Nov 282013
 

กริยาวิเศษณ์แสดงความถี่ในภาษาอังกฤษ [Adverbs Of Frequency In English]

Adverbs of Frequency คือ กริยาวิเศษณ์แสดงความถี่ โดยเราจะนำ Adverbs of Frequency มาช่วยในการบ่งบอกถึงความบ่อยหรือความถี่ (how often) ของเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งคำเหล่านี้นั้นมีอยู่มากมาย โดยที่มักเห็นได้ทั่วไป นั่นก็คือ

always เป็นประจำ, อย่างสมํ่าเสมอ
often บ่อยๆ
frequently บ่อยๆ
usually โดยปกติ
sometimes บางครั้ง
mostly โดยส่วนใหญ่
normally โดยปกติแล้ว
generally โดยทั่วไป
repeatedly ซ้ำไปซ้ำมา
occasionally ในบางโอกาส
*seldom ไม่ค่อยจะ, นานๆครั้ง
*hardly แทบจะไม่
*barely แทบจะไม่
*rarely แทบจะไม่
*scarcely แทบจะไม่
*never ไม่เคย

*คำว่า seldom, hardly, barely, rarely, scarcely, never เป็นคำที่มีความหมายเป็นเชิงปฏิเสธอยู่แล้ว เราจึงไม่ควรทำให้ประโยคเป็นรูปปฏิเสธอีก เมื่อใช้คำเหล่านี้ เช่น I hardly cook. = ฉันแทบจะไม่เคยทำกับข้าวเลย
และนอกจากคำเหล่านี้ยังมี Adverbs อีกมากมายที่สามารถนำมาใช้ในการบ่งบอกถึงความถี่ได้ เช่น

 

infrequently นานๆที
habitually ทำเป็นประจำจนเป็นนิสัย
chiefly โดยส่วนใหญ่
continuously ติดต่อกัน, เรื่อยๆ
constantly สม่ำเสมอ
commonly โดยทั่วไป
regularly สม่ำเสมอ
sporadically นานๆครั้ง
periodically เป็นบางครั้งบางคราว
intermittently เป็นพักๆ
spasmodically เป็นพักๆ

 

และนอกจากคำเหล่านี้แล้ว ยังกลุ่มคำที่ผสมกันซึ่งสามารถแสดงถึงความถี่ได้ เช่น once a week, twice a day, every year และอื่นๆ

 

ตำแหน่งในการวาง Adverbs of Frequency

1.หากประโยคมี Verb to be เราจะต้องใส่ Adverbs of Frequency ไปหลัง Verb นั้นๆ

 

Verb to be Adverb of Frequency
Anna Is always late
Anna Isn’t usually late

2.หากประโยคมีการใช้ Main Verb จะต้องใส่ Adverbs of Frequency ไปหน้า Verb นั้นๆ

 

Adverb of Frequency Main Verb
Anna always watches a television

 

3. เมื่อใดก็ตามที่ประโยคมี การใช้ Auxiliary Verb (กริยาช่วย) หรือ ประโยคนั้นเป็นประโยคปฏิเสธ เรามักจะใส่ Adverbs of Frequency ไปข้างหลัง Auxiliary Verb นั้นๆ

 

Auxiliary Verb Adverb of Frequency Main Verb
Anna can never come early
Anna doesn’t usually read books
Anna has always cooked  

*เราสามารถเติม Adverbs of Frequency ไปหลัง may, might, can, could และอื่นๆได้ ยกเว้น “have to” และ “used to” Adverb จะต้องอยู่ด้านหน้าเสมอ เช่น I always have to go to a hospital. / I usually used to go trekking.

 

4. หากเป็นประโยคคำถาม ให้เรานำ Adverb of frequency มาวางไว้หน้า Main Verb

 

Adverb of Frequency Main Verb
Do you often stay home?
Have you never been to China?

 

5. เราสามารถวาง Adverbs of Frequency บางตัว ไว้หน้าประโยคได้
Sometimes we sleep in a classroom.
We play football occasionally.

เครดิต : http://www.dek-eng.com
————————————————————————-

YouTube responded to TubePress with an HTTP 410 - No longer available
 Posted by at 3:21 pm
Nov 012013
 
helping-verb

helping verb

# มีคำถามๆมาว่า การเปลี่ยนประโยคให้เป็นประโยคปฏิเสธมีหลักยังไงคะ?  วันนี้เลยขออธิบายหลักการเปลี่ยนประโยคบอกเล่าเป็นปฏิเสธหน่อยนะคะ

  • โดยปกติประโยคปฏิเสธจะมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปตาม tense นะคะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละ tense จะมีกริยาช่วย (helping verb) ไม่เหมือนกัน
  • เหตุผลที่ต้องพูดถึง helping verb ก็เพราะว่า เจ้ากริยาช่วยนี่แหละค่ะที่จะช่วยเราในการเปลี่ยนประโยคบอกเล่าให้เป็นประโยคปฏิเสธ
  • วิธีการก็ง่ายแสนง่ายค่ะ แค่เอา not ไปใส่ไว้หลังกริยาช่วยในประโยคก็สามารถทำให้เป็นประโยคปฏิเสธได้แล้วล่ะค่ะ

กริยาช่วยมีอะไรบ้าง?

กริยาช่วยก็คือ

  • verb to do (do, does, did)
  • verb to have ( have, has, had)
  • verb to be ( is, am, are, was, were)

ลองมาดูตัวอย่างของแต่ละ tense กันเลยค่ะ

  • I go to work by bus every day. ( present simple tense)

ลองสังเกตประโยคนี้นะคะ ประโยค present simple tense บางประโยคจะไม่มี verb ช่วย ให้เราเอา verb to do เข้ามาช่วยทำให้เป็นปฏิเสธนะคะ ก็จะเป็น

  • I do not go to work by bus every day.

present simple tense บางประโยคเช่น

  • They are my friends.

ให้เติม not หลัง are ได้เลยค่ะ เป็น

  • They are not my friends.

ลองดู tense อื่นกันค่ะ Continue reading »

Oct 082013
 

# คำนาม [Noun]
นนี้จะอธิบายถึงหน้าที่ของ คำนาม(parts of speech) ค่ะ คำนามก็คือ คำเรียกแทน คน สัตว์ สิ่งของ ทำไมถึงจำเป็นต้องรู้ หน้าที่ของมัน? ก็เพราะว่า เวลาที่เราเขียนเราจะได้รู้ว่า ตรงตำแหน่งไหนในประโยคที่ สามารถจะเป็นคำนามได้บ้าง มาดูหน้าที่ของ คำนาม กันค่ะ

** ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น

  • The dog is getting angry.
    สุนัขตัวนั้นเริ่มโมโหแล้วนะ (Dog เป็นคำนามและทำหน้าที่เป็น ประธานของประโยค)

แล้วถ้าเราอยากเอา คำกริยา มาเป็นประธานบ้างล่ะ จะต้องทำยังไง วิธีแก้ก็คือ เอาคำกริยาเหล่านั้น เติม ing ซะ หรือ เติม To หน้าคำกริยานั้น มันก็จะเป็นคำ เสมือนคำนาม แล้วล่ะค่ะ เช่น

  • Drinking alcohol is not good for health.

หรือ

  • To drink alcohol is not good for health.

** ทำหน้าที่เป็นกรรม  อันนี้ขอแบ่งย่อยเป็น 2 ข้อนะคะ Continue reading »

 Posted by at 12:25 pm
Oct 072013
 

# “เราจะยิงลูกธนูได้ ก็ต่อเมื่อเราดึงมันไปข้างหลัง เช่นเดียวกัน เมื่อชีวิตฉุดรั้งคุณให้ถอยกลับหลังด้วยกับอุปสรรคต่างๆนาๆ ก็แค่ให้เราคิดว่ามันกำลังจะปล่อยคุณให้พุ่งไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่”

** ขอพูดถึงไวยากรณ์ก่อนนิดนึงนะคะ ^^   สังเกตประโยคนี้นะคะ

  • An arrow can only be shot…

ประโยคนี้เป็นประโยค passive voice ซึ่งก็คือโครงสร้างประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ในภาษาอังกฤษมีการใช้ passive voice บ่อยมากๆเหมือนกัน ในประโยคนี้เราต้องการเน้นให้ลูกธนูเป็นประธาน และลูกธนูจะต้องถูกยิง เพราะมันยิงตัวมันเองไม่ได้ ฉะนั้นเราจะต้องให้มันอยู่ในรูปของ passive voice ค่ะ

ปกติแล้วโครงสร้างของ passive voice โดยทั่วไปก็คือ  Verb to be + V ช่องที่ 3
แต่ในประโยคนี้ใช้ กริยาช่วย (Modal verb) can  โครงสร้าง passive voice ของประโยคที่มี modal verb คือ  Modal verb + be + V ช่อง 3
ประโยคนี้เลยออกมาเป็น

  • An arrow can only be shot…

** อ้อ !! จำไว้นิดนึงค่ะ รูปร่างหน้าตาของประโยค passive voice ในแต่ละ tense นั้น มีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้างเดิมของ tense นั้นๆนะคะ
———————————————————————–
*** ชีวิตคนเราอาจไม่ได้เดินไปข้างหน้าตลอดเวลา อาจมีบางคราวที่จำเป็นต้องหยุดนิ่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถอยกลับมา แต่บททดสอบเหล่านั้นอาจกำลังบอกคุณว่าอีกไม่นานสิ่งดีๆกำลังจะเข้ามาในชีวิต คุณก็ได้ ขอเพียงเราอดทน ไม่ย่อท้อ หมดกำลังใจไปเสียก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า
“ฟ้าหลังฝน ย่อมสวยงามเสมอ”  หรือมีคำกล่าวในภาษาอังกฤษบอกไว้ว่า

  • Every cloud has a silver lining.
    อาจมีลำแสงสีเงินคอยส่องประกายอยู่ในเงาเมฆที่มืดดำก็ได้

เป็นกำลังใจให้ทุกชีวิตผ่านพ้นบททดสอบนะคะ ^^

Aug 162013
 

คำนานคือคำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ความคิด ความรู้สึก ซึ่งมีทั้งนามนับได้(countable) และนามนับไม่ได้(uncountable) เช่น

  • ชื่อ –> Bill Gates, teacher, student, tiger , water
  • สิ่งของ –> boy, sign, table, hill, water, sugar, atom, elephant, book, Excel
  • สถานที่ –> classrom, the internet, city, hill, road, stadium, school,company, Bangkok , Thailand
  • เหตุการณ์ –> revolution, journey, meeting
  • ความรู้สึก –> fear, hate, love
  • ความคิด –> attitude, ability, freedom, concept, development
  • เวลา –> year, minute, millennium

ลักษณะคำที่บ่งบอกว่าเป็นคำนามในประโยค

ตัวอย่างเช่น

  • I have a book. ฉันมีหนังสือหนึ่งเล่ม
  • I have two books. ฉันมีหนังสือสองเล่ม (ทำเป็นรูปพหูพจน์โดยการเติม s ที่ท้ายคำนามที่นับได้)
  • I bought some books.

*** คำนามที่นับไม่ได้จะไม่สามารถนำหน้าด้วย Articles a an the และไม่สามารถเติมs,es ท้ายคำนามนั้นได้ ตัวอย่างเช่น

  • I have water. (ไม่สามารถใช้ Articles a an the นำหน้าคำนาม water ได้)
  • I have some water. (ห้ามเติม s ที่ท้ายคำนามนับไม่ได้ water)
  • I have two cups of walter. (เติม s ที่ท้ายคำนามนับได้ cup เท่านั้น)
 Posted by at 3:01 pm
Aug 142013
 

วิธีการเปลี่ยนนามเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์ [Singular and Plural Nouns]

1. ให้เติม s หลังนามเอกพจน์ทั่วๆไป
book –> books หนังสือ
cat –> cats แมว
hand –> hands มือ
star –> stars ดาว

2. เติม s ได้เลยเมื่อนามนั้นลงท้ายด้วย e

house –> houses บ้าน
face –> faces หน้า
plate –> plates จาน
place –> places สถานที่
size –> sizes ขนาด

3. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย s, ss,sh,ch, x, z เมื่อเป็นพหูพจน์ ให้เติม es

bus –> buses รถประจำทาง
glass –> glasses แก้ว
box –> boxes กล่อง
bush –> bushesพุ่มไม้
bench –> benches ม้านั่ง
buzz –> buzzes เสียงหึ่งๆเหมือนเสียงผึ้ง

ข้อยกเว้น
monarch –> monarchs กษัตริย์ (เพราะ ch ในคำนี้ออกเสียงเป็น ค ไม่ใช่ ช)

4. คำนามที่ลงท้ายด้วย o ให้เติม s
Continue reading »

 Posted by at 11:30 am
Aug 122013
 

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง a กับ the ค่อนข้างสำคัญในการใช้ภาษาอังกฤษนะครับ ทั้งสองคำเป็นคำนำหน้านามเพียงแต่ว่า the เป็นคำนำหน้านามชี้เฉพาะในขณะที่ a เป็นคำนำหน้านามไม่ชี้เฉพาะ

สรุปง่ายๆก็คือ a หมายถึงอันใดอันหนึ่งที่ไม่เฉพาะเจาะจง เหมือนคำว่า สักอัน ส่วน the ก็เฉพาะเจาะจงเหมือน that กับ this คือทั้งผู้ฟังและผู้พูดเข้าใจว่ากำลังพูดถึงสิ่งไหนอยู่ อาจจะเป็นเพราะผู้พูดว่ามาแล้วหรือเพราะมันชัดเจนอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างดีกว่า สมมุติมีทีวีหลายเครื่องอยู่ในห้องสักห้องหนึ่งแต่มีทีวีจอใหญ่แค่เครื่องเดียว ถ้าเราอยากบอกว่า เปิดทีวีจอใหญ่ก็จะพูดว่า Turn on the big screen TV. โดยใช้ the เพราะมีทีวีจอใหญ่เครื่องเดียว ดังนั้นผู้ฟังทุกคนเข้าใจว่าเราพูดถึงเครื่องไหนทั้งๆที่เราไม่ได้บอกก่อนหน้านั้นครับ แต่ถ้าบอกว่า Turn on the TV. ผู้ฟังจะไม่รู้ว่าเครื่องไหนเพราะมีหลายเครื่อง
ส่วน Turn on a TV. ก็จะหมายถึงเปิดทีวีสักเครื่องหนึ่ง

 Posted by at 10:16 pm
Aug 112013
 

Infinitive(Infinitive with to) คือคำกริยาหรือกลุ่มคำกริยาที่อยู่ในรูป simple tense(กริยาช่องที่1) ที่มี to นำหน้า [to + verb/verb phrase] เช่น to go(จะไป), to do(จะทำ), to make(เพื่อจะทำ), to watch(จะดู), to see(จะมอง), to learn(จะเรียนรู้), to play(จะเล่น)

เรามาทำความเข้าใจ Infinitive จากคลิปวีดีโอกันดูนะครับ
infinitives in English (An American English teacher explains how infinitives are used.)

*** to เป็นได้ทั้งส่วนประกอบของ the infinitive และส่วนประกอบของกลุ่มคำบุพบท(preprositional phrase) เช่น
I want to talk to you. (to talk=infinitive, to you = preposition)
I need to go. (to go = infinitive)
I need to go to the store.
I walked to work. (to work = preposition))

——————————————–
การใช้ในรูป Passive Infinitives (การใช้ Verb to be ในรูปของกริยาช่วย กับกริยาช่องที่3 จะสื่อความหมายว่าถูกกระทำหรือที่เรียกว่า passive voice) Continue reading »

 Posted by at 5:02 pm
Aug 112013
 

EIGHT PARTS OF SPEECH ( www.321grammar.com)

parts of speech คือ ชนิดของคำต่างๆในภาษาอังกฤษซึ่งมีหน้าที่และตำแหน่งที่แตกต่างกันไปในประโยค แบ่งออกได้เป็น

1. คำนาม (noun) คือคำที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆ เช่น ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ นับได้และนับไม่ได้ เช่น teacher, bird, pen, child, elephant, computer, love, idea, happiness, taste, team, army, committee เป็นต้น

2. คำสรรพนาม (pronoun) คือคือคำที่ใช้แทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงที่ซ้ำซาก เช่น I, you, we, he , she ,it, they, myself, all, some, any, somebody, something, someone, Who, Which, What เป็นต้น

3. คำกริยา (verb) คือคำบอกอาการหรือการกระทำ(action) หรือความมีอยู่เป็นอยู่ (being) เช่น run, buy, walk, hit, eat เป็นต้น Continue reading »

 Posted by at 11:09 am
Aug 092013
 

1. การใช้ Do, Does (english4shared)

2. การใช้ did (english4shared)

3. การใช้ Do, Does, Did, Don’t, Doesn’t, Didn’t (http://www.engvid.com/)

การใช้ Do,Does
I,you,we,they ใช้กับ Do
He,she,it,the boy,a cat (เอกพจน์บุรุษที่ 3) ใช้กับ Does
—————————————-­——————–

1. การใช้ Do, Does ให้เป็นกริยาแท้ของประโยค
I do my home work.
He does his home work.

2. การใช้ Do, Does ในหน้าที่ของกริยาช่วย เพื่อให้ประโยคนั้นเป็นประโยคปฎิเสธหรือประโยคคำถาม
2.1 I love him.
==> เปลี่ยนเป็นประโยคปฎิเสธ
I do not love him./I don’t love him.
==> เปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม
Do I love him? (Yes,I do.)
—————————————-­——————– Continue reading »

 Posted by at 5:17 pm