Nov 242016
 

Being ใช้ยังไง??

ไปอ่านเจอมาคำนึง คำว่า“The Art of Being Alone”  แปลว่า “ศิลปะของการอยู่คนเดียว”  เจอคำว่า being ในข้อความนี้ก็ให้บังเกิดความสงสัยกับคำว่า being ในประโยคว่าแปลว่าอะไร?  ใช้ยังไง?  เพราะพอไปพึ่งพจนานุกรมก็ช่วยไม่ได้มาก  จริงๆแล้วการจะเข้าใจการใช้คำว่า being ต้องเข้าใจหลักไวยากรณ์อังกฤษค่ะถึงจะรู้ที่มาที่ไปของคำว่า being แบบหมดเปลือก ทะลุปรุโปร่ง   ว่าแล้วก็ตามมาดูกันค่ะว่า  being มันใช้ยังไงกัน

being  มันแปลงร่างมาจาก  be+ingนี่แหละค่ะ  คำถามต่อมาคือ  แล้ว  be คืออะไร??

beก็คือกริยารูปไม่ผันหรือรูป base form ของ verb to be (is, am, are) นั่นแหละค่ะ  ร้องอ๋อยังค่ะ!!  แล้วมันจะกลายร่างเป็น  being ได้ตอนไหนล่ะ??  ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การนำเอากริยามาบวกด้วย ing เนี่ยเขาเรียกว่า gerund ค่ะ  เพื่อทำให้กริยานั้นเป็นคำนาม  เช่น

sleep  —-   sleeping          การนอน

walk  —–    walking          การเดิน

เมื่อเป็นคำนามก็สามารถเป็นประธานหรือกรรมในประโยคได้ใช่มั้ยคะ  ทีนี้บังเอิญว่าเราไปเจอคำว่า being+ adjectiveขึ้นต้นประโยคเป็นประธาน  ในทีนี้จะแปลว่า  “การ……/ความ…..”  อะไรสักอย่างตามความหมายของ adjective ตัวนั้น เช่น Continue reading »

 Posted by at 3:31 pm
Nov 242016
 

That ใช้อย่างไรได้บ้าง

วันก่อนอ่านหนังสือแล้วเจอคำว่า that บ่อยมาก  แต่ในแต่ละบริบทนั้น  that กลับให้ความหมายต่างกันซึ่งน่าสนใจมาก  ทุกคนแน่ใจแล้วหรือยังว่ารู้จักคำว่า “that” กันอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วเอาล่ะ!  มาดูสิว่า  that เนี่ยเอาไปใช้อย่างไรได้บ้างในประโยค

—-That แปลว่า นั้น,นั่น—-

ในความหมายนี้เราจะใช้แบบ มีคำนามต่อท้าย หรือไม่มีคำนามต่อท้ายก็ได้ซึ่งใช้กับคำนามหรือแทนคำนามที่เป็นเอกพจน์มีแค่สิ่งเดียว    เช่น

  • That man is very smart.
    ผู้ชายคนนั้นเท่มากๆเลย
  • That is a new policy of the company.
    นั่นเป็นนโยบายใหม่ของบริษัท
  • That was a good trip.
    นั่นเป็นทริปที่ดีมากๆ
  • It’s not like that.
    มันไม่ได้เป็นแบบนั้น

—-That แปลว่า “ขนาดนั้น”ก็ได้นะเออ—- Continue reading »

 Posted by at 3:27 pm
Nov 242016
 

had better ใช้อย่างไร

คำว่า  had better มีความหมายว่า  “ควรจะ…ดีกว่า”  มีลักษณะการใช้เหมือนกับ modal verb เลยค่ะ  ซึ่งถ้าพูดถึง modal verb   คำว่า had better ก็จะมีความหมายคล้ายๆกับคำว่า should หรือ ought to นั่นแหละค่ะ  ซึ่งหลักการใช้ก็เหมือนกันคือจะต้องตามด้วย  Verb รูปธรรมดาไม่ผัน

had better + V.infinitive (ไม่ผัน)   เช่น

  • It’s getting dark. We’d better go back home.
    เริ่มจะมืดแล้ว  พวกเราควรจะกลับบ้านกันดีกว่านะ

**ไม่ต้องสงสัยนะคะว่า  ’d better คืออะไร  เพราะเราใช้รูปย่อของ had เป็น ’d ค่ะ

ซึ่ง had better ก็มักจะใช้คู่กับคำว่า  มิฉะนั้น  ไม่เช่นนั้นหรือภาษาบ้านๆก็คือ ไม่งั้น ไม่อย่างงั้น  เช่น  เธอน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้  ควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้  ไม่อย่างงั้นนะ……  พอจะนึกภาพออกมั้ยคะ  มาดูตัวอย่างกันค่ะ

  • You had better study for exam, or you’ll fail.
    เธอน่าจะไปอ่านหนังสือสอบดีกว่านะ  ไม่งั้นเธออาจจะสอบตกได้
  • We had better get back to work or else our boss will be angry with us.
    พวกเราควรจะกลับไปทำงานได้แล้ว ไม่อย่างงั้นเจ้านายโกรธแน่ๆ

แล้วถ้าเป็นประโยคปฏิเสธล่ะ  ทำอย่างไร??  เราก็ใส่ not ลงไป หลัง had better  ค่ะ

ฟังดีๆนะคะ!! ใส่หลัง had better นะคะ  ไม่ใช่ใส่หลัง had เพราะบางคนอาจจะคิดว่าน่าจะเหมือน  past perfect ที่ใส่หลัง had เป็น had not หรือ hadn’t  เช่น Continue reading »

 Posted by at 3:24 pm
Nov 152016
 

Suffix ที่ลงท้ายแล้วหมายถึงคน

ขออธิบายคำว่า suffix ก่อนนะคะว่าหมายถึงอะไร  suffix คือคำอุปสรรคที่เติมข้างหลังคำอื่นแล้วทำให้หน้าที่ของคำเปลี่ยนไปแต่ความหมายใกล้เคียงกัน

การเรียนรู้ suffix ดีอย่างไร?  ก็จะช่วยให้เราเดาศัพท์ได้  รู้ศัพท์มากขึ้นโดยไม่ต้องท่องจำ  เช่นจากคำๆเดียว เราสามารถรู้คำศัพท์เพิ่มได้อีก 3-4 คำเลย เพียงแค่เรารู้จัก suffix  เช่น  เรารู้จักคำว่า invest  เป็นกริยา แปลว่า  “ลงทุน”   พอไปเจอ

  • investment เป็นคำนาม  แปลว่า  การลงทุน
  • investor       เป็นคำนาม  แปลว่า  นักลงทุน

เห็นมั้ยคะว่า  มันมาจากรากศัพท์เดียวกัน  แค่ใส่ suffix ต่างๆกันแค่นั้นเองค่ะ

แต่ในบทความนี้ขอเสนอ  suffix ที่เมื่อใส่ไว้ข้างหลังคำอื่นแล้วจะหมายถึงคนที่ทำสิ่งนั้นๆ  เช่นถ้าเราเจอคำว่า  shoemaker ไม่ต้องไปเปิดพจนานุกรมให้เมื่อยเลยค่ะ  เพราะมันมาจากคำว่า

shoe + make + er             ช่างทำรองเท้า

พอจะเดาได้แล้วใช่มั้ยคะว่า  -erที่เติมเข้าไปข้างหลังทำให้คำนี้หมายถึง “คน”

แต่ suffix ที่หมายถึง “คน” ก็ไม่ได้มีแค่ –erอย่างเดียว  ยังมีอีกหลายคำ ดังนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 8:05 am
Nov 152016
 

การละ If  ในประโยค  If-clause

ในประโยคเงื่อนไขหรือประโยค If-clause  ส่วนใหญ่เราก็จะใช้คำว่า  If กันใช่มั้ยคะ  แต่รู้หรือไม่??  บางทีเราก็สามารถละ if คือไม่ใส่ if ในประโยคแต่ให้ความหมายเหมือนกันได้    ปกติแล้วเราจะรู้จัก If-clause 3  แบบด้วยกัน ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีการละ if ต่างกันไป ดังนี้ค่ะ

If-clause แบบที่ 1

เป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันหรือในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้  เช่น

  • If the weather is nice this afternoon, we will go camping.

เราจะใช้ Should แทน  แล้วตัด if ออก

  • Should the weather be nice this afternoon, we will go camping.
    (ในประโยคนี้เปลี่ยน is เป็น be เพราะหลังshould ต้องตามด้วย Verb  รูปธรรมดาไม่ผันค่ะ)
  • If you want to go home, I will give you a ride.
    Should you want to go home, I will give you a ride.
  • If she doesn’t hand in the report on time, I won’t give her any points.
    Should she not hand in the report on time, I won’t give her any points.

** มองๆดูแล้วเหมือนโครงสร้างประโยคคำถามใช่มั้ยคะ  อย่าเผลอไปใส่เครื่องหมาย ? เชียวนะ

If-clause แบบที่ 2 Continue reading »

 Posted by at 7:56 am
Nov 032016
 

เอาให้กระจ่าง! ระหว่าง no not  non และ  none  มันต่างกันอย่างไร??

ทั้งสี่คำนี้  no  not  non  และ  none  มันก็เขียนคล้ายๆกันนะ  แต่ไม่ได้ใช้เหมือนกันแน่นอนค่ะ มาดูกันเลยค่ะว่าแต่ละคำมันใช้ยังไง

no – เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) แปลว่าไม่  นั่นก็หมายความว่ามันจะต้องเอาวางไว้หน้าคำนามได้  เช่น

  • We have no water left.  พวกเราไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย
    อย่าไปใช้ว่า  We no have water. นะคะ  อันนี้เป็นผลพวงมาจากการแปลไทยเป็นอังกฤษแบบคำต่อคำจ้า

นอกจากนี้  no  ก็ยังใช้ในการตอบปฏิเสธทั่วๆไปได้เช่นกัน  เช่น

  • Do you have any bread?  /  No, I don’t.

not – มาถึงคำว่า  not  กันบ้าง  เป็น adverb หรือกริยาวิเศษณ์  จะใช้วางไว้หลังกริยาช่วยในประโยคปฏิเสธ  เช่น

  • It is not quite cold outside.
    มันไม่ค่อยจะหนาวเท่าไหร่
  • We will not take a taxi.
    พวกเราจะไม่นั่งแท้กซี่

non – อ่านว่า “น็อน” เป็น prefix  คือจะเอาเติมหน้าคำอื่นเพื่อเปลี่ยนความหมายของคำ  โดยความหมายของ  non จะแปลว่า “ไม่”เช่น    Continue reading »

 Posted by at 7:36 am
Dec 262015
 

Inversion (ตอนที่ 1) : inversion คำที่บอกความหมายเชิงปฏิเสธ และคำบุพบท

หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่า การ inversion ในภาษาอังกฤษคืออะไร แต่เชื่อว่าอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ภาษาอังกฤษมีโครงสร้างประโยคแบบนี้ด้วยเหรอ….?? การ inversion มีหลายแบบ แต่ในที่นี้จะอธิบายถึงการ inversion คำกริยาวิเศษณ์ และคำบุพบท

Inversion คือ การสลับตำแหน่งระหว่างประธานและกริยาหรือการกลับประโยค เพื่อให้เป็นการเน้นใจความของประโยค พูดง่ายๆก็คือเพื่อให้ประโยคมีอรรถรสมากขึ้น  มาดูกันเลยค่ะว่า inversion มันจะมีโครงสร้างประโยคออกมาเป็นอย่างไร

1. คำกริยาวิเศษณ์หรือสำนวนที่มีความหมายเชิงปฏิเสธ เมื่อทำเป็นประโยคที่มีการ inversion จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้ค่ะ

กริยาวิเศษณ์ / สำนวนเชิงปฏิเสธ + กริยาช่วย + ประธาน + Verb แท้

  • Never does she love him. (= She never loves him.)
    หล่อนไม่เคยรักเขาเลย
  • At no time did I say I would go out with you.
    (= I say I would go out with you at no time.)
    ฉันไม่เคยพูดเลยว่าฉันจะออกไปเที่ยวกับคุณ
  • No sooner had he left than the telephone rang.
    (= He had no sooner left than the telephone rang.)
    ทันทีที่เขาออกไป โทรศัพท์ก็ดัง

** เวลาที่เป็นประโยค inversion กริยาช่วยจะมาก่อนประธานเสมอ หรือมีโครงสร้างเหมือนประโยคคำถาม
** คำกริยาวิเศษณ์หรือสำนวนในเชิงปฏิเสธที่พบเจอได้บ่อย มีดังนี้ค่ะ

hardly                     scarcely                  rarely
never                      barely                     seldom
nowhere                 only                        not + object
at no time               no longer                no sooner…than
not only                  not until                  only after
on no account         under no circumstances

2. คำบุพบทบางตัวที่บอกตำแหน่งเมื่ออยู่หน้าประโยค ก็จะเขียนประโยคเป็น inversion ได้เหมือนกัน คำบุพบทดังกล่าว มีดังนี้ค่ะ

in                 up                down            under           here

เช่น

  • Here is the paper of the meeting.
    นี่คือเอกสารการประชุม
  • Down the stair walked the cat.
    แมวเดินลงบันได
  • On the tree is the bird.
    นกอยู่บนต้นไม้

3. คำบอกปริมาณบางคำ ก็สามารถทำเป็นประโยค inversion ได้ เช่น

few               little             so                such

เช่น

  • Little can she speak Spanish.
    เธอพูดภาษาสเปนได้นิดหน่อย

** แต่ถ้ามี คำนามตามหลัง ไม่สามารถทำเป็นประโยค inversion ได้

เช่น         Few books are in my bag.

 Posted by at 6:18 pm
Dec 262015
 

การใช้ would rather

บางครั้งเวลาอ่านๆภาษาอังกฤษเราอาจจะเจอคำว่า …..‘d rather ก็ไม่ต้องสับสนเพราะมันมาจากคำว่า would rather ค่ะ แปลว่า “น่าจะ….ดีกว่า”   หรือแปลว่า “อยากจะ….มากกว่า” มีโครงสร้างในการใช้ดังนี้ค่ะ

1. หากประโยคมีประธานตัวเดียว และพูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    ….would rather + V1( ….than )

เช่น

  • I would rather go home with you.
    ฉันน่าจะกลับบ้านกับเธอมากกว่า
  • She would rather listen to her mom.
    เธอน่าจะฟังแม่ของเธอ
  • You look tired, so you would rather sleep than work.
    คุณดูเหนื่อยๆ คุณน่าจะนอนมากกว่ามานั่งทำงาน

2. ถ้าในประโยคมีประธาน 2 ตัว ที่พูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    Subject 1 + would rather + subject 2 + V2(…than)

เช่น

  • I would ratheryougo.
    ฉันอยากจะให้คุณไปมากกว่า
  • I would ratherSmithcame here today than tomorrow.
    ฉันอยากจะให้สมิธมาที่นี่วันนี้มากกว่าพรุ่งนี้
  • Your parents would rather you not said anything right now.
    พ่อแม่คุณไม่อยากให้คุณพูดอะไรในตอนนี้

3. ถ้าในประโยคมีประธาน 1 ตัว ที่พูดถึงเรื่องในอดีต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

….would rather + have + V3

เช่น

  • I would rather have talked with her in private.
    ฉันอยากจะพูดกับเธอเป็นการส่วนตัวมากกว่า
    (พูดถึงว่า ในอดีตอยากจะพูด แต่ปัจจุบันก็คือยังไม่ได้พูด)
  • Jimmy would rather not have attended the meeting yesterday.
    เมื่อวานจิมมี่ไม่อยากจะเข้าประชุมมากกว่า
    (ในกรณีที่เป็นปฏิเสธให้ใส่ not หน้าhave )

4. ถ้าในประโยคมีประธาน 2 ตัว ที่พูดถึงเรื่องในอดีต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    …would rather + ประธาน + had + V3

เช่น

  • I would rather my dad had picked me up.
    ฉันอยากให้พ่อมารับฉันมากกว่า
  • David would rather his wife had cooked salmon steak than beef steak.
    เดวิดอยากให้ภรรยาของเขาทำสเต๊กปลาแซลมอนมากกว่าสเต๊กเนื้อ
 Posted by at 6:11 pm
Dec 142015
 

adverb กับ adjective ที่มีรูปเหมือนกัน

Adverb (กริยาวิเศษณ์) ทำหน้าที่ขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์, และคำกริยาวิเศษณ์ ส่วนadjective (คำคุณศัพท์) ทำหน้าที่ขยายคำนาม ปกติแล้ว คำสองประเภทนี้จะมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกันที่สังเกตได้ง่ายคือ adverb มักจะลงท้ายด้วย –lyเช่น quickly, slowly, noisily etc.

แต่มี adverb บางตัวที่มีรูปเหมือนกับ adjective คราวนี้เราจะสังเกตอย่างไรว่าคำนี้ในประโยคนี้เป็น adverb หรือ adjective   คำที่พบเห็นได้บ่อยๆ มีดังนี้ค่ะ

fast                                   เร็ว
hard                                 ยาก, หนัก
low                                   ต่ำ
late                                  สาย
right                                 ถูก
wrong                               ผิด
straight                             ตรง
long                                  ยาว
short                                 สั้น
loud                                  ดัง
enough                             เพียงพอ

ลองดูตัวอย่างประโยคนะคะ

  • The rock is very hard.
    หินก้อนนี้หนักมาก
  • She usually works hard.
    ปกติเธอจะทำงานหนัก

hardในประโยคแรกเป็น adjective  ส่วน hard ในประโยคที่สองเป็น adverb

  • This is a fair play.
    นี่คือการเล่นอย่างยุติธรรม
  • They should play fair.
    พวกเขาควรจะเล่นอย่างยุติธรรม

fairในประโยคแรกเป็น adjective  ส่วน fairในประโยคที่สองเป็น adverb

วิธีการสังเกตว่า คำขยายในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็น adverb หรือ adjective นั้นให้ดูตำแหน่งของคำนั้นในประโยค ดังนี้ค่ะ

1. ถ้าวางไว้หน้าคำนาม หรือ หลัง verb to be คำนั้นจะเป็น adjective เช่น

  • This isn’t the right answer.    (วางไว้หน้าคำนาม)
  • His homework is wrong.        (วางไว้หลัง verb to be)

2. ถ้าวางไว้หลังคำกริยา จะเป็น adverb เช่น

  • This bus runs fast.
  • I didn’t come late yesterday.

A: How can I get to the Serirak Hospital?
B: Go straight and turn left. You’ll see the hospital on your right.

 Posted by at 11:46 pm
Dec 012015
 

หลักการเติม s/esท้ายคำกริยา

คำกริยาที่เติม s/esนั้น มีได้ใน tense เดียวเท่านั้นคือ present simple tense และกริยาจะเติม s/es       ได้นั้น ประธานของประโยคจะต้องเป็นเอกพจน์ ตัวอย่างประโยค เช่น

  • She goes to the cinema once a month.
  • Sarah always reads comic books after finishing her homework.

แต่การจะเติม s/esนั้นก็มีหลักเกณฑ์ในการเติมนะคะ จะเติมตามใจฉันไม่ได้นะคะ กฎในการเติม s/esท้ายคำกริยามีดังนี้ค่ะ

1. ถ้ากริยาลงท้ายด้วย s, ss, ch, sh, o, x, z ให้เติม esเช่น

wash                      washes                             ล้าง
go                          goes                                 ไป
fix                           fixes                                 ซ่อม
pass                       passes                                        ผ่าน
teach                      teaches                             สอน
buzz                       buzzes                                        ทำเสียงหึ่งๆ

2. ถ้ากริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น iแล้วเติม esเช่น

study                      studies                              เรียน
fly                           flies                                  บิน
try                          tries                                  พยายาม

** ข้อควรระวังคือ ถ้าหน้าy เป็นสระ ให้เติม s ปกติ จะไม่เติม esเช่น

play                        plays                                เล่น
buy                         buys                                 ซื้อ
say                         says                                  พูด
apply                      applies                              ประยุกต์, สมัคร

3. ถ้าเป็นคำกริยาปกติที่ไม่เข้าตามกฎนี้ ให้เติม s ได้ตามปกติ เช่น

come                      comes                               มา
feel                         feels                                 รู้สึก
stand                      stands                              ยืน
drink                       drinks                               ดื่ม
jump                       jumps                               กระโดด

** ขอเสริมนิดนึงนะคะว่า กริยาจะเติม s/esได้ใน present simple tense ที่เป็นประโยคบอกเล่าเท่านั้น แต่ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธ และคำถามจะมีกริยาช่วย does (ในกรณีที่ประธานเป็นเอกพจน์) อยู่แล้ว ดังนั้นกริยาที่เติม s/esเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนกลับเป็นรูปเดิม คือตัด s/esออก   เช่น

  • Tammy sends a letter to his mom once a month.
  • Tammy doesn’t send a letter to his mom once a month.
  • Does Tammy send a letter to his mom once a month?
 Posted by at 12:07 am