Dec 012015
 

หลักการเติม s/esท้ายคำกริยา

คำกริยาที่เติม s/esนั้น มีได้ใน tense เดียวเท่านั้นคือ present simple tense และกริยาจะเติม s/es       ได้นั้น ประธานของประโยคจะต้องเป็นเอกพจน์ ตัวอย่างประโยค เช่น

  • She goes to the cinema once a month.
  • Sarah always reads comic books after finishing her homework.

แต่การจะเติม s/esนั้นก็มีหลักเกณฑ์ในการเติมนะคะ จะเติมตามใจฉันไม่ได้นะคะ กฎในการเติม s/esท้ายคำกริยามีดังนี้ค่ะ

1. ถ้ากริยาลงท้ายด้วย s, ss, ch, sh, o, x, z ให้เติม esเช่น

wash                      washes                             ล้าง
go                          goes                                 ไป
fix                           fixes                                 ซ่อม
pass                       passes                                        ผ่าน
teach                      teaches                             สอน
buzz                       buzzes                                        ทำเสียงหึ่งๆ

2. ถ้ากริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น iแล้วเติม esเช่น

study                      studies                              เรียน
fly                           flies                                  บิน
try                          tries                                  พยายาม

** ข้อควรระวังคือ ถ้าหน้าy เป็นสระ ให้เติม s ปกติ จะไม่เติม esเช่น

play                        plays                                เล่น
buy                         buys                                 ซื้อ
say                         says                                  พูด
apply                      applies                              ประยุกต์, สมัคร

3. ถ้าเป็นคำกริยาปกติที่ไม่เข้าตามกฎนี้ ให้เติม s ได้ตามปกติ เช่น

come                      comes                               มา
feel                         feels                                 รู้สึก
stand                      stands                              ยืน
drink                       drinks                               ดื่ม
jump                       jumps                               กระโดด

** ขอเสริมนิดนึงนะคะว่า กริยาจะเติม s/esได้ใน present simple tense ที่เป็นประโยคบอกเล่าเท่านั้น แต่ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธ และคำถามจะมีกริยาช่วย does (ในกรณีที่ประธานเป็นเอกพจน์) อยู่แล้ว ดังนั้นกริยาที่เติม s/esเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนกลับเป็นรูปเดิม คือตัด s/esออก   เช่น

  • Tammy sends a letter to his mom once a month.
  • Tammy doesn’t send a letter to his mom once a month.
  • Does Tammy send a letter to his mom once a month?
 Posted by at 12:07 am
Dec 012015
 

have กับ have got ใช้ต่างกันอย่างไร

เวลาที่เราได้ฟังฝรั่งพูดว่ามีอะไร บางครั้งเราก็จะได้ยินว่า I have มั่งแหละ และบางครั้งเราก็ได้ยินเขาพูดว่า I have got บ้างแหละ ตกลงว่ามันเหมือนหรือมันต่างกันยังไงนะ เจ้า have กับ have got เนี่ย

มาพูดถึง have ก่อนค่ะ ความหมายง่ายๆเบสิคๆของมันเลยก็คือ แปลว่า มี   และเจ้า have got ก็แปลว่า มี ได้เหมือนกัน แต่ have got จะเป็น British English ซึ่งมักจะได้ยินในภาษาพูดมากกว่าเห็นในภาษาเขียน เช่น

  • We have enough hamburgers for everyone tonight.

ก็จะมีความหมายเหมือนกับ

  • We have got enough hamburgers for everyone tonight.
    พวกเรามีแฮมเบอร์เกอร์เพียงพอสำหรับทุกคนในคืนนี้

และแน่นอนว่า!! ถ้าหากประธานเป็นเอกพจน์ก็จะเป็น has หรือ has got เช่น

  • She has a lot of homework this semester.
  • She has got a lot of homework this semester.
    เธอมีการบ้านเยอะมากในเทอมนี้

** แต่ข้อสังเกตคือ have got จะใช้แทน have ในความหมายว่า “มี” ได้เท่านั้น   เพราะ have แปลเป็นอย่างอื่นได้อีกนอกจากคำว่า มี คือแปลว่า กิน หรือมีความหมายคล้ายๆ take ก็ได้ เช่น

  • I usually have breakfast with my sister before going to school.
    ฉันมักจะกินอาหารเช้ากับน้องสาวก่อนไปโรงเรียน
  • I washaving a shower (take a shower) when he called me.
    ฉันกำลังอาบน้ำอยู่ตอนที่เขาโทรหา

ในความหมายเหล่านี้จะใช้ have got หรือ has got แทนไม่ได้ และข้อควรจำอีกอย่างก็คือ have กับ have got ในความหมายว่า มี ไม่สามารถทำเป็น present continuous tense ได้ แต่ have ในความหมายอื่นทำได้

และข้อแตกต่างระหว่าง have กับ have got ก็คือ เวลาทำเป็นรูปประโยคปฏิเสธและคำถาม

have got เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธสามารถใส่ not หลัง have ได้เลย เป็น have not got หรือ haven’t got และเมื่อทำเป็นรูปประโยคคำถามสามารถเอา have มาขึ้นต้นประโยคได้เลย เช่น

  • I have got a car.   (ประโยคบอกเล่า)
  • I haven’t got a car. (ประโยคปฏิเสธ)
  • Have you got a car?          (ประโยคคำถาม)

1448902887251

** ขอบคุณรูปภาพจาก facebook: learn English 1

รูปการใช้ have got สามารถเทียบได้จากตารางด้านบนเลยค่ะ แต่ถ้าเป็น have ในกรณีที่เป็นกริยาแท้ จะไม่สามารถใส่ not หลัง have ได้เลย แต่ถ้าในกรณีที่เป็นกริยาช่วยhave ถึงจะใส่ not ได้   แล้วเวลาทำเป็นประโยคปฏิเสธของ have ทำอย่างไร? วิธีการก็คือให้เราใช้ verb to do เข้ามาช่วย เช่น

I have a car.                                         She has a car.
I don’t have a car.                                 She doesn’t have a car.
Do you have a car?                               Does she have a car?

** คราวนี้ก็คงกระจ่างแล้วนะคะสำหรับการใช้ have กับ have got ^^

 Posted by at 12:04 am
Nov 302015
 

just แปลได้มากกว่า “แค่”

คำว่า just ฟังดูเป็นคำง่ายๆนะ แต่เอาเข้าจริงเวลามันโผล่ในประโยคต่างๆก็ทำเอาเรางงได้เหมือนกัน ปกติเราจะรู้จัก just ในความหมายว่า “แค่ หรือ เพิ่งจะ” แค่นั้น แต่จริงๆแล้วมันมีความหมายมากกว่านั้น มาดูความหมายของ just ในความหมายต่างๆกันค่ะ

1. Just ก็แปลว่า “แค่”

ในความหมายนี้ just จะทำหน้าที่เป็น adverb (กริยาวิเศษณ์) เป็นความหมายที่เรารู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น

  • I just want to warn you not to be rude with me.
    ชั้นก็แค่อยากจะเตือนคุณว่าอย่ามาหยาบคายกับฉัน
  • My shop is just across the road.
    ร้านของฉันอยู่แค่ฝั่งตรงข้ามเอง

** หรือในบางความหมายเราอาจจะแปลว่า “แค่….แหละ” เพื่อให้ได้อารมณ์ภาษาพูด เช่น

  • Just like that.
    แบบนั้นแหละ
  • Just do it.
    แค่ทำมันเท่านั้นแหละ
  • Just be yourself.
    แค่เป็นตัวเองเท่านั้นแหละ

2. Just ในความหมายว่า “เพิ่งจะ”

  • We just got here.
    พวกเราเพิ่งจะมาถึงที่นี่
  • I’ve just had dinner.
    ฉันเพิ่งจะกินอาหารเย็น

3. ถ้าพูดถึงเรื่องเวลา จะหมายถึงว่า “พอดี ตรงเผง” เช่น

  • I reached home just at 5 o’clock.
    ฉันถึงบ้านตอน 5 โมงพอดี
  • The meeting began just at 9 a.m.
    การประชุมเริ่มตอน 9 โมงพอดีเป๊ะ

** ถ้าjust ไปรวมกับ now เป็น just now จะแปลว่า เมื่อกี้นี้, เมื่อสักครู่นี้ เช่น

  • The light went out just now.
    ไฟดับเมื่อกี้นี้เอง

4. Just แปลว่า “เที่ยงตรง, ยุติธรรม” เช่น

  • He’s a just man.
    เขาเป็นคนยุติธรรม
  • It was a just sentence for the drug seller to get life in jail.
    มันเป็นการตัดสินที่ยุติธรรมแล้วสำหรับพ่อค้ายาเสพติดคนนั้นที่จำคุกตลอดชีวิต

เอาเป็นว่า เจอ just ที่ไหนก็อย่าแปลว่า “แค่ หรือ เพิ่งจะ” อย่างเดียว ลองดูบริบทแล้วแปลความหมายอื่นบ้างนะคะ ^^

 Posted by at 11:52 pm
Nov 302015
 

agent noun

ถ้าพูดถึง Agent noun หลายคนอาจจะสงสัยว่าคือศัพท์ใหม่หรือเปล่า แต่จริงๆแล้ว agent noun หมายถึง คำนามที่แสดงความเป็นผู้กระทำ ซึ่งมันก็มีวิธีทำมาจากการที่เราเอาคำกริยามาเติม suffix ให้กลายเป็นคำนามและเป็นคำนามที่หมายถึงผู้กระทำด้วย

กลุ่มของ Suffix ที่เมื่อเติมไปที่คำกริยาแล้ว ทำให้กลายเป็นคำนามที่หมายถึงผู้กระทำกริยานั้นๆ หรือคนที่ทำอาชีพนั้นๆ มีดังนี้ค่ะ

1. – er   (*เติมคำกริยา)

เช่น

play              —–              player           ผู้เล่น
sing              —–              singer            นักร้อง
write             —–              writer           นักเขียน

2.  – or   (*เติมคำกริยา)

เช่น

instruct         —–              instructor                ผู้สั่งสอน
act                —–              actor                       นักแสดง
inspect          —–              inspector                 ผู้ตรวจสอบ
visit              —–              visitor                     ผู้มาเยือน

3. – ist   (*เติมคำนาม)

เช่น

piano            —–              pianist                              นักเปียโน
chemistry      —–              chemist                   นักเคมี
biology         —–              biologist                  นักชีววิทยา

4.  – ian   (*เติมคำนาม)

เช่น

music            —–              musician                 นักดนตรี
politic           —–              politician                 นักการเมือง
library           —–              librarian                  บรรณารักษ์

5. – ant (*เติมคำกริยา)

เช่น

serve            —–              servant                   คนรับใช้
assist            —–              assistant                 ผู้ช่วย
attend          —–              attendant                ผู้ต้อนรับ, ผู้ดูแล

6. – ee

เช่น

employ         —–              employee                ผู้ถูกจ้าง
advise           —–              advisee                   ผู้ได้รับคำแนะนำ
interview      —–              interviewee             ผู้ได้รับการสัมภาษณ์
pay               —–              payee                     ผู้รับเงิน

การที่เรารู้จัก suffix มากเท่าไหร่ก็จะทำให้เราอ่านภาษาอังกฤษได้คล่องมากขึ้นเท่านั้น เพราะ suffix มีเยอะมากและทำให้เกิดเป็นคำใหม่มากมาย

 Posted by at 11:48 pm
Nov 302015
 

positive degree (การเปรียบเทียบขั้นเท่ากัน)

ปกติแล้วการเปรียบเทียบคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์จะเปรียบได้ 3 ระดับด้วยกันคือ   ระดับที่เหมือนกันหรือเท่ากัน (Positive degree)     ระดับขั้นกว่า (Comparative degree)     และระดับขั้นสูงสุด (superlative degree) ในที่นี้จะอธิบายถึงการเปรียบเทียบขั้นเท่ากัน

โครงสร้างในการเขียนเปรียบเทียบขั้นเท่ากันมีดังนี้

1. ใช้ as…..asเป็นตัวเชื่อม

                    as   +   adjective / adverb   +   as

เช่น

  • His work is as good as yours.
    งานของเขาดีพอๆกับงานของคุณเลย
  • He speaks Spanish as well as his mother.
    เขาพูดภาษาสเปนได้ดีพอๆกับแม่ของเขา

** แต่ถ้าแสดงความไม่เท่ากัน ให้ใส่ not เข้าไป โดยมีโครงสร้างดังนี้

          …not as / (so) + adjective / adverb + as

เช่น

  • English is not as difficult as math.
    ภาษาอังกฤษไม่ยากเท่ากับคณิตศาสตร์
  • My room is not so comfortable as your room.
    ห้องของฉันไม่สะดวกสบายเท่ากับห้องของเธอ

** ถ้าต้องการใส่คำขยาย much / many เข้าไปในความหมายว่า “ฉันมีอะไรมากเท่ากับใคร” ก็จะมีโครงสร้างดังนี้ค่ะ

         …..as + much +คำนามนับไม่ได้ / many +คำนามนับได้  + as….                

เช่น

  • My father has as much work as my mother.
    พ่อของฉันมีงานมากพอๆกับที่แม่ของฉันมี
  • I have as many comic books as my friend.
    ฉันมีหนังสือการ์ตูนมากเท่ากับที่เพื่อนฉันมี

2. การใช้ the same + noun + as…..

เช่น

  • This watch is the same price as that one.
    นาฬิกาข้อมือเรื่อนนี้มีราคาเท่ากับเรื่อนนั้น

** บางครั้งก็จะมีการละnoun ไว้ในฐานที่เข้าใจ เช่น

  • My English mark is the same as yours.
    คะแนนภาษาอังกฤษของฉันเท่ากับของเธอ
 Posted by at 11:44 pm
Nov 302015
 

as กับ like ต่างกันอย่างไร

As กับ like สองตัวนี้มีความหมายหลายความหมายด้วยกันทั้งสองตัว แต่ถ้าใช้ในเชิงเปรียบเทียบจะแปลว่า “เหมือนกับ” หรือ “ราวกับ” แต่ทั้งสองตัวนี้มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันดังนี้ค่ะ

1. มาดูการใช้ like กันก่อนค่ะ like มักจะตามด้วยคำนามหรือคำสรรพนาม โครงสร้างประโยคใช้ like คือ

     verb + like + noun / pronoun

  •  It’s very hot in this room. It’s like an oven.
    ห้องนี้ร้อนมากๆ เหมือนกับเตาอบ
  • He jumped to his feet like a crazed man.
    เขายืนขึ้นอย่างเร็วเหมือนกับคนบ้า

2. การใช้ as จะตามหลังด้วยประโยค โครงสร้างคือ

     as + clause (subject + verb)

  •  As I told you, the trip was cancelled because of the rain.
    อย่างที่บอกเลย ทริปนี้ถูกยกเลิกเพราะฝนตก
  • She studies hard as her sister does.
    เธอเรียนหนักเหมือนกับพี่สาวเธอ

** ข้อควรระวังคือ ในบางกรณี as จะตามหลังด้วยคำนามได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับบทบาทหรืองานของบุคคล โดยหมายถึง “ในฐานะที่เป็น”

เช่น

  • I used to work as a guard at the swimming pool in the village.
    ฉันเคยทำงานเป็นยามเฝ้าที่สระว่ายน้ำในหมู่บ้าน

** ในกรณีนี้เวลาแปลต้องระวังนิดนึง ถ้าหากมีการใช้as กับ like ในตำแหน่งเดียวกัน เช่น

  • As your teacher, I have warned you not to cheat on the test.
    ในฐานะที่เป็นครู ชั้นขอเตือนเลยว่าอย่าลอกข้อสอบ     (คนพูดเป็นครู)
  • Like your teacher, I have warned you not to cheat on the test.
    เหมือนกับคุณครูของเธอ ฉันขอเตือนเธอว่าอย่าลอกข้อสอบ (คนพูดเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ครู แต่เตือนคุณไม่ให้ลอกข้อสอบ

** เวลาจะเลือกใช้ as กับ like ก็ระวังนิดนึงนะคะ ดูโครงสร้างว่าต้องตามหลังด้วยอะไร^^

 Posted by at 11:40 pm
Nov 302015
 

relative clause แบบที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ

ก่อนอื่นขอย้อนไปถึง adjective clause ก่อนว่าคือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้ามัน เช่น

  • I would like to talk to that girl [who is standing near your cousin].
    ฉันอยากคุยกับผู้หญิงคนนั้นที่กำลังยืนอยู่ใกล้ลูกพี่ลูกน้องคุณ

ปกติแล้วถ้าเราต้องการขยายคำนามที่เป็น

คน ให้ใช้ relative pronoun ที่เป็น who หรือ whom หรือ that
สิ่งของ ให้ใช้ relative pronoun ที่เป็น which หรือ that

แต่ในที่นี้จะขอเสนอประโยค relative clause ที่แสดงความเป็นเจ้าของ

การแสดงความเป็นเจ้าของ ในประโยค relative clause มี 2 แบบ คือ

1. เมื่อใช้กับคน จะใช้ whose โดยมีโครงสร้างประโยคดังนี้

     ….whose + noun + (subject) + verb

เช่น

  • Is there anybody here whose name hasn’t been called?
    มีใครบ้างมั้ยที่นี่ที่ยังไม่ได้ถูกเรียกชื่อ
  • He’s the man whose sister I’m going to marry.
    เขาคือผู้ชายคนที่ฉันกำลังจะแต่งงานกับน้องสาวของเขา

2. เมื่อเป็นสัตว์หรือสิ่งของ จะใช้ได้ 2 แบบ คือ

2.1 ใช้ of which

  • I like the house of which yard is quite large.
    ฉันชอบบ้านที่สนามค่อนข้างใหญ่
  • I have the cat of which the tail is very long.
    ฉันชอบแมวที่หางของมันยาวๆ
  • The cabinet of which drawer is broken has already been repaired.
    ตู้ที่ลิ้นชักเสียมีคนมาซ่อมแล้วนะ

2.2 ใช้ with + nounซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าใช้ of which เช่น

แบบใช้ of which

  • I like the house of which yard is quite large.

แบบใช้ with + noun

  • I like the house with large yard.

แบบใช้ of which

  • The cabinet of which the drawer is broken has already been repaired.

แบบใช้ with + noun

  • The cabinet with a broken drawer has already been repaired.
 Posted by at 11:37 pm
Nov 302015
 

หลักการใช้ one  เพิ่มเติม (ตอนที่ 2)

oneและ ones ใช้แทนคำนามที่กล่าวถึงมาแล้ว เช่น

  • Do you have any trousers? I’d like brown ones.
    คุณมีกางเกงขายาวบ้างมั้ย ฉันอยากได้กางเกงสีน้ำตาล

นอกจากนี้ยังอาจใช้แทนในความหมายว่า “ใครก็ได้” หรือ anybody ก็ได้ เมื่อพูดถึงบุคคลโดยทั่วๆไป ไม่เจาะจงลงไปเฉพาะตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ   ตัวอย่างเช่น

  • One should respect the elderly.
    เราควรที่จะให้ความเคารพผู้สูงอายุ
  • One can’t make an omelet without breaking eggs.
    ไม่มีใครที่จะทำไข่เจียวแล้วไม่ตอกไข่

One ถ้าหากทำหน้าที่เป็นประธาน เมื่อต้องใช้สรรพนามแทนมักจะใช้he, his, หรือ him หรือ himself แทนเพศของ one เช่น

  • One can succeed if he tries hard.
    เราจะประสบความสำเร็จได้ถ้าพยายามอย่างหนัก
  • One should introduce himself properly in an interview.
    เราควรแนะนำตัวเองให้ครบถ้วนสมบูรณ์เวลาไปสัมภาษณ์

นอกจาก one จะเป็นประธานแล้ว ยังสามารถเป็นกรรมของประโยคได้ด้วย เช่น

  • He talks to one like a boss.
    เขาพูดกับใครคนหนึ่งราวกับว่าเป็นเจ้านาย

One เมื่อใช้ในการแสดงความเป็นเจ้าของ ก็ใช้apostrophe s ได้เลย เช่น

  • Age does not reflect one’s knowledge.
    อายุไม่ได้บอกความรู้ของคนๆนึงเสมอไป
  • One’s time should be spent wisely.
    เวลาของเราควรใช้อย่างฉลาด

ถ้าเป็นแบบ reflexive pronoun อาจจะใช้เป็น oneself ก็ได้ เช่น

  • One should treat others as one would like others to treat oneself.
    เราควรปฏิบัติกับคนอื่นเหมือนกับที่เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเรา

** เราสามารถละ คำว่า one (s) ได้ หากอยู่หลังคำเปรียบเทียบแบบ superlative (ขั้นสุด) หลัง this, that, these, those, which เช่น

  • A: Which (ones) do you want?
    อันไหนบ้างที่คุณต้องการ
  • B: I want those (ones).
    ฉันอยากได้แบบนั้น
  • My cat is the cutest (one).
    แมวของฉันคือตัวที่น่ารักที่สุดตัวนั้น
 Posted by at 11:32 pm
Nov 112015
 

หลักการใช้ one (ตอนที่ 1)

ความหมายของ one ในที่นี้จะไม่ได้หมายถึงจำนวนนับที่แปลว่า “หนึ่ง” แต่เราจะพูดถึง one ที่เป็นคำสรรพนามแทนคำนามที่กล่าวถึงมาแล้ว ถ้าเป็นนามนับได้เอกพจน์ก็จะใช้ one แทน แต่ถ้าเป็นนามนับได้พหูพจน์ก็ใช้ onesแปลว่า “คนคนนั้น หรือ ของชิ้นนั้น” เช่น

  • I’m making a pancake. Would you like one?
    ฉันกำลังทำแพนเค้ก เธออยากจะได้แพนเค้กสักชิ้นมั้ย
    ( one ในประโยคหลังแทนคำนาม pancake ในประโยคแรก)
  • My bag is the biggest one on the table.
    กระเป๋าของฉันคือใบที่ใหญ่ที่สุดที่วางอยู่บนโต๊ะ
    (the biggest one = the biggest bag)

แต่ถ้าเป็นคำนามพหูพจน์ ก็จะเติม s หลัง one เป็น ones เช่น

  • Do you want white shoes or pink ones?
    คุณอยากได้รองเท้าสีขาวหรือสีชมพู   ( ones แทน shoes )

** oneกับ ones สองคำนี้แทนคำนามทั่วไปค่ะ แต่ถ้าเป็นนามชี้เฉพาะเราใส่ the เข้าไปข้างหน้า one กับ ones ได้เลยค่ะ เป็น the one (แทนนามชี้เฉพาะที่เป็นพหูพจน์) และ the ones (แทนนามชี้เฉพาะที่เป็นเอกพจน์)  

ตัวอย่างประโยคค่ะ

A: Can you get me the book, please?    ช่วยหยิบหนังสือเล่มนั้นให้หน่อยได้มั้ย
B: Which one?        เล่มไหนล่ะ
A: The one on that shelf.           เล่มที่อยู่บนชั้นนั้นน่ะ
A: Can you get me two pens, please?     ช่วยหยิบปากกาให้หน่อยได้มั้ย
B: Which ones?       อันไหนล่ะ
A: The ones in my pencil case.   สองอันที่อยู่ในกระเป๋าดินสอฉันน่ะ

** หลักการใช้ one และ ones

1. one และ ones ใช้กับคำนามนับได้เท่านั้น จะไม่ใช้ one และ ones แทนคำนามที่นับไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องกล่าวซ้ำก็ให้พูดคำนามนั้นซ้ำได้เลย เช่น

  • If you haven’t got whole wheat bread, you can use white bread. (ถูก)
  • If you haven’t got whole wheat bread, you can use white one. (ผิด)

2. one และ ones ถ้าใช้กับ adjective หรือคำคุณศัพท์ ถ้าหากว่าไม่คำนำหน้า เช่น that, this ต้องใส่ article a, an, the

               article (a, an, the) + adjective + one (s)

  •  I’d like one on the table.
    ฉันอยากได้อันที่อยู่บนโต๊ะ
  • I’d like the big one on the table.
    ฉันอยากได้อันใหญ่ๆอันนั้นที่อยู่บนโต๊ะ
 Posted by at 10:01 pm
Nov 112015
 

ใช้ only ยังไงให้ความหมายไม่เพี้ยน

หลายคนยังสับสนกับการใช้ only เพราะไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนในประโยค หลักง่ายๆในการใช้ only คือ “ต้องการขยายคำไหน ให้วาง only ไว้ใกล้ๆกับคำนั้น”

ลองเปรียบเทียบประโยคข้างล่างดูนะคะ

  • Only I hit him in the eye yesterday.
    ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ตีเขาที่ตาเมื่อวานนี้ (ไม่มีคนอื่นทำนอกจากฉัน)
  • I only hit him in the eye yesterday.
    ฉันตีเขาเท่านั้นที่ตาเมื่อวานนี้ (ฉันตีอย่างเดียว ไม่ได้ต่อย ไม่ได้ตบเขา)
  • I hit only him in the eye yesterday.
    ฉันตีแค่เขาเท่านั้นที่ตาเมื่อวานนี้ (ฉันไม่ได้ตีคนอื่นนอกจากเขา)
  • I hit him only in the eye yesterday.
    ฉันตีเขาแค่ด้านในตาเท่านั้นเมื่อวานนี้ (ไม่ได้ตีที่นอกตา ตีด้านในตาเขาเท่านั้น)
  • I hit him in only the eye yesterday.
    ฉันตีเขาที่ตาเท่านั้นเมือวานนี้ (ไม่ได้ตีที่ส่วนอื่นของร่างกาย)
  • I hit him in the eye only yesterday.
    ฉันตีเขาที่ตาแค่เมื่อวานเท่านั้น (วันอื่นไม่ได้ตี)
  • I hit him in the eye yesterday only.
    ฉันตีเขาที่ตาเมื่อวานนี้เท่านั้น (วันอื่นไม่ได้ตี มีความหมายใกล้เคียงกับประโยคด้านบน)

** เห็นมั้ยคะว่าถ้าวางตำแหน่งไม่เหมือนกัน ส่วนที่ไปขยายก็ไม่เหมือนกันแล้ว ฉะนั้นเวลาจะเลือกใช้ก็ระวังนิดนึงนะคะ

เพิ่มเติมนิดนึงคือ ถ้า only อยู่แทรกกลางระหว่าง คำแสดงความเป็นเจ้าของ กับ คำนาม จะแปลว่า “มีเพียงหนึ่ง” เช่น

  • My only child           ลูกเพียงคนเดียวของฉัน
  • His only hope          ความหวังเดียวของเขา
  • Their onlyhouse      บ้านหลังเดียวของพวกเขา

** การใช้ onlyขยายคำนาม + adj. clause
การใช้ only ที่ขยายคำนาม แล้วตามด้วย adjective clause นั้นมีสองกรณีคือ

1. เมื่อ only ทำหน้าที่แยกคำนามนั้นออกจากนามอื่นๆ จะไม่ใส่ comma หน้าและหลัง adjective clause หรือ relative clause และใช้ that เป็น relative pronoun เช่น

  • He is the only student that I saw here.
    เขาเป็นนักเรียนแค่คนเดียว(จากนักเรียนคนอื่นๆ) ที่ฉันเห็นที่นี่

2. ถ้า only ขยายคำนามนั้นเพื่อแสดงว่า มีเพียงหนึ่ง จะใช้ that เป็น relative clause ไม่ได้ และต้องใส่ comma หน้าและหลัง relative clause นั้น เช่น

  • My only child, who works in Bangkok, is going to get married.
    ลูกคนเดียวของฉันที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ กำลังจะแต่งงาน
 Posted by at 9:56 pm