Feb 272017
 

If-clause แบบ Mixed Type คืออะไร?

ปกติแล้ว ถ้าพูดถึง If-clause ที่เรารู้จักจะมี 3 แบบ หรือบางคนก็บอกว่ามี 4 แบบโดยแบ่งตาม. “ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น”  บางคนก็รู้จักตั้งแต่  Zero conditional – Third conditional  แต่บางคนก็รู้จักแค่ First conditional – Third conditional โดย

Zero conditional จะกล่าวถึง  เหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ

  • If you mix white and red, you get pink.

First conditional จะพูดถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

  • If he invites me, I will go to his birthday party.

Second conditional จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน

  • If I were a millionaire, I would give money to the poor.

Third conditional จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต

  • If you had accepted his marriage proposal, you would have got married with him.

แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้ประโยคเงื่อนไขหรือ If-clause แบบ Mixed Type หรือแบบผสมนะคะ  เอาล่ะสิ!!  มันจะผสมกันแบบไหนมาดูกันค่ะ  ลองดูตัวอย่างประโยคนี้ก่อนนะคะ  Continue reading »

 Posted by at 9:12 pm
Feb 272017
 

look  watch  see  ต่างกันอย่างไร

ภาษาอังกฤษมีหลายคำที่มีความหมายคล้ายๆกัน  เล่นเอางง!! ว่าจะเอาไปใช้ยังไง  เช่น  สามคำนี้  คือ look  watch  see  เรามาดูกันค่ะว่า สามคำนี้มีวิธีใช้ที่ต่างกันอย่างไร

—- see —- แปลว่า  เห็น 

เราจะใช้คำว่า see ในความหมายว่าเป็นการมองเห็น  การรับรู้จากประสาทสัมผัสของตา  แบบไม่ได้ตั้งใจดู หมายความว่า  เราไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะดูสิ่งนั้นแต่เราเห็นเองจากการรับรู้ทางสายตา และมักเป็นการมองเห็นในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ เช่น

  • I saw your brother at the party last night.
    ฉันเห็นพี่ชายเธอด้วยที่งานปาร์ตี้เมื่อคืน

** เราจะไม่ใช้ see ในรูปของ present continuous tense ในความหมายว่า กำลังเห็น  แต่เราจะใช้คำว่าcan เข้ามาช่วย  เช่น

  • I can see the players very clearly from here.
    ฉันเห็นผู้เล่นได้ชัดมากเลยจากตรงนี้

—- look —- แปลว่า มอง

คำว่า look จะใช้เมื่อเราตั้งใจดูอะไรสักอย่างหนึ่ง  หรือเพ่งพินิจดูเพื่อพิจารณา  ถ้าไม่มีกรรมเราใช้ look เฉยๆ แต่ถ้ามีกรรมเรามักจะใช้ look at  เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:06 pm
Feb 272017
 

หลักการเติม -er/-estหรือ more/mostในคำคุณศัพท์

ในการเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ขั้นกว่า  และ ขั้นสูงสุด  จะมีการเติม –erหรือการเติม –estที่หลังคำคุณศัพท์  หรือบางคำเติม more หรือ most ที่ด้านหน้าคำศัพท์ โดยก่อนที่จะพูดถึงกฎการเติมดังกล่าวนี้  จะขอยกตัวอย่างประโยคที่เป็นการเปรียบเทียบคุณศัพท์ขั้นกว่า และ ขั้นสูงสุดก่อนนะคะ

การเปรียบเทียบขั้นกว่า คือ การเปรียบเทียบสิ่งของ 2 สิ่ง

  • This room is dirtier than that room.
    ห้องนี้สกปรกมากกว่าห้องนั้น

การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด คือ การเปรียบเทียบสิ่งของหลายๆสิ่ง

  • This room is the most dirtiest in the building.

มาดูกฎการเติมกันค่ะ

  1. ถ้าคำคุณศัพท์มี 1-2 พยางค์ ให้เติม erหรือ estเช่น

tall                         taller                      tallest

small                      smaller                   smallest

clever                     cleverer                  cleverest

  1. ถ้าคำคุณศัพท์มี มากกว่า 2 พยางค์ให้เติม more หรือ most หน้าคุณศัพท์นั้นๆ เช่น

dangerous               more dangerous                most dangerous

interesting              more interesting                most interesting

expensive               more expensive                 most expensive Continue reading »

 Posted by at 8:53 pm
Feb 272017
 

โครงสร้าง verb of perception

งงกันใช่มั้ย?? เจอคำนี้  แต่จริงๆแล้ว verb of perception มันก็คือ  กริยาที่บอกการรับรู้ หรือก็คือประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นเองค่ะ  มีอะไรบ้าง?? เช่น  see, hear, listen, watch, smell, notice, observe, feel  กริยาในกลุ่มนี้คือประสาทสัมผัส  บางครั้งเราอาจจะเจอรูปประโยคที่ว่า  เห็นใครทำอะไร  ได้ยินใครพูดอะไร  ได้กลิ่นอะไร  หรือสังเกตเห็นอะไร  โครงสร้างประโยคที่ใช้จะแบ่งออกเป็น  2  แบบด้วยกันคือ

1. Verb of perception + someone + doing something

เช่น

  • I heard someone talking about your rumor.
    ฉันได้ยินใครบางคนกำลังพูดถึงข่าวลือของเธออยู่น่ะ
  • She saw her mom sleeping when she was sneaking out.
    เธอเห็นแม่กำลังหลับอยู่ตอนที่เธอหนีออกมา

** ตรงหน้า Ving ไม่ต้องใส่ Verb to be ลงไปนะคะ  เพราะบางคนอาจจะคิดว่าเป็นเหมือนกับ present continuous tense ที่ต้องใส่  Verb to be + Ving  ฉะนั้นถ้าเราเขียนว่า Continue reading »

 Posted by at 8:48 pm
Dec 162016
 

ว่าด้วยเรื่องของ “go”

ปกติแล้วการใช้ go ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรgo ก็แปลว่า “ไป”  ง่ายนิดเดียวเองแต่แน่ใจหรือป่าวคะว่าคุณรู้จักการใช้ go ที่จะพูดถึงต่อไปนี้ทั้งหมดแล้ว   ลองมาดูกันค่ะว่ามีแบบไหนบ้าง

—- go + Ving —-

เราใช้ go แบบนี้ในกรณีที่พูดถึงการไปทำกิจกรรมบางอย่าง  เช่น ไปช้อปปิ้ง  ไปว่ายน้ำ  ไปปีนเขา  ไปล่องแก่ง  ไปดูนกตกปลา หรือไปลั้นลาอะไรก็ตามเราจะใช้ go + Ving ค่ะ

เช่น  go shopping, go fishing, go rafting, go ice skating, etc. ซึ่งส่วนใหญ่คนจะใช้ผิดกันบ่อย  เพราะบางคนจะชอบพูดว่า    go to shopping  หรือ go to swimming ซึ่งมันผิดนะคะ  ต้องไม่ใส่ to ค่ะ

การใช้ go home (กลับบ้าน)และ go downtown (เข้าไปในเมือง) ก็อาจจะรวมอยู่ในกลุ่มนี้ได้เช่นกันนะคะ  เราจะไม่ใส่ to เพราะคำว่า home กับ downtown ในที่นี้จะเป็น  adverb ค่ะ จึงสามารถวางไว้หลังคำกริยาได้เลย

—- go to +…. —–

go to ในที่นี้อาจจะเป็นประเทศ  เมือง หรือ ทวีป ก็ได้ค่ะ  เช่น  go to Korea,

go to Europe, go to Dallas, etc.  หรือจะเป็นคำพวกนี้เช่น  go to school, go to work,   go to college, go to university, go to bed, go to prison, go to jail, etc. ก็ได้เช่นกัน

—- go to the +…..—-
Continue reading »

 Posted by at 8:20 am
Dec 162016
 

คำผสม (compound) ของ  some, any, every, no

คำผสมหรือ compound of some, any, every, หรือ no คืออะไร??  พอพูดแบบนี้ขึ้นมานี่  ไม่คุ้นหูเอาซะเลย  แต่ถ้าบอกว่า  ก็คำประเภท  someone, something, anyone, everything, nothing, etc.  อะไรแบบนี้คงจะร้อง อ๋อ!! กันทันที  เพราะมันคือ คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงนั่นเอง (Indefinite Pronouns) ดูเหมือนการนำไปใช้ก็ไม่ได้มีอะไรยากแต่ทำไมใช้ผิดกันบ่อยเหมือนกัน

หลักการใช้  compound of some, any (someone, somebody, something, somewhere// anyone, anybody, anything, anywhere) ก็เหมือนกับหลักการใช้ some กับ  any แบบเดี่ยวๆค่ะ  คือ

          some – ใช้กับประโยคบอกเล่า 

          any – ใช้กับประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม

เช่น

  • There is something in that box.
    มีอะไรบางอย่างอยู่ในกล่อง
  • I can’t find anybody here.
    ฉันหาใครที่นี่ไม่เจอเลย
  • Is there anyone home?
    มีใครอยู่บ้านบ้างมั้ย

แต่ในประโยคคำถามในเชิงขอร้อง  การเสนอให้  เราก็ใช้คำในกลุ่ม  some ได้ค่ะ เช่น

  • Would you like something to eat?
    คุณอยากจะกินอะไรมั้ย

ประเด็นต่อมา… คำในกลุ่มนี้บางคนคิดว่าเป็นคำนามพหูพจน์  เพราะคำแปลมันแปลว่า  บางคน  บางสิ่ง ทุกคน ทุกสิ่ง ซึ่งถ้าฟังดูจะให้ความหมายเหมือนมีหลายคน  แต่เมื่อเรานำไปใช้จะต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์นะคะ ซึ่งเป็นจุดที่ผิดกันบ่อยมาก เช่น Continue reading »

 Posted by at 8:16 am
Dec 162016
 

เจาะลึกการใช้  Indirect Question

ประโยคคำถามโดยทั่วไป  เช่น  What are you doing?  Do you speak English? เป็นประโยคคำถามที่เราเรียกว่า Direct Question หรือคำถามที่ถามออกมาตรงๆ ไม่อ้อมไม่ค้อมใดๆทั้งสิ้น ฟังปุ๊บรู้ปั๊บเลยว่าเป็นประโยคคำถาม  แต่ในวันนี้ที่จะนำเสนอคือ  Indirect questionค่ะ คือประโยคที่จะมีคำพูดอื่นมาเป็นส่วนนำก่อนแล้วจึงตามด้วยคำถาม ซึ่งตรงประโยคนำเนี่ยจะเป็นประโยคแบบไหนก็ได้  ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็น  I would like to know……..

Please tell me…….  I wonder……      Could you tell me………?       Do you know…….?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษมี 2 ลักษณะคือ

  • Yes/No question คือ คำถามที่ต้องตอบ yes หรือ no  ว่าใช่หรือไม่ใช่
  • Wh-question คือ คำถามที่ต้องการรายละเอียด หรือข้อมูล

ในการทำเป็น indirect question ก็ย่อมไม่เหมือนกัน   มาดูแบบ Yes/No questionกันก่อนเลย  เราจะใช้ตัวเชื่อมคือ  whether (or not)โดย or not จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ค่ะ ถ้าใส่จะใส่ติดกับ whether หรือใส่ท้ายประโยคเลยก็ได้  และอีกคำคือ  ifในที่นี้  if ไม่ได้แปลว่า ถ้า   แต่ให้ความหมายเหมือนคำว่า whether ที่แปลว่า  “หรือไม่” ค่ะ เช่น

Can you drive?        ——>          I would like to know if you can drive.
Did she come yesterday?   ——–>  Do you know whether she come yesterday or not?
Are you a programmer?  ——–>   I want to know if you are a programmer.

เมื่อทำเป็นประโยค indirect question แล้ว ไม่ว่ามันจะลงท้ายเป็นบอกเล่าหรือปฏิเสธส่วนใหญ่ก็ต้องการคำตอบ  ในประโยคแรกเราอาจจะตอบว่า  Yes, I can drive. / No, I can’tdrive. ก็ได้

ในกรณีที่เป็นคำถามแบบให้เลือก (alternative question) ก็ให้ใช้ตัวเชื่อม whetherเช่นกันค่ะ  แล้วใส่ or ระหว่างสองสิ่ง เช่น

Do you like tea or coffee?  —–>   I want to know whether you like tea or coffee.

แล้วถ้าเป็นคำถามแบบ Wh-question ล่ะ จะทำยังไง?  ง่ายมาก  ไม่ต้องเติมคำเชื่อมใดๆทั้งสิ้นเพราะเรามี Wh-question อยู่แล้ว  แต่ที่สำคัญคือ!! จะต้องเรียงประโยคหลัง Wh-question ให้เป็นแบบบอกเล่า  เช่น Continue reading »

 Posted by at 8:13 am
Dec 162016
 

การตอบรับเป็นภาษาอังกฤษเมื่อมีใครบอกข่าวดีหรือข่าวร้าย

เวลาที่ต้องพูดภาษาอังกฤษ สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างนึงของคนไทยที่สังเกตได้คือ การตอบรับ (response)ต่อสถานการณ์ต่างๆ  ไม่รู้ว่าจะพูดตอบกลับไปว่าอย่างไร บางคนก็พูดไปง่ายๆเท่าที่รู้ คือ Yes  No  Ok  หรือยึดติดกับคำเดิมๆเป็นแพทเทิร์นที่จำมาตั้งแต่ประถม เช่น  How are you?  พอได้ยินคำถามนี้ก็เหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้ว่าต้องตอบว่า I’m fine.  ทั้งๆที่ก็ตอบอย่างอื่นได้อีกหลายแบบ จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถตอบได้หลายๆรูปแบบเพื่อให้การใช้ภาษาอังกฤษของเรามีความเท่ไปอีก  ในตอนนี้จะขอแนะนำการตอบรับในสถานการณ์ที่เมื่อได้รับรู้ข่าวดี หรือ ข่าวร้าย

เมื่อมีใครมาเล่าข่าวดีให้ฟัง  เช่น  เรียนจบแล้ว กำลังจะแต่งงาน  ได้งานทำ  ได้เลื่อนขั้น  หรือได้รับรางวัลต่างๆ เราสามารถแสดงความยินดีด้วยประโยคต่อไปนี้ค่ะ

  • That’s fantastic.
    wonderful.    —————–> ยอดเยี่ยมมาก
    terrific.
    great.
  • I’m so happy to hear that.
    ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น
  • I’m so happy with you.
    ดีใจกับคุณด้วย
  • That’s a great news.
    เป็นข่าวที่เยี่ยมมาก
  • Congratulations!
    ยินดีด้วย

เมื่อมีข่าวดี ก็ต้องมีข่าวร้าย  เช่นอาจจะมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า  ตกงาน  พ่อป่วยเข้าโรงพยาบาล   งานไม่ราบรื่น  เราอาจจะพูดประโยคแสดงความเสียใจได้ดังนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 8:10 am
Dec 162016
 

Double Tense  (Tense ที่ใช้คู่กัน  มีอะไรบ้าง)

Double Tense หรือการใช้ Tense คู่กันเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นสองเหตุการณ์ในเวลาเดียวกันหรือไล่เลี่ยกัน  ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ในการเล่าเรื่องมีดังนี้ค่ะ

1. Past continuous  // Past continuous

Past continuous ปกติก็ใช้บอกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต  เมื่อเราใช้คู่กันก็จะเป็นการบอกเล่าเหตุการณ์2 เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันในอดีต หรือที่เราเรียกว่า “เหตุการณ์คู่ขนาน” มักใช้กับตัวเชื่อม While หรือ As   เช่น

  • While I was talking on the phone, my brother was making some noise in the kitchen.
    ขณะที่ฉันกำลังคุยโทรศัพท์อยู่  น้องชายของฉันก็กำลังทำเสียงดังอยู่ในครัว

2. Past continuous // Past simple

เมื่อใช้ 2 tense นี้คู่กัน  เรามักพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งใช้ Past continuous แต่มีอีกเหตุการณ์หนึ่งมาขัดจังหวะ ซึ่งจะใช้ past simple  โดยทั้งสองเหตุการณ์ต้องเป็นเหตุการณ์ในอดีต  เช่น Continue reading »

 Posted by at 8:05 am
Dec 162016
 

การใช้ will

พอพูดถึง will เรามักจะคิดถึงเหตุการณ์ที่เป็นอนาคต  และก็ความหมายมันก็แปลว่า “จะ”  ชั้นจะทำโน่น ทำนี่  จะไปที่นั่นที่นี่  แต่รู้หรือไม่?? เราต้องแยกประเด็นว่า ภายใต้คำว่า “จะ”นั้น มันเป็นเหตุการณ์ที่เราได้วางแผนเอาไว้แล้ว  หรือ  มันเป็นเหตุการณ์ที่เราคิดแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า  เพราะเราจะใช้ will ในกรณีที่เราคิดตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย  ไม่มีการวางแผนอะไรทั้งนั้น  ซึ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ตั้งใจ หรือมีการวางแผนเอาไว้แล้วเรามักจะใช้  to be going to ค่ะ  เอ้า!! มาดูความต่างกันค่ะ

  • I’m going to Spain tomorrow. My flight is at 7 pm.
    ฉันจะไปสเปนพรุ่งนี้  เที่ยวบินตอนทุ่มนึง

(**เห็นมั้ยคะว่า มีการวางแผนไว้แล้ว จองตั๋วไว้ด้วย ไปแน่ๆชัวร์ๆไม่มั่วนิ่มนะ)

  • The flights to London are all reserved, so I will go by the train.
    เที่ยวบินไปลอนดอนถูกจองเต็มแล้ว ชั้นก็เลยจะไปด้วยรถไฟแทน

(**ไม่ได้คิดมาล่วงหน้า เพราะเป็นการตัดสินใจโดยทันที)

และนั่นหรือประเด็นแรกในการใช้ will  ประเด็นต่อมา  will ยังใช้ในการให้คำสัญญาได้ด้วย ว่าชั้นจะไม่ทำอย่างนั้นนะ  อย่างนี้นะ  เช่น

  • I’ll be back soon.
    เดี๋ยวฉันจะกลับมาเร็วๆนี้

ใช้ในรูปปฏิเสธบ้างก็ได้ เช่น

  • I won’t keep you waiting long.
    ผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องรอนานๆอีก

นอกจากให้สัญญาแล้ว เราอาจจะใช้ในการคาดการณ์ หรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคตก็ได้ ซึ่ง!! ต้องขอย้ำว่าเป็นการคาดการณ์จากความรู้สึกไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนอะไร  ในกรณีนี้เราจะใช้ will โลดดดดค่ะ   แต่ถ้าหากเป็นการคาดการณ์แบบมีหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าจะเกิดแน่ๆเราก็จะกลับไปใช้บริการ  to be going to อีกเช่นเคยค่ะ เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:57 am