Jul 142015
 

การบอกความสามารถในภาษาอังกฤษ (การใช้ can, could, to be able to)

การบอกความสามารถในภาษาอังกฤษที่เห็นจะใช้กันบ่อยๆก็คือ can, could และ to be able to ค่ะ สามตัวนี้สามารถใช้แทนกันได้ในบางกรณี และในบางสถานการณ์ก็ใช้แทนกันไม่ได้ ถ้าจะพูดถึงความสามารถทั่วๆไปในปัจจุบัน ก็ใช้ can โดยที่ can + V1 ถ้าเป็นปฏิเสธก็ใช้ cannot หรือ can’t แต่ถ้าเป็นความสามารถทั่วๆไปในอดีต ก็ใช้ could + V1 ถ้าเป็นปฏิเสธก็ใช้ could not หรือ couldn’t เช่น

  • He can drive a car.
  • She can’t live alone.
  • I could sing French songs when I was in high school.
  • My children couldn’t swim until they were five.

To be able to สามารถนำมาใช้แทน can หรือ could ได้ในการพูดถึงความสามารถทั่วๆไปเช่นนี้ได้ เช่น

  • He is able to juggle the ball very well.
  • They are able to row the boat cross the river.

แต่ในประโยคที่เป็น future tense, perfect tense หรือ infinitive เราไม่สามารถใช้ can ได้ จึงต้องใช้ to be able to แทน เพราะเราไม่สามารถพูดว่า I will can call you tonight. ได้ (เพราะกริยาช่วยสองตัวมันจะอยู่ด้วยกันไม่ได้) จึงต้องพูดว่า I will be able to call you tonight. หรือตัวอย่างอื่นๆเช่น

  • I haven’t been able to get much work done today.
  • I want to be able to speak four languages.

ในประโยค passive voice เราสามารถใช้ได้ทั้ง can, could และ be able to เช่น

  • The car can’t be fixed within two days.
  • The room is able to be painted today.

ในบางสถานการณ์ที่เป็นอดีต เราไม่สามารถใช้ could ได้ แต่จะใช้ was/were able to แทน คือเหตุการณ์ที่เราต้องการสื่อว่าเราสามารถทำอะไรสำเร็จได้ในอดีต เช่น

  • Joshua was able to win the gold medal at the Olympic Games.
  • Samantha and Maria were able to enter the Top Ten university in America.

ในสถานการณ์นี้ถ้าเราใช้ could มันจะแปลว่าเราสามารถทำสิ่งนี้ได้ ซึ่งอาจจะได้ทำหรือไม่ได้ทำก็ได้ แต่ในกรณีนี้ได้ทำไปแล้วและสามารถทำได้แล้วจึงใช้ to be able to แทน

*** ขอเพิ่มเติมในกรณีที่ can กับ could สามารถใช้ในการขอร้องหรือการขออนุญาต ในกรณีนี้ไม่สามารถใช้ to be able to แทนได้ เช่น

  • Can you pass me the salt?         ช่วยส่งเกลือมาให้หน่อยได้มั้ย

เราไม่สามารถพูดว่า

  • Are you able to pass me the salt?

เพราะจะเป็นการถามถึงความสามารถซะมากกว่าประมาณว่ามีความสามารถในการส่งเกลือมาได้มั้ย ซึ่งมันก็จะไม่ใช่การขอร้อง

จบเรื่องการพูดเรื่องความสามารถในภาษาอังกฤษค่ะ ดูเหมือนจะใช้ง่ายๆ แต่ถ้าลงรายละเอียดลึกลงไปนี่ก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน   ลองฝึกใช้ดูค่ะ ^^

 Posted by at 9:32 am
Jul 132015
 

Subject and Object Question

เรียนภาษาอังกฤษก็วนเวียนอยู่แต่กับ Subject ไม่ก็ Object นี่แหละค่ะ เพราะประโยคมันก็ประกอบไปด้วย Subject คือผู้กระทำกริยา หรือบางประโยคก็จะมี Object ผู้ถูกกระทำ หรือ Subject เป็นผู้ถูกกระทำซะเองซึ่งก็คือ โครงสร้างประโยคแบบ Passive voice นั่นเองค่ะ แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ Subject and Object Question เป็นประโยคคำถามด้วยกันทั้งคู่! แต่มันต่างกันอย่างไร มาดูกันเลยค่ะ

1. Subject Questions คือ ประโยคคำถามที่ Question words (what, who, where, when, etc.) ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค หรือถ้าจะให้พูดง่ายกว่านั้นคือ คำถามนี้ต้องการถามหาประธานที่กระทำกริยา โครงสร้างประโยคของมันก็ง่ายๆ ใช้ question words ที่เราต้องการถาม แล้วตามด้วย verb ได้เลย ง่ายมั้ย!! เช่น

  • Who ate my cake in the fridge? / Babara did.
    ใครกินเค้กฉัน / บาบาร่ากิน

( ถามหาคนกินเค้ก ซึ่งคือผู้กระทำกริยา จึงเป็นประธานในประโยค)

  • Who is playing the piano? It’s awesome!
    ใครเล่นเปียโนน่ะ อย่างเพราะเลย!
  • What brings you here?
    ลมอะไรหอบมานี่ได้?

2. Object Questions คือ ประโยคคำถามที่ Question words ทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยค ซึ่งโครงสร้างประโยคจะแตกต่างจากแบบแรกเพราะต้องใส่ตัวช่วยนั่นคือ (is, am, are, was, were, do, does, did, has, have, had, modal verbs) โดยกริยาช่วยเหล่านี้มันจะไปแทรกอยู่หน้าประธานค่ะ เช่น

  • Where have you been?
    เธอไปอยู่ที่ไหนมา
  • What are you listening to?
    คุณกำลังฟังอะไร
  • Who did you see on the beach last night?
    เมื่อคืนเธอเห็นใครที่ชายหาด
  • What should I do to quit smoking?
    ฉันควรจะทำยังไงดีที่จะเลิกบุหรี่

** เพิ่มเติมหลักการใช้กริยาช่วย do, does, did นิดนึงว่า ถ้ามีกริยาช่วยในกลุ่มนี้ปุ๊บ กริยาแท้ในประโยคไม่ว่ามันจะเพิ่มออปชั่นอะไรเข้าไป เช่น เติม s/es หรือ เติม ed/V2 อยู่ให้มันกลับมาเป็น Verb1 หรือ based form ธรรมดาได้เลย

และกฎเหล็กที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ในประโยคเดียวกันกริยาช่วยจะใช้ซ้ำซ้อนกันไม่ได้ มีช่วยแล้วก็ยังจะมาช่วยอีก อันนี้ไม่ได้เด็ดขาด! เช่น ในประโยค present continuous tense มีกริยาช่วยคือ is, am, are อยู่แล้ว ไม่ต้องไปใส่ do หรือ does เข้าไปอีก เช่น

  • Where are you going?
    ไม่ใช่             Where do are you going?      X
  • What sport can you play?
    ไม่ใช่             What sport do you can play?   X

ฉะนั้นจำไว้ว่า ถ้ามีกริยาช่วยในประโยคให้มีตัวเดียวพอค่ะ ไม่ต้องไปใส่ซ้ำซ้อนนะคะ ^^

 Posted by at 1:27 pm
Jun 272015
 

การใช้ Future perfect tense
Future perfect tense เป็น tense ที่ไม่ค่อยได้เจอสักเท่าไหร่ ถ้าพูดถึง future tense ก็มักจะรู้จักแต่ future simple tense แต่สำหรับ future perfect tense นั้นถึงแม้จะไม่ค่อยได้ขุดมาพูดซักเท่าไหร่ แต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหลาย

โครงสร้างของ future perfect tense คือ

Subject + will + have + V3

เช่น

  • She will have studied English course for 1 year next week.
    เธอจะเรียนภาษาอังกฤษมาครบปีนึงแล้วในสัปดาห์หน้านี้

วิธีการใช้ Future perfect tense แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในอนาคต มักมีตัวบอกเวลาในอนาคตกำกับ เช่น

  • I’ll have been ready for our trip at 7 a.m. tomorrow.
    พรุ่งนี้ตอนเจ็ดโมงเช้า ฉันก็คงจะพร้อมสำหรับไปเที่ยวแล้ว

(หมายความว่า พรุ่งนี้เวลาเจ็ดโมง ฉันจะพร้อมออกเดินทางแล้วเพราะเตรียมตัวเสร็จแล้ว ถ้าจะมารับก็มารับเวลานั้นได้เลย)

  • Tomorrow morning, we will have finished our project.
    พรุ่งนี้เช้าเราก็จะทำโครงการของเราเสร็จแล้ว

(หมายความว่า พรุ่งนี้เช้าก็จะเป็นเวลาที่โครงการของเราเสร็จสมบูรณ์พอดี พร้อมส่งมอบ)

  • I think my students won’t have finished their assignments by Friday.
    ฉันคิดว่านักเรียนคงจะยังทำงานไม่เสร็จภายในวันศุกร์แน่

2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์   เหตุการณ์ที่จะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตใช้ future perfect อีกเหตุการณ์หนึ่งใช้ present simple เช่น

  • The children will have woken up when we arrive.
    เด็กก็คงจะตื่นกันแล้วตอนเราไปถึง
  • I will have finished my call when the train comes.
    ฉันก็คงจะโทรเสร็จไปแล้วตอนที่รถไฟมา

ลองเทียบความแตกต่างระหว่าง future perfect กับ present perfect จากสองประโยคนี้ค่ะ

  • I will have worked here for two years next month.
  • I have worked here for two years.

ประโยคแรกเป็น future perfect หมายถึงว่า ฉันจะทำงานที่นี่ครบสองปีในเดือนหน้า ซึ่ง ณ เวลาที่พูดนั้นยังไม่ครบสองปี
แต่ประโยคที่สองเป็น present perfect หมายถึง ฉันทำงานที่นี่มาสองปีแล้ว ซึ่ง ณ เวลาที่พูดก็ครบสองปีพอดี

และถ้าลองเทียบความแตกต่างระหว่าง future continuous กับ future perfect ลองดูสองประโยคนี้ค่ะ

  • I will be eating breakfast when you arrive.
  • I will have eaten breakfast when you arrive.

ประโยคแรกเป็น future continuous หมายถึง ฉันจะกำลังกินอาหารเช้าอยู่ตอนที่คุณมาถึง ซึ่งถ้าคุณมารับตอนนั้นก็ต้องรอให้ฉันกินข้าวเสร็จก่อน
แต่ประโยคที่สองเป็น future perfect หมายถึง ฉันจะกินข้าวเช้าเสร็จแล้วตอนที่คุณมาถึง นั่นหมายความว่า ถ้าคุณมารับตอนนั้นฉันก็พร้อมออกไปกับคุณได้เลยเพราะกินข้าวเสร็จแล้ว

 Posted by at 9:43 pm
Jun 272015
 

Active and Passive voice (2)

ประโยค Passive voice มีครบทั้ง 12 tense ซึ่งแต่ละ tense ก็จะมีรูปร่างหน้าตาโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไป โดยมีการปรับจาก โครงสร้างหลักของ passive voice คือ

                    S + Verb to be + V3

โครงสร้าง passive voice ในแต่ละ tense มีดังนี้ค่ะ

1. Present simple tense

Active :        S + V1
Passive :      S + is / am / are + V3

ตัวอย่างเช่น

Active :        Sarah cooks dinner.
Passive :       Dinner is cooked by Sarah.

2. Present continuous tense

Active :        S + V. to be + Ving
Passive :      S + is / am / are + being + V3

ตัวอย่างเช่น
Active :        Sarah is cooking dinner.
Passive :       Dinner is being cooked by Sarah.

3. Present perfect tense

Active :        S + have / has + V3
Passive :      S + have / has + been + V3

ตัวอย่างเช่น
Active :        Sarah has cooked dinner.
Passive :       Dinner has been cooked by Sarah.

4. Present perfect continuous tense

Active :        S + have / has + been + Ving
Passive :      S + have / has + been + being + V3

ตัวอย่างเช่น

Active :        Sarah has been cooking dinner.
Passive :       Dinner has been being cooked by Sarah.

5. Past simple tense

Active :        S + V2
Passive :      S + was / were + V3

ตัวอย่างเช่น    Continue reading »

 Posted by at 9:30 pm
Jun 252015
 

Active and Passive voice (1)

ในภาษาอังกฤษ รูปประโยคที่ทำเอาคนเรียนมึนเอามากๆเห็นจะเป็น ประโยค passive voice เพราะในภาษาไทยมันไม่มีโครงสร้างประโยคแบบนี้ ในภาษาอังกฤษจะมีโครงสร้างประโยค 2 รูปแบบด้วยกันคือ

1. Active voice คือ ประโยคที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา ซึ่งก็คือประโยคที่เราถูกสอนกันมาตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เช่น

  • Johan is drinking coffee.
    โจฮันกำลังดื่มกาแฟ   (โจฮัน เป็นผู้กระทำกริยา ดื่ม )
  • Jack and Thomas always go to school together.
    แจ๊คและโธมัสไปโรงเรียนด้วยกันเสมอ  (แจ๊คกับโธมัส ซึ่งเป็นประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)

2. Passive voice คือ ประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งในภาษาไทยเราไม่เคยพูดว่า ฉันถูกบอก ฉันถูกถาม บ้านถูกกวาด นี่คือความยากของ passive voice ที่ทำให้เราสับสน ตัวอย่างเช่น

  • My room was cleaned by my mom.
    ห้องของฉันถูกทำความสะอาดโดยแม่ หรือ ถ้าแปลในความหมายที่เป็นธรรมชาติคือ แม่ทำความสะอาดห้องของฉัน
  • The ceremony was held by Ministry of Commerce.
    พิธีจัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ (ประธาน the ceremony ถูกกระทำ)

ประโยคแบบ passive voice จะสลับเอากรรมขึ้นมาเป็นประธานของประโยค เพื่อบอกว่าสิ่งนี้ถูกกระทำ

ทำไมต้องใช้ passive voice?

เหตุผลที่ใช้ passive voice ประการแรกเลยคือต้องการเน้นประธานที่ถูกกระทำ แต่ไม่ต้องการเน้นผู้กระทำ   อีกเหตุผลหนึ่งคือไม่คนที่กระทำอย่างแน่ชัดว่าใครทำ จึงต้องเอากรรมมาเป็นประธาน

Passive voice นั้นมีได้ทุก tense ครบทั้ง 12 tense เลย แต่รูปร่างหน้าตาของโครงสร้าง passive voice ในแต่ละ tense จะแตกต่างกันออกไป แต่โครงสร้างหลักๆ ของ passive voice คือ

                              S + Verb to be + V3 (by…)

วิธีการเปลี่ยนประโยคจาก active voice เป็น passive voice มีดังนี้

1. ประโยคที่มีกรรมตัวเดียว

  • เอากรรม ย้าย มาเป็นประธาน
  • เลือกใช้ Verb to be ให้ถูกต้อง
  • กริยาแท้ให้เปลี่ยนเป็น V3
  • เอาประธาน หรือผู้กระทำไปไว้หลัง by (กรณีที่จะใส่ผู้กระทำ) เช่น

                    Active: A snake did not bite her.
                    Passive: She was not bitten by a snake.

2. ประโยคที่มีกรรม 2 ตัว

กรรมตรง (Direct Object)    = สิ่งของ     และ
กรรมรอง (Indirect Object) =   คน

เมื่อมี กรรม 2 ตัว เวลาเปลี่ยนเป็น passive voice นิยมเอา “คน” เป็นประธาน แต่ถ้าเอา “สิ่งของ” เป็นประธานก็ได้ แต่ต้องใส่บุพบท to หน้า “คน” เช่น

                    Active: Dome gives me a flower.
                    Passive: I am given a flower by Dome. หรือ  A flower is given to me by Dome.

ในบางครั้งเวลาอ่านเนื้อเรื่อง ถ้าเราแยกโครงสร้าง passive voice ไม่ได้ แล้วแปลประโยคนั้นๆแบบ active voice จะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไป   ติดตามโครงสร้างของ passive voice ในแต่ละ tense ได้ในตอนที่ 2 ค่ะ

 Posted by at 10:20 pm
Jun 242015
 

การใช้ modal verb + have

รูปประโยคที่เป็น modal verb + have +V3 นั้นดูเหมือนมันจะคล้ายๆกับ perfect tense เลยคิดไปว่ามันน่าจะใช้เหมือนกับ perfect tense กันล่ะสิใช่มั้ย แต่เปล่าเลย!! มันใช้ต่างกันค่ะ   มาดูกันสิว่าประโยคที่ว่านี้มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร

1. could have + V3
2. would have + V3
3. should have + V3
4. must have + V3

1. การใช้ could have + V3 ใช้เพื่อบอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในอดีต เพียงแต่เพื่อจะบอกว่าถ้าเราอยากให้เกิดขึ้น เราก็สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพียงแต่เราเลือกที่จะไม่ทำ เช่น

  • He could have graduated from high school if he tried harder.
    เขาสามารถจะเรียนจบม.ปลายได้ถ้าเขาพยายามมากกว่านี้
  • I could have fired you but I don’t want to.
    ฉันสามารถที่จะไล่คุณออกได้แต่ก็ไม่อยากที่จะทำแบบนั้น

2. การใช้ should have + V3 ใช้เพื่อบอกเหตุการณ์ในอดีตว่าควรจะเกิดขึ้นหรือน่าจะเกิดขึ้นแต่ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น

  • I should have brought an umbrella with me.
    (ฉันน่าจะเอาร่มมาด้วย) แต่ไม่ได้เอามา และตอนนั้นฝนอาจจะตกหนัก
  • You shouldn’t have said like that.
    คุณไม่น่าจะพูดอย่างนั้นเลย

3. การใช้ would have + V3 ใช้เมื่อต้องการบอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในอดีต แต่เกือบจะเกิดขึ้นแล้วถ้าไม่เพราะสาเหตุบางอย่าง ซึ่งต่างกับ could have ตรงที่มันไม่เกิดขึ้นก็เพราะเราเลือกที่จะไม่ทำให้มันเกิดขึ้น เช่น

  • Tony would have punched that guy. He is so rude.
    โทนี่เกือบจะได้ต่อยผู้ชายคนนั้นซะแล้ว เขาหยาบคายเอามากๆ

4. การใช้ must have + V3 ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เราเชื่อมั่นว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน เพราะอาจจะมีหลักฐานบางอย่างหรือข้อมูลบางอย่างที่ทำให้เราเชื่อเช่นนั้น เช่น

  • They must have gone home already. Nobody is there.
    พวกเราต้องกลับบ้านไปแล้วแน่ๆ ไม่มีใครอยู่เลย
  • He must have lost the game. He looks tired.
    เขาต้องแพ้เกมนี้แน่ๆเลย เขาดูเหนื่อยๆ

Modal verb ที่ต่างกันก็ให้ความหมายที่ต่างกันออกไป แรกๆอาจจะใช้ไม่คล่อง แต่ถ้าฝึกบ่อยๆจนชินก็จะคล่องขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

 Posted by at 9:55 pm
Jun 232015
 

การใช้ ’s ในกรณีต่างๆ
เหมือนจะง่ายๆนะคะ การใช้ apostrophe s ( ’s ) เนี่ย แต่พอไปเจอหลายๆแบบเข้าก็ชักจะมึนอยู่เหมือนกัน มาดูกันสิว่า apostrophe s ( ‘s ) ตัวเดียวตัวเนี้ย มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

1. ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น

  • That is Elena’s pencil box.
    นั่นมันกล่องดินสอของเอเลน่า
  • These new trainers are Mario’s.
    รองเท้ากีฬาใหม่คู่นี้เป็นของมาริโอ้

** หลัง ‘s มักจะเป็นคำนาม เพื่อบอกว่าสิ่งของนี้เป็นของใคร

2. ใช้เป็นรูปย่อของกริยาช่วย is และ has เช่น

  • It’s really hot these days.  ย่อมาจาก It is really hot these days.
  • She’s been here for a while. ย่อมาจาก She has been here for a while.
  • He’s got two big houses. ย่อมาจาก He has got two big houses.

** ปัญหาคือ จะแยกอย่างไรว่าเป็น is หรือ has วิธีการดูก็คือ คำที่ตามหลัง ‘s ที่เป็น is มักจะเป็น

is + คำนาม
is + คำคุณศัพท์
is + Ving (present continuous tense)
is + V3 ที่มีความหมายเป็น passive voice

ส่วน has มักจะตามหลังด้วย

has + V3   (Present perfect tense)
has + been + Ving (Present perfect continuous tense)
has + got (ในความหมายว่า มี )

3. ใช้ ‘s เมื่อต้องการให้คำนามจำพวก ตัวอักษร อักษรย่อ หรือตัวเลข เป็นพหูพจน์ เช่น ต้องการบอกว่า มี A หลายตัว ก็จะเขียนว่า A’s   มี เลข 5 หลายตัวก็คือ 5’s แต่ในบางกรณีเช่น มีอักษรหลายๆตัว เขาจะเติม s ไปเลยก็มี คือ ABCs

4. ใส่ไว้หลังปี ค.ศ. เช่น

70’s หรือ ยุค 70 คือปี 1961-1970
90’s หรือ ยุค 90 คือปี 1981-1990
1990’s     1980’s

หรือบางคนจะใส่ s อย่างเดียวแต่ไม่ใส่ apostrophe ก็ได้เช่นกันค่ะ

ดูไปดูมา การใช้ apostrophe s (‘s) ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆซะแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องแยกระหว่าง การแสดงความเป็นเจ้าของหรือการเป็นรูปย่อของกริยาช่วย เราจะใช้คล่องก็ต่อเมื่อเราใช้บ่อยๆค่ะ ^^

 Posted by at 9:49 pm
Jun 232015
 

Direct and Indirect Speech (2)
ในตอนที่ 1 ได้พูดเกี่ยวกับ direct speech และการเปลี่ยนประโยคบอกเล่าและปฏิเสธของ direct speech เป็น indirect speech  ในตอนที่ 2 นี้เราจะมาต่อกันที่ การเปลี่ยนเป็น indirect speech ในประโยคคำถามและประโยคคำสั่งและขอร้อง

หลักการเปลี่ยนประโยคคำถามเป็น indirect speech

ในการเปลี่ยนประโยคคำถามจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ประโยคคำถามที่เป็น Yes/No question

ในประโยคคำถามเราจะไม่ใช้กริยาในประโยคหลักเป็น say/said แล้ว แต่จะใช้เป็น ask, inquire, want to know หรือ wonder แทน ส่วน Tense ก็จะมีการเปลี่ยนเช่นเดียวกับประโยคบอกเล่า

ในประโยคคำถามจะใช้ if, whether, whether…or not หรือ whether or not ในการเชื่อมประโยคแทน และจะไม่ใส่เครื่องหมาย ? ท้ายประโยค รูปประโยคจึงมีหน้าตาเหมือนกับประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่มีความหมายเป็นคำถาม ตัวอย่างเช่น

  • The reporter asked if his union had agreed the new pay deal.
  • Sarah wanted to know that whether the Minister had answered her questions or not.
  • He wondered if that soup tasted good.

2. ประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Wh-question
คำกริยาหลักในประโยคยังคงเหมือนกับแบบ Yes/No question เพียงแต่ใช้คำแสดงคำถามหรือ Wh-question words เข้ามาเชื่อมประโยคแทน และการเรียงลำดับคำในประโยคจะเรียงเหมือนกับประโยคบอกเล่า (ประธาน + (กริยาช่วย) + กริยา + กรรม) จะไม่เหมือนการเรียงประโยคคำถาม ( Wh-words + กริยาช่วย + ประธาน + กริยา) เช่น

Direct speech :   He said to me, “Where is my bag?”
Indirect speech : He asked where his bag was.

Direct Speech:   She said to him, “How did you make it?”
Indirect Speech: She asked him how he had done it.

หลักในการเปลี่ยนประโยคคำสั่ง อนุญาต เสนอแนะ และขอร้องเป็น Indirect speech

หลักในการเปลี่ยนก็จะมีการเปลี่ยน tense เช่นเดียวกัน แต่คำกริยาหลักในประโยคจะเปลี่ยนเป็นกริยาดังต่อไปนี้

ask (ร้องขอ)             command (สั่ง)                 order (สั่ง)
advice (แนะนำ)       propose (แนะนำ)              warn (เตือน)
forbid (สั่งห้าม)

เราจะใช้ to + V1 ในการขอร้อง แนะนำ บอก หรือ สั่งให้ทำ ถ้าเป็นปฏิเสธให้ใช้
not to + V1  อีกประการหนึ่งก็คือถ้าประโยค Direct Speech นั้นไม่มีกรรม ให้เติมกรรมลงไปในประโยค Indirect Speech ด้วย และถ้าหากมีคำว่า “please” ในประโยค Direct Speech ให้ตัดทิ้งด้วยเช่นกัน เช่น

Direct Speech:   He asked, “Please let me go to the party.”
Indirect Speech: He asked me to let her go to the party.

Direct Speech:   Doctor advised, “Don’t smoke”
Indirect Speech: Doctor advised me not to smoke.

ครบถ้วนกระบวนความการรายงานคำพูดหรือข้อความแล้วค่ะ กฎระเบียบเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าเราจับประเด็นได้ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ ^^

 Posted by at 9:31 pm
Jun 212015
 

Direct and Indirect Speech (1)

ในบางครั้ง เราอาจจะต้องยกคำพูดของคนอื่นขึ้นมาพูด ซึ่งการพูดในลักษณะนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ   Direct speech   และ Indirect speech

1. Direct speech – คือ การยกเอาคำพูดคนอื่นมาพูดแบบตรงๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้างของประโยคแต่อย่างใด ประโยคแบบนี้จะมีตัวช่วยตัวหนึ่งคือ เครื่องหมาย Quotation mark หน้าตาเป็นแบบนี้ “……” ตัวอย่างเช่น

  • Emma said, “I will wash all the dishes.”

หรือสลับตำแหน่งกันก็ได้    “ I will wash all the dishes,” Emma said.

** ข้อสังเกตก็คือ หลังประโยคหลักจะคั่นด้วย comma เสมอ และประโยคในเครื่องหมาย quotation mark จะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ แต่ในประโยคตัวอย่างที่สองถ้าเอาประโยคที่เป็นคำพูดไว้ด้านหน้าและใส่ชื่อคนพูดไว้ด้านหลัง เวลาที่จบประโยคในเครื่องหมายคำพูดให้ใส่ comma แล้วค่อยปิดท้ายด้วย quotation mark แล้วจึงใส่ชื่อคนพูด ตบท้าย

2. Indirect speech – คือ การยกเอาคำพูดของผู้อื่นขึ้นมาพูด ลักษณะเหมือนเป็นการรายงานหรือปรับรูปประโยคให้เป็นเหมือนคำพูดของผู้เล่าเอง ในลักษณะนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประโยคเดิม   Indirect speech แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

2.1 Indirect speech – statement คือการรายงานประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ
2.2 Indirect speech – commands, requests and suggestions คือ การรายงานประโยคที่เป็นประโยคขอร้อง ประโยคคำสั่ง หรือ ขออนุญาต
2.3 Indirect speech – question คือการรายงานประโยคที่เป็นคำถาม

หลักการเปลี่ยน Indirect speech – statement Continue reading »

 Posted by at 9:53 pm
Jun 212015
 

Indefinite Pronoun (สรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะ)

Indefinite Pronoun คือ คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง โดยแทนคำนามทั่วๆไป โดยไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครหรือเป็นคนไหน Indefinite pronoun บางคำใช้อย่างเอกพจน์ บางคำใช้อย่างพหูพจน์ ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. Indefinite Pronoun ที่ใช้เป็นเอกพจน์เสมอ เช่น

Everyone                Everybody               Everything
Someone                Somebody               Something
No one                    Nobody                   Nothing
Anyone                   Anybody                 Anything
Each                       Either                     Neither

สรรพนามเหล่านี้เมื่อใช้อย่างเอกพจน์ ดังนั้นกริยาที่ใช้กับสรรพนามเหล่านี้ก็ต้องเป็นเอกพจน์ด้วย เช่น

  • Nobody is home.
    ไม่มีใครอยู่บ้านเลย

(** การใช้ No one , Nobody และ Nothing เนื่องจากว่ามันมีความหมายเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว ดังนั้นประโยคจึงเป็นบอกเล่า ไม่ต้องเป็นปฏิเสธอีก เพราะมันจะให้ความหมายที่เป็นปฏิเสธ ซ้ำซ้อน เช่น ถ้าเราเขียนว่า Nobody isn’t home. แปลว่า ไม่มีใครไม่อยู่บ้าน ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันกับประโยค Everybody is home. ทุกคนอยู่บ้าน)

  • Someone is knocking the door.
    มีใครบางคนกำลังเคาะประตู
  • Everything seems to be fine so far.
    จนถึงตอนนี้ทุกอย่างก็ยังปกติดีอยู่
  • Each player has five cards.
    ผู้เล่นแต่ละคนจะได้การ์ด 5 ใบ

ในกลุ่มของคำที่ลงท้ายด้วย -one, -body และ –thing เราสามารถใส่ else ต่อท้าย โดยจะหมายถึง คนอื่นๆ หรือ สิ่งอื่นๆ เช่น

  • Do you want anything else?
    คุณต้องการอะไรอย่างอื่นอีกมั้ย
  • No one else can love you like I do.
    ไม่มีใครคนอื่นที่จะรักเธอได้อย่างฉันอีกแล้ว

2. Indefinite Pronoun ที่ใช้อย่างพหูพจน์เสมอ เช่น Both,  Few, Many,  Several

  • Both are great work.
    ทั้งสองอันเป็นผลงานที่เยี่ยมยอดทั้งคู่
  • Few attend the meeting.
    มีไม่กี่คนที่เข้าร่วมประชุม
  • Several problems are already solved.
    หลายๆปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว

3. Indefinite Pronoun บางคำเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้แทนคำนามอะไร เช่น  All, Some,  None

  • I have three houses. All are in America.
  • Some of this money is yours.
 Posted by at 8:59 pm