Sep 242015
 

คำกริยาที่ใช้ได้ทั้ง gerund และ infinitive

คำกริยาบางคำจะต้องตามด้วย gerund (กริยาเติม ing) หรือบางคำจะต้องตามด้วย infinitive (กริยาที่ตามหลัง to) เช่น

  • I enjoy watching his show.
  • I’m deciding to buy a new car.

แต่มีคำกริยาบางคำสามารถใช้ทั้งกับ gerund และ infinitive โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันเมื่อตามด้วย gerund และ infinitive กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ เมื่อตามด้วย gerund จะมีอีกความหมายนึง และตามด้วย infinitive จะมีอีกความหมายนึง   มาดูกลุ่มที่มีความหมายต่างกันก่อนค่ะ

1. try to do something หมายถึง        พยายามทำอะไรบางอย่าง
try doing something     หมายถึง         ลองทำอะไรบางอย่าง

เช่น

  • I try to make things right.   ฉันพยายามทำสิ่งต่างๆให้มันดี
  • I have tried playing extreme sport which I’ve never thought to do.
    ฉันลองเล่นกีฬาประเภทเอ็กซ์ตรีมซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเล่น

2. stop to do something      หมายถึง        หยุดทำสิ่งหนึ่งเพื่อทำอีกสิ่งหนึ่ง
stop doing something   หมายถึง         หยุดการทำบางสิ่ง

เช่น

  • I stop towatch DVD.  ฉันหยุดเพื่อที่จะดูดีวีดี
  • I stop texting him.   ฉันหยุดส่งข้อความหาเขาละ

3. mean to do something หมายถึง        ตั้งใจทำอะไรบางอย่าง
mean doing something หมายถึง         มีความหมายถึงการทำอะไรบางอย่าง

เช่น

  • I didn’t mean to look down on you.  ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกคุณ
  • His acting means refusing me.  การกระทำของเขาหมายถึงการปฏิเสธฉัน

4. regret to do something หมายถึง เสียใจที่จะต้องทำบางอย่าง
regret doing something หมายถึง         เสียใจที่ได้ทำบางอย่างไปแล้ว

เช่น

  • I regret to inform you that you are not selected for this position.
    ฉันเสียใจที่จะแจ้งให้คุณทราบว่าคุณไม่ได้รับเลือกในตำแหน่งนี้
  • I regret saying inappropriate words to my mom.
    ฉันเสียใจที่พูดคำพูดไม่เหมาะสมกับแม่

5. remember to do something หมายถึง         จำได้ว่าจะต้องทำอะไร
remember doing something    หมายถึง         จำว่าได้ทำบางอย่างไปแล้ว

เช่น

  1. I remember to send e-mail to my boss.
    ฉันจำได้ว่าต้องส่งเมล์ให้เจ้านาย
  2. I remember visiting Rome.
    ฉันจำได้ว่าไปเที่ยวกรุงโรมมา

6. forget to do something หมายถึง           ลืมว่าจะต้องทำอะไร
forget doing something หมายถึง                   ลืมว่าได้ทำบางอย่างไปแล้ว

เช่น

  • I forget to tell him what happened.
    ฉันลืมที่จะบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
  • I forgetdoing my homework.
    ฉันลืมทำการบ้าน

เวลาจะใช้ต้องระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะความหมายไม่เหมือนกัน ^^

 Posted by at 1:09 am
Sep 242015
 

Finite and Non-finite verb

คำกริยาในภาษาอังกฤษถ้าแบ่งตามหน้าที่จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. Finite verb (กริยาแท้)
2. Non-finite verb (กริยาไม่แท้)

1. Finite verb (กริยาแท้)คือ กริยาที่ทำหน้าที่แสดงอาการหรือการกระทำของประธานในประโยค ลองนึกภาพดูว่าในประโยคใดประโยคหนึ่งอาจจะมีคำที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นคำกริยาปรากฎอยู่มากกว่า 1 คำ แต่จะมีกริยาเพียงตัวเดียวที่เป็นกริยาแท้ในประโยค เป็นกริยาของประธานในประโยค   กริยาที่เป็น finite verb จะสามารถผันรูปได้ตาม subject, Tense, mood และ voice เช่น

ผันตาม Tense

  • I am not playing game, but I am doing homework.
    (ผันเป็น verb ที่เติม ing ตาม present continuous tense)
  • They have just finished their work.
    (ผันเป็น verb ช่อง 3ตาม present perfect tense)

ผันตาม subject

  • She goes to work by car every day. (ประธานเอกพจน์)
  • Many people like going abroad.   (ประธานพหูพจน์)

ผันตาม voice

  • Sarah told me her secret.   (active voice)
  • I was told about this matter many times. (passive voice)

ผันตาม mood

  • I recommended that he see a doctor. (subjunctive mood)    **ไม่ใช่ he sees

2. Non-finite verb (กริยาไม่แท้) คือ กริยาที่จะไม่ผันตาม tense, subject, mood หรือ voice และจะทำหน้าที่อย่างอื่นในประโยค จะไม่ทำหน้าที่เป็นกริยา   กริยาไม่แท้ในภาษาอังกฤษจะมี 3 ประเภท คือ

2.1 gerund คือ กริยาที่เติม ing (Ving) ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค  เช่น

  • Smoking isn’t allowed here.
  • I try to avoid meeting him.

2.2  to infinitive คือ กริยารูปธรรมดาที่ตามหลัง to ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค เช่น

  • The best way to live happily in the society is to be open-minded.
  • To love is to risk.

2.3 participle คือกริยาที่เติม –ed หรือเป็นกริยาช่อง 3   ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำคุณศัพท์คือขยายประธานในประโยค เช่น

  • Let a sleeping dog lie.
    อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน
    (เป็นสำนวนสุภาษิต หมายถึง อย่าหาเรื่องใส่ตัว )
  • He’s driving a rented car.
    เขากำลังขับรถคันที่เช่ามา

** ในประโยคหนึ่งอาจจะมีกริยาหลายตัว เราจะต้องแยกให้ได้ว่า กริยาใดเป็นกริยาแท้ในประโยคและกริยาใดเป็นกริยาไม่แท้ เพื่อที่เวลาแปลความหมายจะได้ไม่สับสน

  • She wants to know you.
    ในประโยคนี้ กริยาแท้คือ คำว่า wants ซึ่งมีการผันตามประธานที่เป็นเอกพจน์ ส่วน to know เป็นกริยาไม่แท้ ที่เป็น to infinitive

** การรู้จักกริยาแท้และกริยาไม่แท้มีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจกับการอ่านเป็นอย่างมาก เพื่อให้ความเข้าใจในเนื้อเรื่องไม่คลาดเคลื่อนค่ะ

 Posted by at 1:04 am
Sep 242015
 

หลักการใช้ must กับ have to ใช้ต่างกันอย่างไร

ทั้ง must และ have to ใช้เพื่อแสดงความจำเป็นในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนกัน แต่มีวิธีการใช้เหมือนกันเล็กน้อยค่ะ แต่โครงสร้างประโยคในการใช้ must กับ have to เหมือนกันคือ ต้องตามด้วย verb infinitive หรือ กริยารูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่เติม

must + verb (infinitive)
have to + verb (infinitive)

  • I must quit smoking.                  ฉันต้องเลิกสูบบุหรี่
  • I have to quit smoking.              ฉัน(จำเป็น)ต้องเลิกสูบบุหรี่

สองประโยคนี้แปลว่า ต้องเลิกสูบบุหรี่ เหมือนกัน แต่เราจะใช้ must ในกรณีที่เราคิดว่าสิ่งนั้นจำเป็นต้องทำ เป็นความเชื่อหรือเป็นความคิดของเราเองที่คิดว่ามันจำเป็นต้องทำ
แต่ have to นั้นใช้ในกรณีที่สถานการณ์เป็นตัวบังคับให้เราจำเป็นต้องทำ ซึ่งบางที่เราอาจจะไม่อยากทำ อาจจะเป็นกฎ หรือข้อบังคับให้ทำ เช่น

  • You have to stop eating salty food.
    คุณจำเป็นต้องเลิกกินอาหารรสเค็ม
    (อาจจะเป็นคำสั่งหมอที่ให้เลิกกินอาหารรสเค็ม)

ลองมาเปรียบเทียบกับการใช้ must ในประโยคข้างล่างค่ะ

  • You must stop eating salty food.
    คุณต้องเลิกกินอาหารรสเค็มได้แล้ว
    (อาจจะเป็นความคิดของผู้พูดเองว่า อีกฝ่ายต้องเลิกกินอาหารเพราะถ้ากินอาหารรสเค็มมากเกินไปจะทำให้เป็นโรคได้)
  • Must I go now?
    ฉันต้องไปตอนนี้เลยมั้ย
  • Do they have to pay the money?
    พวกเขาต้องจ่ายเงินมั้ย

*** แต่ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธจะมองเห็นความแตกต่างได้ชัด ดังนี้ค่ะ

  • must not หรือ mustn’t แปลว่า จะต้องไม่(เป็นกฎหรือข้อบังคับที่ห้ามให้ปฏิบัติ)
  • don’t have to หรือ doesn’t have to แปลว่า ไม่จำเป็นต้อง (จะทำหรือไม่ทำก็ได้)

รูปปฏิเสธและคำถามของ have to ต้องใช้ verb to do เข้ามาช่วย จะเติม not ข้างหลังไปเลยเหมือน must ไม่ได้ ตัวอย่างประโยค เช่น

  • You mustn’t park here. It’s not allowed.
    คุณไม่ได้รับอนุญาตให้จอดรถที่นี่
  • The students mustn’t wear shoes in the classroom.
    นักเรียนจะต้องไม่ใส่รองเท้าในห้องเรียน
  • We don’t have to wear uniform on Friday.
    พวกเราไม่จำเป็นต้องใส่ชุดเครื่องแบบในวันศุกร์
  • He doesn’t have to tell me what happened. Someone has already told me.
    เขาไม่จำเป็นต้องบอกฉันก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนบอกฉันแล้ว

** สรุปคือmust กับ have to ในรูปประโยคบอกเล่าและคำถาม จะมีความหมายใกล้เคียงกันหรือต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในประโยคปฏิเสธจะมีความหมายที่ต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ

 Posted by at 12:57 am
Sep 192015
 

like กับ would like มันไม่เหมือนกันนะ!

บางคนคิดว่า like กับ would like น่าจะแปลเหมือนๆกัน เพราะมันก็ like เหมือนๆกัน ถ้าคุณคิดอย่างนั้น….คุณคิดผิดค่ะ!! เพราะสองคำนี้มันมีความหมายต่างกันเลย และใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกันด้วย

** likeแปลว่า ชอบ มักตามด้วยคำกริยาที่เติม ing (Ving) หรือที่เรียกว่า gerund หรือตามด้วย to infinitive (to + Verb) ก็ได้

like + Ving
like + to + V. infinitive

เช่น

  • I like eating chocolate cake.
    ฉันขอบกินเค้กช้อคโกแลต
  • She likes wandering around the city alone.
    เธอชอบเดินเตร่ๆไปรอบเมืองคนเดียว
  • They like to swim in the lake on Saturday.
    พวกเขาชอบว่ายน้ำในทะเลสาบในวันเสาร์

** would likeหมายถึง อยากจะ หรือ ต้องการ

would like + to + verb
would like + Noun

เช่น

  • I would like to go sightseeing this old city before we go back.
    ฉันอยากจะไปเที่ยมชมเมืองเก่านี้ก่อนที่เราจะกลับ
  • I’m so thirsty. I would like some water.
    ฉันกระหายน้ำมากๆ ฉันอยากได้น้ำสักหน่อย
  • Would you like some tea or coffee?
    คุณอยากได้ชาหรือกาแฟสักหน่อยมั้ย

บางคนอาจจะเห็น would like ในรูปย่อแบบนี้ก็ได้ คือ ‘d like เช่น

  • I’d like to take a leave tomorrow because I feel not well today.          ฉันอยากจะลาหยุดวันพรุ่งนี้เพราะว่าวันนี้ฉันรู้สึกไม่ดีเลย
  • He would like to speak English but he doesn’t have an environment for English talking.
    เขาอยากจะพูดภาษาอังกฤษ แต่เขาไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษ

*** would like มีความหมายเหมือนกับ want คือแปลว่าต้องการ หรือ อยาก เหมือนกัน เพียงแต่ would like จะฟังดูสุภาพกว่าเท่านั้นเองค่ะ

 Posted by at 3:02 pm
Sep 192015
 

action verb & stative verb

คำกริยาในภาษาอังกฤษมีเย๊อะแยะมากมาย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่ากริยาคือคำที่แสดงการกระทำ แค่กริยาอย่างเดียวก็ถูกแบ่งเป็นกลุ่มได้หลายแบบ ในที่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. Action verb
  2. Stative verb

1. action verbหรือ บางคนเค้าก็เรียกว่า dynamic verb คือคำกริยาที่แสดงอาการ การกระทำ มีการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว พูดง่ายๆคือ เรานึกภาพออกว่าเขาทำกริยานั้นๆอย่างไร เช่น ถ้าบอกว่า เขากินข้าว เราก็นึกภาพออกว่าเขากำลังตักข้าวเข้าปาก   หรือ เขากระโดด เราก็เห็นภาพคนกำลังกระโดด   ที่มันได้ชื่อเก๋ๆมาอีกชื่อหนึ่งว่า dynamic verb เพราะคำว่า dynamic มันแปลว่า เคลื่อนไหว ไงล่ะคะ กริยากลุ่มนี้มีเยอะแยะ มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นกริยาที่เราเรียนมากันตั้งแต่ประถมนั่นแหละค่ะ เช่น eat, drink, speak, write, catch, go, walk, watch, sit, hit, sleep, hold, etc. นี่แค่ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพของ action verb เท่านั้นค่ะ

2. stative verbหรือบางครั้งเรียกว่า state verb หรือ abstract verb คือคำกริยาที่ไม่ได้แสดงการกระทำหรือการเคลื่อนไหว แต่เป็นกริยาที่แสดงสภาวะ คำกริยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม stative verb แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้ค่ะ

2.1 คำกริยาที่แสดงการรับรู้ แสดงถึงการใช้ประสาทสัมผัส ดู ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สึก คือ hear, see, smell, taste, feel ตัวอย่างประโยค เช่น

  • The roast chicken smells good.              ไก่ย่างกลิ่นหอมจัง
  • I heard someone crying outside.            ฉันได้ยินใครบางคนร้องไห้อยู่ข้างนอก

2.2 คำกริยาที่แสดงสภาวะทางความคิด เช่น believe, know, recognize, think, doubt, mean, remember, understand, forget, realize, suppose, etc.

  • I don’t know Jason, so I won’t invite him to my birthday party.
  • I recognized you as soon as you come into the room.

2.3 คำกริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ เช่นbelong, own, have, possess

  • That is the only valuable thing I possess.         นั่นเป็นสิ่งมีค่าชิ้นเดียวที่ฉันมี
  • I don’t have any money left.                            ฉันไม่มีเงินเหลืออยู่เลย

2.4 คำกริยาแสดงอารมณ์หรือความรู้สึก เช่นlove, like, hate, mind, envy, wish, prefer, fear, surprise, astonish, etc.

  • I like her style.
  • I prefer tea to cake.

2.5 คำที่แสดงการวัดหรือการประมาณค่า เช่น weigh, cost, measure, contain, equal, etc.

  • This pack of sugar weighs more than that one. น้ำตาลถุงนี้หนักมากกว่าถุงนั้น
  • The ring costs 23,000 baht. แหวนวงนี้ราคา 23,000 บาท

2.6 คำกริยาแสดงสภาวะอื่นๆ เช่นverb to be (is, am, are), owe, seem, exist, require, etc.

  • I owe you a lot. ฉันเป็นหนี้คุณมากมายเหลือเกิน
  • It seems that you don’t understand me.   ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจฉัน

*** stative verb บางคำเป็นได้ทั้ง action verb และ stative verb ดังนั้นในการนำไปใช้จะต้องแยกนิดนึงว่า เป็นแบบไหนเพราะถ้าเป็นแบบ stative verb จะเอามาทำเป็น continuous tense หรือกริยารูปกำลังกระทำไม่ได้ เช่น

  • The cake tastes delicious. (stative verb) เค้กมีรสอร่อย
    (เราจะไม่พูดว่า The cake is tasting delicious. แปลว่า เค้กกำลังมีรสอร่อย แบบนี้ผิดค่ะ )
  • I’m tasting the soup. Let’s see if it’s too much salty. (action verb)
    ฉันกำลังจะชิมซุปถ้วยนี้ ดูสิว่าจะเค็มไปมั้ย

เมื่อแยกความแตกต่างระหว่าง stative verb และ action verb ได้แล้วก็ระมัดระวังเวลาใช้ด้วยนะคะ ^^

 Posted by at 2:59 pm
Sep 192015
 

collective noun (สมุหนาม)

Collective noun หรือ สมุหนาม คืออะไร? Collective noun ก็คือ คำนามที่ใช้เรียกบุคคลหรือสิ่งของที่เป็นกลุ่ม เป็นฝูง เป็นพวก หรือเป็นหมู่คณะ ตัวอย่างเช่น กลุ่มคน   โขลงช้าง ช่อดอกไม้ ฝูงหมาป่า ทีมฟุตบอล เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เราจะแบ่ง collective noun ออกเป็น หมวดหมู่ของคน   หมวดหมู่ของสัตว์ และหมวดหมู่ของสิ่งของค่ะ วิธีการเขียนก็มักจะนำเอาคำที่บอกหมวดหมู่ (เช่น flock, cluster, herd, heap, group, etc.) มาไว้ข้างหน้า แล้วใส่ of ตามเข้าไป ตามด้วยคำนามทั่วไป ถ้าหากเป็นคำนามนับได้ก็จะเป็นรูปพหูพจน์ แต่ถ้าหากเป็นนามนับไม่ได้ก็จะเป็นรูปเดิม   ไม่ต้องเติม s/esอย่างนามพหูพจน์ มาดู collective noun ที่มักจะพบบ่อยกันค่ะ

หมวดหมู่คน

  • A group of students  นักเรียนกลุ่มหนึ่ง
  • An army of soldiers  ทหารหนึ่งกองทัพ
  • A choir of singers   คณะนักร้องคณะหนึ่ง
  • A crew of sailors   ลูกเรือกลุ่มหนึ่ง
  • A band of musicians นักดนตรีวงหนึ่ง
  • A gang of teenagers  วัยรุ่นแก๊งค์หนึ่ง
  • A crowd of people  คนหมู่หนึ่ง

หมวดหมู่สัตว์

  • A herd of cattle  วัวฝูงหนึ่ง
  • A flock of sheep  แกะฝูงหนึ่ง
  • A hive of bees   ผึ้งรังหนึ่ง
  • A flight of birds  นกฝูงหนึ่ง
  • A school of fish   ปลาฝูงหนึ่ง

หมวดหมู่สิ่งของ

  • A bunch of flowers ดอกไม้ช่อหนึ่ง
  • A cluster of stars  ดาวกลุ่มหนึ่ง
  • A heap of stones  หินกองหนึ่ง
  • A pack of sugar  น้ำตาลถุงหนึ่ง
  • A stack of wood  ไม้กองหนึ่ง

นอกจากการเขียนโดยใช้ of คั่นระหว่างคำบอกหมวดหมู่กับคำนามแล้ว ยังมีคำศัพท์บางคำที่มีความหมายเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นหมู่คณะอยู่ในตัวมันเองแล้ว เช่น

  • family  ครอบครัว
  • team   ทีม
  • jury คณะลูกขุน
  • party พรรคหรือคณะ
  • fleet กองเรือ
  • government  คณะรัฐบาล
  • mob หมู่คน
  • committee    คณะกรรมการ
  • class  ชั้น ชนิด
  • the public  สาธารณชน

การใช้ collective noun ในประโยคนั้นบางคนอาจจะสงสัยว่า มันมีความหมายเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ แล้วต้องผันกริยาเติม s/esมั้ย หรือใช้ is, are หรือจะ have หรือ has ดี จะใช้เลือกใช้กริยาเอกพจน์หรือพหูพจน์ดี อันนี้ขอบอกว่า เวลานำไปใช้ขึ้นอยู่กับความหมายที่ผู้ใช้ต้องการจะสื่อ ว่าต้องการจะให้หมายถึง กลุ่มๆเดียว หรือ แยกแยะออกไปเป็นรายคนหรือรายตัว เช่น

  • A flock of sheep is worth one million baht.
    แกะฝูงหนึ่งมีราคา 1 ล้านบาท
    (ผู้พูดใช้ในความหมายว่าแกะทั้งฝูง ไม่ได้แยกเป็นตัวๆ)
  • A flock of sheep are eating quietly in the fields.
    แกะฝูงหนึ่งต่างก็กำลังกินกันอย่างเงียบๆในทุ่งหญ้า
    (หมายถึงแกะแต่ละตัว แยกเป็นรายตัวในฝูง)
  • The committee has 20 members.
    คณะกรรมการมีสมาชิกทั้งหมด 20 คน
  • The committee are making their decision.
    คณะกรรมการ (แต่ละคน) กำลังตัดสินใจอยู่
 Posted by at 2:53 pm
Sep 162015
 

เจาะลึกการใช้คำว่า even อย่างมืออาชีพ!!

ในภาษาพูดของภาษาอังกฤษ บางคนอาจจะเคยได้ยินเขาพูดคำว่า even ในประโยคกันบ่อยๆ even อย่างนั้น even อย่างนี้ even อย่างโน้น ถ้าเอามาพูดบ้างน่าจะเข้าท่าแห๊ะ น่าจะดูเหมือนเจ้าของภาษาเขาพูดกัน แต่ก่อนจะนำไปใช้ก็ต้องรู้จักความหมายและการนำไปใช้กันก่อนนะคะว่า even หมายความว่าอะไรได้บ้าง  มาดูที่ ความหมายง่ายๆ ของ even กันก่อนค่ะ

evenแปลว่า จำนวนคู่ก็ได้ เช่น

  • 24 is an even number.
    24 เป็นเลขจำนวนคู่
  • 51 isn’t an even number.
    เลข 51 ไม่ใช่เลขคู่

evenแปลว่า “เสมอ หรือ เท่ากัน” ก็ได้ เช่น

  • My mark and Janie’s mark are even.
    คะแนนของฉันกับคะแนนของเจนี่เท่ากัน
  • I was so upset after I had my hair cut. My new haircut isn’t even.
    ฉันหัวเสียมากๆเลยหลังจากไปตัดผมมา ผมทรงใหม่นี่ไม่เท่ากันเลย

คราวนี้มาถึงความหมายของ even ที่แปลย๊ากยากกันบ้าง เพราะบางทีไปเจอในประโยคก็ไม่รู้จะแปลมันว่าอะไร จริงๆ even เนี่ยไม่ได้มีไว้เท่ๆในประโยคอย่างเดียวนะคะ เพราะมันยังเป็นการพูดให้คนฟังเห็นภาพหรือเป็นการเน้นย้ำ พูดง่ายๆคือเพิ่มอรรถรสทางภาษานั่นเอง

evenถ้าแปลเป็นภาษาพูดของไทยก็จะแปลว่า “แม้แต่, แม้กระทั่ง, ขนาด” เช่น

  • Even Nathan who always comes early is late today.
    ขนาดอีตานาธานที่มาเช้าประจำ วันนี้ยังมาสายเลย
  • Can you see even the kids can do it? Why can’t you do it?
    เห็นมั้ยว่าแม้แต่พวกเด็กๆยังทำได้เลย แล้วทำไมคุณจะทำไม่ได้

evenแปลเป็นภาษาพูดแบบไทยๆ ได้อีกว่า “ด้วยซ้ำ” เป็นการเน้นความหมายของประโยคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น

  • Martin didn’t even talk to me.
    มาร์ตินไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ
  • How can I call you? I don’t even know your number.
    ชั้นจะไปโทรหาเธอได้ไง แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

เอาละค่ะ รู้การใช้ even กันอย่างนี้แล้วก็นำไปใช้กันได้เลยจ้า ^^

 Posted by at 12:51 am
Aug 232015
 

การใช้ yet

yet  เป็นคำศัพท์ที่มีหลายหน้าที่และหลายความหมาย เราอาจพบเจอ yet ได้ในหลายๆตำแหน่งของประโยค ฟังแบบนี้ปุ๊บก็อาจจะสงสัยว่ามันแปลว่าอะไรได้บ้าง มาดูกันเลยค่ะว่า yet ใช้อย่างไรได้บ้าง

—– yet แปลว่า “ยัง” —–

yet ในความหมายว่า “ยัง” นี้ เราจะเห็นบ่อยในประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถามของ perfect tense แปลว่า ยังไม่ได้ทำสิ่งนี้ หรือ ทำสิ่งนี้แล้วหรือยัง เช่น

  • Have they made up yet?     พวกเขาคืนดีกันหรือยัง
  • She hasn’t got married yet.   หล่อนยังไม่ได้แต่งงาน
  • Has she finished her work yet?    เธอทำงานเสร็จหรือยัง
  • I haven’t eaten anything yet.  ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย

*** แต่บางครั้งเราก็ใช้ใน present tense หรือ past tense ก็ได้ เช่น

  • Did you talk to him yet?      ได้คุยกับเขาแล้วหรือยัง
  • Do you have a car yet?          มีรถสักคันแล้วหรือยัง

—–yet แปลว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดยังไม่เกิดขึ้น—–

ในความหมายนี้อาจจะพบเจอได้ในสองรูปแบบคือ has yet to + verb กับ V. to be yet to + verb เช่น

  • Our attempt has yet to meet their expectation and we need to work harder.
    ความพยายามของเรายังไม่ตรงตามความต้องการของพวกเขาและเราจะต้องทำงานหนักให้มากขึ้น
  • The best moment is yet to come.
    ช่วงเวลาที่ดีที่สุดยังไม่มาถึง
  • His theory is yet to be confirmed.
    ทฤษฎีของเขายังไม่ได้รับการยืนยัน

—–yet ที่เป็นคำเชื่อมประโยค มีความหมายว่า “แต่” “อย่างไรก็ตาม” ——

  • We are totally different, yet we can get along well.
    พวกเราต่างกันมากแต่พวกเราก็เข้ากันได้ดี
  • My sister keeps complaining about the service of this restaurant. Yet, she comes here very often.
    พี่สาวฉันเอาแต่บ่นเรื่องการบริการของร้านอาหารร้านนี้ แต่เจ้าหล่อนก็มากินอาหารที่นี่อยู่บ่อยๆ

——yet ใช้ในความหมายว่า สิ่งๆนั้นเป็นที่สุด—–

  • This will be the most important information yet.
    นี่คงจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดเลย (จนถึงตอนนี้)
  • His project is the best yet.
    โครงการของเขาดีที่สุด

—–yet ใช้ตามหลังคำบอกเวลา เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือจะเสร็จสิ้นนับจากนี้ไปอีกกี่วัน (เท่าระยะเวลาที่ yet ตามหลัง)——

  • The conference will be held for a week yet.
    การประชุมจะถูกจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

—– yet ใช้ในประโยคเปรียบเทียบ เพื่อเน้นว่าสิ่งนี้ใหญ่กว่า ดีกว่า เล็กกว่า แพงกว่า หรืออื่นๆ กว่าอีกสิ่งหนึ่ง—–

  • The house is more expensive yet than any of the others we’ve looked for.
    บ้านหลังนี้แพงกว่าบ้านหลังไหนๆที่เราหาเลย

*** เจอการใช้ yet เข้าไปนี่ถึงกับมึนสักพักใหญ่ๆเลย ยังไงก็ลองค่อยทำความเข้าใจนะคะ

 Posted by at 11:26 pm
Aug 232015
 

การแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นภาษาอังกฤษ

เวลาพูดกับชาวต่างชาติก็อาจจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นของเราสอดแทรกเข้าไประหว่างที่สนทนา คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด มาดูสำนวนที่ใช้พูดแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกันค่ะ

การแสดงการเห็นด้วย

เวลาที่ใครพูดอะไรกับเราแล้วเราเห็นด้วย ก็จะใช้สำนวนดังต่อไปนี้ค่ะ

ถ้าแบบเป็นทางการก็จะใช้ว่า

  • I agree.     ฉันเห็นด้วย
  • I concur.   ฉันเห็นด้วย
  • That’s just what I was thinking.  นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดเลย
  • That’s exactly my opinion.  นั่นเป็นความเห็นของผมเลย

หรือถ้าเห็นด้วยแบบจริงจังหรือเห็นด้วยสุดๆ ก็จะเพิ่มคำขยายเข้ามาเช่น

  • I totally agree.   เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
  • I definitely agree.    เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • I absolutely agree.  เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • I couldn’t agree more.   เห็นด้วยอย่างที่สุด

แต่ถ้าเป็นการเห็นด้วยแบบกลางๆ ก็มักจะพูดว่า

  • That’s quite right.   ก็น่าจะใช่
  • I quite agree with you.   ฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ

แต่ถ้าพูดเห็นด้วยแบบไม่เป็นทางการ มักจะใช้สำนวนนี้ค่ะ

  • Yeah! / Right!
  • Definitely!
  • Absolutely!
  • Exactly!
  • That’s right.
  • You’re right.
  • You got it!

ทั้งหมดนี้แปลเหมือนๆกันคือแปลว่า ใช่เลย หรือ นั่นแหละใช่เลย ประมาณนี้ค่ะ

ในบางครั้งเราอาจจะเห็นด้วย แต่ก็อาจจะมีบางครั้งที่เราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คนอื่นพูด เราก็สามารถบอกเขาไปได้ ไม่ใช่เห็นด้วยทุกอย่างที่เขาพูดมา โดยจะมีสำนวนในการพูด ดังนี้ค่ะ

  • I disagree.   (บอกไปตรงๆเลยว่าไม่เห็นด้วย สั้นๆง่ายๆได้ใจความ)
  • I’m not sure about that.   (เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างอ่อนโยน)
  • That’s good but……
  • I see what you’re saying but…

(เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพเช่นกัน คือถนอมน้ำใจคนฟังเล็กน้อย ^^)
หรือหากต้องการจบบทสนทนา เพื่อเปลี่ยนเรื่องแต่ยังต้องการบอกว่าเราไม่เห็นด้วยก็สามารถพูดได้ว่า

  • Let’s agree to disagree.
  • I think we’re going to have to agree to disagree.

สองประโยคล่างนี้แปลว่า ฉันว่าเราคงต้องเห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วย

** ใครถนัดสำนวนแบบไหนนำไปใช้ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเห็นด้วยแบบจริงจังหรือธรรมดา หรือแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา หรืออ้อมค้อมเล็กน้อยเพื่อรักษาน้ำใจคนฟัง แบบไหนที่คุณถนัดก็นำไปใช้ได้เลยค่ะ

 Posted by at 11:22 pm
Aug 232015
 

การออกเสียง s กับ z

จะเรียนภาษาอะไรก็ตาม การออกเสียงย่อมมีความสำคัญเพราะนั่นหมายถึง เราจะฟังเจ้าของภาษารู้เรื่องมั้ย หรือเวลาเราพูดอะไรไปเขาจะฟังเรารู้เรื่องมั้ยก็อยู่ที่การออกเสียงนี่แหละค่ะ เพราะแต่ละภาษาจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองมันเทียบกับภาษาแม่ของเราได้ไม่ 100% เลยเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยในการออกเสียงภาษาอังกฤษบางคำ เช่นที่พูดต่อไปนี้คือปัญหาโลกแตก การออกเสียง s กับ z เพราะบางคำรูปเป็น s ออกเสียง s ปกติ แต่บางคำรูปเป็น s แต่ออกเสียง z เอาแล้วสิ! แล้วอีฉันนี่จะไปรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนออกแบบไหน? ง่ายๆคือ จำเป็นคำๆไปค่ะว่าตัวนี้ออกแบบนี้ คนเรียนภาษาต้องหัดสังเกตและจดจำ และทำตาม และนำไปใช้จึงจะเกิดผลค่ะ ดูว่าเจ้าของภาษาเขาออกเสียงอย่างไรเราก็ออกเสียงอย่างนั้น แต่ถ้าบางคนคิดว่าการจำเป็นคำๆมันยากไป เยอะแยะจำไม่ไหวมันก็จะมีหลักการเล็กๆน้อยๆเอาไว้คอยสังเกตค่ะ

เสียงs กับ z ออกเสียงต่างกันอย่างไร? ปกติ s จะออกเหมือนเสียงงูเวลาขู่ สสสสสส โดยที่เมื่อจับที่คอหรือตรงลูกกระเดือนจะไม่รู้สึกถึงอาการสั่น   แต่เวลาออกเสียง z จะเหมือนเสียงผึ้ง ซซซซซซโดยจะมีอาการสั่นที่คอหรือลูกกระเดือก ถ้าไม่สั่นนี่ถือว่าไม่ใช่เสียง z ภาษาอังกฤษที่มี s ขึ้นต้นคำส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นเสียง /s/ หรือ soft Sเช่นคำว่า sun, sea, soon, silver, etc. แต่เมื่อ s ไปอยู่ภายในคำ บางคำ s ตัวนั้นจะออกเป็นเสียง /z/ หรือ hard S เช่นคำว่า easy

** สมมติว่า ส แทนเสียง s และ ซแทนเสียง z เพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจ ดังนั้น easy จึงอ่านว่า อีซี่ ไม่ใช่ อีสี่   มีตัวอย่างคำอื่นๆอีกดังนี้ค่ะ

  • busy             อ่านว่า   บีซี่
  • result           อ่านว่า   รีซัลทฺ
  • present        อ่านว่า            พรี เซ้นทฺ
  • was               อ่านว่า   วัซ
  • as                  อ่านว่า   แอ้ซ     (ไม่ใช่   แอ้ส)
  • does              อ่านว่า   ดาซ
  • lose               อ่านว่า   ลูซ
  • raise              อ่านว่า   เรซ

แต่เมื่อ s ไปอยู่ท้ายคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์ที่มีการเติม s หรือ es ที่คำนาม เพื่อบอกความเป็นพหูพจน์ หรือเติมที่คำกริยาเพื่อบอกว่าเป็น present simple tense ในลักษณะนี้ s ออกเสียงได้ 3 แบบ คือ   /s/   /z/   /iz/   โดยหลักในการออกเสียงทั้ง 3 ตัวมีดังนี้ค่ะ

1. ออกเป็นเสียง /s/ เมื่อคำศัพท์นั้นลงท้ายด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ f, k, p, t, thพยัญชนะพวกนี้จัดอยู่ในกลุ่ม voiced sound หรือพยัญชนะเสียงไม่ก้อง เมื่อเจอพยัญชนะต่อไปนี้ ให้ออกเสียง /s/ ค่ะ เช่น

  • books          ออกเสียงเป็น     บุ๊คสฺ
  • rats              ออกเสียงเป็น     แร็ทสฺ
  • caps             ออกเสียงเป็น     แค้ปสฺ

2. ออกเป็นเสียง /z/ เมื่อคำศัพท์นั้นลงท้ายด้วยพยัญชนะเสียงก้องต่อไปนี้ b, d, g, m, n, z, l, r, w, y, v เช่น

  • beds             ออกเสียงเป็น   เบ้ดซฺ
  • kids              ออกเสียงเป็น   คิดซฺ
  • eyes             ออกเสียงเป็น   อายซฺ

3. ออกเสียงเป็น /iz/ ซึ่งก็คือเสียง อึซเมื่อคำศัพท์นั้นเติม es เช่น

  • buses            ออกเสียงเป็น   บัส-สึซ
  • pushes          ออกเสียงเป็น   พุช-ชึซ
  • watches        ออกเสียงเป็น   ว้อช-ชึซ

ถึงแม้ฝรั่งเค้าจะมีการแยกเสียง s กับ z ในการออกเสียง แต่คนไทยอย่างเราๆไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันมาแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้นการที่เราจะพูดไม่ได้เหมือนเขามันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ และต้องใช้เวลา และถึงแม้เราจะออกเสียงผิดแล้วเจ้าของภาษาเข้าใจในสิ่งที่เราพูด การสื่อสารก็เกิดผลสำเร็จ แล้วเรามาปรับเปลี่ยนแก้ไขทีหลังได้ ดังนั้นถ้ายังแยกการออกเสียง s กับ z ไม่ค่อยได้ อย่าเพิ่งไปซีเรียสค่ะ ค่อยๆฝึกไป

 Posted by at 11:18 pm