Oct 232015
 

ความแตกต่างระหว่าง British and American English

ภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วโลกแตกย่อยสาขาออกเป็น 2 แขนงด้วยกันคือ British English ภาษาอังกฤษแบบอังกิ๊ดอังกิด และ American English ภาษาอังกฤษแบบอเมริกั๊นอเมริกัน แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว คราวนี้ปัญหาก็มาตกอยู่กับคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเราๆนั่นแหละค่ะ จะใช้คำไหนดี หรือสับสนคำศัพท์ ความหมายเดียวกันแต่พอไปเจอคนอเมริกันพูดอีกอย่าง เจอคนอังกฤษพูดอีกอย่าง เราก็มึนไปสิคราวนี้

ความแตกต่างระหว่าง British English กับ American English มีหลายด้านดังนี้ค่ะ

1. ความแตกต่างทางด้านคำศัพท์ (Vocabulary) อันนี้เห็นได้ชัดเจนเลย เช่น

British English (BrE)                Amrican English (AmE) ความหมาย

flat                                             apartment                         ห้องพัก
petrol                                         gas                                   น้ำมัน(รถ)
taxi                                             cab                                   รถแท๊กซี่
biscuit                                         cookie                               ขนมปังกรอบ
sweet                                         dessert                             ขนมหวาน
lift                                              elevator                            ลิฟท์
rubber                                        eraser                               ยางลบ
torch                                           flashlight                           ไฟฉาย
film                                             movie                               หนัง
trousers                                      pants                                กางเกงขายาว
railway                                       railroad                             ทางรถไฟ
condom                                      rubber                              ถุงยางอนามัย
underpants                                 shorts                               กางเกงขาสั้น
lorry                                           truck                                 รถบรรทุก
garden                                        yard                                  สวน

2. ความแตกต่างด้านการสะกดคำ (spelling)

คำศัพท์ที่เป็น British หรือ American English บางคำ ออกเสียงเหมือนกัน มีความหมายเหมือนกัน แต่สะกดต่างกัน   ตัวสะกดที่มักเจอบ่อยๆคือ

British English American English word
คำที่ลงท้ายด้วยtre คำที่ลงท้ายด้วย ter centre / center
theatre / theater
ลงท้ายด้วย ogue ลงท้ายด้วย og analogue / analog
catalogue / catalog
ลงท้ายด้วย our ลงท้ายด้วย or colour / color
labour / labor
ลงท้ายด้วย ise ลงท้ายด้วย ize analyse / analyze
realise / realize

คำอื่นๆที่สะกดไม่เหมือนกัน เช่น

          British English                American English

programme                                 program
cheque                                       check
doughnut                                    donut
grey                                            gray
jewellery                                     jewelry

3. ความแตกต่างทางด้านไวยากรณ์ (grammar)

Collective noun หรือนามที่เป็นกลุ่ม ถ้าเป็น American English จะเป็นเอกพจน์เสมอ แต่ถ้าเป็น British English จะเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ขึ้นอยู่กับความหมายที่ต้องการหมายถึง

3.1 การเขียนวันที่ แบบ American English จะเขียน เดือน / วัน / ปี แต่ถ้าเป็น British English จะเขียนเรียงแบบ The + วันที่ + of + เดือน + ปี

3.2 เหตุการณ์ที่เพิ่งจบไป American English จะใช้ past simple แต่ British English จะนิยมใช้ present perfect มากกว่า

3.3 กริยา 3 ช่อง บางคำใช้ต่างกัน เช่น

British English                          American English

get / got / got                                  get / got / gotten
smell / smelt / smelt                        smell / smelled / smelled
lean / leant / leant                           lean / leaned / leaned

3.4  เวลาเขียนตัวเลขแบบ British Englishจะมี and อยู่หน้าตัวเลขสุดท้ายที่มากกว่า 100 แต่ American Englishไม่มี and

  • two thousand and seven. (British English)
  • two thousand seven. (American English)

4. ความแตกต่างทางด้านการออกเสียง (pronunciation)

4.1 คำศัพท์หลายคำที่มีตัวอักษร a

ถ้า British English ออกเสียง อา
แต่ถ้าเป็นAmerican English ออกเสียง แอ
เช่น

British English                                  American English

ask     อาสค์                                          ask     แอสค์
fast     ฟาสท์                                          fast     แฟสท์
can’t   ค้านท์                                          can’t   แค้นท์

4.2 คำศัพท์ที่มี ue, ew

ถ้าเป็น British English จะออกเสียง อิวเช่น due   ดิว
ถ้าเป็น American English จะออกเสียง อู   due ดู

4.3 อักษร t ถ้าอยู่ระหว่างสระหรืออักษร l หรือ r

ถ้าเป็น British English จะออกเสียง ท         better เบ้ทเท่อะ
ถ้าเป็น American English จะออกเสียง ด    better เบ้ทเด่อะ

4.4 สียง r ที่อยู่ระหว่างตัวอักษรหรือท้ายคำ

ถ้าเป็น British English จะไม่ออกเสียง rpart   พาท
ถ้าเป็น American English จะออกเสียง rpart พารฺท

สาเหตุที่เราต้องรู้จักทั้งแบบ American English และ British English เพราะภาษาอังกฤษมีความหลากหลาย เราอาจจะได้ยินได้ฟังในหลายแบบเพื่อจะได้เข้าใจถึงความแตกต่างที่คนอื่นเขาพูดกัน

 Posted by at 8:32 pm
Oct 232015
 

อักษรย่อในภาษาอังกฤษที่ควรรู้จัก

เวลาอ่านภาษาอังกฤษ บางคนอ่านๆไปก็ไปสะดุดกับอักษรย่อแล้วก็ไม่รู้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร หรือควรจะอ่านออกเสียงอักษรย่อเหล่านั้นว่าอย่างไร ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นอักษรย่อที่เราควรจะรู้จักเพื่อให้อ่านภาษาอังกฤษไม่ติดขัดอีกต่อไป

1. e.g. มาจากภาษาลาตินว่า exampli gratia มีความหมายแปลเป็นไทยว่า “ตัวอย่างเช่น” ค่ะ เหมือนกันกับ for example หรือ for instance   เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า อี-จี หรือ for example ก็ได้ เช่น

  •  I like fantasy movie e.g. Harry Potter, Percy Jackson, The Lord of The Ring.
  • She takes many difficult courses e.g. mathematics for economics, microeconomics, accountant.

 

2. i.e. มาจากภาษาละตินเช่นเดียวกัน มาจากคำว่า id estแปลว่า that is แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “นั่นก็คือ” หรือ in other words“อีกนัยหนึ่งคือ” “เรียกอีกอย่างว่า” ใช้ในการอธิบายขยายความ จะอ่านว่า “ไอ-อี” หรือ that is , that is to say ก็ได้ค่ะ มาดูตัวอย่างประโยคที่ใช้กันค่ะ

 

  • a group of people has arrived in Edo i.e. Tokyo.
    คนกลุ่มหนึ่งได้มาถึงเมืองเอโดะแล้วหรือซึ่งก็คือเมื่องโตเกียว(ในปัจจุบัน)
  • Service charge is included in all prices i.e. you don’t have to leave a tip.
    ค่าบริการรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว นั่นก็คือคุณไม่ต้องจ่ายทิปแล้ว

 

3. etc. มาจากภาษาละตินว่า et cetera ซึ่งมีความหมายว่า and other things แปลเป็นภาษาไทยคือ และอื่นๆ มักจะอยู่ท้ายประโยคที่มีการยกตัวอย่าง ก็คล้ายๆกับ ฯลฯ ในภาษาไทย เช่น

  • I love travelling in European country such as Italy, Spain, France, etc.
    ฉันชอบไปเที่ยวในประเทศทางยุโรปเช่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เป็นต้น

** เวลาใช้ etc. ไม่ต้องใส่ and ข้างหน้า etc.

 

4.  et al มาจากภาษาละตินว่า et alibi แปลว่า and others หมายถึง และอื่นๆ มักจะเจอตัวย่อ et al ในเอกสารวิชาการ หรืองานวิจัยที่มีการอ้างอิงทฤษฎีคนนั้นคนนี้ ซึ่งบางทฤษฎีหรือบางการทดลองก็ไม่ได้ทำคนเดียวแต่มีผู้ร่วมทำการศึกษาด้วย เช่น

  • Aristotle et al

 

5. am และ pm เป็นคำย่อบอกเวลา am ย่อมาจาก ante meridiem (before noon) ใช้บอกเวลาตั้งแต่ เที่ยงคืน ถึง เที่ยงวัน และ pm ย่อมาจาก post meridiem (after noon)   ใช้บอกเวลาตั้งแต่เที่ยงวัน จนถึง เที่ยงคืน

 

6. เวลาอ่านจดหมายมักจะเจอ enc. อยู่ท้ายจดหมาย หมายถึง enclosed หมายถึงสิ่งที่แนบมากับจดหมายด้วย

ตัวย่อพวกนี้จะเจอบ่อยเวลาอ่านภาษาอังกฤษ คราวนี้ก็อ่านภาษาอังกฤษได้ไม่ติดขัดแล้วล่ะค่ะ

 

 

 Posted by at 8:21 pm
Oct 232015
 

ประธานเอกพจน์ และ ประธานพหูพจน์

สาเหตุที่เราต้องทำความเข้าใจให้ละเอียด แยกแยะให้เป็นว่าอันไหนเป็นประธานเอกพจน์ และอันไหนเป็นประธานพหูพจน์ ก็เพราะว่า มีผลกับการที่เราจะเลือกเอากริยามาใช้ เพราะกริยาบางตัวใช้กับประธานเอกพจน์ ส่วนกริยาบางตัวใช้กับประธานพหูพจน์ และมีบาง tense ที่เมื่อกริยาเป็นเอกพจน์ก็จะต้องเติม s/es  เรื่องนี้เป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมันจะไปต่อยอดในการเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องกลับมานั่งเช็คอยู่บ่อยๆว่า ใช้ verb ถูกต้องสอดคล้องกับประธานมั้ย

เอาล่ะค่ะ เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญแล้ว เรามาเริ่มกันที่ประธานเอกพจน์กันก่อนเลยค่ะ

** ประธานเอกพจน์ คือคำนามที่มีจำนวนแค่อันเดียว ชิ้นเดียว สิ่งเดียว ตัวเดียว สถานที่แห่งเดียว หรือ คนเดียว เช่น  a man, a chicken, a table, a pillow เป็นต้น

  • A man is sleeping under the tree.
  • That girl doesn’t understand English.

นอกจากนี้คำนามที่นับไม่ได้ทั้งหมด ยังถือเป็นประธานเอกพจน์ด้วยนะคะ เช่น water, sand, milk, sugar, coffee เวลาใช้จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์เท่านั้น เช่น

  • Water is important to human.
  • There is a little milk left, I have to buy some more.

ประธานเอกพจน์ยังรวมไปถึงสรรพนามที่มีแค่สิ่งเดียวหรือ คนเดียว คือ he, she, it, this, that…

  • This is my new car.
  • She hasn’t finished her work.

คำนามที่เป็น abstract noun หรือ นามที่เป็นนามธรรม เช่น love, honesty, courage, etc. นามเหล่านี้ก็ถือเป็นประธานเอกพจน์เช่นกัน

  • Honesty is the best policy.
  • Love is what I need.

Gerund (กริยาที่เติม ing)เมื่อเอามาเป็นประธานก็ถือเป็นประธานเอกพจน์เช่นเดียวกัน

  • Sleeping late is not good for our body.
  • Being a rich person doesn’t mean you’re a happy person.

To infinitiveเมื่อเอามาเป็นประธานก็ต้องใช้กริยาเอกพจน์เช่นเดียวกัน เช่น

  • To love is to risk.
  • To swim in cold water is dangerous.

** ประธานพหูพจน์ คือประธานที่มีจำนวนมากกว่า 1 สิ่ง มักจะเป็นคำนามทิ่เติม s/es หรือบางคำไม่เติม s/es แต่มีความหมายเป็นพหูพจน์อยู่แล้ว เช่น

  • Cats like fish.
  • There are many people at the concert.

สรรพนามที่เป็นพหูพจน์ เช่น we, they, you, these, those ก็ต้องใช้กริยาที่เป็นพหูพจน์ เช่น

  • You are my sunshine.
  • These are their belongings.
  • They have got long hair and blue eyes.

นอกจากนี้คำนามเอกพจน์ที่เชื่อมด้วย and และมีความหมายเป็นสิ่งของที่แยกกัน ก็ถือเป็นประธานพหูพจน์ด้วย เช่น

  • I and Jason have gotten married for 5 years.
  • Mango and orange are my favorite fruit.

** ถ้าเข้าใจเรื่องประธานเอกพจน์และประธานพหูพจน์แล้ว รับรองว่าเรื่องโครงสร้าง tense นี่จะเขียนไม่ผิดแน่นอนค่ะ ^^

 Posted by at 8:14 pm
Oct 172015
 

คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 2)

ต่อจากตอนที่แล้วที่เราได้นำเสนอคำว่า much / many และ lots of / a lot of ไปแล้วนะคะ สำหรับการบอกปริมาณ “มาก” ของคำนาม ในตอนนี้เราจะเสนอคำที่บอกปริมาณ “มาก” คำอื่นๆ อีกดังนี้ค่ะ

** a great deal of
A great deal of + นามนับไม่ได้   เช่น

  • We have a great deal of trouble now.
    เรามีปัญหาเดือดร้อนกันเยอะมากเลยตอนนี้

** a large amount of
A large amount of + นามนับไม่ได้ เช่น

  • There was a large amount of water on the floor when I came here.
    มีน้ำอยู่บนพื้นเยอะมากๆเลย ตอนที่ฉันมาที่นี่

** a great number of
a great number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • A great number of people were angry at the mob.
    กลุ่มคนจำนวนมากที่ม๊อบนั้นโกรธมาก

** a large number of
a large number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • I saw a large number of birds moving to the south.
    ฉันเห็นนกจำนวนมากย้ายถิ่นฐานไปทางใต้

** a number of
a number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • There are a number of apples in the basket.
    มีแอปเปิ้ลจำนวนมากในตะกร้า

( a number of นี้ต้องระวังให้ดี อย่าสับสนกับ the number of นะคะ เพราะ a number of แปลว่า มาก แต่ the number of แปลว่า จำนวนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างประโยค เช่น

  • A number of students are at the cafeteria.
    นักเรียนจำนวนมากอยู่ในโรงอาหาร
  • The number of student in this school is 1,500.
    จำนวนนักเรียนของโรงเรียนนี้คือ 1,500 คน

The number of student แปลว่า จำนวนนักเรียน เป็นประธานเอกพจน์ จึงใช้กริยา is )

** plenty of
plenty of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้   เช่น

  • I’ve got plenty of time.
    ฉันมีเวลามาก

** several
several + นามนับได้พหูพจน์   แปลว่า “หลายๆ” เช่น

  • Several people think English is difficult.
    หลายๆคนคิดว่าภาษาอังกฤษนั้นมันยาก

เวลาใช้คำพวกนี้ก็ระมัดระวังนิดนึงนะคะ เพราะแต่ละคำจะใช้กับคำนามไม่เหมือนกัน บางคำใช้กับนามที่นับได้ แต่บางคำใช้กับนามที่นับไม่ได้ บางคำก็ใช้ได้ทั้งสองคำเลยก็มี

 Posted by at 7:41 am
Oct 082015
 

คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 1)

คำบอกปริมาณในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Quantifier ปริมาณก็มีทั้งมากทั้งน้อย แต่ในที่นี้เราจะนำเสนอเฉพาะ คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษค่ะ

คำว่า มาก ในภาษาอังกฤษ บอกได้หลายคำเลย ที่เราใช้กันบ่อยๆ ประจำๆ ก็คือคำว่า

much กับ manyสองคำนี้คนที่เรียนภาษาอังกฤษ ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน หลักการทั่วไปในการใช้สองคำนี้คือ

          much + นามนับไม่ได้
many + นามนับได้พหูพจน์ (ต้องเป็นพหูพจน์ เพราะมันมีจำนวนมาก)

เช่น

  • I don’t have much time.
    ฉันมีเวลาไม่มาก
  • There are many people around here.
    ที่นี่มีคนเยอะแยะไปหมด

** ถ้าให้เจาะลึกการใช้ much กับ many ลงไปอีกสักหน่อยก็มีหลักการใช้ดังนี้ค่ะ

ปกติแล้ว much กับ many มักจะใช้ในประโยคคำถามหรือปฏิเสธค่ะ แต่ในประโยคบอกเล่าก็มีใช้ได้เหมือนกัน แต่จะเป็นแบบทางการหรือเป็นภาษาเขียนซะมากกว่า ถ้า much หรือ many อยู่ในประโยคบอกเล่า ก็มักจะใช้คู่กับคำเหล่านี้ค่ะ

so much –     I love you so much.
so many –     There are so many things in this shop.

much/many + of

  • I spend much of my life in Bangkok.
  • Many of them were worried about their exam.

too much/ too many

  • she has too much work to do this week.
  • There are too many cars here.

How much / How many

  • How much time do you spend in the bathroom?
  • How many people are there at the concert?

คำบอกปริมาณที่แปลว่า มาก ที่เราใช้กันบ่อยๆยังมีอีก หลายคนใช้คำว่า

lots of หรือ a lot of

สองคำนี้ใช้ได้กับทั้งคำนามนับได้พหูพจน์ และ คำนามนับไม่ได้ เลย

A lot of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้
Lots of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้

เช่น

  • A lot of students are absent today.
  • There is lots of knowledge to learn in this world.
  • There was a lot of rain yesterday.

** ติดตามคำบอกปริมาณที่แปลว่า “มาก” ต่อได้ในตอนหน้านะคะ ^^

 Posted by at 9:46 pm
Oct 082015
 

การใช้ as (ตอนที่ 1)

As เป็นคำที่มีหลายความหมายเอามากๆ เรียกได้ว่าเป็นคำสารพัดประโยชน์เลยก็ว่าได้

เพราะ as เป็นได้ทั้งคำกริยาวิเศษณ์ คำเชื่อม คำบุพบท และคำสันธาน นอกจากนี้ยังมีสำนวนอีกมากที่มี as เข้าไปเกี่ยวข้อง แปลกันจนเหนื่อยเลยเพราะไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดี แต่หลักสำคัญคือเราต้องรู้ว่า as ทำหน้าที่อะไรในประโยค และต้องอาศัยบริบทรอบๆช่วยในการแปล ความหมายต่างๆ ของ as มีดังนี้ค่ะ

1. ใช้ในประโยคเปรียบเทียบ as…asใช้เปรียบเทียบความเท่ากัน เช่น

  • She is as good as my mom.
    เธอดีเหมือนแม่ฉันเลย

2. ใช้ในความหมายว่า ตามที่ มักตามด้วย participle หรือ กริยาช่อง 3 เช่น

  • Please follow the rules as mentioned above.
    กรุณาทำตามกฎตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

3. ใช้ในความหมายว่า “เป็น” หรือ “ในฐานะที่เป็น” เช่น

  • I work as a waitress at the restaurant.
    ฉันทำงานเป็นพนักงานเสริฟที่ร้านอาหาร
  • As a manager, I have to take care of everything in the office.
    ในฐานะที่เป็นผู้จัดการ ฉันต้องดูแลทุกเรื่องในออฟฟิศ

4. ใช้ในความหมายว่า “อย่างที่ แบบที่” เช่น

  • Nowadays, It’s hot as everyone knows.
    ทุกวันนี้อย่างที่ทุกคนรู้ว่ามันร้อน

5. ใช้เป็นคำเชื่อมแปลว่า เพราะว่า เช่น

  • There is flood in Bangkok as it rained a lot yesterday.
    มีน้ำท่วมในกรุงเทพเพราะฝนตกหนักเมื่อวานนี้

6. ใช้เป็นคำเชื่อมแปลว่า ขณะที่ เช่น

  • As she was walking across the road, the accident happened.
    ขณะที่เธอกำลังเดินข้ามถนน ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น

7. ใช้ในความหมายว่า “แม้ว่า” มักเขียนในโครงสร้างประโยคต่อไปนี้ เช่น

  • Strange as it may seem, I never really want to be rich.
    แม้ว่าอาจจะดูแปลกๆ แต่ฉันไม่อยากจะเป็นคนรวย
  • Much as I sympathize with your difficulties, there is little I can do to help you.
    ถึงแม้ว่าฉันจะเห็นใจในความลำบากของคุณอย่างมาก ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก

8. ใช้ในความหมายว่า “เช่นเดียวกับ”เช่น

  • This year, as in previous year, the ticket sold very quickly
    ปีนี้ก็เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ตั๋วขายหมดอย่างรวดเร็ว
 Posted by at 9:42 pm
Oct 082015
 

การใช้ as (ตอนที่ 2)

As นอกจากจะใช้อย่างคำเดี่ยวๆแล้ว ยังนำไปรวมกับคำอื่นๆได้อีก กลายเป็นสำนวนที่มีความหมายที่แตกต่างออกไป สำนวนที่มี as ที่สำคัญและเจอบ่อยๆ มีดังนี้

1. such as แปลว่า ตัวอย่างเช่น เช่น

  • I like eating fruits such as watermelon, apple, orange, and mango.
    ฉันชอบกินผลไม้เช่น แตงโม แอปเปิ้ล ส้ม และ มะม่วง

2. so as to แปลว่า เพื่อที่จะ เช่น

  • I work hard so as to earn a lot of money.
    ฉันทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ

3. as such แปลว่า เช่นนั้น หรือ ดังที่เป็นเช่นนั้น เช่น

  • When I study abroad, I was a foreigner and was treated as such.
    ตอนที่ฉันไปเรียนเมืองนอก ฉันก็กลายเป็นคนต่างชาติ และทุกคนก็ปฏิบัติกับฉันเช่นนั้น

4. as well แปลว่า เช่นเดียวกัน ด้วยเหมือนกัน เช่น

  • I don’t know what happened in my life and I don’t know what to do as well.
    ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตฉันและไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน

5. as well as แปลว่า รวมถึง, และ, ตลอดจน เช่น

  • He’s smart, healthy, hard-working as well as discreet.
    เขาทั้งหล่อ ดูสุขภาพดี ขยัน และยังสุขุมด้วย

6. as soon as แปลว่า ทันทีที่, เร็วเท่าที่ เช่น

  • As soon as I reached home, I knew there was something strange inside.
    ทันทีที่ฉันถึงบ้าน ฉันก็รู้ว่ามีอะไรแปลกๆอยู่ข้างในบ้าน

7. as far as แปลว่า เท่าที่ เช่น

  • I will help you as far as I can.
    ฉันจะช่วยคุณเท่าที่ฉันจะสามารถช่วยได้

8. As far as (someone) is concernedหมายถึง ในความคิดเห็นของ….   เช่น

  • As far as I’m concerned, she is the best teacher of mine.
    ในความคิดเห็นของฉัน เธอเป็นครูที่ดีที่สุดของฉันเลย

9. as long as แปลว่า ตราบเท่าที่ เช่น

  • I will stay by your side as long as you want.
    ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณตราบเท่าที่คุณต้องการเลย

10. as much as แปลว่า มากเท่ากับ หรือ เกือบเช่น

  1. I don’t like science as much as math.
    ฉันไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์พอๆกับคณิตน่ะแหละ

 

11. as…as anythingแปลว่า มาก ใช้ในการเน้น adjective หรือ adverb ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เช่น

  • She is as smart as anything.
    เธอฉลาดมากๆ

 

12. as good asแปลว่า เท่ากับ เหมือนกับ หรือแปลว่า เกือบ ก็ได้ เช่น

  • My work is as good as done.
    งานฉันเกือบจะเสร็จแล้ว

 

นี่เป็นตัวอย่างการใช้ as ที่นำไปรวมกับคำอื่นๆจนเกิดเป็นสำนวนที่มีความหมายแตกต่างกันออกไป อันที่จริงแล้วยังมีอีกเยอะแยะมากมายเลยค่ะ แต่ที่ยกตัวอย่างมาข้างบนนั้นคือคำที่เรามักจะพบบ่อยๆ ลองนำไปใช้ดูนะคะ

 Posted by at 9:39 pm
Oct 082015
 

การยกตัวอย่างในภาษาอังกฤษ

เวลาจะเขียนหรือพูดอะไรสักอย่างแล้วเกิดอยากอธิบายเพิ่มเติมให้ผู้ฟังได้เข้าใจ ก็มักจะใช้การยกตัวอย่างเพื่อขยายความ ในภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้ในการยกตัวอย่างอยู่หลายตัวด้วยกัน และแต่ละตัวก็อาจจะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ for example, for instance
for example และ for instance นั้นต่างก็มีความหมายเหมือนกันคือแปลว่า

“ตัวอย่างเช่น” และวิธีการนำไปใช้ก็ยังเหมือนกันอีกด้วย โดยมีวิธีการใช้ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.1 วางไว้กลางประโยค – ในกรณีที่วางไว้กลางประโยค จะต้องมี comma คั่นหน้าคั่นหลังเสมอ แล้วตามด้วย รายการสิ่งของหรืออื่นๆ ซึ่งก็คือคำนามหรือกลุ่มของคำนาม ที่เราจะยกตัวอย่าง เช่น

  • I like playing sports, for example, football, basketball, tennis, etc.

1.2 วางไว้หน้าประโยค – ซึ่งก็คือการขึ้นต้นประโยคใหม่เพื่อยกตัวอย่างอธิบายความของประโยคก่อนหน้า for example แบบนี้จะต้องตามประโยคที่สมบูรณ์ค่ะ จะมาเป็นแค่คำนามหรือกลุ่มคำนามนี่ไม่ได้แล้วนะคะ เช่น

  • I like learning new things. For example, last month I took ballet course.

** การใช้ for instance ก็เช่นเดียวกันค่ะ

2. การใช้ such as
Such as ก็แปลว่า ตัวอย่างเช่นเหมือนกัน แต่วิธีการใช้ต่างจาก for example และ for instance เลย คือจะอยู่กลางประโยคเท่านั้น ไม่นำมาขึ้นต้นประโยค และหลัง such as จะต้องเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนามเท่านั้น เช่น

  • I can cook many kinds of food such as soup, stew, fried rice, noodle, etc.

3. การใช้ e.g.
e.g. ย่อมาจาก exampli gratia (ภาษาละติน) มีความหมายว่า ตัวอย่าง, เช่น,

ดังเช่นตัวอย่างการใช้ e.g. คือ

  • We have many dishes for you to choose e.g. spaghetti, Tom-Yam-Kung, Pad-Thai.

4. การใช้เครื่องหมาย colon (:) ในการยกตัวอย่าง

เราอาจจะเคยเห็นการใช้ colon ในการยกตัวอย่างก็ได้ ใช้เครื่องหมายไปเลย ไม่ต้องใช้คำศัพท์อะไรให้วุ่นวาย มาดูตัวอย่างประโยคที่มีการใช้ colon ในการยกตัวอย่างกันค่ะ

  • I like watching fantasy movies : The Hobbit, Harry Potter, The Lord of the Ring, Percy Jackson.

ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ ^^

 Posted by at 9:33 pm
Oct 082015
 

ตีแผ่การใช้ mind อย่างมืออาชีพ

คำบางคำในภาษาอังกฤษ ก็มีความหมายมากกว่า 1 ความหมาย คราวนี้เวลาอ่านเจอก็เป็นปัญหาของเราแล้วล่ะสิว่าจะแปลว่าอะไรดี อย่างเช่นที่คำที่จะพูดต่อไปนี้คือ คำว่า mind ซึ่งมันมีหลายความหมาย และแต่ละความหมายก็ไม่ค่อยจะใกล้เคียงกันเท่าไหร่เลย มาดูกันค่ะว่าหมายความว่าอย่างไรได้บ้าง

** mind ความหมายแรกแปลว่า ความคิด หรือจิตใจ เป็นคำนาม ตัวอย่างประโยคเช่น

  • I’ve changed my mind.
    ฉันเปลี่ยนใจแล้ว
  • Your face is on my mind all the time.
    หน้าคุณอยู่ในความคิดของผมตลอดเวลาเลย

mindในความหมายนี้เรามักจะเจอในสำนวน bear in mind หรือ keep in mind แปลว่า ระลึกไว้ในใจ หรือ จำไว้ในใจ (อย่าลืม) เช่น

  • When you go abroad, you’d better keep in mind that tipping is necessary.
    เวลาไปต่างประเทศคุณต้องอย่าลืมว่าการให้ทิปเป็นเรื่องสำคัญ
  • You must bear in mind what I said.
    คุณต้องจำไว้ว่าฉันพูดอะไร

** mind ความหมายที่สองแปลว่ารังเกียจ เป็นคำกริยา ปกติเวลาใช้ mind ในความหมายนี้จะต้องตามด้วยคำกริยาที่เติม ing เช่น

  • Do you mind opening the window?
    คุณจะรังเกียจถ้าจะเปิดหน้าต่าง
  • Would you mind if I turn off the fan?
    คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะปิดพัดลม

** mind ความหมายที่สามแปลว่า ระวัง   เป็นคำกริยา เรามักจะเห็นmind ความหมายนี้เป็นป้ายคำเตือนตามสถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือสถานที่ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เช่น

  • Please mind the gap between train and platform.
    กรุณาระมัดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา
  • Mind your step
    เดินระวังๆ

*** บางคนชอบสับสน mind กับ mine สองคำนี้มีความหมายไม่เหมือนกันนะคะ

mineตัวนี้แปลว่า ของฉัน หรือ เหมืองแร่ เช่น

  •  You don’t need to buy a new dictionary. You can use mine.
    คุณไม่จำเป็นต้องซื้อพจนานุกรมใหม่ คุณใช้ของฉันก็ได้
  • He used to work in a mine.
    เขาเคยทำงานในเหมืองแร่
 Posted by at 9:30 pm
Oct 082015
 

ความแตกต่างระหว่าง bring กับ take

bringกับ take เนี่ย บางทีก็สับสนเหมือนกันนะว่าจะเลือกใช้คำไหนดี เพราะความหมายมันใกล้เคียงกัน ถ้าเจอประโยคว่า

  • I asked my daughter to take me a cup of tea.
    ฉันขอให้ลูกสาวเอากาแฟมาให้

ประโยคนี้ถ้าดูแบบผิวเผินก็เหมือนจะถูกนะคะ แต่ถ้าสังเกตดูดีๆแล้วมันจะผิดเต็มๆเลยค่ะ

การจะเลือกใช้คำไหนระหว่าง bring กับ take ต้องดูตำแหน่งที่อ้างถึงค่ะ   เช่น

ถ้าสิ่งของนั้นมีทิศทางมาหาเรา ก็จะเข้าข่ายการใช้ bring
แต่ถ้าสิ่งของนั้นมีทิศทางที่ออกไปจากเรา ก็จะเข้าข่ายการใช้ take
หรือพูดง่ายๆคือ คุณขอให้คนอื่น bring สิ่งของนั้นมาให้เรา แต่เรา take สิ่งของนั้นไปที่ที่เราจะไป   ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

bring :นำมา, พามา (ให้เรา)

  • Please bring the book you’ve borrowed to me.
    กรุณาเอาหนังสือที่คุณยืมไปมาให้ฉันด้วย     (สิ่งของมาหาเรา เพราะให้อีกคนเอามาให้)
  • Please bring your report to the class tomorrow.
    กรุณาเอารายงานมาในคาบเรียนพรุ่งนี้ด้วย
  • When you come to school tomorrow, don’t forget to bring the money for the camp to me.
    พรุ่งนี้ตอนมาโรงเรียน อย่าลืมนำเงินค่าเข้าค่ายมาให้ครูด้วย

take :นำไป (จากเรา)หรือเอาสิ่งของนั้นไปด้วย

  • Don’t forget to take a letter from me. You have to give it to your parents.
    อย่าลืมเอาจดหมายไปนะ เธอต้องเอาไปให้พ่อแม่อ่าน
  • I’ll take the CD this evening.
    ฉันจะไปเอาซีดีเย็นนี้

*** ถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่อง bring กับ take ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้ค่ะ

  • Please bring a flashlight and compass to the camp.
    กรุณานำเอาไฟฉายและเข็มทิศมาที่ค่ายด้วย
    (ตัวเราอยู่ที่ค่าย และเราขอให้คนอื่นที่เราพูดด้วยนำมันมาให้เราที่ค่ายด้วย)
  • Please take a flashlight and compass to the camp.
    กรุณาเอาไฟฉายและเข็มทิศไปที่ค่ายด้วย
    ( ให้คนอื่นนั้นนำไฟฉายกับเข็มทิศติดตัวมาด้วย คือนำมันออกมาจากที่ที่คนๆนั้นอยู่)

** น่าจะเคลียร์แล้วนะคะ สำหรับการใช้ bring กับ take ^^

 Posted by at 9:27 pm