Jul 172015
 

No article (คำนามที่ไม่ต้องใส่ article)

เคยสังเกตมั้ย? คำนามบางคำมี article แต่บางคำก็ไม่มี article มาตามประกบอยู่ด้านหน้า เอาล่ะสิ! แล้วจะรู้ได้ไงว่าจะใส่ article หรือไม่ใส่ดี…..ถ้ากำลังปวดหัวกับปัญหานี้อยู่ ตามมาดูเลยค่ะว่าคำนามแบบไหนกันบ้างที่มันไม่ต้องการ article

1. คำนามนับไม่ได้ที่พูดถึงแบบทั่วไป พวกนี้ไม่ต้องใส่ article อะไรใดๆทั้งสิ้นค่ะ อยู่เดี่ยวๆได้ แล้วแบบไหนล่ะที่เป็นการพูดถึงแบบทั่วไป? พูดง่ายๆคือมันไม่มีวลี ไม่มีอนุประโยคอื่นๆมาขยายให้มันกลายเป็นคำนามชี้เฉพาะ ถ้าเข้าข่ายแบบนี้คือ no articles สถานเดียวค่ะ!! ตัวอย่างเช่น

  • Water basically consists of hydrogen and oxygen.
  • Alcohol is not good for children.

แต่ถ้ามีคำขยายข้างหลังนามนั้นต้องใส่ the เช่น

  • The water in Klong San Saeb is not clean.
  • The sugar in that pack is hygienic.

** นามนับไม่ได้ในที่นี้รวมไปถึง อาการนามด้วยนะคะ อาการนามคือนามที่มักขึ้นต้นด้วย

การ… หรือ ความ… ซึ่งพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่มีข้อความใดๆมาขยายความ เช่น

  • Patience is a virtue.
    ความอดทนเป็นความดีงามอย่างหนึ่ง

2. คำนามนับได้พหูพจน์ที่พูดถึงโดยทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง ก็ไม่ใส่ article นะคะ เช่น

  • Students are cleaning their rooms.
  • Lions are dangerous animals.

3. นามที่เป็นชื่อวิชา ภาษา ไม่ต้องมี article ค่ะ เช่น

  • Science is my favorite subject.
  • I love English.

4. นามที่เป็นชื่อกีฬาหรือการละเล่น ไม่ต้องใส่ article เช่น

  • Most men like playing and watching football.
  • We’re playing tennis in PE class.

5. ชื่อทวีป ประเทศ รัฐ เมือง โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ในกรณีที่เป็นคำๆเดียว ไม่ต้องใส่ article นะคะ เช่น

  • Thailand is in Asia.
  • I live in Bangkok.
  • I graduated from Thammasat University.

** แต่ถ้าเป็นประเทศที่มีหลายๆมลรัฐมารวมกัน ก็ต้องใส่ the เช่น The United States, The People’s Republic of China

6. มื้ออาหาร, ฤดูกาล, ลัทธิ, ศาสนา ไม่ต้องใช้ article เช่น

  • I usually have breakfast before going to school.
  • We plan to go camping in summer.

7. ชื่อโรคต่างๆ ไม่ใส่ article ข้างหน้า เช่น

  • Every year many people die of malaria.
  • Cigarettes can cause cancer.

8. ชื่อถนน วงเวียน สนามบิน สถานีรถไฟ ชื่อร้านค้า ไม่ต้องใส่ article เช่นกันค่ะ เช่น

  • My workplace is on Sukhumvit road.
  • We will depart from Don Muang Airport.

9. ชื่อยศ หรือตำแหน่งที่ตามด้วยชื่อคน ไม่ต้องใส่ article เช่น

  • President Obama is coming to Thailand soon.
  • I met Major Wiwat last night.

แต่ถ้าเป็นชื่อตำแหน่งหรือยศที่ไม่มีชื่อผู้รับตำแหน่งหรือยศต่อท้าย มักเป็นคนที่เรารู้จักกันดี ให้ใส่ the เสมอ เช่น

  • The abbot went outside the temple.
    ท่านสมภารออกไปนอกวัดซะแล้ว

** ให้จำนี่คือก็อาจจะจำกันไม่ไหว เอาเป็นว่าถ้าจะใช้ก็ตรวจสอบการใช้กันดีกว่านะคะ เพื่อความถูกต้องนะคะ ^^

 Posted by at 6:55 am
Jul 162015
 

หลักการใช้ comma (,)

ทักษะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเรียนภาษาอังกฤษก็คือ การเขียน และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเขียนโครงสร้างประโยคและการใช้คำศัพท์ให้ถูกต้องก็คือ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน   เครื่องหมายวรรคตอนในภาษาอังกฤษที่สำคัญก็คือ comma (,) เจอบ่อยมากๆ!! เพราะฉะนั้นถ้าจะเขียนภาษาอังกฤษ รับรองว่าหลีกเลี่ยง comma ไม่พ้นแน่นอนค่ะ มาดูหลักการใช้ comma กันซะหน่อยดีกว่าว่าใช้ในกรณีใดได้บ้าง

1. ใช้คั่นระหว่างคำนามในประโยค ซึ่งมีมากกว่า 2 คำขึ้นไปเช่น

  • I want to buy bread, tomatoes, onions, and vinegar.

2. ใช้คั่นระหว่างประโยค Independent clause สองประโยคที่มีคำเชื่อม (for, and, nor, but, or, yet, so) คั่นตรงกลาง เช่น

  • I know that she was hungry, but she didn’t eat anything.
  • I went to the bank, and I went to see the dentist.

แต่ในประโยคที่มีใจความสั้นๆ อาจจะไม่ต้องใส่ comma คั่นก็ได้ เช่น

  • I ran fast and I fell down.

3. ใช้คั่นระหว่างประโยค dependent clause และ independent clause เข้าด้วยกัน เช่น

* dependent clause คือ ประโยคที่ไม่สามารถอยู่ได้อย่างอิสระ มักมีคำเชื่อม when, while, if, unless, although, after, before, etc.
* independent clause คือประโยคที่สามารถอยู่ได้อย่างอิสระ

  • When I was five, I used to go abroad with my family.
  • If the bus doesn’t come, I’ll take a taxi.

4. ใช้คั่นระหว่างส่วนขยาย (apposition) กับคำนาม เช่น

  • Lucy, our new boss, is very strict.
  • Daniel, usually the top student in the class, won the first prize.

5. ใช้คั่นระหว่างใจความหลักกับส่วนที่เป็นคำกล่าว (quote) เช่น

  • Joshua said, “I shouldn’t have eaten a lot.”

6. ใช้คั่นระหว่างคำเชื่อม transition word หรือ conjunctive adverb กับประโยค เช่น

  • Tom is a popular student. Moreover, he is a captain of football team.

7. การใช้ comma ในลักษณะอื่นๆ เช่น

  • ใช้กับการเขียนวันที่   February 4, 1987
  • ใช้ในการคั่นตัวเลขหลักพันเป็นต้นไป 32,000   564,987
  • ใช้ในคำพูดเปิดจดหมายอย่างไม่เป็นทางการ   Dear Susie,
  • ใช้ในการลงท้ายจดหมาย   Best regards,   Sincerely Yours,

แค่เครื่องหมาย comma อย่างเดียวก็มีหลักการใช้เยอะแยะซะขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ลองเอาไปฝึกใช้ดูนะคะ ^^

 Posted by at 8:00 pm
Jul 162015
 

ใช้ to กับ for อย่างไรให้ถูกต้อง

เคยเป็นกันมั้ยคะ เวลาจะเขียนภาษาอังกฤษว่า ให้กับเธอ, เพื่อเธอ, สำหรับเธอ, ถึงเธอ บางทีก็แอบสับสนนะว่าจะใช้ to หรือ for ดี   เรามีหลักการใช้ to กับ for ที่ง่ายแสนง่ายมาฝากกันค่ะ

ถ้าพูดถึง to ให้นึกถึง “การเคลื่อนย้ายหรือเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง” หรือมีการ transfer คือ การโอนย้ายแลกเปลี่ยน เช่นประโยคที่บอกว่า   “ฉันกำลังจะไปบ้านนาเดีย”   มีการเคลื่อนย้ายจากบ้านฉันไปบ้านนาเดีย เราก็จะใช้ to

  • I’m going to Nadia’s house.
  • We go to work by subway.
  • I’ve already talked to him.   (การพูดคุยก็เป็นการแลกเปลี่ยนคำพูดบทสนทนากัน)

การให้สิ่งของกับใครก็ใช้ to เหมือนกันค่ะ เพราะมีการ transfer สิ่งของจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เช่น

  • My grandmother gave a new dress to me.
    ย่าให้ชุดใหม่กับฉัน
  • That good-looking boy gave something to my sister.
    เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นให้อะไรบางอย่างกับน้องสาวฉัน

แต่สำหรับการใช้ for นั้น ให้เรานึกไปถึงสิ่งที่ทำด้วยความตั้งใจ หรือเป็นสิ่งที่ดีๆ มีประโยชน์ พูดง่ายๆคือแปลว่า “สำหรับหรือเพื่อ” นั่นเองค่ะ เช่น

  • My mom always cooks dinner for us.
  • I will do that for you.

หรือประโยคนี้ที่อาจจะใช้ผิดกันบ่อยคือ

  • I’ll sing a song for her. ไม่ใช่     I’ll sing a song to her.

เมื่อรู้หลักการแล้วจะเห็นว่ามันไม่ยากเลย
แต่การใช้ to กับ for ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือการบอกจุดประสงค์ในการทำบางสิ่งบางอย่าง

ถ้าเป็น to + Verb (infinitive)
ถ้าเป็น for + Noun / for + Ving

เช่น

  • I stopped by at the supermarket to buy some food.
  • I called Maria to say I love her.
  • She wants to study abroad.

แต่ถ้าเป็น for ต้องตามด้วยคำนามหรือ gerund เช่น

  • I’m going to Asoke tomorrow for an interview.
  • Roza is going to leave for New York tomorrow.
  • This medicine is good for getting rid of pain.

นอกจากนี้ for + Ving ยังใช้สำหรับการบอกเหตุผลของการกระทำในประโยค passive voice เช่น

  • He was punished for not doing his homework.
  • These knives are used for cutting bread.

จบกระบวนการใช้ for และ to แล้วค่ะ คราวนี้รับรองว่าใช้ไม่ผิดอย่างแน่นอน ^^

 Posted by at 7:53 pm
Jul 162015
 

suffixes

Suffixes คือ คำอุปสรรคที่เติมไว้หลังคำหลัก แล้วเปลี่ยนชนิดของคำๆนั้น แต่ความหมายไม่เปลี่ยน การที่เรามีตัวช่วยคอยบอกว่าคำที่ลงท้ายแบบนี้เป็นคำชนิดใด จะช่วยให้เราสามารถใช้คำในประโยคได้ถูกต้อง ถูกตำแหน่ง ตัวอย่างของ suffix ที่พบเจอบ่อยๆมีดังนี้ค่ะ

1. suffix ที่เติมแล้วทำให้เป็นคำนาม (Noun) -ment, -tion, -ness, -ship, -dom, -ence/-ance, -cy, -ism, -hood, -ity เช่น

  • encourage     ——             encouragement
  • organize      ——             organization
  • happy           ——             happiness
  • friend            ——             friendship
  • free              ——             freedom
  • assistant       ——             assistance
  • accurate       ——             accuracy
  • criticize         ——             criticism
  • neighbor       ——             neighborhood
  • pure             ——             purity

2. suffix ที่เติมแล้วทำให้เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective ) -ful, -less, -able/-ible, -ous, -ive, -ish, -ant/-ent เช่น

  • hope             ——             hopeful
  • hope             ——             hopeless
  • move            ——             moveable
  • danger          ——             dangerous
  • persuade      ——             persuasive
  • difference    ——             different

3. suffix ที่เติมแล้วทำให้เป็นคำกริยา (verb) -ify, -ize/-ise, -ate เช่น

  • pure             ——             purify
  • critic             ——             criticize
  • active           ——             activate

4. suffix ที่เติมแล้วทำให้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) -ly เช่น

  • happy           ——-            happily
  • suitable        ——-            suitably

รู้ suffix มีประโยชน์อย่างไร? คำตอบคือ ถ้าเรารู้ความหมายของรากศัพท์หรือคำหลัก ก็สามารถเดาความหมายได้ค่ะ ช่วยเรื่องการอ่านได้เยอะเลย ^^

 Posted by at 7:41 pm
Jul 162015
 

Prefixes

ปัญหาระดับโลกในการเรียนภาษาอังกฤษคือ “จำคำศัพท์ไม่ได้!!” ทำไงดี? จะให้ท่องศัพท์ทุกตัวใน dictionary ก็คงไม่ไหว วันนี้มีตัวช่วยมานำเสนอค่ะ เป็นทางลัดในการเดาความหมายของคำศัพท์ ไม่ได้หมายความว่าการจดจำคำศัพท์ไม่จำเป็นนะคะ อย่างน้อยเราต้องจำและรู้จักรากศัพท์เอาไว้บ้าง ตัวช่วยที่ว่าคือ Prefixes นั่นเอง Prefixes คืออะไร? เหมือนไม่ใช่แกรมม่าร์ที่จำเป็นเท่าไหร่แต่อยากจะบอกว่า prefix เนี่ยมีประโยชน์มากๆในการอ่าน เพราะถ้าเรารู้รากศัพท์และรู้จัก prefix การเดาความหมายคำศัพท์จะง่ายมากๆเลย ไม่ต้องไปเสียเวลาเปิด dictionary ให้เสียอารมณ์ในการอ่าน

Prefix คือ คำอุปสรรคที่เติมข้างหน้าคำหลัก แล้วเปลี่ยนความหมายของคำๆนั้น แต่ชนิดของคำหรือ parts of speech ยังคงเดิม แต่ปัญหาคือ!! prefix มีเยอะมากๆ ทางเดียวคือจดจำและทำความคุ้นเคยกับมันบ่อยๆ พอเจอปุ๊บก็จะจำได้ทันทีเลย Prefix มี 2 แบบค่ะ คือ

1.) แบบที่เติมเข้าไปข้างหน้าคำอื่นแล้วความหมายเปลี่ยน พอแยกออกมาความหมายก็กลับเป็นแบบเดิม

2.) แบบที่แฝงอยู่หน้าคำอื่นอยู่แล้ว และมีความหมายตาม prefix ที่แฝง แต่ไม่สามารถแยกออกมาได้ เช่น contradict เป็นต้น

มาดูตัวอย่างของ prefix ที่เจอบ่อยๆกันค่ะ

1. in-, im-, il-, ir-, un, dis, non-, a-   กลุ่มนี้ที่เอามารวมกัน เพราะทั้งหมดนี้เมื่อเติมหน้าคำใด จะมีความหมายว่า “ไม่” หรือทำให้มีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิม เช่น

  • indirect         หมายถึง   โดยอ้อม   ( direct แปลว่า ตรง เติม in ไปแปลว่า ไม่ตรง คือ โดยอ้อม นั่นแหละค่ะ)
  • impossible   หมายถึง   เป็นไปไม่ได้
  • illegal           หมายถึง ผิดกฎหมาย
  • irresponsible หมายถึง ไม่รับผิดชอบ
  • unexpected   หมายถึง ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
  • dislike           หมายถึง ไม่ชอบ
  • non-academic หมายถึง ไม่ใช่ด้านวิชาการ
  • amoral          หมายถึง ไร้ศีลธรรม

2. re- มีความหมายว่า “ทำอีกครั้ง” มักเติมไว้หน้า verb เช่น

  • rewrite          หมายถึง   เขียนอีกครั้ง
  • rearrange      หมายถึง จัดเตรียมใหม่

3. pre- มีความหมายว่า “ก่อน”   post- มีความหมายว่า “หลัง” เช่น

  • prehistory     หมายถึง   ก่อนประวัติศาสตร์
  • pre-war        หมายถึง ก่อนสงคราม
  • post-war       หมายถึง หลังสงคราม

4. ex- เติมเข้าไปจะแปลว่า “อดีต (ตำแหน่ง)” เช่น

  • ex-president    หมายถึง   ประธานาธิบดีคนก่อน
  • ex-husband      หมายถึง สามีคนก่อน

5. super- แปลว่า เหนือ,สูงกว่า   / sub แปลว่า อยู่ต่ำกว่า, ใต้,อยู่ภายใต้ เช่น

  • superstructure    หมายถึง   โครงสร้างที่อยู่ข้างบน
  • subsystem   หมายถึง   ระบบที่อยู่ภายใต้ระบบใหญ่
  • subway   หมายถึง   รถไฟใต้ดิน, ทางเดินใต้ดิน

6. prefix ที่บอกขนาด เช่น max, macro แปลว่า ใหญ่   mini, micro แปลว่าเล็ก เช่น

  • microbus     หมายถึง รสบัสขนาดเล็ก
  • maximum               หมายถึง ใหญ่ที่สุด

7. prefix บอกจำนวน เช่น mono, uni แปลว่า หนึ่ง   bi, di, duo แปลว่า สอง tri แปลว่า สาม เช่น

  • bicycle  หมายถึง รถจักรยาน (มีสองล้อ)
  • triangle หมายถึง สามเหลี่ยม
  • monocle  หมายถึง แว่นข้างเดียว

8. mis- แปลว่า ผิด เช่น

  • misunderstand        หมายถึง เข้าใจผิด
  • misspell       หมายถึง สะกดผิด

9. inter แปลว่า “ระหว่าง” intra แปลว่า “ภายใน” เช่น

  • interchange   หมายถึง   การแลกเปลี่ยน (ระหว่างกัน)
  • intrastate                หมายถึง ภายในรัฐ

10. contra, anti, counter แปลว่า “ต่อต้าน” เช่น

  • antisocial                หมายถึง ต่อต้านสังคม
  • contradict               หมายถึง ขัดแย้ง

นี่เป็นเพียง prefix ที่พบเจอบ่อยๆเท่านั้น ยังมี prefix อีกมากมาย ว่างๆลองสำรวจหาคำที่มี prefix ดูนะคะ เราจะจดจำมันได้เองถ้าได้เจอบ่อยๆ ^^

 Posted by at 7:22 pm
Jul 162015
 

Compound words ตอนที่ 2 ( Compound Adjective)

จากที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนที่ 1 ว่า compound words คือคำประสมที่เกิดจากการนำคำสองคำมารวมกัน แบ่งออกเป็น Compound Noun และ Compound Adjective ในตอนที่ 2 นี้จะกล่าวถึง compound adjective หรือคำคุณศัพท์ประสมค่ะ

คำคุณศัพท์ประสม หมายถึง การนำคำสองคำมารวมกันแล้วเกิดคำใหม่ขึ้น โดยคำที่ได้นั้นทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ คำคุณศัพท์ประสมเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ ดังนี้ค่ะ

1. Noun + Adjective เช่น

  • A blood-red blouse  หมายถึง   เสื้อที่มีสีแดงเหมือนเลือด
  • Nut-brown eyes              หมายถึง   ตาที่มีสีน้ำตาลเข้ม

2. Adjective + Noun เช่น

  • Upper-class people       หมายถึง   คนชั้นสูง
  • Real-life story                 หมายถึง   เรื่องราวชีวิตจริง

การรวมกันในลักษณะแบบนี้รวมไปถึงการบอกจำนวนของคำนามด้วย คือ การนำเอา

จำนวน + คำนามรูปเอกพจน์ เช่น

  • Five-year-old boy           หมายถึง เด็กชายอายุ 5 ขวบ
  • Three-room house          หมายถึง บ้านที่มี 3 ห้อง
  • Ten-minute walk             หมายถึง   การเดิน 10 นาที

3. Adjective + Noun เติม ed  เช่น

  • A two-legged animal       หมายถึง สัตว์ที่มี 2 ขา
  • A long-sleeved shirt        หมายถึง เสื้อแขนยาว
  • A red-nosed reindeer       หมายถึง   กวางจมูกแดง

4. Adjective/Noun/Adverb + Ving เช่น

  • A good-looking girl         หมายถึง เด็กสาวหน้าตาดี
  • A fast-growing business หมายถึง ธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • An easy-going person      หมายถึง คนที่มีความเป็นอยู่ง่ายๆสบายๆ
  • A grass-cutting knife      หมายถึง มีดตัดหญ้า

5. Noun/Adjective/Adverb + Past Participle (V3) เช่น

  • A well-known legend                หมายถึง ตำนานที่รู้จักกันดี
  • A beautifully-decorated room  หมายถึง   ห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
  • A snow-covered playground      หมายถึง สนามที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

6. Noun + Noun คำนาม บวก คำนาม ก็สามารถเป็นคำคุณศัพท์ขยายได้ เช่น

  • A water-proof watch       หมายถึง นาฬิกาข้อมือที่กันน้ำได้
  • A fireproof coat               หมายถึง เสื้อกันไฟ

การรู้จักคำประสมจะทำให้เราเข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้นเพราะจะได้รู้ที่มาของคำและรู้ว่าใช้อย่างไร เวลาอ่านจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ยิ่งถ้าอ่านเอกสารเชิงวิชาการจะมีการประสมคำในลักษณะนี้เยอะมาก ซึ่งบางทีเปิดดูในพจนานุกรมก็ไม่มีจึงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องคำประสมเข้าไปช่วยค่ะ ^^

 Posted by at 6:43 pm
Jul 162015
 

Compound Words – ตอนที่ 1 (Compound Nouns)

Compound words คือ คำประสมที่เกิดจากการนำเอาคำสองคำซึ่งอาจจะมีหน้าที่เหมือนกันหรือต่างกันมารวมกันเป็นคำเดียวกัน หลักในการเขียนคำประสมถ้าจะพูดกันจริงๆก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอน เวลาใช้ก็ต้องเช็คจากพจนานุกรมหรือดูที่เขาใช้กันว่าส่วนใหญ่เขาใช้กันแบบไหน แต่ส่วนใหญ่จะพบเจอการเขียนใน 3 รูปแบบดังนี้

  1. เขียนติดกันเป็นคำๆเดียว เช่น postcard toothbrush football homework headmaster เป็นต้น
  2. เขียนแยกกันโดยไม่ต้องใส่ hyphen (-) เช่น taxi driver   mother tongue   office hours เป็นต้น
  3. เขียนแยกจากกันเป็นสองคำโดยมี hyphen คั่น เช่น fire-engine swimming-pool son-in-law passer-by เป็นต้น

Compound words สามารถแบ่งออกเป็น

  1. Compound Noun คือ คำที่ประสมกันแล้วทำหน้าที่เป็นคำนาม
  2. Compound Adjective คือ คำที่ประสมกันแล้วทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์

1. Compound Noun คือ คำนามที่มาจากการนำคำตั้งแต่ 2 คำมารวมกันแล้วเกิดเป็นคำนามใหม่ขึ้นมา โดยที่คำข้างหลังจะเป็นคำหลัก (head) และคำข้างหน้าจะเป็นคำขยาย (modifier) โดยวิธีการเขียนอาจจะเขียนรวมกัน เขียนแยกกันหรือเขียนแยกกันโดยมี hyphen คั่น Compound Noun สามารถเกิดจากคำหลากหลายประเภทมารวมกัน ดังนี้

1.1 Noun + Noun คำนามประสมกับคำนาม จะมีความหมาย 5 ลักษณะดังนี้

นามตัวแรกจะบอกให้รู้ว่านามตัวหลังทำมาจากอะไร เช่น

  • iron + gate = iron gate   ประตูเหล็ก
  • plastic + bag = plastic bag   ถุงพลาสติก

นามตัวแรกบอกสิ่งที่ขายหรือทำ นามตัวหลังบอกอาชีพ เช่น

  • hair + dresser = hair dresser    ช่างจัดแต่งทรงผม
  • fruit + seller = fruit seller    คนขายผลไม้

นามตัวแรกเป็นของที่บรรจุ ส่วนนามตัวหลังเป็นภาชนะที่บรรจุ เช่น

  • tea + pot = tea pot    หม้อชา
  • pencil + box = pencil box    กล่องดินสอ

นามตัวหลังมีความสัมพันธ์กับนามตัวแรก เช่น

  • reference + book = reference book หนังสืออ้างอิง
  • weather + report = weather report รายงานสภาพอากาศ

นามตัวหน้าบอกให้ทราบถึงสถานที่ของนามตัวหลัง เช่น

  • shop + keeper = shopkeeper    เจ้าของร้าน
  • land + lord   =   landlord    เจ้าของบ้าน

1.2 Gerund (Ving) + Noun เช่น

  • living + room =   living room      ห้องนั่งเล่น
  • sleeping + pill = sleeping pill     ยานอนหลับ
  • hearing + aid =   hearing-aid      เครื่องช่วยฟัง
  • sleeping + bag = sleeping bag   ถุงนอน

1.3   Noun + Gerund (Ving) เช่น

  • day + dreaming = daydreaming การฝันกลางวัน
  • fortune + telling = fortunetelling   การทำนาย
  • bull + fighting = bull-fighting     การสู้วัวกระทิง

1.4 Adjective + Noun เช่น

  • high + way =   highway             ทางหลวง
  • fresh + water = freshwater       น้ำจืด
  • gentle + man = genltleman        สุภาพบุรุษ

1.5 Noun + Verb เช่น

  • car + wash =   carwash   การล้างรถ
  • sun + rise = sunrise     ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น
  • hand + shake = handshake   การจับมือ

1.6 Noun + Preposition เช่น

  • son + in + law = son-in-law      ลูกเขย
  • father + in + law = father-in-law พ่อตา
  • mother + in + law = mother-in-law แม่ยาย

1.7 Adverb + Verb เช่น

  • out + put = Output  ผลผลิต
  • in + put = Input    ข้อมูล
  • out + break = outbreak    การเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

1.8 Preposition + Noun เช่น

  • up + stairs = upstairs   ชั้นบน
  • over + pass = overpass   สะพานลอย
  • by + pass = bypass   ทางเลี่ยงเมือง

1.9 Verb + Preposition คำประสมในกลุ่มนี้มักมีความหมายที่เปลี่ยนไปจากความหมายเดิมของแต่ละคำ เช่น

  • make + up = makeup   การแต่งหน้า
  • break + through = breakthrough การพัฒนาหรือค้นพบ

ติดตาม compound words ในส่วนของ compound adjective ได้ในตอนที่ 2 ต่อนะคะ

 Posted by at 3:24 pm
Jul 152015
 

phrasal verbs (กริยาวลี)

Phrasal verbs หรือ กริยาวลี คือกลุ่มคำกริยาที่ประกอบไปด้วย คำกริยา (verb)และคำบุพบท (preposition) เมื่อรวมกันแล้วความหมายมักจะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น

give up   แปลว่า   เลิก, หยุด     (เราไม่สามารถแปล give ว่า ให้ และ up แปลว่า ขึ้น แล้วนำมารวมกันแปลว่า “ให้ขึ้น” ได้)
come across แปลว่า พบโดยบังเอิญ ( come = มา, across = ข้าม)

ตัวอย่างอื่นๆเช่น

call off           ยุติ, ยกเลิก                        look up         ค้นหา
look after      ดูแล                                  turn into       กลายเป็น
carry on        ทำต่อไป                           turn up         ปรากฎตัว

Phrasal verbs แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. แบบ Separable verbs คือ กริยาวลีที่สามารถแยก verb และ preposition ได้ซึ่งมักเป็นกริยาวลีที่ต้องการกรรม เช่น   turn on, turn off, take off, try on, etc. เช่น

  • You must take off your shoes before entering the room.

สามารถเขียนได้ว่า

  • You must take your shoes off before entering the room.
  • Please turn off the light. หรือ Please turn the light off.
  • You can try on the shirt. หรือ You can try the shirt on.

** ในกรณีที่กรรมเป็นคำสรรพนามจะต้องวางไว้หน้าคำบุพบทเสมอ เช่น

  • You can try it on. จะเขียนว่า You can try on it. ไม่ได้
  • Please turn it off จะเขียนว่า Please turn off it ไม่ได้

** ถ้าหากว่า กรรมเป็นกลุ่มคำที่เป็นยาวๆ จะไม่สามารถวางไว้หน้าบุพบทได้ ให้วางไว้หลังกริยาวลีเสมอ เช่น

  • He gave away every book that he possessed. (ถูกต้อง)
  • He gave every book that he possessed away. (ผิด)

2. แบบ inseparatable verbs คือกริยากลุ่มที่ถ้ามีกรรมมารับจะไม่สามารถแยก verb กับ preposition ออกจากกันได้ ต้องวางกรรมไว้หลังสุด เช่น

  • The teachers have to look after students at school.
    ไม่สามารถเขียนว่า The teachers have to look students after at school.

ในบางครั้งกริยาวลีอาจจะเป็นแบบ three-word verb คือมีการใช้คำบุพบทมากกว่า 1 ตัว เช่น

put up with             อดทนกับ                catch up with                    ตามทัน
look down to           ดูถูก                        run out of                หมด

ตัวอย่างประโยค เช่น

  • We are about to run out of water.
    พวกเรากำลังจะไม่มีน้ำ
  • I can’t put up with that noise any longer.
    ฉันทนเสียงนั่นต่อไปไม่ได้แล้ว

** มีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ กริยาบางตัวที่ตามด้วยคำบุพบทจะไม่ใช่ กริยาวลี วิธีการแยกแยะระหว่างกริยาวลีและกริยาที่ตามด้วยคำบุพบทคือ กริยาที่ตามด้วยคำบุพบท คือ กริยาที่มีคำบุพบทแต่ไม่เปลี่ยนความหมายของคำกริยานั้น เช่น agree with ก็ยังคงมีความหมายเดิมของ agree และ with คือ “เห็นด้วยกับ” หรือ wait for ก็ยังแปลว่า “รอ”

แต่กริยาวลี คือ กลุ่มคำที่ประกอบไปด้วย คำกริยา และ บุพบท โดยที่จะให้ความหมายใหม่ขึ้นมา เช่น ask out ไม่ได้มีเค้าความหมายเดิมของ ask และ out แต่จะแปลว่า “ชวนออกไปข้างนอก” หรือ run into แปลว่า “พบ(ใครคนหนึ่ง)โดยบังเอิญ

การเข้าใจความหมายของกริยาวลีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับหลายๆคนเพราะมันมีความหมายที่ไม่ใช่ความหมายเดิมนั่นเอง วิธีการเดียวก็คือต้องเจอบ่อยๆใช้บ่อยๆจึงจะจำได้เอง ^^

 Posted by at 9:18 pm
Jul 152015
 

การใช้ always

always เป็น adverb of frequency หรือคำบอกความถี่ แปลว่า “สม่ำเสมอ, เป็นประจำ” ซึ่งโดยปกติเรามักจะใช้ always คู่กับประโยค present simple tense เพื่อบอกถึงสิ่งที่เราทำซ้ำซาก จำเจ ทำสม่ำเสมอ (habitual actions) ในปัจจุบัน  เช่น

  • They are always kind to me.
  • We always satisfy our customers.
  • She always goes without saying goodbye.
  • My mom always tells me to be careful when I drive.

ตำแหน่งในการวาง always คือวางไว้หน้าคำกริยาในประโยค แต่ถ้าประโยคนั้นมี verb to be ก็ให้วางไว้หลัง verb to be

แต่ทราบหรือไม่ว่า always ก็ใช้คู่กับ present continuous tense ได้ แต่ความหมายที่สื่อออกมามันจะเปลี่ยนไป มันจะแปลได้ว่า สิ่งที่ทำสม่ำเสมอหรือซ้ำซากนั้นทำให้เรารำคาญหรือมีผลกระทบในทางที่ไม่ดีกับเรา เช่น

  • He is always looking at me.
    เขาชอบมองฉันบ่อยๆ

(ซึ่งการมองนี้ไม่ได้ทำให้คนถูกมองยินดีปรีดาแต่อย่างใด แต่เป็นในเชิงน่ารำคาญเสียมากกว่า)

  • You are always pretending to love me.
    คุณชอบเสแสร้งทำเป็นรักฉัน (แต่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้รัก ซึ่งทำให้ฉันรำคาญหรือเสียใจหรือน้อยใจ)
  • You are always complaining about silly things.
    เธอน่ะชอบบ่นเรื่องอะไรที่มันงี่เง่า (ซึ่งมันน่ารำคาญ)

ตำแหน่งในการวาง always ก็เช่นเดิม คือให้วางไว้หน้า verb ในประโยค และสิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้ always คือ หลัง always ต้องมี s เสมอ เพราะบางคนชอบเขียน alway แบบนี้ค่ะ และถ้าหากประธานเป็นเอกพจน์ กริยาก็ต้องเติม s ด้วย เพราะบางคนคิดว่ามี s ที่ always แล้ว กริยาไม่ต้องเติม s แล้ว อันนี้มีคนเคยเขียนผิดมาแล้ว   เช่นถ้าประโยคคือ

  • He always eats after midnight.   ไม่ใช่ He always eat after midnight.
 Posted by at 10:38 am
Jul 142015
 

การบอกความสามารถในภาษาอังกฤษ (การใช้ can, could, to be able to)

การบอกความสามารถในภาษาอังกฤษที่เห็นจะใช้กันบ่อยๆก็คือ can, could และ to be able to ค่ะ สามตัวนี้สามารถใช้แทนกันได้ในบางกรณี และในบางสถานการณ์ก็ใช้แทนกันไม่ได้ ถ้าจะพูดถึงความสามารถทั่วๆไปในปัจจุบัน ก็ใช้ can โดยที่ can + V1 ถ้าเป็นปฏิเสธก็ใช้ cannot หรือ can’t แต่ถ้าเป็นความสามารถทั่วๆไปในอดีต ก็ใช้ could + V1 ถ้าเป็นปฏิเสธก็ใช้ could not หรือ couldn’t เช่น

  • He can drive a car.
  • She can’t live alone.
  • I could sing French songs when I was in high school.
  • My children couldn’t swim until they were five.

To be able to สามารถนำมาใช้แทน can หรือ could ได้ในการพูดถึงความสามารถทั่วๆไปเช่นนี้ได้ เช่น

  • He is able to juggle the ball very well.
  • They are able to row the boat cross the river.

แต่ในประโยคที่เป็น future tense, perfect tense หรือ infinitive เราไม่สามารถใช้ can ได้ จึงต้องใช้ to be able to แทน เพราะเราไม่สามารถพูดว่า I will can call you tonight. ได้ (เพราะกริยาช่วยสองตัวมันจะอยู่ด้วยกันไม่ได้) จึงต้องพูดว่า I will be able to call you tonight. หรือตัวอย่างอื่นๆเช่น

  • I haven’t been able to get much work done today.
  • I want to be able to speak four languages.

ในประโยค passive voice เราสามารถใช้ได้ทั้ง can, could และ be able to เช่น

  • The car can’t be fixed within two days.
  • The room is able to be painted today.

ในบางสถานการณ์ที่เป็นอดีต เราไม่สามารถใช้ could ได้ แต่จะใช้ was/were able to แทน คือเหตุการณ์ที่เราต้องการสื่อว่าเราสามารถทำอะไรสำเร็จได้ในอดีต เช่น

  • Joshua was able to win the gold medal at the Olympic Games.
  • Samantha and Maria were able to enter the Top Ten university in America.

ในสถานการณ์นี้ถ้าเราใช้ could มันจะแปลว่าเราสามารถทำสิ่งนี้ได้ ซึ่งอาจจะได้ทำหรือไม่ได้ทำก็ได้ แต่ในกรณีนี้ได้ทำไปแล้วและสามารถทำได้แล้วจึงใช้ to be able to แทน

*** ขอเพิ่มเติมในกรณีที่ can กับ could สามารถใช้ในการขอร้องหรือการขออนุญาต ในกรณีนี้ไม่สามารถใช้ to be able to แทนได้ เช่น

  • Can you pass me the salt?         ช่วยส่งเกลือมาให้หน่อยได้มั้ย

เราไม่สามารถพูดว่า

  • Are you able to pass me the salt?

เพราะจะเป็นการถามถึงความสามารถซะมากกว่าประมาณว่ามีความสามารถในการส่งเกลือมาได้มั้ย ซึ่งมันก็จะไม่ใช่การขอร้อง

จบเรื่องการพูดเรื่องความสามารถในภาษาอังกฤษค่ะ ดูเหมือนจะใช้ง่ายๆ แต่ถ้าลงรายละเอียดลึกลงไปนี่ก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน   ลองฝึกใช้ดูค่ะ ^^

 Posted by at 9:32 am