Click to listen highlighted text!
May 242015
 

การใช้ Whose ในการตั้งคำถาม
“Whose”  คำนี้อ่านออกเสียงว่า  “ฮูส”  แปลว่า  “ของใคร”  การตั้งคำถามโดยใช้  whose มีโครงสร้างดังนี้ค่ะ

โครงสร้างที่ 1 :  Whose + คำนาม (s/es) + is/are +………..?

**  คำนามหลัง  whose  คือคำนามที่เราต้องการถามหาเจ้าของ  ถ้าคำนามเป็นพหูพจน์ก็ให้เติม s/es  มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

  • Whose mobile phone is that?         นั่นโทรศัพท์มือถือใคร
  • Whose shoes are those?         นั่นรองเท้าใคร

หลัง is หรือ are เราอาจจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ก็ได้  เช่น

  • Whose car is in the garage?    รถใครอยู่ในโรงรถ
  • Whose dress is red?            ชุดใครสีแดง

เวลาตอบก็ใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของ  ได้ทั้งที่เป็น  possessive adjective และ possessive pronoun  เช่น

A:  Whose jacket is this?
B:  It’s David’s. /  It’s mine.  /  It’s my jacket.

โครงสร้างที่ 2 :  Whose + คำนาม (s/es) + กริยาช่วย + ประธาน + กริยา
ในประโยคนี้มีคำกริยาหลักจึงต้องใช้กริยาช่วย    มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

A:  Whose bicycle did you ride yesterday?      เมื่อวานคุณขี่จักรยานของใคร
B:  I rode My dad’s bicycle.                ฉันขี่จักรยานของพ่อ

A:  Whose cell phone does Bill use?           บิลใช้โทรศัพท์มือถือของใคร
B:  He uses my cell phone.                เขาใช้โทรศัพท์ของฉัน

โครงสร้างที่ 3 :  Whose +  is / are + this/that/these/those + คำนาม (s/es)
เช่น

A:  Whose is this cat?        แมวตัวนี้ของใคร
B:  It’s Kate’s cat.             แมวตัวนี้ของเคท

** จะเห็นได้ว่า  Whose ใช้ได้ทั้งแบบที่เป็น  adjective คือมีนามตามหลังมาติดๆ  เช่น

  • Whose pen is this?

หรือ ใช้แบบ pronoun  คือไม่มีนามตามหลัง  เช่น

  • Whose is this pen?

ลองไปฝึกใช้กันดูนะคะ ^^

 Posted by at 9:12 pm
May 222015
 

การใช้  who, whom ในการตั้งคำถาม

Who กับ Whom  มีหลายคนงงว่าใช้ยังไง  ในกรณีนี้จะพูดถึงเฉพาะการนำมาตั้งคำถามนะคะ   Who กับ Whom  แปลว่า  “ใคร”   โดย

Who ———–  ตั้งคำถามที่เป็นประธาน
Whom ——— ตั้งคำถามที่เป็นกรรม

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจคำว่าประธาน กับ กรรม กันก่อน    ประธานคือผู้แสดงการกระทำ  ส่วน กรรม  คือผู้ถูกกระทำ   ลองเปรียบเทียบจากสองประโยคนี้ค่ะ

“ใครให้เงินคุณ?”          “คุณให้เงินกับใคร?”

ประโยคแรก  “ใครให้เงินคุณ?”    ใครเป็นประธาน  เพราะทำกริยา ให้   ฉะนั้นประโยคนี้เวลาจะถามต้องใช้  who  คือ

  • Who gave money to you?

ประโยคที่สอง  “คุณให้เงินกับใคร ?”    ใครเป็นกรรม  เพราะถูกให้เงิน  (รับการกระทำ)  เวลาถามประโยคนี้ต้องใช้  whom  คือ

  • Whom did you give money?

โครงสร้างในการตั้งคำถามที่ใช้  who  มักจะเป็น

Who + คำกริยา + (กรรม) + ………….?

เพราะเมื่อ who  ใช้ตั้งคำถามที่เป็นประธาน  ก็สามารถตามด้วยกริยาได้เลย  โดยเรียงลำดับคำเหมือนประโยคบอกเล่า   เช่น

  • Who loves you?
  • Who is sitting next to Josh?
  • Who ate my cake in the fridge?

แต่  Whom จะมีโครงสร้างดังนี้

Whom + กริยาช่วย + ประธาน + กริยา + …..?

แต่เมื่อใช้  Whom ในการสร้างประโยคคำถาม จะเรียงโครงสร้างเหมือนประโยคคำถามทั่วไปคือ   กริยาช่วยมาก่อนประธาน  เช่น

  • Whom were you talking to when I arrived here?
  • Whom did you see last night?
  • Whom will you go with?

แต่ถ้าเป็นภาษาพูดทั่วๆไป  ฝรั่งอาจจะใช้ who แทน whom ไปเลยก็ได้ ไม่แยกว่าใครเป็นประธานเป็นกรรมให้วุ่นวาย  เพราะเข้าใจได้เหมือนกัน (ฝรั่งเขาก็แอบขี้เกียจนะเออ!)  แต่ถ้าจะให้เป๊ะไวยากรณ์จริงๆ  ก็จะแยกใช้ who กับ whom  ค่ะ  ส่วนใหญ่มักเจอในภาษาเขียนมากกว่า  เพราะเวลาพูดการจะมาแยก ประธาน กรรม แล้วต้องมาเรียงประโยคอีก  ลำดับคำอีก  กว่าจะพูดจบคนฟังก็ไปซะแล้ววววว  เอาที่สบายใจเถอะค่ะ ^^

 Posted by at 10:14 am
May 222015
 

การใช้  what  ในการตั้งคำถาม

การตั้งคำถามในภาษาอังกฤษมี 2 ประเภทคือ คำถามแบบ yes/no question  และ  คำถามแบบ wh-question ซึ่งต้องการคำตอบที่บอกรายละเอียด  และคำแสดงคำถามแบบ wh-question ที่นึกถึงเป็นคำแรกๆเลยคือคำว่า what   ซึ่งใครๆก็รู้ว่า แปลว่า “อะไร”   แต่พอจะเอามาใช้ตั้งคำถามนี่สิ!!  มันก็เริ่มต้นไม่ค่อยจะถูก   เรามาดูโครงสร้างการตั้งคำถามโดยใช้ what กันค่ะ

1. What +v. to be +คำนาม?
ส่วนใหญ่เรามักจะใช้โครงสร้างนี้ในการถามชื่อ  ถามที่อยู่  ถามอาชีพ  ถามสัญชาติ หรืออื่นๆ เช่น

  • What is your name?        คุณชื่ออะไร
  • What are their names?    พวกเขาชื่ออะไรกันบ้าง
  • What is your nationality?    สัญชาติของคุณคืออะไร
  • What is your father?        พ่อของคุณเป็นอะไร (ทำอาชีพอะไร)
  • What is the biggest animal in the world?   สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคืออะไร

2.  What + กริยาช่วย +  ประธาน + กริยาแท้….?
กริยาช่วยและกริยาแท้ในที่นี้จะเปลี่ยนไปตาม tense  เช่น

  • What are you talking about?    คุณกำลังพูดเรื่องอะไร
  • What does she like to eat?        หล่อนชอบกินอะไร
  • What does your father do?     พ่อของคุณทำอาชีพอะไร
  • What will you do in next 5 years?  คุณจะทำอะไรในอีก 5 ปีข้างหน้า

3.  เราสามารถใส่ คำนาม ตามหลัง what ได้  คือ    what + noun    ในกรณีที่เราต้องการถามว่า   (นาม)อะไรที่….?  เช่น

  • What color do you like?            สีอะไรที่คุณชอบ
  • What color is your car?            รถของคุณสีอะไร
  • What kind of job do you want?        งานแบบไหนที่คุณต้องการ
  • What size is this shirt?            เสื้อเชิ้ตตัวนี้ไซส์อะไร
  • What day is today?                วันนี้วันอะไร

** ในกรณีนี้อาจจะใช้ which แทน what ก็ได้   Which สามารถตามด้วย สิ่งของหรือคนก็ได้ คือ Which + สิ่งของ/คน  เช่น

  • Which doctor did you see, Dr. Ellis or Dr. Smith?
    เธอไปหาหมอคนไหนมา ดร. เอลลิส หรือ ดร. สมิธ
  • Which way shall we go?
    เราจะไปทางไหนกันดี

What จะให้ความหมายที่กว้างกว่า which  โดยที่ถ้าเราใช้ which มักจะมีให้เลือกอยู่ไม่กี่อย่าง

 Posted by at 10:10 am
May 222015
 

adverb clause

Adverb clause หรือมีอีกชื่อว่า adverbial clause  คืออะไร?  คืออนุประโยคที่รวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่ขยายคำกริยาหลักของประโยค  แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว adverb clause ก็คือ dependent clause นั่นเอง

พูดถึง adverb clause ก็งงแล้ว ยังมี dependent clause มาอีก  ยิ่งดับเบิ้ลงงเลย!!  มาทำความเข้าใจ clause กันก่อนค่ะ

Main clause หรือ independent clause คือ  ประโยคที่มีประธานและกริยาหรืออาจจะมีกรรมหรือส่วนขยายต่อท้ายก็ได้ และที่สำคัญคือเป็นประโยคสมบูรณ์ในตัวเอง อยู่เดี่ยวๆได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร   เช่น

  • I’m taking a leave today.
    “ฉันจะลาหยุดวันนี้”

ประโยคนี้อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ความหมายสมบูรณ์ในตัวของมัน

Dependent clause คือประโยคที่ต้องพึ่งพาอาศัยประโยค main clause เพื่อมาทำให้ความหมายสมบูรณ์  ไม่อย่างนั้นเราจะไม่เข้าใจ เพราะความหมายครึ่งๆกลางๆ  เช่น

  • Because I’m sick.
    “เพราะฉันป่วย”

อ่านแล้วก็ไม่จบ  ค้างๆคาๆว่า  ป่วยแล้วยังไง?  ป่วยแล้วเป็นยังไงต่อ?   แต่ถ้าเอาไปรวมกับประโยคหลัก

  • I’m taking a leave today because I’m sick.
    ฉันลาหยุดเพราะไม่สบาย

(ประโยคนี้ได้ใจความสมบูรณ์เลย)

สรุปคือ dependent clause ไม่สามารถอยู่ลำพังได้  ต้องไปอาศัยประโยคหลักเขาอยู่ด้วย  จากที่บอกไปแล้วข้างต้น dependent clause ก็คือ adverb clause นั่นเอง เพราะฉะนั้น dependent clause มีลักษณะอย่างไร  adverb clause ก็เหมือนกัน   ลักษณะของ adverb clause หลักๆมีดังนี้ค่ะ

1. adverb clause มักจะขึ้นต้นด้วย subordinating conjunction  (คำเชื่อม)  ซึ่งจะแยกย่อยไปตามกรณีได้อีก ตัวอย่างของ subordinating conjunction แยกตามประเภทก็ตามนี้

  • adverb clause บอกเวลา  :  when, while, before, after, whenever, as, until, as soon as, since, etc.
  • adverb clause บอกสถานที่ :  where, wherever
  • adverb clause บอกลักษณะอาการ  :  as, as if, as though
  • adverb clause บอกเหตุผล :  because, as, since, whereas, seeing that, due to the fact that
  • adverb clause แสดงความขัดแย้ง : although, though, even though, however, despite the fact that, in spite of the fact that
  • adverb clause แสดงเงื่อนไข : if, unless, if only, supposing (that), providing (that)

2. adverb clause จะประกอบด้วยประธานและกริยา เหมือนประโยคทั่วไป แต่ยังไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์
3. adverb clause จะอยู่โดดๆไม่ได้ เพราะใจความจะไม่สมบูรณ์ พูดง่ายๆคือ ไม่รู้เรื่องนั่นเอง!!

ตัวอย่าง adverb clause

  • As this is the first time she has visited Bangkok, she is very excited.
    เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาเที่ยวกรุงเทพฯ เธอเลยรู้สึกตื่นเต้น

ส่วนที่ขีดเส้นใต้เป็น adverb clause ที่ขึ้นต้นด้วย as เพื่อแสดงความเป็นเหตุเป็นผล  และแน่นอนว่าถ้าตัดประโยคด้านหลังออกนี่ไม่รู้เรื่องแน่นอน

  • Call me as soon as you arrive there.
    โทรหาด้วยทันทีที่ถึงที่นั่น

Adverb clause คือส่วนที่ขีดเส้นใต้ ขึ้นต้นด้วย as soon as เพื่อบอกเวลา

** คราวนี้ไปเจอประโยคแบบนี้ที่ไหน เราก็จะเรียกถูกแล้วล่ะว่า อันนี้คืออะไร มีความสำคัญหรือวิธีใช้ยังไง

 Posted by at 10:03 am
May 222015
 

Part of speech

Part of speech  คือ ชนิดของคำในภาษาอังกฤษ เช่น คำนาม คำกริยา ฯลฯ  ซึ่งไม่ใช่แกรมม่าร์เรื่องใหม่ในภาษาอังกฤษแต่อย่างใด  เป็นแกรมม่าร์พื้นฐานเสียด้วยซ้ำ  เพียงแต่เรารู้จัก part of speech แบบแยกส่วน  เพราะพอเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษ ก็เริ่มกันที่การทำความรู้จักกับคำนาม  คำกริยา  คำคุณศัพท์กันไปเลย  โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่ามันคือส่วนประกอบของ part of speech

Part of speech ประกอบไปด้วย  8  ชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดก็แตกย่อย ออกลูกออกหลานกันไปอีกมากมาย คำในภาษาอังกฤษที่เราใช้ๆกันอยู่จะเป็นหนึ่งในแปดชนิดนี้   มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1.  Noun (คำนาม)   คือ  คำที่ใช้เรียกแทน คน สัตว์ สิ่งของ   ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้  ห้อง  หนังสือ  ชื่อคน  ชื่อโรงพยาบาล  ชื่อภูเขา  ล้วนเป็นคำนามทั้งสิ้น
เมื่อมีคำนามแล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง?  คำนามทำหน้าที่เป็นประธาน  เป็นกรรม และเป็นส่วนเติมเต็มในประโยค  เช่น

  • The cat is wagging its tail.    แมวกำลังกระดิกหางของมัน

The cat เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  ส่วน tail เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยค

  • She is the leader of our group.

The leader of our group เป็นกลุ่มคำนามโดยมีนามหลักคือคำว่า leader  ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของประโยค

2.  Pronoun (คำสรรพนาม)  คือคำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อจะได้ไม่พูดนามนั้นซ้ำ หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูดหรือสิ่งที่เราไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าคืออะไร  ทำหน้าที่เป็นประธานก็ได้ หรือเป็นกรรมก็ได้  เช่น

  • The children are in the room. They are cleaning up the room.
    (They แทนคำนาม The children)
  • Nobody comes with me.
    (Nobody เป็นประธาน  แทนคำนามที่ไม่เฉพาะเจาะจง)

3. Verb (คำกริยา)  คำกริยาคือคำที่แสดงกริยาอาการหรือการกระทำในประโยค  เช่น

  • He’s playing football.
    (play  แปลว่า เล่น   แสดงการกระทำในประโยค ถือเป็นส่วนสำคัญในประโยค  ถ้าประโยคขาดกริยาจะถือว่าประโยคนั้นไม่สมบูรณ์)

4. Adjective (คำคุณศัพท์)  คือคำที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม  เน้นว่า ขยายนามเท่านั้นไม่ขยายอย่างอื่น  เมื่อทำหน้าที่ขยายนาม  ตำแหน่งของคำคุณศัพท์ในประโยคจึงต้องอยู่หน้านาม  หรือในบางกรณีจะตามหลัง verb to be และ linking verb  เช่น

  • Susan isn’t a fat woman.
  • She looks upset.

5. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)  คือคำที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยา  เช่น

  • Tony always drives carefully.
    (carefully เป็น adverb ทำหน้าที่ขยายกริยา drive)

นอกจากขยายกริยาแล้ว  ยังขยายคำคุณศัพท์หรือขยายกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเองได้อีกด้วย  เช่น

  • It was so hot yesterday.
    (so เป็น adverb ขยายคำคุณศัพท์ hot)
  • She ran very fast.
    (very เป็น adverb ขยายคำกริยาวิเศษณ์  fast)

6.  preposition  (คำบุพบท)  คือคำที่ใช้บอกตำแหน่ง  บอกสถานที่  บอกทิศทาง  แสดงการเคลื่อนไหว  หรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างคำนามหรือสรรพนามกับคำอื่นๆ ในประโยค  เช่น

  • The cat is lying on the floor.
  • I went to Marry’s wedding party with my family.

7.  Conjunction  (คำเชื่อม)  คือคำที่ใช้เชื่อมระหว่าง คำกับคำ  กลุ่มคำกับกลุ่มคำ หรือประโยคกับประโยค  เช่น

  • I went to bed late last night, so I got up late this morning.
  • I usually have bread and cereal for breakfast.

8.  Interjection (คำอุทาน)  คำอุทานคือคำที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกที่หลากหลาย ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น  มักใช้ในภาษาพูด  เช่น

  • Oh!   Ouch!  Eh!  Hey!  Hello!   Oh dear!
  • Oh dear! Does it hurt?

Part of speech ทั้ง 8  ชนิดนี้ เชื่อว่าหลายคนรู้จักกันอยู่แล้ว เรียนกันมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร  หรือคำๆนี้เรียกว่าคำอะไร   การที่เรารู้จักชนิดของคำจะทำให้เราไม่วางคำมั่วซั่วสะเปะสะปะในประโยค  นึกจะวางตรงไหนก็วาง เพราะแต่ละคำมีหน้าที่ มีตำแหน่งของมันในประโยค  ถ้าเราเข้าใจพื้นฐาน  ไม่ว่ามันจะแตกแยกย่อยออกไปมากแค่ไหนก็เข้าใจได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ ^^

May 192015
 

การใช้ May & Wish ในการอวยพร

ช่วงเทศกาลทีไร ก็เป็นช่วงที่หลายคนหาซื้อของขวัญ ของฝากกันให้วุ่น และที่จะลืมไม่ได้เลยคือ “คำอวยพร” ที่ต้องแนบไปพร้อมกับของขวัญชิ้นงามๆ นั้น แต่!! ก็อีกนั่นแหละ จะอวยพรใครทั้งทีก็นึกคำอวยพรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มยังไง และบ่อยครั้งที่เคยเห็นใช้ผิดกัน
เวลาอวยพร ซึ่งอาจจะอวยพรแบบทางการสักหน่อย เรามักจะเห็นคำว่า Wish และ May แต่สองคำนี้มีโครงสร้างประโยคในการใช้ที่แตกต่างกันค่ะ
มาดูที่ wish กันก่อนค่ะ ที่เห็นผิดบ่อยๆคือ มักจะเขียนกันว่า I wish you are happy. I wish you are successful. ซึ่งมันผิดค่ะ!! เวลาใช้ wish จะมีสูตรโครงสร้างดังนี้

I + wish + คน + Noun / Noun phrase (คน ในที่นี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็น you)

เช่น

  • I wish you a happy birthday.
  • I wish you success throughout the year.
  • I wish you a wonderful holiday.

บางที่อาจจะใช้คำว่า wishing ก็ได้ค่ะ โครงสร้างเหมือนกับ wish เลย เช่น

  • Wishing you happiness and prosperity.
  • I’m wishing you all the best in your life.

มาดูทางฝั่ง May กันบ้าง เรามักจะใช้ May ขึ้นต้นประโยค สูตรโครงสร้างเป็นแบบนี้ค่ะ

May + you + V1
เช่น

  • May you be happy and joyful. (ประโยคนี้ V1 คือ be)
  • May you succeed in your life. (ประโยคนี้เราใช้ succeed ที่เป็นคำกริยา ไม่ใช้ success ที่เป็นคำนาม)
  • May you have a happy married life.

หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินว่า May god bless you. ก็ใช้โครงสร้างเดียวกันค่ะ

** ขอแถมอีกคำที่ใช้ได้ในการอวยพร คือคำว่า hope แปลว่า “ขอให้คุณ…..” เราใช้ hope โครงสร้างเดียวกับการใช้ may คือ

hope + present simple tense
เช่น

  • I hope you have a great wedding day.
  • I hope you have a wonderful holiday.
  • Hope you have a good journey.
  • I hope you are happy and joyful.

** ในการอวยพรแบบไม่เป็นทางการ เรามักจะใช้ Have หรือ Enjoy ค่ะ เช่น

  • Have a good trip.
  • Have a safe flight.
  • Have a nice party.
  • Enjoy your holiday.
  • Enjoy your class.

ใกล้เทศกาลอีกแล้ว! เตรียมเขียนคำอวยพรกันไว้ได้เลยค่ะ ^^

 Posted by at 11:12 pm
May 192015
 

Fragment ในภาษาอังกฤษคืออะไร

ปัญหาหนึ่งที่พบว่าการเขียนภาษาอังกฤษมันยากก็คือ คนไทยจะเขียนประโยคที่ไม่สมบูรณ์เขียนเสร็จก็รีบใส่จุด full stop ทันทีโดยคิดว่านั่นคือประโยคที่ใช้ได้แล้ว สมบูรณ์แล้ว ประโยคที่ขาดๆ ไม่สมบูรณ์นี้เรียกว่า Fragment ซึ่งเป็นเพียงวลี หรือกลุ่มคำแต่ยังไม่เป็นประโยค ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าประโยคที่สมบูรณ์ในภาษาอังกฤษจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ ต้องมีประธาน และ ต้องมีกริยา หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปถือว่าไม่เป็นประโยคสมบูรณ์ ยกเว้นประโยคคำสั่งที่มีแต่กริยาขึ้นต้นประโยคได้ และประโยคที่สมบูรณ์จะต้องไม่ทำให้ผู้อ่านเกิดสับสนหรือเกิดค้างคาในความหมายของประโยค มาดูตัวอย่าง Fragment กันค่ะ

1. Bangkok which is the capital city of Thailand.
2. I like listening to music. And like singing a song.
3. This evening, we won’t go out. Because it’ s raining.

ประโยคแรกขาดกริยา ถึงแม้จะมีคำว่า is อยู่ แต่ is เป็นกริยาของประโยคย่อยที่มาขยาย Bangkok

ประโยคที่สอง ตรงส่วนที่ขีดเส้นใต้เป็น fragment เพราะขาดประธาน
ประโยคที่สาม ส่วนที่ขีดเส้นใต้ ถ้าดูดีๆก็มีครบทั้งประธานและกริยา แต่มันมี because มานำหน้านี่สิ!! ประโยคนี้แปลว่า “เพราะฝนกำลังตก” ก็ทำให้ผู้อ่านเกิดคำถามว่า ฝนตกแล้วทำไม? ฝนตกแล้วมันยังไง? ไม่ได้ใจความสมบูรณ์ในประโยค
Fragment ในประโยคเกิดได้หลายแบบ ดังต่อไปนี้ค่ะ

(1.) dependent clauses fragment : dependent clause คือประโยคที่ไม่สามารถอยู่ได้โดยอิสระ ต้องไปพึ่งพาประโยคอื่น ประโยคเช่นนี้มักมี คำเชื่อมหรือ subordinating word นำหน้า ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์ เช่น

  • After I talked to him.

ประโยคนี้เป็น fragment เพราะมีคำเชื่อม after อยู่ข้างหน้า และใจความของประโยคก็ยังไม่ครบถ้วน เพราะหลังจากที่ฉันคุยกับเขา แล้วเป็นยังไงต่อ? ยังเกิดคำถามค้างคาอยู่ วิธีการแก้คือ ต้องเพิ่มประโยคอื่นเข้าไปอีกประโยคให้ได้ใจความ เช่น

  • After I talked to him, he decided to help us.

(2.) fragment ที่ขาดประธาน เช่น

  • Mike hates eating vegetable. But likes eating carrot.

ประโยคที่ขีดเส้นใต้เป็น fragment เพราะขาดประธาน วิธีการแก้ก็คือรวมประโยคแรกและประโยคที่สองเข้าด้วยกันซะ เพราะประธานคือคนๆเดียวกัน

  • Mike hates eating vegetable but likes eating carrot.

(3.) fragment ที่เป็นส่วนขยาย fragment ในลักษณะนี้ผู้เขียนมักแยกเอาส่วนขยายออกมาซึ่งไม่ถือเป็นประโยคสมบูรณ์ เช่น

  • Tehran is the capital city of Iran. Formerly called Persia.

ประโยคที่ขีดเส้นใต้ เป็นวลีที่มาขยายคำนาม Iran วิธีการแก้ก็คือแค่รวมเอา fragment เข้าไปกับประโยคแรก ดังนี้

  • Tehran is the capital city of Iran, Formerly called Persia.

(4.) fragment ที่ขาดกริยาหลัก เช่น

  • Learning English as a second language.

ประโยคนี้ขาดกริยาหลักของประโยค ถึงแม้ประโยคนี้จะมี learning ที่ดูเหมือนคำกริยาแต่จริงๆแล้วเป็น V-ing ที่ทำหน้าที่เสมือนคำนาม แปลว่า “การเรียน” วิธีการแก้ก็คือหาคำกริยาใส่เข้าไป คือ

  • Learning English as a second language is important nowadays.

เวลาเขียนประโยคหรือเขียน paragraph จึงต้องระวังไม่ให้เขียน fragment เพราะจะทำให้งานเขียนของเราขาดความสละสลวยทางไวยากรณ์ค่ะ ^^

 Posted by at 10:58 pm
May 142015
 

ตีแผ่การใช้  whether อย่างมืออาชีพ!

คำว่า whether  เป็นคำเชื่อม  ความหมายตามท้องเรื่องแปลว่า “หรือไม่” แต่ใช้ยังไงก็ยังใช้ไม่ค่อยจะถูกซักที  เป็นคำที่ไม่ค่อยจะคุ้นซักเท่าไหร่ วิธีการเอาไปใช้นี่ก็ไม่ธรรมดานะ ถึงกับต้องแยกเป็นข้อๆเลยทีเดียว  มาดูกันค่ะ

1.  ใช้เพื่อเลือกว่าจะทำ A หรือ B  เช่น

  • I’m wondering whether he explains everything to me or just keeps silence.
    ฉันกำลังสงสัยว่าเขาจะอธิบายทุกอย่างให้ฉันฟังหรือจะปิดปากเงียบ
  • I’m deciding whether I go on or give up.
    ฉันกำลังตัดสินใจว่าฉันจะทำต่อหรือจะเลิก

** ในกรณีที่คนที่เลือกจะทำเป็นคนๆเดียวกับคนที่คิดหรือตัดสินใจหรือสงสัย พูดง่ายๆคือคนเดียวกับประธานหลัก  เราสามารถละประธานหลัง whether ได้ค่ะ แต่ใส่   “to”  เข้าไปแทน  เช่น

  • I’m deciding whether I go on or give up.
    =    I’m deciding whether to go on or give up.
  • Laila’s thinking whether she works in a company or runs her own business.
    =     Laila’s thinking whether to work in a company or run her own business.

2.  ใช้เพื่อเลือกว่าจะทำ A  หรือไม่ทำ A  เช่น

  • He asked me whether we have to move to London.
    เขาถามฉันว่าพวกเราจำเป็นต้องย้ายไปลอนดอนหรือเปล่า
  • I don’t know whether I should accept his invitation.
    ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะรับคำเชิญของเขาหรือไม่

** ในกรณีนี้เราสามารถละคนที่ต้องเลือกได้เช่นเดียวกับข้อแรก  คือใส่ to เข้าไปหลัง whether

3.  ใช้ในความหมายว่า “ไม่ว่า”  โดย ไม่ว่า A หรือ B ยังไงๆก็จะทำ C หรือไม่มีผลต่อ C  เช่น

  • Whether I work or study, I always do my best.
    ไม่ว่าฉันจะทำงานหรือจะเรียน ฉันก็มักจะทำให้ดีที่สุดเสมอ

4. ใช้ในความหมายว่า “ไม่ว่า” เช่นกันแต่เป็น  “ไม่ว่าจะทำ A หรือไม่ทำ A ก็ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น  เช่น

  • Whether my dad allows or not, I will go anyway.
    ไม่ว่าพ่อจะอนุญาตหรือไม่ ฉันก็จะไปอยู่ดี
  • Whether she loves me or not, I will marry her.
    ไม่ว่าหล่อนจะรักผมหรือไม่  ผมก็จะแต่งงานกับเธอ

**  ในข้อที่ 4 นี้เป็นการบอกว่า ไม่ว่าจะ A หรือไม่ A  ฉันก็จะทำหรือไม่ทำ B อยู่ดี เราต้องใส่ or not เข้าไปเพื่อให้ประโยคได้ใจความสมบูรณ์  ส่วนในข้อที่ 2  เลือกว่าจะทำ A หรือไม่ทำ A เหมือนกัน  แต่เราไม่จำเป็นต้องใส่ or not ก็ได้  ถ้าใส่ก็เพื่อเป็นการเน้นสิ่งที่จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น

**  ในการแยกว่า whether ที่เราอ่านเจอเป็นแบบไหน สิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากคือบริบทหรือ context ที่อยู่รอบๆค่ะ  เพราะมันจะบอกเราได้ว่า whether ในประโยคนี้ต้องการสื่ออะไร

 Posted by at 10:44 pm
May 142015
 

การใช้ It
อันที่จริงการใช้  It มันก็ไม่น่าจะมีอะไรเยอะแยะ  ก็แค่สรรพนามที่ใช้แทน สัตว์หรือสิ่งของที่เป็นเอกพจน์   ที่รู้มามันก็ใช่ แต่ประโยชน์ของ It มันธรรมดาซะที่ไหน!!  มันเอาไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบดังนี้ค่ะ

1.  It  เป็นสรรพนามใช้แทน สัตว์ สิ่งของ หรือ สถานที่  เช่น

  • I like this house. It is the place where I was born.
  • Have you seen my cake? I bought it yesterday.

**  แต่ It สามารถใช้กับคนได้ในบางกรณี คือ กรณีที่เป็นเด็กทารกแล้วเราไม่รู้เพศที่แน่นอน  หรือพูดโดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศของเด็ก  เราสามารถใช้ It  ได้  เช่น

  • The baby is in that room. It’s crying.
  • My aunt delivered her baby this morning. It weighs 2225 grams.

2.  ใช้เกี่ยวกับอากาศ ระยะทาง เวลา  เช่น

  • It’s very hot out there today.

** เวลาพูดถึงอากาศเราจะไม่ใช้ I’m hot   หรือ  I’m cold  แต่ใช้ It แทนนะคะ

  • It’s half past six.
  • It’s raining too much to go out tonight.
  • It’s 100 meters to the resort.

3.  ใช้เป็นประธานของ verb to be ตามด้วย to infinitive หรือ that clause โดยส่วนมากมักจะอยู่ในรูปโครงสร้าง

It is + adjective + to…………
หรือ    It is + adjective + that……

เช่น

  • It’s quite difficult to forget someone you love.
  • It’s not necessary that you protest every time I say something.

4.  ใช้ในสำนวนประโยคของ passive voice  เช่น

  • It is said that………         กล่าวกันว่า
  • It is believed that……….    เชื่อกันว่า
  • It is hoped that………    หวังกันว่า
  • It is understood well that……     เป็นที่เข้าใจกันดีว่า

เช่น

  • It is said that he has moved to Madrid since last May.
  • It is believed that Picasso completed 50,000 art works during his life.

เห็นมั๊ยคะว่า It มันเอาไปใช้ได้มากกว่าการนำไปแทน สัตว์ สิ่งของ หรือ สถานที่แค่นั้น

 Posted by at 10:38 pm
May 142015
 

ประโยค If-clause

ประโยค If-clause ก็คือประโยคเงื่อนไข คือถ้าทำอย่างนั้น ผลจะเกิดเป็นอย่างนี้  ประโยค If-clause ที่ร่ำเรียนกันมา  หรือที่ควรจะรู้จักก็มีอยู่ 3 แบบ ด้วยกันค่ะ  เกณฑ์ในการแบ่งก็ตามเงื่อนไขและเวลา  แต่ก่อนจะไปดูว่า 3 แบบนี้มีอะไรบ้าง เราลองมาทำความรู้จักกับหน้าตาของประโยค If-clause กันก่อน ประโยค If-clause ประกอบด้วยสองส่วนคือส่วนที่มี If  หรือประโยคที่เป็นเหตุ  และอีกส่วนจะไม่มี if คือประโยคที่เป็นผล  เช่น

  • If my son passes his exam, I will buy him a guitar.

ประโยคที่มี If คือประโยคเหตุ  “ถ้าลูกชายสอบผ่าน”  ส่วนที่สองคือประโยคผล “ฉันจะซื้อกีตาร์ให้ลูก”   นี่คือเงื่อนไขที่ผู้พูดได้สร้างไว้
สองส่วนนี้สามารถสลับตำแหน่งกันได้  แต่ถ้า If อยู่ด้านหน้า จะต้องมีเครื่องหมายคอมมา  (,) คั่นตรงกลาง  แต่ถ้าเอาส่วนที่เป็นผลขึ้นก่อน (คือส่วนที่ไม่มี if)ก็ไม่ต้องใส่คอมมา เช่น

  • I will buy my son a guitar if he passes his exam.

1. ประโยค If-clause แบบที่ 1 คือ  ประโยคเงื่อนไขที่อาจจะเป็นไปได้ในปัจจุบัน  เวลาพูด If-clause แบบที่ 1 นี้ ส่วนใหญ่โอกาสจะเป็นไปได้สูง  เงื่อนไขเวลาคือปัจจุบันดังนั้น tense ที่จะมาเกี่ยวข้องก็หนีไม่พ้น  present simple tense แน่นอนค่ะ เพราะมันเป็น tense ที่บอกข้อเท็จจริง   present simple จะไปใช้ในประโยคที่มี if หรือประโยคเหตุ  ส่วนประโยคผลเราใช้ เป็น future simple ค่ะ  โครงสร้างเป็นแบบนี้

If + Present simple, Subject + will + V1

เช่น

  • If I finish my work before 6 o’clock, I will pick you up.
    ถ้าฉันทำงานเสร็จก่อนหกโมง ฉันจะไปรับ
  • What will you do if she refuses your proposal?
    คุณจะทำยังไงถ้าเธอปฏิเสธการขอแต่งงาน

** ในส่วนของประโยคที่มี if  อาจจะใช้ present tense อื่นๆก็ได้  เช่น present continuous ตามแต่สถานการณ์  เช่น

  • If you’re trying to be normal, you will never know how amazing you can be.

2.  ประโยค If-clause แบบที่ 2  คือ  ประโยคเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน  พูดง่ายๆคือสิ่งที่เราสมมติหรือมโนขึ้นมาเอง  เช่น ถ้าฉันเป็นเธอ หรือ ถ้าฉันเป็นนก หรือ ถ้าฉันมีเงินพันล้าน  อะไรประมาณนี้ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ หรือเป็นไปได้ยากมากๆ  ก็เข้าข่ายแบบที่ 2  นี้เลยค่ะ  ส่วน tense ที่จะใช้ใน If-clause แบบที่ 2 นี้ก็คือ past simple ค่ะ  ที่ใช้ tense ที่เป็นอดีต  เพราะเหตุการณ์นี้เราพูดในปัจจุบันแทนที่จะเป็น present simple  แต่มันดันเป็นความจริงในปัจจุบันที่เป็นไปไม่ได้ก็เลยทำให้ความจริงผิดเพี้ยนไป  จึงใช้ past simple แทน  เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันคือสิ่งที่เพี้ยนไปจากความเป็นจริงนั่นเอง!!

โครงสร้างของ If-clause แบบที่ 2 คือ

If + past simple , Subject + would + V1

เช่น

  • If I had a private jet, I would go to Switzerland.
    ถ้าฉันมีเครื่องบินส่วนตัว ฉันจะสวิซเซอร์แลนด์
  • If you were the Prime Minister, what would you change about this country?
    ถ้าคุณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณจะเปลี่ยนอะไรในประเทศนี้

**  มีข้อยกเว้นนิ๊ดนึงตรงที่  ถ้าหากว่าประธานเป็น I, she, he กริยาจากที่เคยใช้ I was, she was, he was ก็จะเปลี่ยนเป็น I were, she were, he were นะคะ   เฉพาะในประโยคเงื่อนไขเท่านั้น  (จำง่ายๆว่า  ไหนๆมันก็เป็นเรื่องสมมติแล้ว เราก็สมมติให้ were ใช้กับ I, she, he ได้ก็แล้วกัน เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เราพูดมันตรงข้ามกับความเป็นจริง)

  • If Leon’s mother were alive, she would still be a professor in Oxford University.

3. If-clause แบบที่ 3 นี้ คือ ประโยคเงื่อนไขที่แสดงความเป็นไปไม่ได้ในอดีต หรือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น หรือถ้ามันเกิดขึ้นก็สมมติว่ามันไม่เกิดขึ้น Tense ที่ใช้เราจะใช้ past perfect tense  โครงสร้างหน้าตามันเป็นแบบนี้

If + past perfect, Subject + would have + V3

เช่น

  • If I had set my alarm clock, I wouldn’t have got up late.
  • I and Jack wouldn’t have known each other if he hadn’t been my brother’s friend.

** วิธีการจำว่า If-clause แต่ละแบบใช้ tense อะไรให้เรานึกถึงหลักความเป็นจริงคือ แบบที่ 1 เป็นไปได้ในปัจจุบัน ใช้ present simple ธรรมดา  แต่แบบที่ 2 และ 3 เป็นเรื่องสมมติขึ้นมา ฉะนั้นเราจะถอย tense ไปหนึ่ง tense เพื่อแสดงว่ามันคือการสมมติ คือ  แบบที่ 2 เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน  จาก present เราเปลี่ยนเป็น past simple  และ แบบที่ 3  เป็นไปไม่ได้ในอดีต  จากคำว่า อดีตมันควรจะเป็น past simple เราก็ถอยไปเป็น past perfect ซะ  ลองเอาไปใช้ดูค่ะ ^^

 Posted by at 10:34 pm
Click to listen highlighted text!