Jun 252018
 

คำกริยาในกลุ่มที่แปลว่า  ทำให้–   เวลาใช้อย่าสับสนนะ

กริยาบางกลุ่มเวลานำไปใช้อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดหรือแปลสับสนได้  ลองดูตัวอย่างประโยคนี้นะคะ

  • My little brother always annoys me.

ประโยคนี้ถ้าบางคนแปลแบบผ่านๆก็อาจจะแปลได้ว่า  น้องชายของฉันรำคาญฉัน  แต่จริงๆแล้วมันแปลได้ว่า  น้องชายของฉันทำให้ฉันรำคาญ        ลองมาดูอีกประโยคนึงค่ะ  เป็นคำที่เรารู้จักกันดีแล้วกันคือคำว่า   interest

  • This film doesn’t really interest me.

ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่า  ฉันไม่ได้สนใจหนังเรื่องนี้  แต่จริงๆแล้วประโยคนี้แปลว่า  หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ฉันสนใจเลย

จากตัวอย่างทั้งสองประโยคนี้สังเกตเห็นความเหมือนกันอย่างนึงคือ  ตรงกริยาจะแปลว่า  ทำให้(รู้สึก)…….   ดังนั้นเวลาแปลเราจะต้องระวังว่า  อะไรทำให้รู้สึกอย่างไรกันแน่      ตัวอย่างของกริยาในกลุ่มนี้คำอื่นๆคือ         amaze, disappoint, confuse, bore, excite, scare, terrify, satisfy, frustrate, depress, fascinate, etc.   และยังมีอีกหลายคำค่ะที่อยู่ในกลุ่มนี้  ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

  • The result amazes me a lot.
    ผลลัพธ์ทำให้ฉันประหลาดใจมาก
  • I don’t want to disappoint you.
    ฉันไม่ต้องการที่จะทำให้คุณผิดหวัง
  • You often confuse me.
    คุณทำให้ผมสับสนอยู่บ่อยๆ

กริยาในกลุ่มนี้นะคะสามารถทำให้เป็น adjective ได้โดยการเติม –ed  หรือ –ing ไปข้างหลัง  แต่การเติม –ed  หรือ –ing เข้าไปนั้นจะให้ความหมายที่ต่างกันดังนี้  Continue reading »

 Posted by at 7:59 pm
Jun 252018
 

คำบางคำลงท้ายด้วย –ly แต่ไม่ใช่ adverb นะ

พอเรียนเรื่อง adverb ครูก็บอกว่า adverb มักจะลงท้ายด้วย –ly นะ  แต่รู้กันมั้ยคะว่าไม่ใช่ทุกคำที่ลงท้ายด้วย –ly จะเป็น adverb  เพราะบางคำก็เป็น adjective ได้  ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ ว่าคำไหนบ้างที่ลงท้ายด้วย –ly แล้วเป็น adjective

ตัวอย่างของคำที่ลงท้ายด้วย –ly แล้วเป็น adjective ซึ่งพบว่าใช้บ่อยคือ  friendly  แปลว่า เป็นมิตร  เช่น

  • He looks friendly.

ประโยคนี้อาจจะดูเหมือนว่าเป็น adverb ขยายกริยา look หรือป่าว  แต่จริงๆแล้ว look ในที่นี้เป็น linking verb ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับ verb to be  และ adjective ตามหลังด้วย verb to be นั้นถูกต้องแล้ว

ต่อมาคำว่า lovely แปลว่า น่ารัก  เช่น

  • Your sister is lovely.
    น้องสาวของเธอน่ารักจัง

อีกคำนึงที่หลายคนเข้าใจผิดกันบ่อยๆคือคำว่า  costly  แปลว่า  มีราคาแพง  เช่น

  • This furniture is very costly.
    เฟอร์นิเจอร์นี้มีราคาแพงมาก

คำว่า homely  แปลว่า  เรียบง่าย  สบายๆ  เช่น

  • The hotel has a homely atmosphere.
    โรงแรมมีบรรยากาศสบายๆ

คำว่า  manly  แปลว่า   อย่างลูกผู้ชาย   เช่น

  • It’s not manly to speak behind one’s back.
    มันไม่แมนเลยที่จะไปพูดลับหลังคนอื่น

คำว่า elderly   แปลว่า ผู้สูงวัย  เช่น

  • You have to respect elderly people.
    คุณต้องเคารพผู้สูงอายุ

ยังมีคำอื่นอีกที่ลงท้ายด้วย –ly แต่เป็น adjective คือ  silly, ugly, curly, deadly, bodily, heavenly, leisurely, orderly, smelly, timely, lonely

แต่ยังมีบางคำที่ลงท้ายด้วย –ly ที่สามารถเป็นได้ทั้ง adverb และ adjective   เช่น   daily, monthly, weekly, yearly, early, likely  ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ Continue reading »

 Posted by at 7:56 pm
Jun 252018
 

การใช้ play  do  go  กับกีฬาหรือกิจกรรมต่างๆ

เวลาจะบอกว่าเล่นกีฬาชนิดนี้หรือเล่นกิจกรรมนี้  เราไม่ได้ใช้ play ไปหมดนะจ๊ะ  เรายังสามารถใช้ do หรือ go ก็ได้นะ  แล้วมันแยกได้ยังไงล่ะว่ากีฬาหรือกิจกรรมแบบไหนจะใช้ play  do  หรือ go  ก็ต้องมาดูกันจ้า

คำแรกก่อนเลย  คำว่า play  แปลตรงๆตัวเลยแปลว่า เล่น  มักใช้กับกีฬาที่เล่นเป็นทีม  มีกฎ  กติกา  และเป็นกีฬาที่เล่นกับลูกบอลหรือลูกกลมๆ  เช่น  tennis, table tennis, football, volleyball, basketball, baseball, golf, etc.

  • Clara always plays volleyball after school.
  • คลาร่ามักจะเล่นวอลเล่ย์บอลหลังเลิกเรียนเสมอๆ

ต่อมาคำว่า do มักจะใช้กับกีฬาหรือกิจกรรมที่เป็นสันทนาการ  เล่นเพื่อการผ่อนคลายหรือพักผ่อน  กีฬาที่ไม่ได้เล่นเป็นทีม  ไม่ได้ใช้ลูกบอล  หรือพวกกีฬาศิลปะการต่อสู้ต่างๆ หรือกิจกรรมที่มีการออกท่าทางต่างๆ เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:49 pm
Jun 252018
 

อยากฟังให้คล่อง  พูดให้เป๊ะ ต้องรู้จักเสียง schwa สระมหัศจรรย์

หัวข้อคือเสียง schwa sound  เป็นเสียงที่พบบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ  แต่เราอาจจะไม่เคยสังเกตหรือไม่เคยสนใจกันมาก่อน   เรียกได้ว่าถ้าอยากออกเสียงสำเนียงให้เหมือนเจ้าของภาษาต้องไม่พลาดที่จะรู้จักกับเจ้าเสียง schwa นี้กันนะคะ  มันมีประโยชน์มากและยังช่วยในการฟังได้ด้วย  เราอาจจะสงสัยว่าทำไมบางทีคำที่เรารู้จักเรากลับฟังไม่ออกก็เพราะเจ้า schwa sound อีกนั่นแหละค่ะ   ฟังๆดูก็ถือเป็นตัวสำคัญทีเดียวในการเรียนภาษาอังกฤษ  แต่ทำไม๊ทำไมตอนเรียนถึงไม่เคยพบเคยเจอกันเลยน้า

เสียง schwa sound  ก็จะเป็นเสียงเหมือน  เออะ  เบาๆและสั้นมาก  ในคำที่มีมากกว่าหนึ่งพยางค์จะมีพยางค์ที่เน้นเสียงหรือมีการ stress เสียง  ส่วนพยางค์ที่ไม่เน้นเสียงก็อาจจะออกเป็นเสียง schwa  บางพยางค์หรือทุกพยางค์ที่ไม่เน้นเสียง  ในทาง phonetics สัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียง schwa คือตัว Ə  ลักษณะเหมือน ตัว e กลับหัว

ตัวอย่างเช่นในคำว่า  beautiful  คนไทยก็มักจะออกเสียงที่ชัดเจนทั้งสามพยางค์เลยคือ  บิ๊ว-ตี้-ฟูล  โดย stress เสียงตรงตามหลักทุกอย่างคือ Continue reading »

 Posted by at 7:45 pm
Jun 122018
 

“กำลังไป”  พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่ายังไง

เวลาที่เรานัดกับเพื่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเพื่อนชาวต่างชาติ แล้วเพื่อนเกิดโทรมาถามว่า อยู่ไหนแล้ว ถึงหรือยัง  เราก็อยากตอบกลับไปว่า  กำลังไป  เราจะใช้คำว่า I’m going to  ได้หรือเปล่า  หรือต้องใช้คำว่าอะไรมาดูกันค่ะ

ถ้าเราอยากจะบอกว่า “กำลังไป”  ให้ใช้คำว่า I’m coming ค่ะ  เอ๊ะ! แปลกมั้ย ทำไมใช้ come  มันแปลว่า มา ไม่ใช่เหรอ  ใช้ผิดหรือป่าว   ไม่ผิดหรอกค่ะ  ใช้ I’m coming นี่แหละถูกแล้ว  แต่ถ้าหากคุณใช้ว่า  I’m going แล้วล่ะก็  คนที่คุณนัดเขาอาจจะไม่รอคุณแล้วก็ได้นะคะเพราะเขาคิดว่าคุณกำลังจะไปที่อื่น  หลักการในการจำคือ ให้เอาสถานที่ที่เรานัดหมายเป็นตัวตั้ง  ถ้าเราบอกว่า I’m coming จะหมายถึง ชั้นกำลังจะมาที่ที่เรากำลังนัดหมาย ก็คือกำลังจะมาเจอคนที่นัด  แต่ถ้าใช้คำว่า I’m going นั่นหมายถึงว่า ชั้นกำลังจะออกไปจากที่นัดหมายนั่นเองค่ะ  ไปก็คงไม่เจอแล้ว

หรือถ้าไม่อยากใช้คำว่า I’m coming ก็มีคำอื่นให้ได้ใช้กันอีกนะคะ  เช่น ใช้คำว่า  I’m on the way หรือ I’m on my way ก็ได้ค่ะ  แปลตรงๆตัวว่า  ชั้นกำลังอยู่ระหว่างทาง  หรือก็คือกำลังไปนั่นเองค่า   ถ้าแบบย่อๆ ก็แค่พูดว่า  on the way ก็ได้ค่ะ

ถ้าจะบอกว่าใกล้ถึงแล้ว  ก็สามารถใช้ประโยคว่า I’m almost there.  แปลว่า ชั้นเกือบจะถึงที่นั่นแล้ว  ก็ได้ค่ะ  หรือถ้าอยากบอกให้ละเอียดว่าจะถึงที่หมายภายในกี่นาทีก็ใช้ประโยคนี้ได้เลยค่ะ  I’ll be there in 10 minutes ให้คนรอได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าจะถึงภายในกี่นาทีค่ะ^^  หรือใช้ประโยคนี้ก็ได้ค่ะ   See you in 5 minutes.  เจอกันในอีก 5 นาทีนี้นะ  ประมาณนี้ค่ะ   ลองมาดูตัวอย่างบทสนทนากันสักหน่อยค่ะ

  • Richard: I’ve arrived at the place for 5 minutes. Where are you now?
    เรามาถึงประมาณ 5 นาทีแล้ว  แกอยู่ไหนตอนนี้
  • Montree: I’m coming. See you in 5 minutes.
    กำลังไป  เจอกันอีก 5 นาทีนะ

แต่ในกรณีนี้ดูเหมือนจะสายนะคะ  ถ้าในกรณีที่เราจะสายหรือรู้ล่วงหน้าว่าจะสายเราสามารถบอกได้ก่อนเลยว่า เราอาจจะไปสายนะ กี่นาทีกี่นาทีก็ว่าไป  เช่น Continue reading »

 Posted by at 8:55 pm
Jun 122018
 

in time กับ on time ต่างกันอย่างไร

เห็นฝรั่งเค้าพูดกัน  ประเดี๋ยวก็ in time  ประเดี๋ยวก็ on time  ครั้นพอเราจะเอามาใช้บ้างก็ไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง  มันจะใช้เหมือนกันไหมน้า  มาดูกันเลยค่ะ

on time แปลว่า  ตรงเวลาแบบจะเป๊ะหน่อยๆ  เช่นนัดบ่ายโมง  คุณก็มาถึงที่นัดหมายไม่ช้ากว่าบ่ายโมง ถ้าเกินกว่านี้คือมาสาย  เราจะใช้ on time

  • I’m sorry. I can’t make it on time because of the terrible traffic.
    โทษทีนะ ฉันคงไปไม่ตรงเวลา(สาย)เพราะว่ารถติดมาก
  • You have to be at work on time, or else you will be fired.
    คุณต้องมาทำงานให้ตรงเวลาไม่งั้นจะถูกไล่ออกนะ
  • The plane departed on time.
    เครื่องบินออกตรงเวลา

in time  แปลว่า  ทันเวลา   เช่น  คุณจะไปดูหนังรอบบ่ายสอง  แต่คุณไปถึงตอนบ่ายสองครึ่ง  ก็แสดงว่าคุณมาช้าแต่ยังไปทันได้ดูหนัง ถึงแม้ว่าจะไปไม่ทันดูตั้งแต่แรก  Continue reading »

 Posted by at 8:53 pm
Jun 122018
 

“สมมติว่า…” จะพูดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าอย่างไร

ถ้าเราอยากจะพูดว่า “สมมติว่า…”  เช่น สมมติว่าเราเป็นซุปเปอร์แมน  สมมติว่าเรายังไม่เลิกกัน  อะไรแบบนี้เราจะพูดว่าอะไรได้บ้าง มาดูกันค่ะ

คำแรกที่ง่ายๆเลย มักพูดเป็นภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการนัก คือคำว่า Let’s say ค่ะ  เช่น

  • Let’s say you were my dad, what would you say to me?
    สมมติว่าเธอเป็นพ่อของชั้น เธอจะพูดว่ายังไงกับชั้น

ลองสังเกตให้ดีนะคะว่า tense ที่ใช้ตามหลังคำว่า let’s say เป็น tense ในอดีต  เป็นกริยาช่องที่ 2     เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตแต่ทำไมเราใช้กริยาช่องที่ 2 เพราะมันเป็นการสมมติค่ะ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  เราเลยใช้กริยาช่องที่ 2 ค่ะ  ลองดูตัวอย่างอีกสักประโยคนะคะ

  • Let’s say my mom allowed me to work abroad, that would be great.
    สมมติว่าแม่อนุญาตให้ชั้นไปทำงานเมืองนอกได้นะ มันจะเยี่ยมสุดๆไปเลย

นอกจากคำว่า let’s say แล้ว เรายังสามารถใช้คำว่า  suppose ได้ด้วยค่ะ  ใช้ suppose ตามด้วย subject + verb2 ได้เลย  เช่น

  • Suppose I were a superman, how cool would that be.
    สมมติว่าชั้นเป็นซุปเปอร์แมน มันคงจะเจ๋งสุดๆไปเลยแหละ

อีกคำนึงที่อาจจะนำมาใช้ได้ คือคำว่า imagine ปกติแล้วคำว่า imagine แปลว่า จินตนาการ หรือ วาดฝัน หรือ นึกคิด  แต่มันก็มีความใกล้เคียงกับคำว่า สมมติเหมือนกัน  เช่นในกรณีที่เราต้องการบอกว่า  Continue reading »

 Posted by at 8:50 pm
Jun 122018
 

It  Its  It’s  มันใช้ไม่เหมือนกันนะ

เคยเป็นกันไหมที่บางทีเราก็เขียน Its  กับ It’s  สลับกัน  หรือเผลอลืมเติม apostrophe s ไป ทำให้กลายเป็น Its  ซึ่งมันใช้ต่างกันเลย

It  ตัวธรรมดาตัวนี้เป็นคำสรรพนาม  ใช้แทน สัตว์หรือสิ่งของหรือสถานที่  ซึ่งเราก็มักจะใช้กันบ่อยๆอยู่แล้ว  เช่น

  • That shirt is very nice, but it is too expensive.

นอกจากนี้ it ยังใช้เป็นคำขึ้นต้นประโยคที่พูดถึงเรื่องสภาพอากาศ  หรือใช้ในโครงสร้าง

It is + adjective เช่น

  • It is quite cold today.
  • It is not easy to live alone.

หรือใช้ในประโยคที่เป็น passive voice เช่น

  • It is said that……………
  • It’s believed that…………..

ต่อมาคำว่า Its  เพิ่ม s เข้ามาตัวนึง  จะกลายเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ แปลว่า “ของมัน”  เช่น       Continue reading »

 Posted by at 8:45 pm
May 182018
 

เวลา morning  afternoon  evening เขาแบ่งกันยังไง

เราเรียนคำทักทาย Good morning    Good afternoon กันมานานแล้ว แต่เคยรู้ไหมว่าจริงๆแล้วเขามีการแบ่งเวลาออกมาแน่นอนเลยว่า ช่วงเช้าคือตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง ช่วงบ่ายหรือเย็นคือตั้งแต่กี่โมง

มาเริ่มกันที่ morning เลย  ช่วงเช้า หรือ morning จะเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นหรือประมาณ (5.00 am. – 11.59 am.)    บางทีเราอาจจะได้ยินคำว่า early morning นั่นหมายถึงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเองค่ะ  และคำว่า dawn คือตอนเช้าตรู่หรือ รุ่งอรุณ ซึ่งก็คือช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง

พอมาถึงช่วง afternoon ก็จะหมายถึงเวลา 12.00 – 17.00 ค่ะ แต่ถ้าพูดถึงเวลา early afternoon นี่เขาก็จะหมายถึงช่วง 11.00 – 13.00 ค่ะ    อีกคำหนึ่งที่เห็นบ่อยคือการใช้คำว่า noon ซึ่งก็จะหมายถึงตอนเที่ยงพอดี  เวลาใช้จะไม่ใช้ in noon นะคะ แต่ให้ใช้ at noon ค่ะ เพราะถือว่าเป็นเวลาเฉพาะที่แน่นอนคือเที่ยงตรงพอดี  เช่น

  • We have lunch at noon.   พวกเราทานอาหารกลางวันเวลาเที่ยงตรง

แต่ถ้าพูดถึง late afternoon คือ เวลาบ่ายแก่ๆ โดยนับตั้งแต่ 16.00-18.00  ซึ่งเวลา 18.00 นี้ก็อาจจะไปคาบเกี่ยวกับเวลาเย็น (evening) เล็กน้อย

มาถึงช่วงเย็นกันบ้าง  เวลา evening เขาเริ่มนับตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 เขานับไปจนเวลาห้าทุ่มเลย แต่สำหรับคนไทยเราอาจจะคิดว่ามันคือเวลากลางคืนแล้ว   แต่ถ้าเป็น early evening ก็คือช่วง 17.00-19.00 ค่ะ  บางคนอาจจะเคยเห็นคำว่า dusk คำนี้หมายถึง ช่วงที่พระอาทิตย์ตก หรือเวลาโพล้เพล้ยามเย็นนั้นเองค่ะ  คำว่าเที่ยงคืน ก็ใช้คำว่า midnight  ซึ่งใช้กับคำบุพบท at เช่นเดียวกับคำว่า noon  แต่สำหรับช่วงเวลาอื่นๆคือ morning  early morning   afternoon    late afternoon  ให้ใช้กับบุพบท in นะคะ เช่น Continue reading »

 Posted by at 11:58 am
May 182018
 

คำศัพท์ชวนสับสน Good Well Nice Fine ใช้ต่างกันอย่างไร

คำว่า good   well  nice  fine  ก็ให้ความหมายในเชิงบวกที่แปลว่าด้วยกันทั้งนั้น แต่มันกลับใช้แทนกันไม่ได้นะคะ แต่ละตัวก็จะมีรายละเอียดการใช้ที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย  อันนี้เจ้าของภาษาเค้าสามารถใช้กันได้อย่างถูกต้องแบบไม่ต้องพึ่งการจดจำ เพราะมันเป็นความเคยชินว่า สถานการณ์แบบนี้ต้องใช้คำนี้  แต่คนที่เรียนภาษาที่สองอย่างเราๆ ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันสักเล็กน้อยนะคะ ว่าใช้ต่างกันอย่างไร

คำแรกคำว่า good เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า ดี  ใช้ขยายคำนามได้ทุกอย่างเลยในความหมายว่าดี นอกจากนี้ยังถ้าพูดถึงอาหารยังหมายถึงอร่อยได้ด้วย เช่น

  • This soup tastes good. / This soup is good.      ซุปถ้วยนี้อร่อย

ถ้า good มี  at ตามหลังมาจะหมายถึง เก่งเรื่องอะไรเช่น

  • My sister is good at cooking.   น้องสาวทำอาหารเก่ง
  • I’m not good at math.     ฉันไม่เก่งคณิต

ต่อมาคำว่า well คำนี้เป็นได้ทั้งคุณศัพท์ (adjective) กริยาวิเศษณ์ (adverb)  เช่น

  • I’m not feeling well.          ฉันรู้สึกไม่ดี
  • She’s not well.                  เธอไม่ค่อยสบาย

แต่สำหรับ well ที่เป็น adverb นั้น อาจจะต้องระวังกันนิดนึงนะคะ เพราะหลายคนจะใช้สับสนกันระหว่าง good กับ well เช่น ถ้าเราจะบอกว่าเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดี  ประโยคนี้จะใช้ good ไม่ได้นะคะ เพราะคำว่าดีในที่นี้ขยายกริยาค่ะ Continue reading »

 Posted by at 11:38 am