Oct 212014
 

หลักการใช้ Conjunction ในภาษาอังกฤษ ตอนที่1

หลักการใช้ Conjunction ในภาษาอังกฤษ

หลักการใช้ Conjunction ในภาษาอังกฤษ

Conjunction มีชื่อเท่ๆเป็นภาษาไทยว่า คำสันธานหรือ คำเชื่อมนั่นเองค่ะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ Coordinating Conjunction   และ   Subordinating Conjunction

1. Coordinating Conjunction คือคำเชื่อมที่ใช้เชื่อม คำกับคำ กลุ่มคำกับกลุ่มคำ หรือประโยคกับประโยค โดยที่ประโยคจะต้องเป็นประโยคที่มีลำดับความสำคัญที่เท่าเทียมกัน   เท่าเทียมกันในที่นี้หมายความว่าถ้าหากว่าประโยคใดประโยคหนึ่งต้องอยู่เดี่ยวๆ มันก็สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยประโยคอื่นมาประกอบเพื่อให้ใจความสมบูรณ์   คำเชื่อมหลักๆในกลุ่มนี้คือ for, and, nor, but, or, yet, so หรือมีตัวย่อเก๋ๆว่า FANBOYS ซึ่งมาจากอักษรตัวแรกของแต่ละคำ เพื่อให้จำได้ง่ายขึ้นค่ะ   มาดูวิธีการใช้กันค่ะ

For : คำนี้อาจจะคุ้นกันในความหมายว่า เพื่อ หรือ สำหรับ แต่!! ถ้าหากว่าเป็นคำเชื่อมปุ๊บจะแปลว่า “เพราะว่า” ค่ะ เช่น

  • The little girl hid behind her mother, for she was afraid of the dog.
    เด็กสาวหลบหลังแม่ของเธอเพราะว่ากลัวสุนัข

And : คำเชื่อมตัวนี้น่าจะเป็นคำเชื่อมตัวแรกๆที่เรามักจะรู้จัก แปลว่า “และ”   สามารถเชื่อมคำ กลุ่มคำ หรือประโยคก็ได้ เช่น

  • My husband and I are going to Rayong this weekend.
    ฉันและสามีของฉันจะไประยองสุดสัปดาห์นี้ (เชื่อมคำกับคำ)
  • My favorite hobbies are playing sports and listening to music.
    งานอดิเรกที่ฉันโปรดปรานคือการเล่นกีฬาและการฟังเพลง (เชื่อมกลุ่มคำกับกลุ่มคำ)
  • January is the first month of the year, and December is the last.
    เดือนมกราคมเป็นเดือนแรกของปี และเดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้าย (เชื่อมประโยคกับประโยค)

Nor : แปลว่า และ…ไม่ แต่จะเป็นประโยคที่มีความหมายเชิงปฏิเสธ เช่น

  • She can’t speak English, nor can she speak French.
    เจ้าหล่อนพูดอังกฤษไม่ได้และยังพูดฝรั่งเศสก็ไม่ได้ด้วย

**   nor มีความพิเศษตรงที่ ประโยคหลัง nor จะต้องเรียงโครงสร้างเหมือนกับคำถามคือ กริยาช่วย แล้วตามด้วยประธาน แล้วค่อยตามด้วยกริยาหลัก แต่ความหมายก็เป็นปฏิเสธนะคะ

  • They don’t like eating fast food, nor do we.
    พวกเขาไม่ชอบกินอาหารจานด่วนและพวกเราก็ไม่ชอบเหมือนกัน

But : แปลว่า “แต่” ใช้เชื่อประโยคที่ขัดแย้งกัน เช่น

  • Mr. Smith came to the party but Mr. William didn’t.
    คุณสมิธมางานปาร์ตี้แต่คุณวิลเลี่ยมไม่ได้มา

Or : แปลว่า “หรือ” เป็นการให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

  •  You can email or fax us the details of the program.
    คุณสามารถส่งอีเมล์หรือแฟกซ์รายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมมาให้เราก็ได้
  • My friends and I usually go to a party on Saturday night, or we go to the movies.
    ฉันและเพื่อนๆมักจะไปปาร์ตี้ในคืนวันเสาร์หรือไม่ก็ไปดูหนัง

Yet : ถ้าเป็นคำเชื่อมจะแปลว่า “แต่”   เช่น

  • I have a cold, yet I’m eating ice cream now.
    ฉันเป็นหวัดแต่ฉันก็กำลังกินไอศกรีมอยู่

So : ถ้าเป็นคำเชื่อมจะแปลว่า “ดังนั้น”   เช่น

  • I came to class late, so I was made to stay late after school.
    ฉันมาเรียนสาย ก็เลยถูกบังคับให้ต้องอยู่เย็นหลังเลิกเรียน

** คำเชื่อมอีกประเภทหนึ่งคือ Subordinating Conjunction ติดตามต่อในตอนที่ 2 นะคะ ^^

  4 Responses to “หลักการใช้ Conjunction ในภาษาอังกฤษ ตอนที่1”

  1. คิดว่าในประโยคที่ยกตัวอย่างไว้
    She can’t speak English, nor can she speak France.
    ควรเปลี่ยน France เป็น French หรือเปล่าครับ ?

    รบกวนตรวจสอบครับ

    • ขอบคุณมาก แก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ

  2. รบกวนสอบถามครับ การใช้ but เชื่อมสองประโยค หน้า but ต้องมี comma รึเปล่าครับ

    • การใช้ but ในการเชื่อมประโยคสามารถใช้ comma หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ถ้าประโยคยาวๆ ก็ควรจะใส่เพื่อป้องกันการสับสนค่ะ และเพื่อเป็นการแยกประเด็นให้ชัดเจน แต่ถ้าประโยคสั้นๆอาจจะไม่ใส่ก็ได้

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>