Click to listen highlighted text!
May 142015
 

ตีแผ่การใช้  whether อย่างมืออาชีพ!

คำว่า whether  เป็นคำเชื่อม  ความหมายตามท้องเรื่องแปลว่า “หรือไม่” แต่ใช้ยังไงก็ยังใช้ไม่ค่อยจะถูกซักที  เป็นคำที่ไม่ค่อยจะคุ้นซักเท่าไหร่ วิธีการเอาไปใช้นี่ก็ไม่ธรรมดานะ ถึงกับต้องแยกเป็นข้อๆเลยทีเดียว  มาดูกันค่ะ

1.  ใช้เพื่อเลือกว่าจะทำ A หรือ B  เช่น

  • I’m wondering whether he explains everything to me or just keeps silence.
    ฉันกำลังสงสัยว่าเขาจะอธิบายทุกอย่างให้ฉันฟังหรือจะปิดปากเงียบ
  • I’m deciding whether I go on or give up.
    ฉันกำลังตัดสินใจว่าฉันจะทำต่อหรือจะเลิก

** ในกรณีที่คนที่เลือกจะทำเป็นคนๆเดียวกับคนที่คิดหรือตัดสินใจหรือสงสัย พูดง่ายๆคือคนเดียวกับประธานหลัก  เราสามารถละประธานหลัง whether ได้ค่ะ แต่ใส่   “to”  เข้าไปแทน  เช่น

  • I’m deciding whether I go on or give up.
    =    I’m deciding whether to go on or give up.
  • Laila’s thinking whether she works in a company or runs her own business.
    =     Laila’s thinking whether to work in a company or run her own business.

2.  ใช้เพื่อเลือกว่าจะทำ A  หรือไม่ทำ A  เช่น

  • He asked me whether we have to move to London.
    เขาถามฉันว่าพวกเราจำเป็นต้องย้ายไปลอนดอนหรือเปล่า
  • I don’t know whether I should accept his invitation.
    ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะรับคำเชิญของเขาหรือไม่

** ในกรณีนี้เราสามารถละคนที่ต้องเลือกได้เช่นเดียวกับข้อแรก  คือใส่ to เข้าไปหลัง whether

3.  ใช้ในความหมายว่า “ไม่ว่า”  โดย ไม่ว่า A หรือ B ยังไงๆก็จะทำ C หรือไม่มีผลต่อ C  เช่น

  • Whether I work or study, I always do my best.
    ไม่ว่าฉันจะทำงานหรือจะเรียน ฉันก็มักจะทำให้ดีที่สุดเสมอ

4. ใช้ในความหมายว่า “ไม่ว่า” เช่นกันแต่เป็น  “ไม่ว่าจะทำ A หรือไม่ทำ A ก็ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น  เช่น

  • Whether my dad allows or not, I will go anyway.
    ไม่ว่าพ่อจะอนุญาตหรือไม่ ฉันก็จะไปอยู่ดี
  • Whether she loves me or not, I will marry her.
    ไม่ว่าหล่อนจะรักผมหรือไม่  ผมก็จะแต่งงานกับเธอ

**  ในข้อที่ 4 นี้เป็นการบอกว่า ไม่ว่าจะ A หรือไม่ A  ฉันก็จะทำหรือไม่ทำ B อยู่ดี เราต้องใส่ or not เข้าไปเพื่อให้ประโยคได้ใจความสมบูรณ์  ส่วนในข้อที่ 2  เลือกว่าจะทำ A หรือไม่ทำ A เหมือนกัน  แต่เราไม่จำเป็นต้องใส่ or not ก็ได้  ถ้าใส่ก็เพื่อเป็นการเน้นสิ่งที่จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น

**  ในการแยกว่า whether ที่เราอ่านเจอเป็นแบบไหน สิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากคือบริบทหรือ context ที่อยู่รอบๆค่ะ  เพราะมันจะบอกเราได้ว่า whether ในประโยคนี้ต้องการสื่ออะไร

 Posted by at 10:44 pm
May 142015
 

การใช้ It
อันที่จริงการใช้  It มันก็ไม่น่าจะมีอะไรเยอะแยะ  ก็แค่สรรพนามที่ใช้แทน สัตว์หรือสิ่งของที่เป็นเอกพจน์   ที่รู้มามันก็ใช่ แต่ประโยชน์ของ It มันธรรมดาซะที่ไหน!!  มันเอาไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบดังนี้ค่ะ

1.  It  เป็นสรรพนามใช้แทน สัตว์ สิ่งของ หรือ สถานที่  เช่น

  • I like this house. It is the place where I was born.
  • Have you seen my cake? I bought it yesterday.

**  แต่ It สามารถใช้กับคนได้ในบางกรณี คือ กรณีที่เป็นเด็กทารกแล้วเราไม่รู้เพศที่แน่นอน  หรือพูดโดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศของเด็ก  เราสามารถใช้ It  ได้  เช่น

  • The baby is in that room. It’s crying.
  • My aunt delivered her baby this morning. It weighs 2225 grams.

2.  ใช้เกี่ยวกับอากาศ ระยะทาง เวลา  เช่น

  • It’s very hot out there today.

** เวลาพูดถึงอากาศเราจะไม่ใช้ I’m hot   หรือ  I’m cold  แต่ใช้ It แทนนะคะ

  • It’s half past six.
  • It’s raining too much to go out tonight.
  • It’s 100 meters to the resort.

3.  ใช้เป็นประธานของ verb to be ตามด้วย to infinitive หรือ that clause โดยส่วนมากมักจะอยู่ในรูปโครงสร้าง

It is + adjective + to…………
หรือ    It is + adjective + that……

เช่น

  • It’s quite difficult to forget someone you love.
  • It’s not necessary that you protest every time I say something.

4.  ใช้ในสำนวนประโยคของ passive voice  เช่น

  • It is said that………         กล่าวกันว่า
  • It is believed that……….    เชื่อกันว่า
  • It is hoped that………    หวังกันว่า
  • It is understood well that……     เป็นที่เข้าใจกันดีว่า

เช่น

  • It is said that he has moved to Madrid since last May.
  • It is believed that Picasso completed 50,000 art works during his life.

เห็นมั๊ยคะว่า It มันเอาไปใช้ได้มากกว่าการนำไปแทน สัตว์ สิ่งของ หรือ สถานที่แค่นั้น

 Posted by at 10:38 pm
May 142015
 

ประโยค If-clause

ประโยค If-clause ก็คือประโยคเงื่อนไข คือถ้าทำอย่างนั้น ผลจะเกิดเป็นอย่างนี้  ประโยค If-clause ที่ร่ำเรียนกันมา  หรือที่ควรจะรู้จักก็มีอยู่ 3 แบบ ด้วยกันค่ะ  เกณฑ์ในการแบ่งก็ตามเงื่อนไขและเวลา  แต่ก่อนจะไปดูว่า 3 แบบนี้มีอะไรบ้าง เราลองมาทำความรู้จักกับหน้าตาของประโยค If-clause กันก่อน ประโยค If-clause ประกอบด้วยสองส่วนคือส่วนที่มี If  หรือประโยคที่เป็นเหตุ  และอีกส่วนจะไม่มี if คือประโยคที่เป็นผล  เช่น

  • If my son passes his exam, I will buy him a guitar.

ประโยคที่มี If คือประโยคเหตุ  “ถ้าลูกชายสอบผ่าน”  ส่วนที่สองคือประโยคผล “ฉันจะซื้อกีตาร์ให้ลูก”   นี่คือเงื่อนไขที่ผู้พูดได้สร้างไว้
สองส่วนนี้สามารถสลับตำแหน่งกันได้  แต่ถ้า If อยู่ด้านหน้า จะต้องมีเครื่องหมายคอมมา  (,) คั่นตรงกลาง  แต่ถ้าเอาส่วนที่เป็นผลขึ้นก่อน (คือส่วนที่ไม่มี if)ก็ไม่ต้องใส่คอมมา เช่น

  • I will buy my son a guitar if he passes his exam.

1. ประโยค If-clause แบบที่ 1 คือ  ประโยคเงื่อนไขที่อาจจะเป็นไปได้ในปัจจุบัน  เวลาพูด If-clause แบบที่ 1 นี้ ส่วนใหญ่โอกาสจะเป็นไปได้สูง  เงื่อนไขเวลาคือปัจจุบันดังนั้น tense ที่จะมาเกี่ยวข้องก็หนีไม่พ้น  present simple tense แน่นอนค่ะ เพราะมันเป็น tense ที่บอกข้อเท็จจริง   present simple จะไปใช้ในประโยคที่มี if หรือประโยคเหตุ  ส่วนประโยคผลเราใช้ เป็น future simple ค่ะ  โครงสร้างเป็นแบบนี้

If + Present simple, Subject + will + V1

เช่น

  • If I finish my work before 6 o’clock, I will pick you up.
    ถ้าฉันทำงานเสร็จก่อนหกโมง ฉันจะไปรับ
  • What will you do if she refuses your proposal?
    คุณจะทำยังไงถ้าเธอปฏิเสธการขอแต่งงาน

** ในส่วนของประโยคที่มี if  อาจจะใช้ present tense อื่นๆก็ได้  เช่น present continuous ตามแต่สถานการณ์  เช่น

  • If you’re trying to be normal, you will never know how amazing you can be.

2.  ประโยค If-clause แบบที่ 2  คือ  ประโยคเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน  พูดง่ายๆคือสิ่งที่เราสมมติหรือมโนขึ้นมาเอง  เช่น ถ้าฉันเป็นเธอ หรือ ถ้าฉันเป็นนก หรือ ถ้าฉันมีเงินพันล้าน  อะไรประมาณนี้ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ หรือเป็นไปได้ยากมากๆ  ก็เข้าข่ายแบบที่ 2  นี้เลยค่ะ  ส่วน tense ที่จะใช้ใน If-clause แบบที่ 2 นี้ก็คือ past simple ค่ะ  ที่ใช้ tense ที่เป็นอดีต  เพราะเหตุการณ์นี้เราพูดในปัจจุบันแทนที่จะเป็น present simple  แต่มันดันเป็นความจริงในปัจจุบันที่เป็นไปไม่ได้ก็เลยทำให้ความจริงผิดเพี้ยนไป  จึงใช้ past simple แทน  เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันคือสิ่งที่เพี้ยนไปจากความเป็นจริงนั่นเอง!!

โครงสร้างของ If-clause แบบที่ 2 คือ

If + past simple , Subject + would + V1

เช่น

  • If I had a private jet, I would go to Switzerland.
    ถ้าฉันมีเครื่องบินส่วนตัว ฉันจะสวิซเซอร์แลนด์
  • If you were the Prime Minister, what would you change about this country?
    ถ้าคุณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณจะเปลี่ยนอะไรในประเทศนี้

**  มีข้อยกเว้นนิ๊ดนึงตรงที่  ถ้าหากว่าประธานเป็น I, she, he กริยาจากที่เคยใช้ I was, she was, he was ก็จะเปลี่ยนเป็น I were, she were, he were นะคะ   เฉพาะในประโยคเงื่อนไขเท่านั้น  (จำง่ายๆว่า  ไหนๆมันก็เป็นเรื่องสมมติแล้ว เราก็สมมติให้ were ใช้กับ I, she, he ได้ก็แล้วกัน เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เราพูดมันตรงข้ามกับความเป็นจริง)

  • If Leon’s mother were alive, she would still be a professor in Oxford University.

3. If-clause แบบที่ 3 นี้ คือ ประโยคเงื่อนไขที่แสดงความเป็นไปไม่ได้ในอดีต หรือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น หรือถ้ามันเกิดขึ้นก็สมมติว่ามันไม่เกิดขึ้น Tense ที่ใช้เราจะใช้ past perfect tense  โครงสร้างหน้าตามันเป็นแบบนี้

If + past perfect, Subject + would have + V3

เช่น

  • If I had set my alarm clock, I wouldn’t have got up late.
  • I and Jack wouldn’t have known each other if he hadn’t been my brother’s friend.

** วิธีการจำว่า If-clause แต่ละแบบใช้ tense อะไรให้เรานึกถึงหลักความเป็นจริงคือ แบบที่ 1 เป็นไปได้ในปัจจุบัน ใช้ present simple ธรรมดา  แต่แบบที่ 2 และ 3 เป็นเรื่องสมมติขึ้นมา ฉะนั้นเราจะถอย tense ไปหนึ่ง tense เพื่อแสดงว่ามันคือการสมมติ คือ  แบบที่ 2 เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน  จาก present เราเปลี่ยนเป็น past simple  และ แบบที่ 3  เป็นไปไม่ได้ในอดีต  จากคำว่า อดีตมันควรจะเป็น past simple เราก็ถอยไปเป็น past perfect ซะ  ลองเอาไปใช้ดูค่ะ ^^

 Posted by at 10:34 pm
May 142015
 

Participle ตอนที่ 2 (Past participle)

participle นั้นมี 2 แบบ คือ present participle และ past participle  ตอนที่แล้วได้อธิบายถึงการใช้ present participle ไปแล้ว  ฉะนั้นจากนี้ไปจะอธิบายถึงการนำ past participle ไปใช้กันต่อค่ะ  past participle ก็คือ กริยาช่องที่ 3  ไม่ว่าจะอยู่ในรูป V-ed หรือ เปลี่ยนรูปก็ตาม  มีวิธีใช้ดังนี้ค่ะ

1.  ใช้ใน perfect tense  คือวางไว้หลัง กริยาช่วย have/has  เช่น

  • He hasn’t finished his work yet.    เขายังทำงานไม่เสร็จ
  • They have gone to Chiangmai.    พวกเขาไปเชียงใหม่แล้ว

2.  วางไว้หลัง verb to be จะกลายเป็นรูปประโยคแบบ passive voice (ประธานถูกกระทำ) เช่น

  • No one is promoted this year.     ไม่มีใครได้เลื่อนตำแหน่งในปีนี้
  • I wasn’t told anything.        ไม่มีใครบอกอะไรฉันเลย

3.  วางไว้หน้าคำนามที่ขยาย ทำหน้าที่เสมือน adjective จะให้ความหมายเป็น passive voice คือ นามนั้นถูกกระทำ  เช่น

  • My father is fixing the broken table.       พ่อกำลังซ่อมโต๊ะที่หักอยู่
  • The stolen bag has been found.                  กระเป๋าที่ถูกขโมยหาเจอแล้ว

4.  ใช้ในการลดรูปของ adjective clause ซึ่งคือประโยคย่อยที่ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้า โดยใช้ในความหมายที่ถูกกระทำ  เช่น

  • The man who was stabbed last night has already died.
    =    The man stabbed last night has already died.
    ผู้ชายที่ถูกแทงเมื่อวานตายแล้ว
  • This is the bag which was made in Korea.
    =    This is the bag made in Korea.
    นี่คือกระเป๋าที่ผลิตในเกาหลี

5.  ใช้ในการลดรูป adverb clause  (adverb clause คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เหมือน adverb คือขยายกริยา โดยมากมักมี conjunction นำหน้า เช่น when, though, since, etc. ) หรือเมื่อรวมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกัน เช่น

  • Since the dog was kicked by that boy, it barked angrily.
    =    Kicked by that boy, the dog barked angrily.
    เพราะถูกเด็กชายคนนั้นเตะ เจ้าสุนัขตัวนั้นจึงเห่าอย่างโกรธเกรี้ยว
  • She was admired by her teacher. She felt happy.
    =    Admired by her teacher, she felt happy.
    ตอนที่เธอได้รับคำชมจากครู เธอรู้สึกมีความสุข

** ข้อควรระวังในการใช้ประโยคลักษณะนี้คือ  ประธานของทั้งสองส่วนนี้จะต้องเป็นคนเดียวกัน  เช่นในประโยคแรก ตัวที่เห่าและตัวที่โดนเตะก็คือสุนัขตัวเดียวกัน  และประโยคที่สอง คนที่ได้รับคำชมและคนที่มีความสุขคือคนๆเดียวกัน

 Posted by at 10:26 pm
May 142015
 

Participle ตอนที่ 1 (Present participle)

ถ้าพูดถึง participle หน้าตาอย่างเป็นทางการของมันคือ  V-ing กับ V-ed (กริยาช่อง 3) ซึ่งมันก็จะมีชื่อเรียกประจำตัวอีกเช่นกัน คือ  Present participle (V-ing) และ Past participle (V-ed)  แต่ละประเภทก็จะมีวิธีการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้ค่ะ

Present participle (V-ing) กริยาในรูปของ Verb ที่เติม ing นั้นมีเกลื่อนไปหมดเลยค่ะ  แล้วเราจะแยกยังไงว่าอันไหนคืออันไหน  ง่ายๆเลยก็คือดูหน้าที่ของมัน  ถ้าใครจำ gerund ได้ มันก็คือ V-ing เหมือนกันแต่หน้าที่ของมันคือเสมือนคำนาม  แต่ present participle นั้น เราจะพบมันได้ตามตำแหน่งต่างๆดังต่อไปนี้ค่ะ

1.  ใน continuous tense  ไม่ว่าในปัจจุบัน หรือ อดีต ก็จะพบ V-ing ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหลัง Verb to be เช่น

  • She is talking on the phone.
  • I saw Smith when I was walking home last night.

2.  ใช้ขยายคำนาม ทำหน้าที่เหมือน adjective คือขยายนามตัวนั้น  โดยวางไว้หน้าคำนามนั้น  เช่น

  • A boiling kettle is on the stove.

หรือใช้ขยายนามโดยเป็นการลดรูปของ adjective clause ในความหมายที่นามนั้นเป็นผู้กระทำ  เช่น

  • The man talking to Timmy is my dad.

*ประโยคนี้มาจากประโยคเต็มๆคือ The man who talks to Timmy is my dad.
หรือใช้ขยายคำนามที่เป็นกรรมของกริยาต่อไปนี้  find, keep, leave, catch, set, get, send, discover, bring, draw, imagine, paint, show, take เช่น

  • Jimmy kept me waiting the whole day.  (ขยายกรรม me )
  • Her mom left her crying in the room.

3.  ใช้ขยายประโยคทั้งประโยคก็ได้  เช่น

  • Frankly talking, he shouldn’t be promoted.

4.  ใช้รวมประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน หรือใช้ในการลดรูป adverb clause (adverb clause คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เหมือน adverb คือขยายกริยา โดยมากมักมี conjunction นำหน้า เช่น when, though, since, etc. ) เช่น

  • The boy arrived home. The boy had something to eat hungrily.
    =  Arriving home, the boy had something to eat hungrily.
    พอมาถึงบ้าน เด็กชายก็หาอะไรกินอย่างหิวโหย
  • When Jimmy was standing on the road, he saw the accident.
    =    Standing on the road, Jimmy saw the accident.
    ขณะที่กำลังยืนอยู่บนถนน จิมมี่ก็เห็นอุบัติเหตุ
  • I am a captain. I have to be responsible for looking after the team.
    =    Being a captain, I have to be responsible for looking after the team.
    เนื่องจากเป็นกัปตัน ฉันเลยต้องรับผิดชอบดูแลทีม

5.  ใช้ตามหลังคำกริยาแสดงการรับรู้  เช่น  see, feel, hear, smell, watch, notice, observe, etc.  ซึ่งจะให้ความหมายว่าการกระทำนั้นกำลังดำเนินอยู่

  • I noticed that man shoplifting in the shop.
    ฉันสังเกตเห็นชายคนนั้นกำลังขโมยของในร้าน
  • She saw the police arresting the thief.
    หล่อนเห็นตำรวจกำลังจับขโมย

Present participle ใช้ได้หลากหลายจริงๆค่ะ  มีทั้งที่เราคุ้นเคยและไม่เคยจะคุ้น  ลองเอาไปฝึกใช้กันนะคะ  ส่วนในตอนที่ 2 จะอธิบายถึงการใช้ past participle ต่อค่ะ ^^

Apr 092015
 

Subjunctive Sentence
Subjunctive  มันคืออะไร?  แค่ได้ยินชื่อก็คิดว่าน่าจะยากแล้วใช่มั๊ยคะ   แต่จริงๆแล้วเราอาจจะเคยพูดเคยเห็นประโยคนี้มาก่อนแน่นอนค่ะ  Subjunctive sentence คือประโยคที่แสดงการขอร้อง การเสนอแนะ การแนะนำ ความปรารถนา การแสดงเงื่อนไข  มี 3  แบบด้วยกันคือ

1.  Present subjunctive
2.  Past subjunctive
3.  Past perfect subjunctive

1. Present subjunctive คือประโยคที่แสดงการเสนอแนะ ขอร้อง หรือปรารถนา  คำที่คีย์เวิร์ดสำคัญคือกริยากลุ่มนี้ค่ะ   ask, advise, insist, recommend, suggest, require, request, decide, prefer, order, urge  เช่น

  • My mom insists that I tidy up my room today.
  • She suggested that I be there before 8 a.m.

คำกริยาที่อยู่หลัง กริยากลุ่มนี้ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จะต้องเป็นกริยารูปธรรมดา ไม่ผันไม่เติม  ประโยคแรก กริยา tidy up ก็เป็นรูปธรรมดา  ประโยคที่สองถึงแม้ว่ากริยาหลักจะเป็นอดีต แต่กริยา be ที่ตามหลังมาก็จะเป็นรูปธรรมดา แทนคำว่า is, am, are

  • My father recommends that I not be lazy.

ถ้าเป็นปฏิเสธก็ให้ใส่ not เข้าไปหน้ากริยารูปธรรมดาได้เลยค่ะ  ไม่ต้องเติม doesn’t หรือ don’t เข้าไป
หรืออาจจะอยู่ในรูปประโยคที่ใช้ adjective ก็ได้  เช่น  advisable, crucial, essential, important, desirable, etc

  • It’s important that she attend the meeting.
    (ในประโยคนี้ attend ไม่ต้องเติม s  ถึงแม้ว่าประธานจะเป็น she ก็ตาม)
  • It’s advisable that he do exercise every day.
    (ในประโยคนี้ กริยาใช้ do ถึงแม้ประธานจะเป็น he ก็ตาม)

**  ถ้าอยู่ในรูปประโยคที่กล่าวมาแล้วล่ะก็  กริยาต้องเป็นรูปธรรมดา  ไม่ผันไม่เติมอะไรใดๆทั้งสิ้น

2.  Past subjunctive  คือประโยคที่แสดงความปรารถนาที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง เป็นไปไม่ได้หรือตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  คำที่แสดง past subjunctive ได้แก่ wish, as if, as though, if only    กริยาที่ตามหลังคำพวกนี้จะต้องเป็นรูปอดีตเสมอ  เช่น

  • I wish you were here.
    ฉันปรารถนาให้เธอมาอยู่ที่นี่  (แต่ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ซึ่งตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน)
  • He wishes he finished his work.
    เขาอยากทำงานให้เสร็จ (แต่ตอนนี้ยังไม่เสร็จ)
  • He talks as if he knew it well.
    เขาพูดราวกับว่าเขารู้ทุกสิ่งอย่าง

3.  Past perfect subjunctive  คือประโยคที่แสดงความปรารถนาที่ไม่เกิดขึ้นจริง หรือตรงข้ามกับความจริงในอดีต  คำที่แสดง past perfect subjunctive ได้แก่ wish, as if, as though, if only  กริยาหลังคำเหล่านี้จะอยู่ในรูปของ past perfect หรือ had + V3

  • I wish you had been at the meeting yesterday.
    ฉันอยากให้คุณเข้าประชุมเมื่อวานนี้
    (แต่จริงๆแล้วคุณไม่ได้เข้าประชุมเมื่อวาน  ซึ่งตรงข้ามกับความจริงในอดีต)
  • He wished he had told her his feeling last night.
    เขาปรารถนาที่จะบอกความรู้สึกของเขากับเธอเมื่อคืนนี้
    (แต่จริงๆแล้ว เขาไม่ได้บอกออกไป)

ชื่อยากแค่ไหน แต่ถ้าเราเข้าใจโครงสร้างซะอย่างก็ใช้ถูกแน่นอนค่ะ  ฝึกใช้บ่อยๆใช้ไม่ผิดแน่นอน ^^

 Posted by at 11:16 am
Apr 062015
 

there is, there are กับ have, has ใช้ต่างกันอย่างไร

ถ้าจะบอกว่า  “มี”  ในภาษาอังกฤษ  ก็คงนึกถึงคำว่า  have / has  กันใช่มั๊ยคะ  แต่ยังมีอีกคำหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป  คือ  there is / there are  แต่ถึงแม้ว่าทั้งสองคำจะใช้ในความหมายว่า  มี   แต่การนำเอาไปใช้ก็ต่างกันค่ะ

have กับ has  จะนำไปใช้ในกรณีที่ “มี” แบบเป็นเจ้าของ  คือ  ใครมีอะไร?  have/has จะถูกนำไปใช้ในรูปของคำกริยา  เช่น

  • She has a new luxury car.
    เธอมีรถหรูหราคันใหม่
  • All people have the right to make their own decision.
    ทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
  • They don’t have much money.
    พวกเขาไม่ได้มีเงินเยอะ

(** has ใช้กับประธานเอกพจน์  และ have ใช้กับประธานพหูพจน์นะคะ ส่วนประธาน I ใช้ haveค่ะ )  ในภาษาพูดเราอาจจะได้ยินฝรั่งเค้าใช้คำว่า have got หรือ has got และมักจะใช้ในรูปย่อ  คือ ‘s got หรือ ‘ve got  เช่น

  • We’ve got so much work to do.   พวกเรามีงานมากมายที่ต้องทำ
  • She’s got long straight hair.          เธอมีผมยาวตรง

ส่วนเจ้า There is/ There are จะใช้ในกรณีที่พูดลอยๆขึ้นมาว่า “มี” แบบไม่มีเจ้าของ  คือไม่เน้นว่าใครมีอะไร  แต่เน้นสิ่งที่มีมากกว่า  เช่น

  • There is a little milk left in the fridge.   มีนมเหลืออยู่นิดหน่อยในตู้เย็น
  • There are a lot of places to visit in Thailand. มีที่ท่องเที่ยวมากมายในเมืองไทย
  • Is there five rooms in this house?     มีห้องอยู่ 5 ห้องในบ้านหลังนี้ใช่มั๊ย

( there is ใช้กับนามเอกพจน์นับได้ และนามนับไม่ได้  ส่วน there are ใช้กับนามพหูพจน์นับได้)    ถ้าลองสังเกตให้ดีประโยคแบบนี้มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “มี”  และรูปประโยคมักจะเขียนในความหมายว่า  มีอะไรอยู่ที่ไหน?
ถ้าเป็นอดีต เราก็ใช้  there was, there were  เช่น

  • There were a lot of people at One Direction Concert last night.

แต่ถ้าได้อ่านเยอะๆ คุณอาจจะเจอกับตัวประหลาดเหล่านี้ค่ะ   There will be, There have been, There should be, There must be, There might be  ทั้งหลายทั้งมวลมันก็แปลว่า “มี”  นั่นแหละค่ะ  แต่มีในเวอร์ชั่นไหน ก็แล้วแต่คำที่ตามหลังมา   คำพวกนี้ร่างเดิมของมันก็คือ there is/there are นั่นแหละค่ะ  เพียงแต่พอเราเอา modal verbs (will, would, should, might, may, etc…)  หรือ verb ช่วย have/has ใน perfect tense ใส่เข้าไป    verb to be (is, are)  มันเลยต้องกลายร่างเป็น  be  หรือ  been  ตามแต่กรณี   ( be หลัง modal verb เพราะต้องการ verb to be รูปธรรมดา  และ  been หลัง have/has เพราะต้องการ verb to be ช่องที่ 3 )

  • There will be  ก็แปลว่า   จะมี
  • There should be     ก็แปลว่า   ควรจะมี
  • There must be   ก็แปลว่า   ต้องมี
  • There might be  ก็แปลว่า  อาจจะมี
  • There should be more concern on children’s mental health.
    ควรจะมีความใส่ใจกับสุขภาพจิตของเด็กให้มากกว่านี้
  • There must be something in the water.  มันต้องมีอะไรอยู่ในน้ำนั่นแน่ๆ
  • There have been a lot of efforts to solve violent problems in Thailand.
    มีความพยายามอย่างมากในการแก้ปัญหาความรุนแรงในไทย   (ประโยคนี้ใช้ในรูปของ Present perfect tense)
 Posted by at 12:24 pm
Apr 052015
 

No กับ Not  ใช้ต่างกันอย่างไร
คนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า  No แปลว่า “ไม่”  Not ก็แปลว่า  “ไม่”  มันก็คงจะใช้เหมือนๆกันนั่นแหละ  แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยค่ะ   คำว่า No  แปลว่า ไม่ แค่ตอนตอบคำถามที่เป็น Yes/No question เท่านั้น

  • Do you have any money?     No,  I don’t.
  • Will you go out tonight?      No, I won’t.

แต่ถ้าไปเจอ no ที่อื่นมันจะไม่ได้แปลว่า ไม่  แล้วค่ะ  แต่แปลว่า  “ไม่มี” ต่างหาก   เวลาใช้ก็แค่เอาไปวางไว้หน้าคำนาม  แล้วนามนั้นก็จะอันตรธานหายไป  ไม่มีโดยทันที  เช่น

  • I have no idea.
  • I had to walk home last night because there was no bus.
  • Hurry up! We have no time left.
  • No student passes math exam.

มาดูทางฝั่ง  not  กันบ้าง   not  เนี่ยแหละค่ะที่แปลว่า ไม่ ตัวจริงเสียงจริง  ใช้ในความหมายปฏิเสธโดยใช้คู่กับคำกริยา หรือ  คำคุณศัพท์  หรือ คำนาม   แต่!!  กฎคือ มันจะเข้ามาเสียบหน้าคำพวกนี้ลอยๆไม่ได้  มันต้องมีตัวช่วยเข้ามาวางไว้หน้า not  นั่นก็คือ  กริยาช่วย (Auxiliary verb)  นั่นเองค่ะ  มีทั้ง  Verb to be, Verb to do, Verb to have, และ modal verb  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มี not ตามหลังได้เลยในความหมายปฏิเสธ  เช่น

  • Susie does not speak French.
  • I do not need your help.
  • You are not my boss.
  • She is not tall.
  • You should not wear shoes in Japanese home.

แต่เป็นธรรมดาของภาษาอังกฤษ  ตั้งกฎนู่นกฎนี่กฎนั่นมาตั้งมากมาย แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ดี  ข้อยกเว้นของการใช้  not ก็คือ  มันสามารถไปวางไว้หน้านามได้เหมือนกัน  แปลกไหมล่ะ  แต่มีข้อแม้ว่านามนั้นต้องมีคำบอกจำนวนอยู่ข้างหน้า  เช่น

  • Not many people are allowed to enter the stadium.
  • Not much sugar was used in this dish.

นอกจากนี้ในบางกรณี  ก็สามารถเลือกได้ว่าจะใช้  no หรือ not  เช่น

  • There was not any food left in the kitchen.
  • There was no food left in the kitchen.

สองประโยคนี้ความหมายเหมือนกันค่ะ คือแปลว่า ไม่มีอาหารเหลืออยู่ในห้องครัว

  • I have no money.
  • I don’t have any money.

สองประโยคนี้ก็มีความหมายเดียวกัน  ซึ่ง don’t ก็คือ do not ที่เป็นรูปย่อ  แต่ข้อควรระวังคือ  อย่าเอาสองคำนี้มาใช้รวมกันเด็ดขาด  คือ  I don’t have no money.  อย่างนี้ผิดค่ะ  เพราะ ถ้าจะใช้ no ก็ไม่ต้องมี don’t ข้างหน้าแล้ว  เพราะ no มีความหมายเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว กริยาจึงต้องเป็นรูปประโยคบอกเล่า  แต่ถ้าจะใช้  don’t  ก็อย่าเอา  no  มาทับซ้อนกัน   ใช้แค่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้นค่ะ  ประมาณว่า  เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้  ^^

 Posted by at 12:27 pm
Apr 012015
 

การใช้บุพบท  in, on, at กับสถานที่
เจอกับบุพบทเจ้าปัญหาสามตัวนี้อีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ได้ใช้กับเวลา แต่เป็นการบอกสถานที่ บางที่เราก็ใช้กันผิดๆถูกๆในการบอกสถานที่โดยใช้เจ้าบุพบทสามตัวนี้ แต่หลักการในการใช้กับสถานที่นั้นมีง่ายนิดเดียวค่ะ
เริ่มจากการใช้ in กันก่อนค่ะ in จะใช้บอกสถานที่ที่กว้างมากๆ แบบที่ว่าหากันไม่เจอแน่นอน พูดง่ายๆก็คือใช้บอกสถานที่ในระดับ ตำบล แขวง อำเภอ เขต จังหวัด เมือง ประเทศ ทวีป เช่น ถ้าเราบอกว่า

  • I was born in Bangkok. ฉันเกิดในกรุงเทพ
    (เกิดส่วนไหนของกรุงเทพก็ไม่รู้ บอกแค่ว่าในกรุงเทพ)
  • We’ve lived in Chicago for three years.
    พวกเราอาศัยอยู่ในเมืองชิคาโกมาได้ 3 ปีแล้ว
  • The conference was held in Asia.
    การประชุมถูกจัดขึ้นในเอเชีย

ถัดมาคือการใช้ on เราใช้ on กับสถานที่ในระดับที่แคบลงกว่า in หน่อย คือในระดับ ถนน หรือ ชั้นบนอาคาร แม่น้ำ เช่น

  • My office is located on Sukhumvit Road.
    ออฟฟิศของฉันตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท (รู้ว่าอยู่บนถนนสุขุมวิท แต่ก็ยังไม่แคบที่จะบอกว่าอยู่ตรงไหน)
  • ABC Language School is on the 9th floor, Empire Building.

นอกจากนี้ในการใช้ on บอกตำแหน่ง โดยมากมักใช้กับพื้นผิว เช่น

  • The picture is on the wall.
  • I left my key on the table.
  • I’ve just pasted the notice on the door.

สุดท้าย การใช้ at เราจะใช้กับการบอกบ้านเลขที่ บอกสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง ตำแหน่งย่อยๆที่รู้ได้ทันที ถ้าให้ไปหานี่หาเจอได้เลย เช่น

  • We are meeting at the café.
  • Jimmy’s house is at 55/6 soi Sukhumvit 39.
    (ถ้าไปตามบ้านเลขที่นี้ รับรองว่าเจอบ้านจิมมี่แน่นอน)
  • This year, the Asia Volleyball Championship will be held at Huamark stadium.
    (รู้ได้ทันทีว่าสนามกีฬาไหน)

สรุปก็คือ
in ใช้กับเวลาหรือสถานที่ที่ทั่วๆไป หรือความหมายกว้าง
on จะใช้ในความหมายที่แคบลงกว่า in แต่ก็ยังไม่แคบมากพอที่จะเฉพาะเจาะจงลงไปได้ แต่
at ใช้กับเวลาหรือสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง

หรือจะจำเอาสูตรนี้ไปใช้ก็ได้นะคะ in, on, at ก็คือ กว้าง, แคบ, เป๊ะ ฝึกใช้บ่อยๆนะคะ จะได้ใช้ได้คล่องๆ ถ้าไม่ฝึกใช้ สูตรไหนๆก็ช่วยไม่ได้นะคะ ^^

 Posted by at 12:10 pm
Mar 302015
 

การใช้บุพบท  in, on, at บอกเวลา

คำบุพบทหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า preposition  คือ  คำที่ใช้บอกตำแหน่ง  บอกสถานที่  บอกทิศทาง  แสดงการเคลื่อนไหว  หรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างคำนามหรือสรรพนามกับคำอื่นๆ ในประโยค   คำบุพบทในภาษาอังกฤษ มีเยอะแยะมากมายให้เลือกใช้จนลายตาเลยค่ะ  แต่คำที่เรามักนิยมใช้กันผิดบ่อยๆคือ  in, on, at  ที่ใช้ในการแสดงเวลา   เหตุผลหลักๆเลยก็คือ  เราแปลจากไทยเป็นอังกฤษแบบตรงตัวนั่นเองค่ะ มาดูวิธีการใช้กันค่ะ

in, on, at กับการบอกเวลา

1. In  –   ใช้กับ ปี  เดือน  ทศวรรษ  ศตวรรษ  ฤดูกาล  เช่น

  • I started working at AOT in 2002.
  • My sister was born in March.
  • It isn’t much cold here in the winter.

นอกจากนี้ยังใช้ in ในการบอกช่วงเวลา เช่น  in the morning, in the afternoon, in the evening

2. On  –   ใช้กับ  วันในสัปดาห์   วันที่  หรือวันเฉพาะในเทศกาลต่างๆ  เช่น

  • We usually have an English class on Monday.
  • My birthday is on July 14.
  • There’s a party at the Simpsons’ house on Christmas Day.

นอกจากนี้คนอเมริกันเขาใช้ on กับวันหยุดหรือ วันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยค่ะ  คือ on weekend, on holiday
ที่จะใช้ผิดกันบ่อยคือ  การใช้ on กับวันในสัปดาห์  เพราะเมื่อเราแปลเป็นไทย คือ ในวันจันทร์  ในวันอังคาร  บางคนก็อาจจะเลือกใช้  in Monday  in Tuesday ซึ่งผิดค่ะ เพราะคิดว่าถ้าคำว่า “ใน” ก็คือ in    และถ้าหากเราใช้วันในสัปดาห์โดยบอกช่วงเวลาไว้ด้านหลังก็ยังใช้ on เช่นเดิมค่ะ  เช่น  on Sunday morning, on Friday night

  • It’s not easy to get up early on Sunday morning.

และในการใช้ on บอกวันที่  ถึงแม้จะเอาเดือนขึ้นก่อน  แต่ถ้ามีวันที่ตามหลังก็ต้องใช้ on เช่นกันค่ะ

3. At  –  ใช้บอกเวลาตามนาฬิกา  เช่น

  • Simon always gets up at 5. 30 a.m.
  • The appointment is at 1 p.m.

นอกจากนี้ยังใช้กับสำนวน  at noon, at night, at midday, at midnight, at lunchtime, at sunrise, at sunset, at present, at the moment, at the same time  เช่น

  • I’ll see you at lunchtime.
  • I don’t eat anything at night.

**  ข้อควรระวังในการใช้คำบุพบทบอกเวลาคือ  คำแสดงเวลาบางคำไม่ต้องการบุพบท เช่น  today, tomorrow, yesterday  และคำบอกเวลาที่ขึ้นต้นด้วย  last, next, every, this เป็นต้น  เช่น

  • I went to Samui yesterday.
  • I met Susan this morning.
  • Sarah will go to Malaysia next week.
  • Patrick has a piano class every Saturday.

ภาษาอังกฤษมีกฎเยอะแยะไปหมด  ข้อยกเว้นก็มีมาก  แต่ถ้าใช้บ่อยรับรองว่าใช้ได้คล่องแน่ๆค่ะ ^^

 Posted by at 6:55 pm
Click to listen highlighted text!