Aug 232015
 

ความแตกต่างระหว่าง sometimes, sometime, some time

sometime, sometimes, some time สามตัวนี้มักจะใช้ผิดกันบ่อย บางคนสับสนว่าจะใช้ sometime ตัวไหนดี ในเมื่อมันสะกดเหมือนกันแต่อาจจะเขียนต่างกันเล็กน้อย ก่อนจะไปดูความหมายของแต่ละตัว เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า time กันก่อน

time เป็นได้ทั้ง คำนามที่นับได้ ที่แปลว่า “ครั้ง” และคำนามที่นับไม่ได้ ที่แปลว่า “เวลา”

  • How many times do I have to tell you?
    ฉันต้องบอกคุณกี่ครั้งกันเนี่ย
  • How much time will you spend on this report?
    คุณจะใช้เวลาสักเท่าไหร่ในการทำรายงานฉบับนี้

มาดูการใช้ sometime, sometimes, some time แต่ละตัวกันค่ะ

 *** sometime ***

sometime ที่เขียนติดกันแบบนี้ แปลว่า “เวลาหนึ่งเวลาใดในอนาคต หรือ เวลาที่ไม่แน่นอน ระบุไม่ได้ในอดีต” พูดอย่างนี้อาจจะยังนึกภาพไม่ออก ลองดูประโยคตัวอย่างนี้นะคะ

  • Call me sometime.
    ว่างๆก็โทรหาบ้างนะ   (ผู้พูดต้องการให้โทรหาบ้างเวลาไหนก็ได้ในอนาคตนับจากวันที่พูด)
  • Our house was built sometime in 1997.
    บ้านของเราสร้างในปี 1997  (พูดถึงเวลาในอดีตที่ไม่ได้ระบุอย่างแน่นอนว่าเกิดขึ้นในช่วงไหนของปี 1997)

 *** some time ***

some time ที่เขียนแยกกันแบบนี้มีความหมายว่า “ช่วงระยะเวลาหนึ่ง” ส่วนใหญ่มักใช้ในความหมายว่าใช้เวลาไปช่วงหนึ่ง ระยะหนึ่ง กับการทำอะไรสักอย่าง some time แบบนี้ก็เหมือนกับการใช้ some + Noun ตัวอื่น ซึ่ง some ในที่นี้จะแปลว่า “จำนวนหนึ่ง” เช่น

some books, some water, some students, etc ตัวอย่างประโยคเช่น

  • My report was rejected and I’ll take some time to rewrite it.
    รายงานของฉันไม่ผ่านและฉันก็ต้องใช้เวลาเขียนใหม่สักระยะ
  • He has been away for some time.
    เขาไม่อยู่สักระยะแล้ว

*** sometimes ***

sometimes ในความหมายที่พูดถึงต่อไปนี้ บังคับเลยว่าต้องมี s ห้อยท้ายเสมอ โดยจะแปลว่า “บางครั้งบางคราว” มักใช้ในประโยคที่เป็น present simple tense เช่น

  • We sometimes argue over stupid things.
    บางครั้งเราก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องงี่เง่า
  • Sometimes I feel like living alone.
    บางครั้งฉันก็รู้สึกอยากอยู่คนเดียว
 Posted by at 10:58 pm
Aug 192015
 

ใช้สำนวน Here you go./There you go./Here we go. อย่างมืออาชีพ

Here กับ There อันที่จริงมันก็คือ adverb ธรรมดาๆนี่เอง แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่มันกลายมาเป็นสำนวนที่ไม่ได้แปลตรงตัวนี่แหละ เป็นภาษาพูดค่ะ และมันก็ใช้ได้ในหลายๆสถานการณ์ ตรงนี้แหละที่เราต้องคอยสังเกตว่าเจ้าของภาษาใช้กันยังไง ตอนไหน แต่ละประโยคก็จะมีการใช้ดังนี้ค่ะ

***Here we go.***       สำนวนนี้ใช้ได้ 2 กรณีค่ะ

1. ใช้เป็นสัญญาณในการ “เริ่มทำอะไรบางอย่าง” เช่น

  • Are you ready? Here we go!
    พร้อมยัง ไปกันเลย!
  • Alright. Here we go!
    โอเค ลุยเลย

2. ใช้ในการ “ยื่นสิ่งของให้แก่ผู้อื่น” แปลง่ายๆว่า “นี่ครับ/ นี่ค่ะ”     Here we go. มีความหมายเหมือน Here you go. หรือ Here there go. ในความหมายนี้ทั้ง 3 ประโยคนี้ใช้ได้หมดค่ะ

  • Here we go.
  • Here you go.   นี่ครับ / นี่ค่ะ
  • There you go.

เช่น

  • Here you go. Two hamburgers.
    นี่ครับ แฮมเบอร์เกอร์สองอัน
  • Here we go. Your bill.
    นี่ค่ะ ใบเสร็จของคุณ

** ถ้ามีใครพูดแบบนี้เวลายื่นของส่งให้ เราก็แค่ตอบรับแบบง่ายๆไปว่า Thank you แค่นี้ก็เนียนๆเหมือนเจ้าของภาษาได้แล้วล่ะค่ะ ^^

** แต่ถ้า Here we go again. เราใส่ again เพิ่มเข้าไปจะแปลว่า “อีกแล้วเหรอ”   “อีกละ” คือออกอาการเซ็งที่ต้องกลับมาทำอะไรแบบนั้นอีก ซึ่งเราไม่อยากจะทำ เช่น

  • Here we go again! I’ve told not to meet him but still you do it!
    อีกแล้วนะ เคยบอกแล้วใช่ป่ะว่าอย่าไปเจอเขาอีก แต่ก็ยังจะไปเจอ
  • Meeting ! Here we go again!
    ประชุมอีกแล้วเหรอเนี่ย

 *** There you go. ***

1. ใช้ในความหมายว่า “นี่ครับ / นี่ค่ะ” เหมือน Here we go.

  • There you go, kids. Your bag.
    นี่จ๊ะ เด็กๆ กระเป๋าลูกอยู่นี่

2. ใช้เวลาที่เพื่อนทำอะไรสำเร็จ เช่น คุณกำลังสอนเพื่อนออกเสียงตัว th ซึ่งออกยากแสนยาก เพื่อนก็ทำไม่ได้ซะที จนครั้งสุดท้ายเพื่อนคุณก็ออกเสียงได้เป๊ะมาก คุณก็บอกว่า There you go! แปลว่า “นั่นไง! ได้ละ” หรือจะแปลว่า “สำเร็จแล้ว” ก็ได้ค่ะ

ลองเอาไปฝึกใช้ดูค่ะ หรือลองสังเกตจากหนังฝรั่งก็ได้ว่าถ้าเจอสำนวนพวกนี้ ลองดูว่าเขาใช้กับสถานการณ์แบบไหน แล้วเราก็นำมาใช้บ้างรับรองว่าภาษาอังกฤษคุณจะเลิศแน่นอน ^^

 Posted by at 8:13 pm
Aug 192015
 

Negative sentence (ประโยคปฏิเสธ)

รูปแบบประโยคอีกแบบหนึ่งในภาษาอังกฤษคือ ประโยคปฏิเสธ หลักการในการทำประโยคบอกเล่าเป็นปฏิเสธไม่ซับซ้อนเท่าประโยคคำถาม ทางลัดคือแค่หากริยาแท้และกริยาช่วยในประโยคให้ได้

1. สำหรับ simple tense ไม่ว่าจะเป็น present หรือ past tense ให้ใช้ verb to do เข้ามาช่วย เพราะประโยคบอกเล่าของมันไม่มีกริยาช่วย แค่นำกริยาช่วย verb to do มาเติม not แล้ววางๆไว้หน้ากริยาแท้ในประโยคก็เป็นอันเรียบร้อย สามารถเขียนรูปย่อได้ดังนี้

do not           =        don’t
does not       =        doesn’t
did not          =        didn’t

เช่น

  • You don’t have to go there.
  • They did not tell us about this.
  • She doesn’t like living in downtown.

2. ใน Tense อื่นๆ นั้นจะมีกริยาช่วยในประโยคบอกเล่าอยู่แล้ว ไม่ต้องไปตามหาให้วุ่นวาย ก็จับ not ใส่ข้างหลังกริยาช่วยเหล่านั้นได้เลยเป็นอันเรียบร้อยค่ะ รูปย่อของกริยาช่วยแต่ละตัวมีดังนี้

is not            =        isn’t                        has not         =        hasn’t
am not          =        ‘m not                     have not       =        haven’t
are not         =        aren’t                      had not         =        hadn’t
was not        =        wasn’t
were not       =        weren’t

เช่น

  • They weren’t sleeping when the thief came in.
  • I have not opened my computer for months.

*** ในกรณีที่ verb to be ไม่ว่าจะเป็นกริยาช่วยหรือกริยาแท้ (แปลว่า เป็น, อยู่, คือ) ก็เติม not เข้าไปได้เลย เช่น

  • He isn’t here.
    เขาไม่ได้อยู่ที่นี่

แต่ถ้า verb to have หรือ verb to do เป็นกริยาแท้จะเติม not เข้าไปเลยไม่ได้ ต้องเอา verb ช่วย ตาม tense นั้นมาเติมอีกทีหนึ่ง เช่น

  • I don’t have much work.
  • She has done it alone.

** ประโยคอื่นๆ ที่มี modal verb (can, could, will, would, may, might, shall, should) เวลาอยากจะทำเป็นปฏิเสธก็เติม not เข้าไปหลัง modal verb ได้เลยเช่นกัน เช่น

  • I can’t believe it happened.
  • You shouldn’t spend much money on useless things.

ประโยคบางประโยค ถึงแม้ไม่มีคำว่า not แต่มีจะมี adverb ที่มีความหมายเป็นปฏิเสธก็จะถือเป็นประโยคปฏิเสธเช่นกัน เช่น

  • He never comes early.
  • She hardly speaks rudely.

ตำแหน่งในการวางกริยาวิเศษณ์เหล่านี้ก็มักจะวางไว้หน้า verb แท้ในประโยค

 Posted by at 8:08 pm
Aug 192015
 

interrogative sentence (หลักการสร้างประโยคคำถาม)

ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนประโยคบอกเล่า ดังนั้นเวลาจะพูดหรือจะเขียนแต่ละทีต้องมานั่งนึกว่าอะไรมาก่อนมาหลัง ประธาน กริยา กรรม วางยังไง ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษมี 2 ประเภท คือ

1. Yes/No Question
2. Wh-Question

1. Yes/No Question – เหตุใดจึงเรียกว่าเป็นคำถามแบบ yes/no question? ก็เพราะมันเป็นคำถามแบบที่ต้องตอบว่า yes หรือ no   หลักการง่ายๆในการสร้างประโยคคำถามแบบนี้คือ เอากริยาช่วย (Helping verb) มาขึ้นต้นประโยค ไม่ว่าในประโยคนั้นจะมีกริยาช่วยอะไรเอามันมาไว้ข้างหน้าประโยคก่อนเลย แล้วที่เหลือก็เรียงประธานและกริยาแท้ตามลำดับ จบท้ายด้วย question mark (?)

                    กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้……..?

หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุก Tense เช่น Continuous tense ก็จะมี Verb to be เป็นกริยาช่วย

  • Is mom cooking dinner?    (present continuous tense)
  • Are you wearing sunglasses? (present continuous tense)
  • Was she working when you came?         (past continuous tense)

หรือ perfect tense ก็จะมี verb to have เป็นกริยาช่วย

  • Have you ever been to Korea?     (Present perfect tense)
  • Had she called you before she left for Tokyo?   (Past perfect tense)

แต่สำหรับ simple tense นั้น ในประโยคบอกเล่าจะไม่ปรากฏกริยาช่วยใดๆ แล้วจะหากริยาช่วยได้จากที่ไหน? Tense นี้มีความพิเศษหน่อยคือจะเอา Verb to do เข้ามาช่วย ฉะนั้นเวลาตั้งเป็นคำถามก็ต้องเอา verb to do (do, does, did) ขึ้นต้น ถ้าเป็น present tense ก็ใช้ do, does แต่ถ้าเป็น past tense ก็ใช้ did เช่น

  • Do they take writing course this semester?
  • Does she work as an assistant of Prof. Harisson?
  • Did he go with you last night?

คำถามแบบ Yes/No question แน่นอนว่า เวลาตอบก็ต้องตอบ yes หรือ no เช่น

  • Have they broken the window?
  • Yes, they have. (ย่อมาจาก Yes, they have broken the window.)
  • No, they haven’t. (ย่อมาจาก No, they haven’t broken the window.)

หรือในบางประโยคที่ตอง No ก็อาจจะพูดประโยคที่ถูกต้องไปเลยก็ได้ เช่น

  • Are you Matt?         No, I’m Martin.

** หลักการง่ายๆในการตอบแบบสั้นคือ ให้ตอบ Yes หรือ No แล้วตามด้วยสรรพนามที่แทนประธานในประโยคคำถาม แล้วตามด้วยกริยาช่วยและถ้าคำตอบเป็น No ก็เติม not ไปที่หลังกริยาช่วย เช่น

  • Are the students wearing the scout uniform?
  • Yes, they are. / No, they aren’t.
  • Does she like eating spaghetti?
  • Yes, she does. / No, she doesn’t.

2. Wh-quesiton – คือคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Wh-question words (What, When, Where, Why, Whose, Who, Which และ ตระกูล How เช่น How old, How long, How much, How many, etc.) ประโยคคำถามแบบ Wh-question นี้ จะเป็นการถามเพื่อขอข้อมูล

โครงสร้างประโยคก็เหมือน Yes/No question เพียงแต่วาง Wh-question ไว้ข้างหน้าสุด หน้ากริยาช่วย แล้วตามด้วยประธานและกริยาหลัก ตามลำดับ

                    Wh-question + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้….?

ตัวอย่างประโยคคำถามแบบนี้คือ

  • Where does your brother work?
  • What have you done these days?
  • How long will you stay here?
  • What movie were you watching last night when I called?

มีข้อควรระวังและข้อเสนอแนะอยู่สองสามข้อในการสร้างประโยคคำถามคือ ประโยคคำถามที่มี do/does/did เป็นกริยาช่วยนั้น กริยาแท้ที่ตามมาในประโยคจะต้องเป็นรูป base form คือรูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่เติม s/es และอีกข้อหนึ่งคือ Wh-question words ใดที่ต้องมีนามตามมาด้วย เช่นในความหมายว่า หนังสืออะไร หนังสือของใคร หนังสือเล่มไหน ให้วางนามต่อท้าย Wh-question words นั้นได้เลย เช่น what book, whose book, which book แล้วค่อยตามด้วยโครงสร้างที่เหลือ เช่น

  • What book are you reading?
    คุณกำลังอ่านหนังสืออะไร
 Posted by at 7:59 pm
Aug 122015
 

ความแตกต่างระหว่าง present perfect กับ present perfect continuous

เรื่อง Tense เป็นปัญหายุ่งยากในการเรียนภาษาอังกฤษมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tense ที่ใกล้เคียงกันมักจะสร้างความสับสนเวลาใช้ว่าจะเลือกใช้ Tense ไหนดี แล้วมันต่างกันอย่างไร ในที่นี้จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง present perfect กับ present perfect continuous tense

โครงสร้างของสอง Tense นี้ก็ใกล้เคียงกัน คือ

Present perfect :  ประธาน + have / has + V3

Present perfect continuous : ประธาน + have / has + been + Ving

** จำง่ายๆว่า ถ้าเป็น continuous ปุ๊บจะต้องมี Ving อย่างแน่นอน

หลักการใช้ของทั้งสอง Tense นี้เนื่องจากว่ามันเป็น perfect tense ทั้งคู่ เหตุการณ์ที่มันจะเกี่ยวข้องด้วยก็จะเป็นเหตุการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่!! Present perfect continuous tense จะเน้นความต่อเนื่องของเหตุการณ์มากกว่า ฉะนั้นจะเลือกใช้ tense ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับนัยยะของสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ โดยถ้าหากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง หรือ “ทำแบบไม่หยุดพัก” ให้ใช้ present perfect continuous เพื่อที่คนฟังจะได้เห็นภาพของความต่อเนื่อง ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้ดูค่ะ

  • The children have studied for their exam since this morning. (present perfect)
  • The children have been studying for their exam since this morning. (present perfect continuous)

ประโยคแรก “เด็กๆอ่านหนังสือเตรียมสอบกันตั้งแต่เมื่อเช้า” คนฟังก็จะเห็นภาพว่าเด็กนั่งอ่านหนังสือกัน อาจจะอ่านบ้าง พักบ้าง เล่นบ้าง แต่อ่านกันตั้งแต่เช้าประโยคที่สอง แปลเหมือนกัน แต่คนฟังอาจจะเห็นภาพว่าเด็กๆนั่งอ่านกันมาตั้งแต่เช้าโดยไม่หยุดพักเลย คร่ำเคร่งจดจ่ออยู่กับหนังสือกันมาก

ดังนั้นลักษณะเหตุการณ์จะคล้ายคลึงกัน แต่สิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อออกมาหรือแฝงเอาไว้นั้นคือ “ความต่อเนื่อง”

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • It has rained for three hours.
    ฝนตกมา 3 ชั่วโมงแล้ว (อาจจะเป็นการตกตลอด 3 ชั่วโมงติดต่อกันหรือตกแบบตกๆหยุดๆก็ได้)
  • It has been raining for three hours.
    ฝนตกติดต่อกันมา 3 ชั่วโมงแล้ว (ตกแบบไม่ขาดสาย)

** แต่ในบางกรณีถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นแล้ว และไม่ได้มีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่องแต่ผลลัพธ์ยังมีอยู่ Tense ที่ใช้จะเป็น present perfect  เพราะบางเหตุการณ์เกิดขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น ใครบางคนทำแก้วแตก ระยะเวลาที่ทำแก้วแตกใช้เวลาไม่นาน จึงไม่แสดงถึงความต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ของมันคือ แก้วใบนั้นแตกไปแล้ว ประโยคนี้จึงควรใช้ present perfect อย่างไม่ต้องสงสัย คือ Someone has broken the glass.

เกี่ยวเนื่องจากประเด็นนี้คือ ส่วนใหญ่ present perfect จะใช้ในเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว และ present perfect continuous จะใช้กับเหตุการณ์ที่ดำเนินมาแต่ยังไม่เสร็จสิ้น เช่น

  • Robert has washed his car.
    โรเบิร์ตล้างรถแล้ว      (เหตุการณ์เสร็จแล้วอาจจะเห็นภาพเป็นรถใหม่เอี่ยมของโรเบิร์ตเพราะผ่านการล้างมาแล้ว)
  • Robert has been washing his car since 10 o’clock.
    โรเบิร์ตกำลังล้างรถของเขาอยู่ตั้งแต่ 10 โมง (ล้างมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ อาจจะเห็นภาพโรเบิร์ตกำลังล้างรถอยู่)

** แต่ present perfect continuous ก็นำมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นแล้วได้เหมือนกัน เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงร่องรอยหรือผลลัพธ์ของเหตุการณ์ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะได้เกิดเหตุการณ์มาอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน เช่น เพื่อนของคุณอาจจะทักว่า

  • You look tired.
    คุณดูเพลียๆนะ      คุณก็ตอบเพื่อนไปว่า
  • I haven’t been sleeping properly last night.
    เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ (คือเน้นว่าไม่ได้นอนหลับสนิทแบบต่อเนื่อง หรือหลับๆตื่นๆเลยดูเพลีย)

สรุปได้ว่า ประเด็นหลักที่ทั้งสอง Tense นี้ต่างกันคือ “ความต่อเนื่องของเหตุการณ์” ดังนั้นกริยาตัวใดที่ไม่แสดงความต่อเนื่อง เช่น arrive, stop, break เป็นต้น จึงเอามาใช้เป็น present perfect continuous ไม่ได้ และกริยาอีกกลุ่มที่นำมาใช้ใน present perfect continuous    ไม่ได้คือ กริยากลุ่มที่ไม่แสดงอาการการกระทำ (action verb) ซึ่งเป็นกริยาที่บอกความรู้สึก เช่น like, know, understand เช่น

  • Scientists have known about genetic coding in DNA since the early 1950.
    นักวิทยาศาสตร์ได้ล่วงรู้เกี่ยวกับรหัสของยีนในดีเอ็นเอมาตั้งแต่ปี 1950
  • I have liked this guy for 4 years.
    ฉันชอบผู้ชายคนนี้มา 4 ปีแล้ว

** แต่ปกติ present perfect continuous อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เหมือน present perfect แต่ถ้าเราเข้าใจการใช้ present perfect continuous แล้วเราจะใช้ภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น

 Posted by at 11:11 am
Aug 122015
 

หลักการใช้ some กับ any
some กับ any เป็นคำนำหน้าคำนามที่ใช้บอกปริมาณ แปลว่า “บ้าง หรือ จำนวนหนึ่ง” ทั้งสองคำนี้สามารถนำหน้าคำนามนับไม่ได้ และคำนามนับได้พหูพจน์ได้ เช่น

some milk               any coffee
some tourists         any students

เราจะใช้ some ในประโยคบอกเล่า เช่น

  • We have some milk in the fridge.
  • There are some books on the shelf.

some สามารถใช้ในกรณีที่เป็นประโยคคำถามได้ แต่จะเป็นประโยคคำถามที่ผู้ถามมั่นใจอยู่แล้วว่าเขาจะตอบ yes เช่น

  • Would you like some coffee?
  • Have you lost something?
  • Could I have some water, please?

สำหรับ any เราใช้ ในประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธทั่วๆไป เช่น
ประโยคปฏิเสธ

  • I don’t have any money left.
  • There aren’t any birds in the tree.

** ประโยคปฏิเสธในที่นี้รวมไปถึงประโยคบอกเล่าที่มีคำที่มีความหมายในเชิงปฏิเสธ ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำว่า not อยู่ในประโยคก็ตาม เช่น

  • I hardly ask for any help.
  • We can’t live without any water.

ประโยคคำถาม

  • Do you have any pens?
  • Have you found anything important?
  • Is there any coffee in the cup?

นอกจากนี้เรายังใช้ any ในกรณีที่เป็นเรื่องที่ไม่เจาะจง เช่น

  • Which dress would you like to wear to the party?
    คุณอยากใส่ชุดไหนไปงานปาร์ตี้
  • Any dress.
    ชุดไหนก็ได้

เรายังใช้ any กับประโยค If-clause ได้อีกด้วย เช่น

  • If anyone wants to answer the question, please raise your hand.
  • If anything goes wrong, I’ll cancel the project.
 Posted by at 11:04 am
Aug 122015
 

Intonation
นอกจากการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งสำคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มี Intonation   แล้ว intonation คืออะไร? มันก็คือเสียงขึ้นลงที่เราใช้ในเวลาพูด ถ้าสังเกตฝรั่งเวลาพูดเขาจะไม่พูดเสียงราบเรียบทั้งประโยค จะมีการขึ้น การลงของเสียง ซึ่งถ้าหากว่าเราอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษาเราก็ต้องมารู้จักหลักการในการออกเสียงขึ้นลงเหล่านี้ นอกจากนี้ยังช่วยในการฟังภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

โดยปกติแล้ว รูปแบบของ intonation ในภาษาอังกฤษจะมี 2 รูปแบบหลักๆคือ
1. falling intonation   การลงเสียงต่ำ
2. rising intonation การขึ้นเสียงสูง

หลักการใช้คร่าวๆของแต่อันมีดังนี้ค่ะ

1. falling intonation ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้จะเป็นคำที่ลงเสียงต่ำ
1.1 ใช้กับประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ธรรมดา เช่น

  • It was quite bad.
  • I want to see him again.

1.2 ใช้สำหรับคำลงท้ายของประโยคคำถามแบบ Wh-question เช่น

  • What do you usually eat for lunch?
  • Who is that?
  • What’s it?

1.3 ใช้กับประโยคคำสั่งที่เน้น เช่น

  • Don’t make loud noise.
  • Sit down.

2. rising intonation
2.1 ใช้ลงท้ายประโยคคำถามที่เป็นแบบ yes / no question

  • Is she a teacher?
  • Have you seen him?
  • Can I see it?

2.2 ใช้กับประโยคบอกเล่าธรรมดาที่เราต้องการให้มันเป็นคำถาม เช่น

  • You like it?
  • I can’t go?

2.3 ใช้ในการแสดงการทักทาย เช่น

  • Good Morning
  • Good afternoon
  • Good evening

2.4 เวลาต้องการเกริ่นนำก่อนเข้าเนื้อหา เราสามารถพูดวลีที่เป็นการเกริ่นนำให้เป็นเสียงสูงได้ เช่น

  • As we know, Thailand is an agricultural country.

2.5 ในการพูดถึง สิ่งของที่มีหลายอย่างเป็นหมวดหมู่ เรามักขึ้นเสียงสูงทุกคำแล้วลงเสียงต่ำที่คำสุดท้าย เช่น

  • I like to eat vegetables like carrot, tomato, and cabbage.

** เมื่อเราออกเสียงได้ชัดเจน น่าฟัง มีการใช้เสียงสูงต่ำ ไวยากรณ์ถูกต้อง ใช้ศัพท์ได้หลากหลาย ก็จะทำให้ภาษาอังกฤษของเราคล้ายกับเจ้าของภาษามากยิ่งขึ้นค่ะ ^^

 Posted by at 10:58 am
Aug 122015
 

Capitalization การใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ในภาษาอังกฤษ

ในภาษาอังกฤษนั้นมีการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเบื้องต้นในภารเรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราจึงต้องควรรู้หลักการคร่าวๆในการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ดังนี้ค่ะ

1. ใช้เมื่อเป็นคำขึ้นต้นของประโยค เช่น

  • She is a new teacher.
  • Tigers are dangerous animals.

2. ใช้เมื่อเป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อคน สถานที่ แม่น้ำ หนังสือ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของประโยคก็ให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ เช่น

  • Drego is very smart and handsome.
  • The Da Vinci Code is a famous novel of Dan Brown.
  • The Nile River is the longest river in the world.

3. ชื่อทวีป ประเทศ ชื่อเมือง ชื่อสัญชาติ เชื้อชาติ ภาษา ให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ เช่น

  • We’re leaving for Korea, but we can’t speak Korean language.
  • Asia is the biggest continent in the world.
  • My father is British but my mother is Thai.

4. ชื่อสถาบัน องค์กร หน่วยงาน สมาคม สมาพันธ์ ต่างๆ เช่น

  • I work at the Art Museum.
  • You have to contact the Royal Embassy.

5. ชื่อวันในสัปดาห์ หรือเดือน ให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ เช่น

  • I don’t have to work on Saturday and Sunday.
  • I was born in March.

6. ชื่อเทศกาลต่างๆ เช่น

  • Our family will reunite on Christmas Day.
  • I celebrated Easter with my family last year.

7. ใช้เมื่อเป็นคำนำหน้าชื่อ ยศ หรือ ตำแหน่ง เช่น

  • Mr. Carton is our important customer.
  • The President is coming to Thailand soon.

8. สรรพนาม I ต้องใช้พิมพ์ใหญ่เสมอ ถึงแม้ว่าจะอยู่กลางประโยคก็ตาม เช่น

  • Marry and I are going to visit Peru next month.

9. ใช้กับคำอุทาน เช่น

  • Oh My God!
  • O Lord, please help me.

** เมื่อทราบหลักการใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ เวลานำไปใช้เขียนภาษาอังกฤษก็จะทำให้ถูกต้องตามหลักภาษาค่ะ

 Posted by at 10:53 am
Aug 122015
 

คำอุทานในภาษาอังกฤษ

หลายคนเมื่อต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษโดยเฉพาะจำพวกนิยาย หรือเรื่องเล่าต่างๆ ก็มักจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำอุทาน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า interjection เท่าไหร่ เพราะฝรั่งเค้าไม่ได้ออกเสียงอุทานเหมือนบ้านเรา เวลาอ่านหนังสือเลยจับความรู้สึกของตัวละครไม่ได้ซึ่งทำให้ขาดอรรถรสในการอ่าน สิ่งที่จะมานำเสนอต่อไปนี้คือคำอุทานที่มักจะพบเจอบ่อยพร้อมความหมายและแนวทางการใช้ มาดูกันเลยค่ะ

  1. Argh! – เป็นเสียงโวยวาย แสดงความไม่พอใจเหมือนกับคำว่า อ๊ากกก หรือ ย๊ากกก ในภาษาไทย
  2. Boo! – เสียงจ๊ะเอ๋ให้ตกใจ หรือเป็นเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์
  3. Oops! – อุ๊ย แสดงอาการตกใจเล็กน้อย
  4. Whoa! – โว่, โฮ่ เป็นการบอกให้พอ หรือหยุดก่อน
  5. Eureka! / Bingo! – สำเร็จแล้ว, ชนะแล้ว, ทำได้แล้ว
  6. Ouch! – อ่านว่า เอ้าช์ แสดงอาการเจ็บปวด มีความหมายเหมือน โอ๊ยยย ในภาษาไทย
  7. Bravo! – ไชโย้ แสดงอาการดีใจ
  8. Ew!/ Ugh! / Yuck – อ่านออกเสียงว่า อิ้ววว / เอิ๊ก / ยั๊ค แสดงอาการรังเกียจ
  9. Er, Erm – ใช้เวลานึกว่าจะพูดว่าอะไร ยิ่งลากเสียงยาวมากก็จะเป็นการถ่วงเวลาเอาไว้คิด
  10. Hm! – อ่านว่า หืมมมม   แสดงความสงสัย ความไม่แน่ใจ ลังเล สับสน
  11. Hee Hee! – ฮี่ๆๆ ใช้แสดงความเจ้าเล่ห์ ประมาณว่ามีแผนร้ายในใจ
  12. Uh-huh – เออเฮอะ อ่าฮะ แสดงความเห็นด้วย หรือเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
  13. Yay! – เย่ แสดงความยินดี หรือดีใจ
  14. Yoo-hoo – ใช้เรียกให้คนหันมาสนใจหรือเสียงทักทายให้คนหันมา
  15. Ssh! Sh! – ชูว์ว์ว์ เป็นการบอกให้เงียบหรือเบาเสียงลงหน่อย
  16. Whoopee! – วู้ปี้ แสดงความยินดีปรีดา
  17. Oh God! / My God! / Gosh! – โอ้พระเจ้า   แสดงความประหลาดใจ แปลกใจหรือกลัวตกใจกลัว ก็ได้
  18. Whew! / Phew! – วิ้ววว ฟิ้วววว แสดงอาการโล่งใจ เบื่อ เหนื่อย ตกใจ แปลกใจแล้วแต่สถานการณ์
  19. Terrific! – แปลว่า ยอดเยี่ยม วิเศษ
  20. Yummy! – แปลว่า อร่อย
  21. Alas! – อนิจจา พุทโธ่ แสดงอาการเศร้า หรือเสียใจ
  22. Hooray! – แสดงความยินดี หรือมีความสุข
  23. Hey! – ใช้เรียกคนอื่น เฮ้ (แต่จะไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่)   ใช้แสดงอาการตกใจหรือแสดงความยินดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

** นี่เป็นเพียงคำอุทานที่เราพบได้บ่อยๆเท่านั้นนะคะ แต่ทั้งหมดนี้ก็สามารถช่วยให้เราอ่านนิยายได้สนุกขึ้นแล้วล่ะค่ะ ^^

 Posted by at 10:40 am
Aug 072015
 

หลักการใช้ Verb to have

Verb to have มี 3 ตัวคือ have, has, had

1. ถ้าเป็นกริยาหลักในประโยคจะแปลว่า “มี หรือ กิน”

Has จะใช้กับประธานเอกพจน์
Have จะใช้กับประธานพหูพจน์

เช่น

  • I’m having dinner with my old friends.
  • She has two luxury cars.

ในกรณีที่ have has เป็นกริยาหลักแล้วต้องการทำเป็นรูปปฏิเสธหรือคำถาม ให้ใช้กริยาช่วย verb to do เข้ามาช่วยนะคะ ห้ามใส่ not หลัง have / has ไปเลย เพราะhave has ในที่นี้เป็นกริยาหลักไม่ใช่กริยาช่วยนะคะ เช่น

  • She doesn’t have much money.
  • I don’t have any pens.
  • Do you have a car?

** ถ้าประธานเป็นเอกพจน์แล้วใช้ has เมื่อเติม doesn’t เข้าไปจะต้องเปลี่ยน has กลับมาเป็น have เหมือนเดิม

2. เป็นกริยาช่วยใน perfect tense คือโครงสร้าง

have/has/had + V3

เช่น

  • She has helped me for two hours.
  • I had locked the door before I left the room.
  • They have waited for you for three hours.

ถ้าต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธหรือคำถามให้เติม not หลัง verb to have ได้เลยเพราะเป็นกริยาช่วยในประโยค เช่น

  • They haven’t waited for you for three hours.
  • I hadn’t locked the door before I left the room.

3. have/had + to จะหมายถึง “จำเป็นต้อง”   เช่น

  • She has to finish the report by four o’clock.
  • They have to follow the rules.

4. ใช้ในประโยค causative form ตามโครงสร้างนี้คือ

have someone do something   (ในความหมายว่าให้ใครทำอะไรให้โดยบอกผู้กระทำ)

  • The teacher has her students clean the room.
    คุณครูให้นักเรียนทำความสะอาดห้อง

have something done        (ในความหมายว่าให้ใครทำอะไรให้โดยไม่บอกตัวผู้กระทำ

  • I had my hair cut.
    ฉันไปตัดผมมา (ให้ช่างตัดผม)

5. ในสำนวนที่มีการใช้ verb to have ตามหลังด้วยคำกริยาแล้วมี a นำหน้าคำกริยาตัวนั้นจะมีผลทำให้กริยาตัวนั้นเป็นคำนาม   แปลความหมายโดยยึดกริยาข้างหลัง เช่น

  • My grandfather has a walk every morning.
    คุณปู่ออกไปเดินทุกเช้า
  • I and my friends had a swim in the pool yesterday.
    ฉันและเพื่อนๆไปว่ายน้ำที่สระเมื่อวานนี้
  • I want to have a rest.
    ฉันต้องการพักผ่อน
 Posted by at 3:21 pm