกัน” ประโยคปฎิเสธ ==> Nor / Neither + กริยาช่วย + ประธาน

มาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ

  • A: I can’t drive. ฉันขับรถไม่เป็น
  • B: Nor can I.    ฉันก็ไม่เป็นเหมือนกัน
  • A:   I’m so happy today.   วันนี้ฉันมีความสุขมาก
  • B: So am I.     ฉันก็เหมือนกัน

ประธานไม่จำเป็นต้องเป็น I เสมอไปนะคะ จะเป็นคนอื่นก็ได้เช่น

  • A: Sara understands Spanish.   ซาร่าพูดสเปนได้
  • B: So does her husband.   สามีเจ้าหล่อนก็เหมือนกัน

** ถ้าเบื่อ Me, too แล้วก็ลองเอา So do I หรือ Nor do I ไปใช้ดูนะคะ ฝรั่งเขาจะได้มองว่าภาษาอังกฤษของคุณเนี่ยไม่ธรรมดานะเนี่ย ^^

Sep 262014
 

# indifferent มันแปลว่าอะไรกันแน่!!

indifferent มันแปลว่าอะไรกันแน่!!

indifferent มันแปลว่าอะไรกันแน่!!


Indifferent เป็น adjective หลายคนอาจจะคิดว่า indifferent คงแปลว่า ไม่แตกต่าง เพราะมี in อยู่ข้างหน้า มันจึงกลายเป็นคำตรงข้ามของ different แต่!! จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ different เลยค่ะ เพราะ
indifferent แปลว่า “เฉยๆ, ไม่สนใจ, ไม่แยแส, เมินเฉย”
ตัวอย่างเช่น เวลามีคนมาถามคุณว่า คิดว่าเพลงใหม่ของเลดี้ กากา เป็นไง คุณก็อาจจะตอบว่า
I’m indifferent about this.
ก็เฉยๆนะ

He’s indifferent to politics.
เขาไม่สนใจการเมือง

She’s kind of indifferent to others’ suffering.
เจ้าหล่อนเป็นพวกไม่ค่อยจะแยแสกับความทุกข์ยากของคนอื่นเท่าไหร่

ถ้าจะใช้อย่างคำนามก็คือคำว่า indifference เช่น
She showed complete indifference to society.
เธอไม่แคร์สังคมสักนิด

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:34 pm
Sep 212014
 
How ya doin'?

How ya doin’?

การพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่ชาวต่างชาติมักจะพูดคำย่อที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นภาษาพูดในการพูดคุยกัน เพื่อให้คำพูดนั้นดูสั้นลง และกระทัดรัด หากเราไม่รู้จักคำย่อเหล่านี้เราก็อาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องการสื่อสาร  วันนี้เรามารู้จักคำย่อต่างๆ เหล่านี้กันครับ

ตัวอย่างคลิปวีดีโอ How Native Speakers Use Gonna, Wanna & Gotta จาก http://reallifeglobal.com/

ตัวอย่างคำพูดย่อ

  • you = ya (ยา) ==> How ya doin’? (How are you doing?)
  • am not/are not/is not = ain’t (เอ๊นทฺ) ==> I ain’t sure.
  • will not = won’t (โว็ทฺ)
  • do not = dona (โด็นา)
  • don’t you = dontcha
  • its = tis (ทิซฺ)
  • has not/have not = ain’t (เอ๊นทฺ) ==> I ain’t done it.
  • give me = gimme (กิมมี) ==>  Can you gimme a hand?
  • come on = cmon (คะมอน)
  • don’t know = dunno (ดะโน)
  • let me = lemme (เล๊มมี) ==> Lemme go!
  • out of = outta (เอ๊าท์ดะ)
  • could have = coulda (คู๊ลดะ)
  • should have = shoulda (ชู๊ดดะ)

Continue reading »

 Posted by at 10:59 pm
Sep 182014
 
a guardrail  รั้วกั้นทางโค้ง

a guardrail รั้วกั้นทางโค้ง

ตัวอย่างประโยค

  • A Tukwila man has life-threatening injuries after crashing his vehicle into a guardrail on state Route 509 in Burien.
  • An off-duty police officer was killed after he crashed into a guard rail on Highway 101 in Sherman Oaks.
  • A woman suffered minor injuries this morning when she struck a guard rail on the shoulder of the Route 33 South on-ramp from Route 22 and the rail went through her car and out the other side, state police said.