Jul 282015
 

ว่าด้วยเรื่องของ like
เวลาที่เราเจอคำว่า like เนี่ยอย่าไปคิดว่ามันแปลว่า “ชอบ” ไปซะหมดนะคะ เพราะมันยังมีความหมายอื่นๆอีกค่ะ แล้วไหนจะญาติโกโหติกาของ like จำพวก alike, unlike, likely อีก พวกนี้ก็ตัวปัญหาเหมือนกัน เพราะแต่ละตัวก็ดันใช้ไม่เหมือนกันอีก ** เรื่องนี้พวกข้อสอบ ONET, GAT หรือสอบภาษาอังกฤษทั้งหลายชอบเอามาออกนักแล** มาตีแผ่เรื่อง like กันดีกว่า เริ่มด้วยคำว่า like ก่อนเลยแล้วกัน

1. like
Like เป็นได้ทั้ง คำกริยา (verb) คำคุณศัพท์ (adjective) และคำบุพบท (preposition) ถ้าชนิดของคำต่างกัน ความหมายก็จะแตกต่างกันไปนะคะ ลองเปรียบเทียบจากประโยคด้านล่าง

  • She is like her mother.
  • She likes eating meat like chicken, beef, and lamb.

มาดูกันสิว่า like ตัวไหน ทำหน้าที่อะไรและมีความหมายว่าอย่างไรกันบ้าง

ในประโยคแรก like เป็น adjective เพราะตามหลัง Verb to be แปลว่า “เหมือน” ค่ะ ดังนั้นประโยคแรกจึงแปลว่า

“เธอเหมือนแม่ของเธอ”

ประโยคที่สอง มี like อยู่สองตัว ตัวแรกทำหน้าที่เป็น verb ในประโยค เพราะมีการผันตาม tense คือ เติม s ตามกฎของ present simple tense แปลว่า “ชอบ” ส่วนตัวที่สอง ทำหน้าที่เป็น preposition ที่เชื่อมระหว่าง noun กับ noun แปลว่า “เช่น, ตัวอย่างเช่น” ดังนั้นประโยคนี้จึงแปลว่า         “เธอชอบกินเนื้อเช่น เนื้อไก่ เนื้อวัว และเนื้อแกะ”

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • Like his brother, Harry rides a bicycle to school. (ประโยคนี้ like ทำหน้าที่เป็นบุพบท)
    เช่นเดียวกับพี่ชายของเขา แฮรี่ขี่จักรยานไปโรงเรียน
  • He makes me feel like a princess.
    เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเจ้าหญิง

2. alike
เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์และคำกริยาวิเศษณ์ค่ะ แปลว่า “เหมือน, เช่นเดียวกับ, อย่างเดียวกับ” แต่ถ้า alike ตัวนี้เป็น adjective จะไม่สามารถนำมาวางไว้หน้าคำนามได้ ดังนั้นมันจึงต้องตามหลัง verb to be หรือ linking verb เท่านั้น ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นมันอยู่ท้ายประโยค เช่น

  • Monkeys and gibbons are alike.
    ลิงกับชะนีนั้นคล้ายกัน
  • Nana and Neena are alike because they are twins.
    นาน่ากับนีน่าหน้าตาเหมือนกันเพราะพวกเขาเป็นฝาแฝดกัน
  • These rules apply to everybody alike.
    กฎพวกนี้บังคับใช้กับทุกคนเหมือนๆกัน

** ประโยคนี้ alike เป็น adverb

3. unlike
เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์และคำบุพบท มีความหมายว่า “ไม่เหมือน, แตกต่าง”

  • The sisters are quite unlike.
    พี่น้องคู่น้องไม่ค่อยจะเหมือนกันเลย
    (ในประโยคนี้ unlike ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์เพราะตามหลัง verb to be)
  • Unlike other cars, beetle has a very unique style.
    ไม่เหมือนกับรถคันอื่นๆทั่วไป รถเต่าจะมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง
    (ในประโยคนี้ unlike ทำหน้าที่เป็น คำบุพบท )

4. likely
มาถึงตัวสุดท้าย   likely จะเป็นได้ทั้ง adjective และ adverb แปลว่า “มีแนวโน้มว่า,   มีท่าทางว่า, น่าจะเป็นไปได้ว่า” เช่น

  • He’s likely to be late so you should tell him again that the meeting is at eight.
    เขาน่าจะมาสาย ดังนั้นคุณน่าจะบอกเขาอีกครั้งว่าการประชุมมีตอนแปดโมงเช้า
  • Smallpox was likely present in Europe by about 300 CE.
    โรคฝีดาษเป็นไปได้ว่าจะมีอยู่ในยุโรปช่วงปี ค.ศ. 300

** แค่ like ตัวเดียวแต่แตกแขนงออกได้ไปอีกหลายคำเลย เพราะฉะนั้นเราถึงได้บอกว่าภาษาอังกฤษมันดิ้นได้ ^^

 Posted by at 6:53 pm
Jul 282015
 

การใช้ here และ there

คำว่า here กับ there ทั้งสองคำนี้พื้นเพของมันคือ adverb of place หรือคำกริยาวิเศษณ์บอกตำแหน่ง/ สถานที่ here แปลว่า “ที่นี่” there แปลว่า “ที่นั่น” ตัวอย่างประโยค เช่น

  • Susan isn’t there. I don’t know where she is.
    ซูซานไม่ได้อยู่ที่นั่น ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน
  • Is anybody here?
    มีใครอยู่ที่นี่มั้ย
  • Come over here and sit down with us.
    มานี่สิ มานั่งรวมกับพวกเราสิ

โดยทั่วไป here กับ there ก็จะจับจองตำแหน่งท้ายประโยคเอาไว้ คือ วางไว้หลังสุด แต่ในบางครั้งเราจะเห็น here กับ there โผล่มาขึ้นต้นประโยคบ้าง จุดประสงค์เพื่อเน้นใจความ เป็นการพูดคล้ายๆประโยคอุทาน ซึ่งความหมายนั้นก็ต้องดูตามสถานการณ์    โดยมีโครงสร้างดังนี้ค่ะ

  1. Here / There + Verb (be / come / go) + Noun
  2. Here / There + Pronoun + Verb (be / come / go)

ตัวอย่างโครงสร้างแบบที่ 1

  • Here comes Alice!
    นี่ๆไง อลิซมาแล้ว

(คนพูดอาจจะเห็นอลิซเดินมาแต่ไกล จึงพูดเป็นการเน้นบอกว่า อลิซมานั่นแล้ว และในที่นี่กริยาที่ตามหลัง Alice ก็ต้องเติม s ด้วยเพราะ Alice เป็นประธานเอกพจน์)

  • Hurry up! There goes the train!
    รถไฟมานั่นแล้วไง

สำหรับคำว่า There goes อาจจะหมายถึงจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได้ เช่น

  • There goes our love again.
    รักของเราพังลงอีกครั้ง
  • There goes my diet.
    ฉันเริ่มงดอาหารอยู่
  • There goes our bus. I’ll have to walk.
    รถเมล์ไปนู่นแล้ว คงต้องเดินแล้วแหละ
  • There is the prince!
    นั่นไง เจ้าชาย

(There ในที่นี้ หมายถึง over there แปลว่า “ที่นั่น” อย่าสับสนกับ there is / there are ที่แปลว่า “มี” นะคะ)

ตัวอย่างโครงสร้างแบบที่ 2

  • Here it is.
    นี่ไง

(ใช้พูดเวลาที่เรายื่นสิ่งของให้คนอื่น)

  • There she is.
    นั่นไง เธออยู่นั่นไง

บางครั้งภาษาก็มีลูกเล่นเพื่อให้เกิดความสละสลวย สร้างอารมณ์ความรู้สึกขณะพูดหรือเขียน ภาษาอังกฤษก็ไม่ยกเว้นเช่นกัน ดังนั้นนอกจากต้องเรียนประโยคธรรมดาสามัญแล้วยังต้องเรียนประโยคในลักษณะนี้ด้วย เพื่อความเข้าใจในตัวภาษาอย่างถ่องแท้นะคะ ^^

 Posted by at 6:44 pm
Jul 272015
 

Modifiers of Adjectives and Adverbs

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า modifier กันก่อน modifier หมายถึง “คำขยาย” ในที่นี้เรากำลังพูดถึงคำขยายที่นำมาขยายความคำคุณศัพท์ (adjective) หรือคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) ซึ่งก็คือ คำกริยาวิเศษณ์นั่นเองค่ะ หน้าที่ของกริยาวิเศษณ์นั้นคือขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์และขยายตัวมันเองก็ได้คือกริยาวิเศษณ์   กริยาวิเศษณ์หรือ adverb ที่ใช้ขยายคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ส่วนใหญ่จะเป็น adverb of degree คือคำที่บอกระดับมาก มากที่สุด ที่สุด เช่น very, so, pretty, fairly, quite, rather, exactly, too, as, more, most คำพวกนี้เวลานำไปขยายจะวางไว้หน้าคำคุณศัพท์หรือกริยาวิเศษณ์ที่มันไปขยาย ตัวอย่างเช่น

  • Samantha is pretty bossy.
    ซาแมนธาค่อนข้างจะชอบทำตัวเป็นเจ้านาย

(pretty ในประโยคนี้ไม่ได้เป็น Adj. ที่แปลว่า น่ารักนะคะ แต่ในประโยคทำหน้าที่เป็น adv. แปลว่า “ค่อนข้าง” มีความหมายเหมือน quite และ rather ค่ะ ในประโยคนี้ pretty ขยายคุณศัพท์คำว่า bossy)

  • It’s not too late to apologize.
    มันยังไม่สายเกินไปที่จะขอโทษ
  • You’re so nice.
    คุณเป็นคนน่ารักมากๆ
  • This is rather strange.
    เรื่องนี้มันค่อนข้างแปลกๆนะ

ตัวอย่างที่ขยาย adv. เช่น

  • He speaks German very well.
    เขาพูดภาษาเยอรมันได้ดีมาก
  • Sofia comes here quite often.
    โซเฟียมาที่นี่ค่อนข้างบ่อย

นอกจากนี้ยังมี Adverb ตัวอื่นๆที่ใช้ขยายคุณศัพท์หรือกริยาวิเศษณ์ได้อีก เช่น entirely, completely, perfectly, thoroughly, extremely, particularly, tremendously, extraordinarily, wonderfully, awfully, frightfully เช่น

  • The trip was extremely exciting.
    ทริปนั้นน่าตื่นเต้นสุดๆไปเลย
    (extremely ขยาย adj. คำว่า exciting )
  • This organization relies entirely on voluntary donations.
    องค์กรนี้อยู่มาได้โดยอาศัยเงินที่ได้รับบริจาคมาทั้งหมด

** Adjective สามารถใช้ prepositional phrase หรือ บุพบทวลีมาขยายก็ได้ บุพบทวลีคือ กลุ่มคำที่ขึ้นต้นด้วยคำบุพบท เช่น

  • In the past, most wives were dependent on their husbands.
    ในอดีต ภรรยาส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาสามี
  • He is good at English but weak in mathematics.
    เขาเก่งภาษาแต่อ่อนคณิตศาสตร์
  • It’s not easy to understand.
    มันไม่เรื่องง่ายเลยที่จะเข้าใจ
  • He is a man difficult to deal with.
    เขาเป็นคนที่ยากจะรับมือด้วย
 Posted by at 9:25 pm
Jul 272015
 

การใช้ no matter…

คำว่า no matter เป็นคำเชื่อม หรือ conjunction ตัวหนึ่งค่ะ แปลได้เก๋ๆว่า

“ไม่ว่าจะ…….”   แต่รู้จักแล้ว รู้ความหมายแล้ว แต่ปัญหาคือเวลาจะนำไปใช้ ใช้ยังไง? เวลาเจอประโยคที่มี no matter ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่ามันมักจะอยู่คู่กับ wh-question word ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าโครงสร้างการใช้ no matter จะเป็นแบบนี้ค่ะ

No matter + wh-question word + sentence

ตัวอย่างประโยค เช่น ถ้าเราต้องการจะเขียนประโยคว่า “ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร ฉันก็จะรักเธอ” (Wowwww ^^) จะเขียนโดยใช้ no matter ได้อย่างไรมาดูกันค่ะ

เริ่มแรกเลยก็เอา No matter มาขึ้นต้นประโยค   จากนั้นมองหาคำที่เป็น wh-question word ในประโยคก็ไปจ๊ะเอ๋กับคำว่า “ใคร” ซึ่งก็คือ who

No matter who……

พอได้มาถึงตรงนี้ปุ๊บ เอาที่เหลือคือ “เธอจะเป็น…” ใส่เข้าไปเล้ยยยย กลายเป็น

No matter who you are, I will love you.

ได้ประโยค no matter มาใช้สบายอุราแล้ว หรือจะสลับเอาประโยคหลังมาไว้ด้านหน้าก็ไม่ผิดก็จะกลายเป็น I will love you no matter who you are. แต่ comma จะหายไปแค่นั้นเอง

มาดูตัวอย่างประโยคอื่นๆกันค่ะ

  • No matter what I say, he always listens.
    ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร เขาก็มักจะฟังเสมอ
  • No matter where you are, I can feel that you stay by my side.
    ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ฉันก็รู้สึกได้ว่าคุณอยู่ข้างๆฉันตลอด
  • No matter how I explain it, he doesn’t understand.
    ไม่ว่าฉันจะอธิบายอย่างไร เขาก็ไม่เข้าใจ

** การใช้ how นะคะ อาจจะมีอีกแบบหนึ่งคือ how + adjective เช่น how hard มีความหมายว่า ยากเย็นแค่ไหน หรือ how long, how cold, etc.

  • No matter how hard you try, you won’t get it.
    ไม่ว่าคุณจะพยายามหนักแค่ไหน คุณก็จะไม่ได้มันไปหรอก
  • No matter how long it takes, I’ll wait for her.
    ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ฉันก็จะรอเธอ

** บางครั้งเราอาจจะเจอคำว่า no matter what อย่างเดียว แบบนี้ก็ใช้ได้ค่ะ มันมาจากประโยคเต็มว่า no matter what happens แปลว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

  • Don’t give up no matter what.
    อย่ายอมแพ้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
  • I’ll stay by your side no matter what.
    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็ยังจะยืนอยู่ข้างเธอ

สุดท้ายนี้ No matter how hard English is, I’ll never give up learning. “ไม่ว่าภาษาอังกฤษจะยากสักแค่ไหน ฉันก็จะไม่เลิกเรียนเด็ดขาด” ^^

 Posted by at 9:14 pm
Jul 272015
 

โครงสร้างประโยคเปรียบเทียบ the more….the more

ในภาษาอังกฤษมีโครงสร้างประโยคเปรียบเทียบแบบหนึ่งที่ถ้าเทียบเป็นภาษาไทยจะแปลว่า ยิ่ง…..ยิ่ง….. เช่น ยิ่งสูง ยิ่งหนาว หลักการเขียนประโยคแบบนี้มีดังนี้ค่ะ

The + more/Adj+er….., the more/Adj+er….

** ถ้า adjective ที่มี 1-2 พยางค์ ให้เติม –er ได้ แต่ถ้ามีมากกว่า 2 พยางค์หรือ adjective ที่มี 2 พยางค์บางคำ ให้ใช้ more เติมหน้า adjective นั้น โดยไม่ต้องใส่ -er ต่อท้าย adjective ตัวนั้นแล้วค่ะ

อันที่จริงเราไม่ต้องใช้ more ตลอดก็ได้ค่ะ เราสามารถใช้ adjective ตัวอื่นที่เป็นรูปเปรียบเทียบขั้นกว่าได้ การเขียนอาจเขียนได้ 2 แบบคือ แบบที่ไม่มี verb กับแบบที่มี verb

แบบที่ไม่มี verb เช่น

  • The sooner, the better.
    ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  • The higher, the colder.
    ยิ่งสูง ยิ่งหนาว
  • The cheaper the dress, the lower the quality.
    ชุดยิ่งถูกเท่าไหร่ คุณภาพยิ่งต่ำเท่านั้น

ตัวอย่างแบบที่มี verb ในประโยค เช่น

  • The more you expect, the more you get hurt.
    ยิ่งคาดหวังมากเท่าไหร่ ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น
  • The less you expect, the happier you become.
    ยิ่งคาดหวังน้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น
  • The older you become, the more you take care of yourself.
    ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเอง

** สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจการเขียนประโยคเปรียบเทียบในลักษณะนี้ ก็จะมีทริคในการเขียนประโยคแบบนี้โดยมีหลักง่ายๆดังนี้ ยกตัวอย่างจากประโยคข้างบน

  • The less you expect, the happier you become.

ประโยคแบบนี้ถ้าจับมาเขียนแบบปกติ ก็คือ

  • You expect less, you become happier.

แค่เราย้ายตำแหน่ง less กับ happier ไปไว้ด้านหน้าแล้วเติม the จากนั้นนำส่วนที่เหลือไปเรียงต่อก็จะได้ประโยค the more…the more… ไปใช้แล้วล่ะค่ะ ^^

 Posted by at 9:12 pm
Jul 202015
 

การอ่านตัวเลขแบบต่างๆเป็นภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 2)

นอกจากตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่มีวิธีการอ่านเป็นภาษาอังกฤษแบบยากๆแล้ว ตัวเลขอื่นๆที่เราพบเจอก็ยังมีวิธีการอ่านเฉพาะตัวของมันอีกเยอะแยะมากมายเลย เช่น การอ่านบ้านเลขที่ การอ่านเบอร์โทรศัพท์ การอ่านส่วนสูง

1. การอ่านบ้านเลขที่
ปกติการอ่านบ้านเลขที่จะอ่านได้หลายรูปแบบ แล้วแต่จำนวนตัวเลข คือ

ถ้าเป็นจำนวนคู่ ให้อ่านทีละคู่ เช่น

42                forty-two
1023             ten twenty-three

ถ้าเป็นจำนวนคี่ให้อ่านแยกทีละตัวไปเลย หรือ อ่านเศษไว้ต้นแล้วคู่ที่พอดีให้อ่านไว้ด้านหลัง เช่น

6                  six
387               three eighty-seven หรือ three eight seven
205               two oh five   (ถ้ามี 0 คั่นกลางให้อ่านเรียงตัวไปเลย)
200               two hundred (ถ้ามี 0 หลายๆตัวให้อ่านเป็นจำนวนไปเลย)

ถ้ามี / คั่นให้อ่านว่า slash หรือ stroke เช่น

546/3           five forty-six slash three หรือ five forty-six stroke three

2. การอ่านเบอร์โทรศัพท์
เวลาอ่านเบอร์โทรศัพท์ นั้นง่ายมากๆ ให้อ่านเรียงตัวไปเลย ถ้าเป็นเลข 0 มักจะอ่านว่า oh แต่ถ้ามีเลขซ้ำกันสองตัวมักใช้คำว่า double เวลาอ่านก็ควรแบ่งวรรค เช่น แบ่งแบบ 3/3/4 เช่น

086-3546721           oh eight six, three five four, six seven two one
02-7753226            oh two, double seven five, three double two six

3. การอ่านส่วนสูง
การบอกส่วนสูงในภาษาอังกฤษจะบอกได้ 2 แบบ คือ บอกเป็นฟุต กับ บอกเป็นเมตร

บอกเป็นฟุต เช่น

I am 5’6”     อ่านว่า
I am five feet six inches tall.
I am five feet six inches.
I am five feet six.

บอกเป็นเมตร เช่น
I am 1.62 m.    อ่านว่า
I am one metre sixty-two centemetres tall.
I am one metre sixty-two.

เมื่อได้หลักการอ่านแล้วก็อย่าลืมฝึกอ่านกันบ่อยๆนะคะ ^^

 Posted by at 9:07 pm
Jul 192015
 

การอ่านตัวเลขในแบบต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 1)

ในบางครั้งเราอาจจะเจอตัวเลขที่มาในหลากหลายรูปแบบ เช่น เศษส่วน ทศนิยม หน่วยเงินตรา เลขยกกำลัง หรือแบบอัตราส่วน แต่ละแบบก็มีการอ่านเฉพาะตัวของมันซึ่งชวนปวดเฮด!!พอสมควร มาดูวิธีการอ่านในแต่ละแบบกันเลยค่ะ

1. การอ่านเศษส่วน

ในบางครั้งเศษส่วนก็จะมีคำเฉพาะเช่น

½       อ่านว่า          a half
¼       อ่านว่า                     a quarter หรือ a fourth

แต่หลักการอ่านโดยทั่วไปคือ ให้อ่าน “เศษ” แบบตัวเลขธรรมดาที่เป็นจำนวนนับ (ถ้าเป็น 1 ให้อ่านว่า a/an หรือ one ก็ได้) และให้อ่าน “ส่วน” เป็นแบบลำดับที่ เช่น

1/8     อ่านว่า           an eighth หรือ one-eighth
1/5     อ่านว่า                     a fifth หรือ one-fifth

แต่ถ้า “เศษ” มีจำนวนมากกว่า 1 ให้เติม s ที่ “ส่วน” ด้วย ถ้ามีจำนวนเต็มข้างหน้าก็ให้เชื่อมด้วย and เช่น

¾       อ่านว่า                     three-quarters หรือ three-fourths
5/16   อ่านว่า           five-sixteenths
2 3/7  อ่านว่า           two and three-sevenths

2. การอ่านจุดทศนิยม

การอ่านจุดทศนิยมต้องแบ่งเลขออกเป็นสองส่วน คือส่วนหน้าจุดและหลังจุด

เลขหน้าจุดทศนิยมให้อ่านแบบตัวเลขธรรมดา ส่วนเลขหลังจุดทศนิยมให้อ่านแบบเรียงตัวไม่ต้องอ่านแบบหลักสิบหรือร้อยหรือพัน   และตัวจุดทศนิยมเรามักจะอ่านว่า “point” เช่น

35.678          อ่านว่า           thirty-five point six seven eight
345.98          อ่านว่า           three hundred and forty-five point nine eight
123.09          อ่านว่า           one hundred and twenty-three point zero nine

3. การอ่านหน่วยเงิน บางครั้งหน่วยเงินจะมีจุดทศนิยม ให้อ่านแบบมีหลักทั้งตัวที่อยู่หน้าจุดและหลังจุด หน่วยสกุลเงินในแต่ละประเทศจะมีหน่วยเงินหลักและหน่วยเงินรอง เช่น

เงินดอลล่าร์ จะมี หน่วย dollar เป็นหน่วยหลัก และ cent เป็นหน่วยรอง
เงินปอนด์ จะมีหน่วย pound เป็นหน่วยหลัก และ pence    เป็นหน่วยรอง
เงินยูโร จะมีหน่วย euro เป็นหน่วยหลัก และ cent เป็นหน่วยรอง

มีวิธีการอ่านดังนี้ค่ะ

1,653.40 USD          one thousand six hundred and fifty-three dollars and forty cents
37,231.50 EUR       thirty-seven thousand two hundred and thirty-one Euros and fifty cents

4. การอ่านอัตราส่วน

เวลาอ่านตัวเลขที่เป็นอัตราส่วนที่พบบ่อยคือพวกผลคะแนนในกีฬาต่างๆ ให้อ่าน เครื่องหมาย : ว่า to เช่น

3:4     อ่านว่า           three to four
2:0     อ่านว่า           two to zero

5. การอ่านเลขยกกำลัง

การอ่านเลขยกกำลังในภาษาอังกฤษ จะมีคำเฉพาะอยู่สองตัวคือ ถ้ายกกำลัง 2 ให้ใช้คำว่า squared ถ้ายกกำลัง 3 ให้ใช้คำว่า cubed เช่น

23       อ่านว่า two cubed
42       อ่านว่า four squared

แต่ถ้าเป็นเลขยกกำลังตัวอื่นให้อ่านเลขยกกำลังเป็นแบบลำดับที่แบบนี้ค่ะ

105     อ่านว่า           ten to the fifth power
312      อ่านว่า           three to the twentieth power
4n       อ่านว่า           four to the n-th power

 Posted by at 10:52 pm
Jul 192015
 

การอ่านและการเขียนตัวเลขจำนวนนับและลำดับที่เป็นภาษาอังกฤษ

ไม่ว่าจะเรียนภาษาอะไรในโลกนี้ สิ่งที่ไม่เรียนไม่ได้เลยคือการนับเลข ในทุกๆภาษาต้องมีตัวเลขมาเกี่ยวข้องเสมอเพราะคำเรียกตัวเลขในแต่ละภาษามันไม่เหมือนกัน (ทำไมไม่เรียกให้เหมือนกันหมดนะ!!) ในภาษาอังกฤษก็มีหลักในการอ่านและเขียนตัวเลขเป็นของตัวเองเช่นกัน

ตัวเลขในภาษาอังกฤษมี 2 แบบ คือ

  • แบบที่แสดงจำนวน (cardinal number) เช่น 1, 5, 90, 2,490, etc.
  • แบบที่แสดงลำดับที่ (ordinal number) เช่น 1st, 2nd, 3rd, 4th, etc.

1. มาดูการอ่านและการเขียนแบบที่เป็นจำนวน (cardinal number) กันก่อนค่ะ

** จำนวนหลักหน่วย หลักสิบ คงจะไม่มีปัญหายุ่งยากอะไร เพราะหลักยังน้อยๆอยู่ เช่น

3        three
48      forty-eight     (การเขียนหลักสิบกับหลักหน่วยต้องมี hyphen คั่นระหว่างหลักเสมอ)

แต่พอมาถึงหลักร้อย หลักพัน หมื่น แสน ล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน นี่พอตัวเลขยิ่งมากก็เริ่มยุ่งยากแล้ว

** ในการอ่านหลักร้อย จะมี and เชื่อมระหว่างสองหลักสุดท้าย แต่ถ้ามีแค่หลักหน่วยอย่างเดียวก็ใส่ and เช่นกันแล้วตามด้วยหลักหน่วยอย่างเดียว เช่น

768     seven hundred and sixty-eight
202     two hundred and two

** หลักพันก็เช่นกัน อ่านเรียงตามลำดับตามหลัก หลักที่มากมาก่อนหลักที่น้อย เช่น

2,305  two thousand three hundred and five
6,521 six thousand five hundred and twenty-one

(——-สังเกตว่า เวลาเขียน thousand และ hundred จะไม่ใส่ s ถึงแม้ว่าจำนวนในหลักนั้นจะมากกว่า 1 ก็ตาม——-)

** พอมาถึงหลักหมื่นเป็นต้นไปจนถึงล้าน คราวนี้งานยากแล้ว เพราะภาษาอังกฤษดันมีคำศัพท์เรียกหลักแค่ พันเท่านั้นคือ thousand วิธีการอ่านก็ต้องอาศัยหลักการคำนวณนิดหน่อยคือ สมมติว่า เราจะอ่าน 24,387 (สองหมื่นสี่พันสามร้อยแปดสิบเจ็ด)

หลักการคือ สิบพัน = หนึ่งหมื่น เวลาอ่านเป็นภาษาอังกฤษก็จะเป็น twenty-four thousand three hundred and eighty-seven (24 พัน = 2 หมื่นสี่พัน…)

หลักแสนก็เช่นกัน ร้อยพัน = หนึ่งแสน เช่น

238,954 อ่านว่า two hundred and thirty-eight thousand nine hundred and fifty-four
301,277 อ่านว่า three hundred and one thousand two hundred and seventy-seven

** หลักล้านจะใช้คำว่า million  สิบล้าน = ten million,   ร้อยล้าน = hundred million, พันล้าน = billion และเวลาอ่านก็อ่านตามลำดับหลักเช่นกัน เช่น

2,376,098 อ่านว่า two million three hundred and seventy-six thousand and ninety-eight
350,000,000 อ่านว่า three hundred and fifty million
2,000,000,000 อ่านว่า two billion

** มีคำศัพท์บางคำที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเลข เช่น

dozen คือ หนึ่งโหล = 12 : I want three dozen of pencil.
gross คือ หนึ่งกุรุส = 12 โหล (144) : There are two gross of candles in the church.

(** เวลาเขียน dozen หรือ gross แม้ว่าจะมีจำนวนที่มากกว่า 1 ข้างหน้าก็ไม่ต้องเติม s )

2. สำหรับตัวเลขแบบบอกลำดับที่หรือ ordinal number ก็จะมีวิธีการเขียนและอ่านที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย เช่น

1st  อ่านว่า first เวลาเขียนให้ห้อย st ตามมาด้วยเสมอ
2nd อ่านว่า second เวลาเขียนให้ห้อย nd ตามมาด้วยเสมอ
3rd อ่านว่า third เวลาเขียนให้ห้อย rd ตามมาด้วยเสมอ
4th อ่านว่า fourth เวลาเขียนให้ห้อย th ตามมาด้วยเสมอ ตัวเลขหลังจาก 3rd เป็นต้นไปจะห้อย th ต่อท้ายเสมอ
5th อ่านว่า fifth

ตัวอย่างที่เป็นเลขหลายหลัก เช่น

35th อ่านว่า thirty-fifth
123rd อ่านว่า   one hundred and twenty-third

** แค่ตัวเลขตัวเลขเยอะๆก็มึนแล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากใช่มั้ยคะ แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันเยอะ ลองฝึกดูนะคะ

 Posted by at 10:50 pm
Jul 172015
 

การใช้คำว่า own

คำว่า own มันมักจะไปปรากฏตัวอยู่ในประโยคที่มีการแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะความหมายของมันแปลว่า “ที่เป็นของตัวเอง, ของตัวเอง” ใช้ได้อย่าง คำคุณศัพท์ คำนาม และคำกริยา วิธีการใช้มีดังนี้ค่ะ

1. ต้องตามหลัง possessive adjective โดยจะมีคำนามตามมาต่อท้ายหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าไม่มีคำนามมาต่อท้ายจะต้องเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าคำนามนั้นคืออะไร เช่น

  • It’s better if he has his own car.
    มันคงจะดีกว่าถ้าเขามีรถเป็นของตัวเอง
  • Our children is very happy that they have their own room.
    ลูกๆของเรามีความสุขกันมากที่ได้มีห้องเป็นของตัวเองสักที
  • Please do the work at your own convenience.
    ทำงานได้ตามสบาย(ของคุณ) เลย

ตัวอย่างแบบที่ไม่มีคำนามต่อท้าย เช่น

A: Would you like to ride my bicycle?
B: No, thanks. I can ride my own.

(ในประโยคนี้เข้าใจกันอยู่แล้วว่า นามที่พูดถึงคือ bicycle)

** ในกรณีนี้ จะเอาคำอื่นที่ไม่ใช่ possessive adjective มานำหน้า own ไม่ได้ เช่น  an own car, the own hands แบบนี้ถือว่าผิดค่ะ

2. นอกจากนี้ own ยังใช้อย่างเก๋ๆด้วยการใช้ในรูปของสำนวน on one’s own หมายถึง “ด้วยตัวของเขาเอง”   เช่น

  • Sarah doesn’t need any help. She can do it on her own.
    ซาร่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ เธอสามารถทำด้วยตัวเองได้
  • Thomas can work on his own since his partner quit the job.
    โธมัสสามารถทำงานด้วยตัวเองได้ตั้งแต่คู่หูของเขาลาออกไป

3. own ยังใช้เป็นคำกริยาได้อีกด้วย มีความหมายว่า “เป็นเจ้าของ” เช่น

  • You have to contact that man who owns the building.
    คุณต้องติดต่อผู้ชายคนนั้นที่เป็นเจ้าของตึก
  • To do farming, you have to own the land.
    การทำฟาร์ม คุณจะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน

** การใช้ own นั้นไม่ยากเลยค่ะ ลองนำไปใช้ดูนะคะ ^^

 Posted by at 7:08 pm
Jul 172015
 

การลดรูป adverb clause

ก่อนอื่นขอเล่าถึง adverb clause นิดนึงก่อนว่าคืออะไร? adverb clause คือ อนุประโยคที่ใช้ขยายกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำกริยาวิเศษณ์หรือประโยคหลักทั้งประโยค เช่น

  • I’m really shocked when I heard the news.

(when I heard the news เป็น adverb clause ที่ขยายคำคุณศัพท์ shocked)

** แต่ที่เรากำลังจะพูดถึงคือการลดรูป adverb clause!! ซึ่งเมื่อมีการลดรูปแล้วจะเหลือสถานะเป็นเพียง adverbial phrase หรือ participial phrase เท่านั้นค่ะ หลักในการลดรูป adverb clause มีดังนี้ค่ะ

  1. ประธานใน main clause และใน subordinate clause ต้องเป็นตัวเดียวกัน ถ้าเป็นประธานคนละตัวจะไม่สามารถลดรูปได้
  2. ตัดประธานที่อยู่ในอนุประโยคที่มีคำเชื่อม (when, while, after, before, etc.) ทิ้ง
  3. เปลี่ยนคำกริยาในประโยค ให้เป็น Ving (present participle) ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำหรือ V-ed/V3 (past participle) ในกรณีที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ
  4. บางครั้งในบางประโยคเราอาจจะละทั้งประธานและคำเชื่อม หรือบางประโยคก็ต้องมีแค่ประธานเท่านั้น ถ้าเป็นคำเชื่อมที่บอกเวลา เช่น when, while, after, before นั้นจะใส่คำเชื่อมไว้หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นคำเชื่อมที่แสดงเหตุผลเช่น since ต้องตัดคำเชื่อมออกและมักวางประโยคที่ลดรูปไว้ด้านหน้า

มาดูตัวอย่างกันค่ะ

1. While he was getting out of the bus, he tripped and fell.
ลดรูปได้เป็น

  • While getting out of the bus, he tripped and fell.
  • Getting out of the bus, he tripped and fell.

2. After the box had been opened, it was kept in the storehouse.
ลดรูปเป็น

  • After having been opened, the box was kept in the storehouse.
  • Having been opened, the box was kept in the storehouse.

3. Since Joshua always gets stressed at work, he decides to quit his job.
ลดรูปเป็น

  • Getting stressed at work, Joshua decides to quit his job.

** Adverb of concession จำพวก although หรือ adverb of condition จำพวก if ก็สามารถลดรูปได้ แต่คำกริยาของประโยคเต็มมักเป็นรูป passive voice ซึ่งในกรณีเช่นนี้มักใช้แบบไม่เป็นทางการเท่าไหร่ และต้องเก็บคำเชื่อมไว้เสมอ เช่น

4. Although our team was defeated 2-0, we did not seem to surrender.
ลดรูปเป็น

  • Although defeated 2-0, our team did not seem to surrender.

** การลดรูปใดๆก็ตาม จุดประสงค์คือต้องการให้สั้นกระชับ แต่ทุกอย่างย่อมต้องมีหลักการและเงื่อนไขเสมอ บางคนอาจจะเคยเห็นแต่รูปที่มันลดรูปมาแล้ว และไม่รู้ที่มาว่ามาจากไหน คราวนี้จะได้ร้องอ๋อ!! ซะทีว่าประโยคแบบนี้มาได้ยังไง ^^

 Posted by at 7:03 pm