Nov 112015
 

การใช้ hope (hope กับ wish ต่างกันอย่างไร)

Hope เป็นคำนามก็ได้แปลว่า ความหวัง แต่ถ้าเป็นกริยาจะแปลว่า หวัง   บางคนก็อาจจะคิดว่า hope กับ wish มันใช้แทนกันได้ แต่จริงๆแล้วมันมีข้อแตกต่างในการใช้ 2 ตัวนี้อยู่เล็กน้อยค่ะ

ปกติ wish เราจะใช้แสดงความปรารถนาหรือต้องการที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือ เป็นไปได้น้อยมากๆ หรือแสดงความปรารถนาในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้วว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็นไปไม่ได้ และรูปประโยคที่ใช้ก็จะเป็นรูปอดีตเสียส่วนใหญ่

แต่ hope จะเป็นการแสดงความหวังหรือความปรารถนา ในอนาคตซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงกว่าการใช้ wish และรูปโครงสร้างประโยคที่ใช้ก็จะเป็น present tense หรือ future tense ซึ่ง wish มักจะไม่ใช้คู่กับ present tense

ลองเปรียบเทียบ 2 ประโยคนี้นะคะ

  • I wish I could go to your wedding party.
  • I hope I can go to your wedding party.

สองประโยคนี้ความหมายที่สื่อออกมาจะต่างกัน

ประโยคแรกใช้ wish ความหมายที่ออกมาจะเป็นเชิงลบคือ ฉันอยากจะไปงานแต่งงานของคุณ แต่ไม่สามารถไปได้เพราะติดธุระบางอย่าง

แต่ประโยคที่สองที่ใช้ hope นั้นคือการแสดงความปรารถนาหรือความหวังว่าฉันจะสามารถไปงานแต่งงานของคุณที่กำลังจะจัดขึ้นได้ ซึ่งดูแล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าจะไปได้เพราะไม่มีธุระที่ไหนหรือติดงานสำคัญอะไร

ลองมาดูโครงสร้างการใช้ hope กันบ้าง

1.  hope + to infinitive
เช่น

  • I hope to get a scholarship to study abroad.
    ฉันหวังว่าฉันจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ
  • I hope to hear from you soon.
    ฉันหวังว่าจะได้รับข่าวจะคุณเร็วๆนี้

2. hope + (that) + clause (ประโยค)
เช่น

  • I hope that it will not happen again.
    ฉันหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
  • I hope she accept my apology.
    ฉันหวังว่าเธอจะรับคำขอโทษจากฉัน
  • I hope that everything goes well.
    ฉันหวังว่าทุกอย่างจะไปได้สวย

3. hope + for + Noun
เช่น

  • I hope for your kind consideration.
    ฉันหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากคุณ
  • I’m hoping for picture from my mom.
    ฉันกำลังรอรูปจากแม่

** สังเกตมั้ยคะว่า tense หลัง hope จะเป็น present tense หรือ future tense ทั้งนั้น ไม่มีรูปอดีตเลย

 Posted by at 9:53 pm
Nov 112015
 

การใช้ wish แสดงความปรารถนา

Wish ใช้ได้ในสองสถานการณ์หลักๆ คือ แสดงความปรารถนา และ การอวยพร แต่ในที่นี้เราจะมาอธิบายการใช้wish เพื่อแสดงความปรารถนาของผู้พูด โดยความปรารถนาที่จะพูดถึงนี้ก็มีหลายรูปแบบด้วยกันดังนี้ค่ะ

1. Wish+ to + V(infinitive) : ใช้พูดแสดงความต้องการ มีความหมายเหมือนกับ want หรือ would like to แต่มีความสุภาพมากกว่า เช่น

  •  Do you wish to move the seat?
    คุณอยากจะเปลี่ยนที่นั้งมั้ย
  • I wish to see your boss.
    ฉันอยากจะพบเจ้านายของคุณ

2. Wish + past simple :   ใช้แสดงความปรารถนาที่ตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน ซึ่งเราอยากให้เป็นอย่างที่เราฝัน แต่มันเป็นไปได้ยากเหลือเกิน เช่น เราเห็นเพื่อนได้ไปทำงานในอเมริกา แล้วเราก็อยากไปบ้าง แต่มีโอกาสน้อยมากๆที่เราจะได้ไป เราก็บอกว่า

  • I wish I could work in America.

ตัวอย่างอื่นๆ

  • I wish I were a superman.
    (ปกติแล้วหลัง I ต้องเป็น was ใช่มั้ยคะ แต่ถ้าตามหลังwish ให้ใช้ were ค่ะ)
  • I wish it were Sunday today so I could sleep more.
    ฉันอยากให้วันนี้เป็นวันอาทิตย์ฉันจะได้นอนยาวๆ

3. Wish + past continuous : ใช้แสดงความปรารถนาว่าตอนนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ แต่เราไม่ได้กำลังทำอยู่ เช่น วันนี้ติดประชุมเลยไม่ได้ไปกินข้าวเย็นกับเพื่อน คุณเลยบอกเพื่อนว่า

  • I wish I was having dinner with you at The Moroccan restaurant.
    ฉันได้แต่หวังว่าจะได้ไปกินข้าวที่ร้านThe Moroccan กับคุณตอนนี้ (ตอนนี้ไปไม่ได้ ติดประชุมอยู่)
  • I wish we were enjoying the trip in Japan.
    ฉันได้แต่หวังว่าพวกเราจะกำลังสนุกกับทริปในญี่ปุ่น (แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะอาจจะกำลังติดงานหรือติดธุระอยู่ เลยไม่ได้ไป)

4. Wish + past perfect : ใช้แสดงความปรารถนาที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต คือหวังว่าเราน่าจะได้ทำอย่างนั้นแต่ไม่ได้ทำ กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เช่น

  • I wish we hadn’t known each other.
    ฉันอยากให้เราไม่ต้องมารู้จักกันเลยจะดีกว่า (ตอนนี้ได้รู้จักไปแล้ว และเขาก็ได้ทำไม่ดีกับเรา)
  • I wish I had told him about Jenny.
    ฉันน่าจะบอกเขาไปเรื่องเจนนี่ (แต่ไม่ได้บอก)
  • Sometimes I wish I had never been born.
    บางทีฉันก็คิดนะว่าฉันไม่น่าเกิดมาเลย (ตอนนี้เกิดมาแล้ว)

5. Wish + would / could : ใช้แสดงความไม่พอใจกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน คาดหวังให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น

  •  I wish he could speak louder.
    ฉันอยากจะให้เขาพูดดังกว่านีหน่อย (ตอนนี้พูดเบาไป ไม่ได้ยิน)
  • I wish you would stop smoking.
    ฉันหวังให้คุณเลิกสูบบุหรี่ซะที
 Posted by at 9:50 pm
Nov 112015
 

Get Passive คืออะไร?

การใช้ get ในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรามักจะเจอบ่อยๆก็คือ get + past participle (V3)

ซึ่งถ้าเจอในโครงสร้างแบบนี้จะเป็นโครงสร้างเหมือน passive voice คือ ถูกกระทำนั่นเอง พูดง่ายๆคือ get จะแทน verb to be ที่อยู่หน้า past participle ในประโยค passive voice

ลองเปรียบเทียบประโยคที่เป็น passive voice แบบใช้ verb to be และ get ดูนะคะ

Verb to be :Helen’s car was hit this morning.
Get :             Helen’s car got hit this morning.

Verb to be :My ring was stolen last night.
Get :             My ring got stolen last night.

สองประโยคตัวอย่างนี้สังเกตว่า ความหมายแบบใช้ verb to be และแบบใช้ get ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย แต่อย่างเพิ่งดีใจไปนะคะว่ามันจะใช้แทนกันได้ทุกกรณี มีบางกรณีของ passive voice ที่เราจะไม่ใช้ get แทน verb to be มีดังนี้ค่ะ

1. เรามักใช้ get กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบกระทันหันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เช่น

  • The thieves got caught by the cop yesterday.
    โจรถูกจับได้โดยตำรวจเมื่อวานนี้
  • My friend got fired this morning.
    เพื่อนของฉันโดนไล่ออกเมื่อเช้านี้

2. เราจะไม่ใช้ get ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว หรือผู้พูดตั้งใจหรือมีการวางแผนเตรียมการกันมาก่อนล่วงหน้า เช่น

  • This house was built since I was 5.
    บ้านหลังนี้สร้างขึ้นตอนที่ฉันยังอายุ 5 ขวบ
  • The shop is closed on Sunday.
    ร้านปิดวันอาทิตย์

3. Get จะใช้ในกรณีที่ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำเป็นคนเดียวกัน เช่น

  • She always gets dressed before 7 o’clock.
    เจ้าหล่อนมักจะแต่งตัวก่อน 7 โมง
  • After they had argued for 2 years, they decided to get divorced.
    หลังจากที่พวกเขาทะเลาะกันมา 2 ปี ก็ตัดสินใจหย่ากัน

การใช้งาน get แบบนี้มักเป็นภาษาพูดหรือภาษาไม่ทางการเท่าไหร่ ถ้าเป็นภาษาที่ทางการมากๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ get นะคะ

 Posted by at 9:45 pm
Nov 112015
 

through, though, thought   มันยังไงกันแน่ สามคำนี้??

สามคำเจ้าปัญหานี้ through, though, thought ใครเจอพร้อมๆกันเป็นต้องมึน เพราะแต่ละตัวความหมายนี่ไม่เหมือนกันเลย อ่านออกเสียงก็ยังไม่เหมือนกันอีก มาดูกันสิว่าแต่ละคำมันหมายถึงอะไรและออกเสียงว่ายังไงกันบ้าง

Through :อ่านออกเสียงว่า “ธรู” แปลว่า “ทะลุผ่าน, ผ่าน, โดยตลอด, ตั้งแต่ต้นจนจบ, เสร็จสมบูรณ์”
เช่น

  • That old lady guided us through the castle.
    หญิงชราคนนั้นพาเราเยี่ยมชมปราสาททั้งหลัง
  • I’ve sat through this boring meeting for 2 hours.
    ฉันนั่งอยู่ในการประชุมที่แสนน่าเบื่อนี้มาตลอด 2 ชั่วโมงแล้ว
  • This shop is open ten to six daily through the year.
    ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็นทุกวัน ตลอดทั้งปี

Though :อ่านออกเสียงว่า “โด” แปลว่า “ถึงแม้ว่า” มีความหมายเหมือนกับ although, even though
เช่น

  • Though I studied hard, I can’t pass the test.
    แม้ว่าฉันจะขยันอ่านหนังสือหนักแค่ไหน ก็ยังสอบไม่ผ่านอยู่ดี
  • I still love him though he never loves me back.
    ฉันยังรักเขาแม้ว่าเขาจะไม่เคยรักฉันเลย
  • Losing weight is very hard, I have to lose it though.
    ถึงแม้ว่าการลดน้ำหนักจะยากแต่ฉันก็ต้องลดให้ได้

Thought :อ่านออกเสียงว่า “ธ๊อด”   แปลว่า “คิด” เป็นกริยาช่องที่ 2 ของ think
เช่น

  • I thought I was a good play.
    ฉันคิดว่ามันเป็นการแสดงที่ดี
  • I’ve never thought that this happened to me.
    ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องนี้มันจะเกิดขึ้นกับฉัน
  • She thought she could win the game.
    หล่อนคิดว่าหล่อนจะสามารถเอาชนะได้

เอาไปใช้ที่ไหน ก็ระวังตัวสะกดนึดนึงนะคะ หรือ ถ้าไปเจอที่ไหนคราวนี้ก็คงไม่สับสนเรื่องการออกเสียงและการใช้แล้วนะคะ ^^

 Posted by at 9:42 pm
Oct 232015
 

การแบ่งเพศของคำนามในภาษาอังกฤษ (Gender of noun)

ภาษาอังกฤษ ไม่ถือว่าเป็นภาษาที่มีการแบ่งเพศอย่างชัดเจนเหมือน ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาอาหรับ หรือภาษาทางยุโรปอื่นๆ แต่ภาษาอังกฤษก็มีคำศัพท์ที่เป็นการแบ่งเพศอยู่เหมือนกันค่ะ

คำนามในภาษาอังกฤษ เมื่อจำแนกเพศออกมาจะแบ่งออกเป็น 4 เพศด้วยกันคือ

  1. Masculine gender   (เพศชาย) เช่น male, man, boy…etc.
  2. Feminine gender (เพศหญิง)   เช่น female, woman, girl…etc.
  3. Common gender (เพศรวม)       เช่น teacher, doctor, student…etc.
  4. Nature gender (ไม่มีเพศ)         เช่น door, pen, table…etc.

หลักการเปลี่ยนเพศในภาษาอังกฤษ มีดังนี้

  1. เปลี่ยนคำ จากเพศชาย เป็นเพศหญิง– มีคำศัพท์ที่ตายตัวอยู่แล้วว่า คำนี้หมายถึงสิ่งนี้ที่เป็นเพศชายและสิ่งนี้ที่เป็นเพศหญิง เช่น

man              ผู้ชาย                      woman                   ผู้หญิง
sir                 คุณผู้ชาย                 madam                   คุณผู้หญิง
son               ลูกชาย                              daughter                 ลูกสาว
husband        สามี                        wife                        ภรรยา
father           พ่อ                          mother                   แม่
groom           เจ้าบ่าว                              bride                       เจ้าสาว
gentleman    สุภาพบุรุษ                lady                        สุภาพสตรี
friar              นักบวช                              nun                         แม่ชี
cock              ไก่ตัวผู้                     hen                         ไก่ตัวเมีย
buck             สัตว์ตัวผู้ (กระต่าย,     doe  สัตว์ตัวเมีย   กวาง, แพะ)
ram              แกะตัวผู้                   ewe                        แกะตัวเมีย
wizard          พ่อมด                      witch                      แม่มด
tailor            ช่างตัดเสื้อผู้ชาย       dressmaker             ช่างตัดเสื้อผู้หญิง

  1. เติม –essเข้าไปที่คำศัพท์เพศชาย ก็จะกลายเป็นเพศหญิงได้ เช่น

prince           เจ้าชาย                    princess                  เพศหญิง
waiter           พนักงานเสริฟชาย      waitress                  พนักงานเสริฟหญิง
god               เทพเจ้าชาย              goddess                  เทพเจ้าหญิง
Baron           บารอนชาย               Baroness                 บารอนหญิง
Count           ท่านเค้าน์ชาย           Countess                 ท่านเค้าน์หญิง
master          เจ้านายผู้ชาย            mistress                  เจ้านายผู้หญิง
actor             นักแสดงชาย             actress                    นักแสดงหญิง

  1. เอาคำที่เป็นเพศมาเติมข้างหน้าหรือข้างหลัง นาม เช่น

boyfriend      แฟน(ผู้ชาย)             girlfriend                 แฟน(ผู้หญิง)
landlord        เจ้าของบ้านชาย        landlady                  เจ้าของบ้านหญิง
grandfather   ปู่, ตา                      grandmother           ย่า, ยาย
manservant   คนรับใช้ชาย             maidservant            คนรับใช้หญิง
peacock        นกยูงตัวผู้                 peahen                   นกยูงตัวเมีย

** คำบางคำในภาษาอังกฤษนั้นจะไม่บอกเพศชัดเจน เมื่อกล่าวถึงก็จะเป็นการรวมเพศคือหมายถึงได้ทั้งชายหรือหญิง เช่น

father                             mother                       parent
boy                                girl                              child
son                                daughter                    child
man                               woman                        person
king                               queen                          monarch
schoolmaster             schoolmistress                teacher
stallion                          mare                           horse
ram                               ewe                             sheep
** นอกจากนี้ คำศัพท์ที่เป็นสิ่งของ บางอย่างก็แยกเพศเหมือนกัน เช่น

shirt              เสื้อเชิ้ตผู้ชาย            blouse          เสื้อเชิ้ตผู้หญิง
wallet           กระเป๋าตังค์ผู้ชาย      purse            กระเป๋าตังค์ผู้หญิง
chest            หน้าอกผู้ชาย            breast           หน้าอกผู้หญิง

 Posted by at 9:02 pm
Oct 232015
 

preposition + relative pronoun (from which, to which, on which…) ใช้ยังไง

ก่อนอื่นคงต้องสาธยายเริ่มต้นกันตั้งแต่ relative clause กันก่อน เผื่อใครอาจจะยังสับสน ตามไม่ทัน

Relative clause คือ อนุประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม

โครงสร้าง relative clause ก็คือ

                    relative pronoun (who, whom, which, that) + ประโยค

who / whom           ใช้ขยายคำนามที่เป็นคน
which                      ใช้ขยายคำนามที่เป็น สิ่งของหรือสัตว์ (หรือขยายสถานที่ก็ได้)
that                        ใช้ขยายคำนามได้ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ได้หมดเลย

ทีนี้ปัญหาคือ เราอาจจะเจอ preposition + relative pronounเวลาอ่านถึงกับงง ว่ามันมายังไง มาแล้วความหมายเปลี่ยนมั้ย คืออะไร?? เช่น

  • The officeat which I work is really far from my place.
    ออฟฟิตที่ฉันทำงานมันไกลจากบ้านฉันมาก

หลายคนก็สงสัยว่า at ทำไมถึงไปอยู่หน้า which ได้ จริงๆแล้วมันย้ายมาจากตรงนี้ค่ะ

  • The office which I work at is really far from my place.

เหตุผลที่เราเขียนแบบนี้ได้ก็คือ คำนามที่ relative clause ไปขยายนั้น เป็นกรรมของบุพบท เราสามารถย้ายบุพบทไว้หน้า relative pronounได้ค่ะ

** สำหรับ relative pronoun ที่เป็นthat เราไม่สามารถย้าย preposition มาไว้หน้า that ได้ค่ะ ดังนั้นมันก็เลยต้องอย่าหลัง คำกริยาเช่นเดิม เช่น

  • The officethat I work at is really far from my place.

ตัวอย่างอื่นๆ นะคะ

  • That womanto whom I talked is our new manager.
    ผู้หญิงคนนั้นที่ฉันคุยด้วยเป็นผู้จัดการคนใหม่ของพวกเรา

มาจากประโยค

  • That woman whom I talked to is our new manager.
  • The streetin which he lives is very busy all the time.
    ถนนที่เธออาศัยอยู่มันวุ่นวาย (มีรถวิ่ง คนเดิน) ตลอดเวลา
  • The dayon which I had a wedding party was my happiest day.
    วันที่จัดงานแต่งงานเป็นวันที่ฉันมีความสุขมากที่สุด
  • The organizationfor which he works is trying to raise money for charity.
    องค์กรที่เขาทำงานอยู่กำลังระดมทุนเพื่อการกุศล

** ในประโยคคำถามที่เป็น wh-question บางครั้งเราก็ใช้ preposition วางไว้หน้า wh-question ได้เลย เช่น

  • In which street does he live?
    บ้านเขาอยู่ถนนเส้นไหน

มาจาก    Which street does he live in?

 Posted by at 8:59 pm
Oct 232015
 

การบอกเวลาเป็นภาษาอังกฤษ

การบอกเวลาในภาษาอังกฤษมีทั้งแบบง่ายและแบบยากค่ะ ก่อนอื่นก่อนจะไปดูว่าเราจะบอกเวลาอย่างไร เรามาดูคำถามที่ใช้ถามว่า ตอนนี้เวลาเท่าไหร่กันก่อนค่ะ

คำถามเบสิค เลย คือถามว่า What time is it?                กี่โมงแล้ว

แต่บางครั้งคุณก็อาจจะได้ยินเขาถามว่า What’s the time?หรือ   Do you have the time? หรือ Have you got the time?งงใช่มั้ยล่ะ!! สามประโยคนี้ไม่น่าจะแปลว่า “ตอนนี้เป็นเวลากี่โมง” ได้ใช่มั้ยคะ แต่มันเป็นไปแล้วค่ะ

และในการบอกเวลาก็จะมีช่วงเวลาอยู่ 2 ช่วงด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดสับสนว่า เป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น คือ

am ช่วง เที่ยงคืน ถึง เที่ยงวัน
pmคือช่วง เทียงวัน ถึง เที่ยงคืน

คราวนี้มาดูวิธีการตอบบ้าง เริ่มจากแบบง่ายๆก่อน

การบอกเวลาแบบง่าย
วิธีการก็คือให้บอกชั่วโมงก่อน แล้วตามด้วย นาที เช่น

3.30 pm        three thirty pm        (ทรี – เธอร์ตี้ – พีเอ็ม)                    บ่ายสามโมงครึ่ง
10.05 am     ten oh five              (เท็น – โอ – ไฟว์)               สิบโมงเช้าห้านาที

** ถ้ามีนาทีเป็นเลขตัวเดียวให้อ่านเลขศูนย์ข้างหน้าเป็น Oh

ง่ายมั้ยคะแบบนี้ บอกเวลาตรงตัวไปเลย

การบอกเวลาแบบยาก
อันที่จริงมันก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่มันจะต้องมีการคำนวนนาทีเล็กน้อย ทำยังไงมาดูกันค่ะ

การบอกเวลาแบบนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ

ตั้งแต่นาทีที่ 1 – 30 ฝรั่งจะพูดว่า จะพูดว่า มันคือ………..นาที ผ่าน………….นาฬิกา
(It’s …….past……..)เป็นการบอกว่า ผ่านเวลานั้นมากี่นาทีแล้ว

ตั้งแต่นาทีที่ 31 -59 จะต้องนับถอยหลังว่า มันคือ…………นาที จะถึง………..นาฬิกา
(It’s ……..to………)ถ้าเลย30 นาทีจะเป็นการนับถอยหลังว่าอีกกี่นาทีจะถึงเวลากี่โมง

แต่ถ้าเป็น 15 นาที หรือ 45 นาที ก็จะใช้คำว่า quarter ค่ะ เช่น

11.25 am      It’s twenty past eleven.     (ผ่านเวลา 11 โมงมา 25 นาที)
5.40 pm        It’s twenty to six.              (อีก 20 นาทีจะถึง 6 โมง)
3.45 am        It’s quarter to four.            (อีก 15 นาทีจะถึง 4 โมง)
2.15 pm        It’s quarter past two.         (ผ่านเวลา 2 โมงมา 15 นาที)

บอกแล้วว่าต้องมีการคำนวณนาทีเล็กน้อย แบบนี้อาจจะดูยุ่งยากซักหน่อย ไม่เหมือนแบบที่พี่ไทยพูดกัน แต่ถ้าพูดบ่อยๆก็จะชินค่ะ

แต่ทั้งสองแบบนี้ถ้าเป็นเวลาที่ไม่มีเศษนาทีให้พูดว่า o’clock ได้เลยค่ะ เช่น

4.00                        It’s four o’clock.

จะเลือกใช้แบบไหนก็ลองฝึกกันเลยค่ะ

 Posted by at 8:55 pm
Oct 232015
 

make ใช้ยังไงให้เก๋
Make เป็นคำศัพท์ง่ายๆ แปลว่า “ทำ” แต่แทนที่เราจะพูดว่า

  • She made a cake last night.
    เธอทำเค้กเมื่อคืนนี้
  • My mom’s making dinner.
    แม่กำลังทำอาหารเย็นอยู่

ซึ่งมันเป็นประโยคธรรมด๊าธรรมดา มันก็มีโครงสร้างที่ใช้ make ในประโยคได้หลากหลายรูปแบบกว่านี้ค่ะ

1. Make + object/someone + verb (infinitive)แปลว่า ทำให้อะไรบางอย่าง / ใครบางคน…..ให้ทำอะไรซักอย่าง

เช่น

  • He always makes me cry.
    เขามักจะทำให้ฉันร้องไห้
  • I can’t make the printer work.
    ฉันทำให้เครื่องปริ้นท์ทำงานไม่ได้
  • She’s making her child laugh
    เธอกำลังทำให้ลูกๆของเธอหัวเราะ

** make เราก็ผันได้ตาม tense เลยค่ะ แต่กริยาหลังmake ต้องเป็นรูป infinitive คือกริยารูปเดิมไม่ผันไม่เติมอะไรใดๆทั้งสิ้นค่ะ

2. Make + someone / object + adjective/ nounแปลว่า ทำให้ใครหรืออะไรบางอย่าง…..เป็นอย่างไรหรือเป็นอะไร

เช่น

ตามด้วย adjective

  • You’ve just made my watch broken.
    เธอเพิ่งจะทำนาฬิกาฉันพัง
  • She made the story more interesting.
    หล่อนทำให้เรื่องดูน่าสนใจมากขึ้น
  • He can make the speech so meaningful.
    เขาทำให้สุนทรพจน์นั้นมีความหมาย

ตามด้วย noun

  • He makes his wife the luckiest woman in the world.
    เขาทำให้ภรรยาของเขาเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก
  • You make me a better man.
    คุณทำให้ฉันเป็นคนที่ดีขึ้น

3. Make someone do somethingmake ในความหมายนี้เป็นเชิงบังคับให้ใครทำอะไร กริยาที่ตามหลังจะต้องเป็น Verb infinitive เช่น

  • They made us work 12 hour a day.
    พวกเขาบังคับให้พวกเราทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน

Make ในความหมายว่า บังคับ อาจจะใช้ในอีกโครงสร้างหนึ่งคือ

  • Be made to do something (passive voice)

เช่น

  • When I was young, I was made to remember 20 new words a week.
    ตอนเด็กๆฉันโดนบังคับให้จำคำศัพท์ใหม่ 20 คำต่อสัปดาห์

** เห็นมั้ยคะว่า make มันทำให้เป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนมากกว่าเดิมได้เยอะเลย

 Posted by at 8:50 pm
Oct 232015
 

การใช้ let กับ let’s
Let กับ Let’s สองคำนี้ไม่ใช่คำเดียวกันค่ะ และความหมายที่นำไปใช้ก็แตกต่างกันด้วยค่ะถ้าคุณเจอสองประโยคนี้

  • Let go!
  • Let’s go!

สองประโยคนี้เราจะได้ยินในสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ประโยคแรกที่ไม่มี apostrophe s ( ‘s ) แปลว่า ปล่อยมันไปเหอะ ช่างมันเหอะ เช่น เพื่อนคุณเพิ่งจะรู้ว่าไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน เธอก็เลยพูดว่า let go. ช่างมันเหอะ

แต่ประโยคที่สอง แปลว่า ไปกันเถอะ เป็นการเชิญชวน เช่น คุณกับเพื่อนคุณกำลังจะไปออกทริปด้วยกัน เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม ทุกคนพร้อมแล้ว เพื่อนคุณก็พูดขึ้นมาว่า let’s go. ไปกันเหอะ

Let จะเป็นการอนุญาต หรือแปลว่า ปล่อย ก็ได้ ปกติการใช้ let จะอยู่ในรูปโครงสร้าง

 

          Let + object + Verb (infinitive)

เช่น

  • Let me help you.
    ให้ฉันช่วยคุณเถอะนะ
  • I usually let the children stay up late on Saturday night.
    ฉันมักจะอนุญาตให้เด็กๆอยู่ดึกได้ในคืนวันเสาร์
  • Let it be!
    ปล่อยมันไปเหอะ

** ไหนๆก็พูดเรื่องการอนุญาตแล้ว ก็ขอเพิ่มเติมคำศัพท์อีกตัวนึงนะคะ คือคำว่า allow แปลว่า อนุญาต เหมือนกัน แต่ใช้ต่างจาก let ตรงที่ มี allow ต้องมี to แต่ let ไม่ต้องมี เช่น

  • My dad let me go out on Friday night.
  • My dad allows me to go out on Friday night.
    พ่อฉันอนุญาตให้ฉันออกไปเที่ยวคืนวันศุกร์ได้

Let ยังใช้ในสำนวน let go of…something..แปลว่า ปล่อย เช่น

  • She let go of her son’ s hand, so he fell down.
    เธอปล่อยมือลูกชาย เขาก็เลยหกล้ม

 

Let’s จะเป็นการเชิญชวน แปลประมาณว่า …..กันเถอะ   จริงๆแล้วย่อมาจากคำเต็มคือ
Let us และตามประสาของคนที่ชอบย่อ ชอบตัดให้มันสั้นๆ (ง่ายๆคือ ขี้เกียจนั่นเอง) เลยเหลือแค่ Let’s ปกติก็ไม่ค่อยมีใครพูดว่า Let us จะใช้ Let’s มากกว่า

โครงสร้างคือ

 

          Let’s + Verb (infinitive)

เช่น

  • Let’s find something to drink.
    ไปหาอะไรดื่มกันเถอะ
  • Let’s call the police.
    โทรหาตำรวจกันเถอะ
  • It’s getting dark. Let’s go home.
    มันเริ่มจะมืดละ กลับบ้านกันเหอะ

 

 

 Posted by at 8:46 pm
Oct 232015
 

หน่วยการนับคำนามนับไม่ได้

ในภาษาอังกฤษมีคำนามอยู่ 2 ประเภท คือ คำนามนับได้ และ คำนามนับไม่ได้ แน่นอนว่าคำนามนับได้ เราก็นับเป็นจำนวน หนึ่ง สอง สาม ได้อยู่แล้ว แต่คำนามนับไม่ได้นี่สิ เราจะนับยังไง วิธีการนับคำนามที่นับไม่ได้คือ นับตามจำนวนภาชนะที่ใส่มัน หรือ นับตามจำนวนหน่วยของการชั่ง ตวง วัด เช่น

  • I want two kilos of beef.
    ฉันอยากได้เนื้อวัว 2 โล
  • We need two spoons of sugar.
    เราต้องใช้น้ำตาล 2 ช้อน

หน่วยการนับของคำนามนับไม่ได้ ขอแบ่งคร่าวๆออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ

1. การนับโดยใช้ลักษณะนามของคำนั้นๆ เช่น

  • sheet
    a sheet of paper     กระดาษ 1 แผ่น
  • drop
    a drop of water  น้ำ 1 หยด
  • bar
    a bar of soap   สบู่ 1 ก้อน
    a bar of chocolate  ช้อคโกแลต 1แท่ง
  • piece
    a piece of meat เนื้อ 1 ชิ้น
  • loaf
    a loaf of bread ขนมปัง 1 แถว
  • bunch
    a bunch of flowers   ดอกไม้ 1 ช่อ
    a bunch of keys   กุญแจ 1 พวง
  • bouquet
    a bouquet of flowers   ดอกไม้ 1 ช่อ
  • pinch
    a pinch of salt  เกลือ 1 หยิบมือ
  • lump
    a lump of sugar  น้ำตาล 1 ก้อน
  • roll
    a roll of tissue paper     กระดาษทิชชู่ 1 ม้วน
  • tube
    a tube of toothpaste  ยาสีฟัน 1 หลอด

2. การนับโดยใช้ลักษณะของภาชนะที่บรรจุนามนั้นๆ เช่น

cup                         a cup of coffee                            กาแฟ 1 ถ้วย
glass                       a glass of milk                             นม 1 แก้ว
bottle                     a bottle of wine                           ไวน์ 1 ขวด
plate                       a plate of rice                              ข้าว 1 จาน
can                         a can of beer                               เบียร์ 1 กระป๋อง
bowl                       a bowl of soup                            ซุป 1 ถ้วย
pack                       a pack of potato chips                 มันฝรั่งทอด 1 ห่อ
sack                        a sack of rice                               ข้าว 1 กระสอบ
case                       a case of beer                             เบียร์ 1 ลัง

3. การนับโดยใช้หน่วย ชั่ง ตวง วัด เช่น

kilo               a kilo of flour                               แป้ง 1 กิโล
liter              a liter of oil                                 น้ำมัน 1 ลิตร
gram            a gram of sugar                           น้ำตาล 1 กรัม
meter           a meter of ribbon                        ริบบิ้น 1 เมตร
yard              a yard of cloth                             ผ้า 1 หลา
gallon           a gallon of petrol                         น้ำมัน 1 แกลลอน
dozen            a dozen of eggs                           ไข่ 1 โหล
pound           a pound of sugar                         น้ำตาล 1 ปอนด์

ถ้าเราต้องการให้มันเป็นรูปพหูพจน์เราก็เติม s/es ไปที่ลักษณะนาม ภาชนะบรรจุ หรือหน่วยวัด ของคำนามที่นับไม่ได้ แต่ตัวคำนามนับไม่ได้ที่อยู่หลัง of ยังคงรูปไว้เช่นเดิม นอกจากถ้าเป็นนามที่นับได้ แล้วเราต้องการบอกเป็นหน่วยวัด หรือเป็นภาชนะบรรจุ นามหลัง of ต้องเติม s/es ด้วยค่ะ

two glasses of water                   น้ำ 2 แก้ว
five plated of rice                        ข้าว 5 จาน

** ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ ขนาดนามนับไม่ได้ เรายังทำให้มันนับได้เลย แค่ต้องปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมอะไรนิดๆหน่อยๆ ลองเอาไปใช้ดูนะคะ ^^

 Posted by at 8:40 pm