May 162018
 

ประธานชวนงง!!  ใช้กับกริยาผิดทุกที

มาดูกันค่ะว่าประธานของประโยคตัวไหนบ้างที่ชวนงง พาสับสน เพราะใช้กับกริยาทีไรก็ใช้ผิดทุกที ในภาษาอังกฤษประธานกับกริยาต้องใช้ให้สอดคล้องกัน  บางตัวคิดว่าน่าจะเป็นเอกพจน์ แต่ก็ใช้กับกริยาเอกพจน์ไม่ได้

ตัวแรกเลยคือประธานตระกูลที่ขึ้นต้นด้วย every- , any-, no-, some  ไม่ว่าจะเป็น everyone, everybody, everything, anyone, anybody, anything, no one, nobody, nothing,  someone, somebody และ something  ประธานในตระกูลนี้จะต้องตามด้วย กริยาเอกพจน์เท่านั้น  ที่สับสนกันคือคำว่า everyone  everybody   everything  บางคนอาจจะคิดว่า ทุกคน หรือ ทุกสิ่งมันก็ต้องมีมากกว่าหนึ่ง แต่ฝรั่งเค้านับ “ทุกคน หรือ ทุกอย่าง” แยกชิ้นกันค่ะ  และ something มันก็แปลว่า บางสิ่งบางอย่าง ซึ่งมันก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งอย่าง  แต่นั่นแหละค่ะ ถ้าคิดแบบนั้นก็จะทำให้เราใช้กริยาผิดไปด้วย  มาดูตัวอย่างการใช้ค่ะ

  • Everyone likes chocolate.           ทุกคนชอบช้อคโกแลต

ในกรณีของ every เมื่อนำไปขยายคำนามใดๆ ก็จะต้องใช้กับกริยาเอกพจน์เสมอนะคะ  เช่น

  • Every room has to be cleaned.    ทุกห้องจะต้องได้รับการทำความสะอาด
  • No one is perfect.                      ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ
  • There isn’t anybody here.           ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย
  • There is something wrong                    มีบางอย่างผิดพลาด

ตัวที่สองคือการใช้ each แปลว่า แต่ละ    ก็ใช้กับกริยาเอกพจน์เหมือนกัน แต่ในการเขียน each อาจเขียนได้หลายแบบดังนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 2:18 pm
May 162018
 

เจาะลึกการใช้ which กับ that ในประโยค relative clause

ในประโยค relative clause หรือประโยคย่อยที่ขยายคำนาม จะมี which และ that เป็นตัวเชื่อม ซึ่งจะเชื่อมคำนามกับส่วนขยายเข้าด้วยกัน โดยเชื่อมคำนามที่เป็นสัตว์หรือสิ่งของ ถึงแม้ว่า which กับ that จะใช้แทนกันได้ แต่ทั้งสองคำนี้ก็ไม่สามารถใช้แทนกันได้ในทุกกรณีนะคะ ลองมาดูตัวอย่างประโยคที่ใช้ which กับ that กันก่อนค่ะ

  • Can you get me the shoes which have to be fixed?
  • Can you get me the shoes that have to be fixed?

สองประโยคนี้ สามารถใช้ which หรือ that แทนกันได้

แต่ประโยคข้างล่างนี้ใช้แทนกันไม่ได้ค่ะ

  • Have you ever tried food at Rio’s Restaurant, which is a Brazilian restaurant?

ทำไมประโยคนี้ถึงแทนด้วย that ไม่ได้  ลองสังเกตสองประโยคด้านบน กับประโยคนี้นะคะ  คำนาม shoes ที่ relative clause มาขยายเป็นคำนามทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง  แต่ คำนาม Rio’s Restaurant เป็นคำนามที่เฉพาะเจาะจง

สรุปแบบง่ายๆเลยคือ ถ้าเป็นคำนามสัตว์หรือสิ่งของทั่วไปสามารถใช้  which หรือ that มาขยายได้ แต่ถ้าเป็นคำนามที่เฉพาะเจาะจง ต้องใช้ which ห้ามใช้ that  เพิ่มเติมนิดนึงคือถ้าเป็นคำนามที่ชี้เฉพาะเวลาเขียนให้ใส่ comma หลังคำนาม

เราลองมาเปรียบเทียบความหมายของสองประโยคนี้กันนะคะ Continue reading »

 Posted by at 2:15 pm
May 162018
 

เจาะลึกการใช้ which กับ where  ใน relative clause

Relative clause คือประโยคย่อยที่ขยายคำนาม โดยมี Relative pronoun (who, whom, which, that, where, when) เป็นตัวเชื่อม ในหัวข้อนี้เราพูดกันถึงความแตกต่างระหว่างการใช้ which หรือ where  แน่นอนว่าถ้าขยายสถานที่เรามักถูกสอนมาว่าให้ใช้ where ขยายสถานที่ และถ้าขยาย สัตว์หรือสิ่งของให้ใช้ which แต่รู้หรือไม่ว่านามที่เป็นสถานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ where ขยายทุกครั้งไป เพราะบางครั้งเค้าก็ใช้ which ค่ะ

ข้อสังเกตง่ายๆว่าหลังคำนามที่เป็นสถานที่ตัวนี้ต้องใช้ which หรือ where ให้ดูที่ตรงนี้ค่ะ  where จะใช้ในประโยคที่แทน in which หรือ at which หรือ on which หรือ to which หรือพูดง่ายๆก็คือมีคำบุพบทนำหน้า which  ไม่ใช่แทน which เฉยๆ   ถ้าพูดแบบนี้อาจจะงง มาดูตัวอย่างกันค่ะ

  • The university at which I studied is not far from my place.

ประโยคนี้สามารถใช้ where แทนในตำแหน่ง at which ได้ค่ะ

  • The university where I studied is not far from my place.
  • The city in which I live is very busy.

ประโยคนี้ก็สามารถใช้ where แทนได้ค่ะ

  • The city where I live is very busy.
  • The town which is our last destination is not far from here.

ประโยคนี้ใช้ where แทนไม่ได้  เพราะประโยคนี้ which ไม่มีคำบุพบทนำหน้า Continue reading »

 Posted by at 2:11 pm
Mar 292018
 

อ่านไปอ่านมา อ่านเจอคำว่า must ตรงนี้ใช้ must be แล้วทำไมที่อ่านผ่านมาแล้ว ทำไมเป็น must อย่างเดียวล่ะ เคยสงสัยแบบนี้กันไหมคะ

ก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่า must คือ modal verb ที่ปกติเวลาใช้ต้องตามด้วย verb รูป base form หรือพูดง่ายๆคือ รูปธรรมดา ไม่ผัน เช่น

  • Sara must go on a diet.
  • I must tidy up my room. It’s so messy!

จากตัวอย่างจะเห็นว่า must ตามด้วยกริยา go และ tidy up รูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่มี to infinitive ซึ่งบางคนชอบใส่ to ตามหลัง เช่น

She must to get up early tomorrow. ประโยคนี้ผิดนะคะ เพราะต้องไม่มี to ตามหลัง must ค่ะ

คราวนี้มาดู must be กันบ้าง อยู่ดีๆ be ก็โผล่มาคั่นกลางซะแบบนี้ ลองดูประโยคตัวอย่างที่ใช้ must be กันนะคะ

  • You must be more punctual.

ถ้าลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คำที่ตามหลัง must be ไม่ใช่คำกริยา มันคือ adjective หรือคำคุณศัพท์ นี่แหละคือเหตุผลที่ต้องใส่ be ลงไปด้วย เพราะปกติ adjective ต้องตามหลัง verb to be แล้ว be ก็คือ verb รูปธรรมดาหรือ base form ของ verb to be ค่ะ

หลักๆแล้ว must be จะตามด้วยอะไรได้บ้าง มาดูค่ะ Continue reading »

 Posted by at 12:34 pm
Apr 172017
 

เลิกใช้ same same กันเถอะ

สารภาพมาซะดีๆว่าเคยใช้ same same  กันใช่มั้ยคะ เวลาที่จะบอกว่า เหมือนกัน   เป็นอีกหนึ่งวลีที่ “คนไทยใช้แต่ฝรั่ง…งง” เพราะเขาไม่พูดกันนะคะ  ถ้าจะบอกว่า “ฉันก็เหมือนกันกับคุณ “ ให้ใช้คำว่า  the same as youเช่น

  • My size is the same as you.
    ไซส์ของฉันเหมือนกับคุณ
  • My assignment isn’t the same as you.
    งานที่ได้รับมอบหมายของฉันไม่เหมือนกับคุณ

อาจจะใส่คำนามไปที่ข้างหลังคำว่า same ก็ได้  เช่น

  • I have the same shoes as you.
    ฉันมีรองเท้าเหมือนกับคุณเลย
  • You use the same mobile phone as me.
    คุณใช้โทรศัพท์มือถือเหมือนกับฉันเลย

แต่ถ้าอยากพูดว่าเหมือนกันแบบสั้นๆ ก็อาจจะใช้คำว่า  It’s the same.หรือ Same here. ก็ได้ค่ะ  ถ้าอยากจะบอกว่า  “เหมือนกันมากๆ เหมือนกันเป๊ะเลย”  ก็อาจจะบอกว่า It’s exactly the same. ก็ได้

นอกจากคำว่า same เรายังสามารถใช้คำว่า like ในความหมายว่าเหมือนก็ได้  โดย like จะทำหน้าที่เป็น adjective ฉะนั้น like คำนี้จะต้องตามหลัง verb to be ค่ะ  เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:40 pm
Apr 172017
 

การใช้  when กับ while

เราจะมาพูดถึง When และ While ในฐานะที่เป็นคำเชื่อมประโยคกันค่ะTense ที่มักจะเจอตัวเชื่อมสองตัวนี้บ่อยๆคือ  past simple และ past continuous โดยสอง tense นี้จะใช้คู่กันเพื่อบอกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต (Past continuous tense) แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งมาขัดจังหวะ (Past simple tense)    วิธีการนำไปใช้ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเท่าไหร่  ดังนี้ค่ะ

When  มีความหมายว่า  “ตอนที่, เมื่อ”ถ้าใช้ในสถานการณ์ที่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นแล้วอีกเหตุการณ์หนึ่งมาขัดจังหวะ  เรามักจะใช้ when ตามหลังด้วยเหตุการณ์ที่มาขัดจังหวะ  หรือพูดง่ายๆก็คือ When ตามหลังด้วย past simple tense นั่นเองค่ะ เช่น

  • I was surfing the web when he sent me a message.
    ฉันกำลังเล่นเน็ตอยู่เลยตอนที่เขาส่งข้อความมา
  • He wasn’t sleeping when I arrived.
    เขาไม่ได้นอนอยู่ตอนที่ฉันมาถึง

และ when ก็ยังใช้ในสถานการณ์ปกติได้เช่นกัน ในความหมายว่า  “ตอนที่…. หรือ เมื่อ….”   เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:33 pm
Apr 172017
 

การใช้ due to

ปกติแล้ว  due คำเดียว เป็นคำคุณศัพท์แปลว่า  ถึงกำหนดชำระ  ที่ค้างชำระ  ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง  ค่าธรรมเนียม  ค่าสมาชิก  แต่ถ้าเป็น due to แล้วละก็มันจะกลายเป็นคำเชื่อมแปลว่า  “เพราะว่า”  เอาไว้บอกเหตุผล  มีความหมายเหมือนกับ because ค่ะ  เช่น

  • The train was delayed due to the bad weather.
    รถไฟมาช้าเพราะสภาพอากาศไม่ดี
  • Due to my clumsiness, I tripped over the dog.
    เพราะความซุ่มซ่ามฉันเลยสะดุดสุนัขล้มลง

**คำถามคือdue to กับ because ใช้แทนกันได้มั้ยข้อนี้คนไทยมักจะใช้กันผิดอยู่บ่อยๆ  ถ้าสังเกตจากประโยคด้านบนคำที่ตามหลัง due to จะเป็นคำนามหรือนามวลีเพราะ to ใน due to เป็นคำบุพบท  และคำบุพบทก็จะต้องตามด้วยคำนามเท่านั้นค่ะ  แต่คำว่า because ต้องตามด้วยประโยค  ถ้าเราลองใช้ because แทน due to ในประโยคด้านบนจะได้ประโยคที่ว่า

  • The train was delayed because the weather was bad.
  • Because I was clumsy, I tripped over the dog.

แต่ถ้าเป็น because of  ก็สามารถตามด้วย คำนามได้เช่นเดียวกับ due to เช่น

  • Because of the delay, I nearly missed the meeting.
    เพราะความล่าช้าผมเกือบจะพลาดการประชุม

นอกจากคำว่า due to แล้ว ยังมีคำอื่นๆที่ใช้แทน due to และใช้ในลักษณะเดียวกันคือตามด้วยคำนามอยู่อีกหลายคำ ดังนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 9:29 pm
Apr 172017
 

คำนี้ใช้เมื่อไหร่ต้องเติม s เสมอ

การออกเสียง s ท้ายคำถือเป็นเสน่ห์ในการพูดภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้  เพราะมันฟังดูแล้วเหมือนเรามี accent ของเจ้าของภาษาใช่มั้ยคะ  แต่คุณขา!! บางคนก็เติม s เยอะไปโดยไม่จำเป็น บางคำไม่มีเสียง s แต่ก็เติมเข้าไป  ทว่าบางคำต้องมี s  แต่กลับไม่ออกเสียงซะงั้น  ในภาษาอังกฤษจะมีคำบางคำที่ต้องเติม  s  เสมอซึ่งจะมีทั้งคำนามที่เมื่อเติมแล้วมีความหมายเป็นพหูพจน์ถึงแม้ว่าจะมีแค่ชิ้นเดียว  และคำที่ต้องเติม s เสมอแต่ไม่ได้มีความหมายเป็นพหูพจน์แต่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของคำนั้นอยู่แล้ว  คำดังกล่าวมีดังนี้ค่ะ

คำนามที่ต้องเติม s เสมอถึงแม้ว่าจะหมายถึงของแค่ชิ้นเดียว  ซึ่งก็มักจะเป็นพวกกางเกง  กรรไกร หรืออะไรที่มักจะมาเป็นคู่  เช่น

jeans-กางเกงยีนส์            scissors-กรรไกร 

trousers-กางเกงขายาว   shorts-กางเกงขาสั้น 

glasses-แว่นตา                goods-สินค้า 

clothes-เสื้อผ้า                 pants-กางเกง

โดยที่คำนามเหล่านี้ก็จะถือว่าเป็นพหูพจน์และใช้กับกริยาพหูพจน์ด้วย เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:20 pm
Apr 082017
 

การสร้างประโยคคำถามและประโยคคำสั่งที่เป็น passive voice

ประโยคคำถามบางคำถามก็ต้องใช้รูปประโยคแบบ passive voice เหมือนกัน  ซึ่งหลักการสร้างประโยคคำถามแบบ passive voice ก็ไม่ได้แตกต่างจากประโยคแบบ active voice มากนัก   ในประโยคคำถามที่เป็น Wh-question  ก็จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้ค่ะ

                    Wh-question + กริยาช่วย + ประธาน + V.3 (past participle)

เช่น

Active: Where did you see the snake?

Passive: Where was the snake seen?

Active:  How do you make this soup?

Passive: How is this soup made?

Active:  Why did he tear the report?

Passive: Why was the report torn?

Wh-question word สามารถใช้ได้เลยยกเว้นคำว่า who ถ้าหากจะทำเป็นpassive voice ให้ใช้ by whom เช่น

Active: Who wrote “Harry Potter”?

Passive: By whom was “Harry Potter” written?

แต่ถ้าประโยคคำถามนั้นมี modal verb ก็เขียนได้แบบนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 2:32 pm
Apr 082017
 

ประโยค  passive voice ของ modal verb

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าประโยคในภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น active voice (ประโยคที่ประธานเป็นผู้กระทำ)  และประโยค passive voice ซึ่งก็คือประโยคที่ต้องการเน้นประธานว่าเป็นผู้ถูกกระทำ โดยอาจจะใส่ผู้กระทำก็ได้หรือไม่ใส่ผู้กระทำเนื่องจากเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าใครทำหรือไม่รู้แน่ว่าใครทำ ในบางครั้งประโยค passive voice สร้างปัญหาให้กับเราๆอย่างมากเพราะโครงสร้างประโยคภาษาไทยไม่มีแบบ passive voice นั่นเอง  ดังนั้นเวลาใช้จึงต้องแยกแยะให้ออกว่าประโยคแบบไหนของไทยที่จะต้องเขียนเป็นแบบ passive voice ในภาษาอังกฤษ

ประโยค passive voice   จะมีโครงสร้างที่ผันไปตาม tense ทุก  tense โดยโครงสร้างหลักของ passive voice คือ

Verb to be + V.3 (past participle)

แต่ในที่นี้จะพูดถึง  passive voice  ในประโยคที่มี  modal verb  (will, would, can, could, shall, should, must, etc.)  โครงสร้าง passive voice ของ modal verb  ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ  ตามนี้เลย

                    Subject + modal verb + be + V.3

ตัวอย่างประโยค

  • My house should be renovated soon. It’s all run down.
    บ้านฉันควรจะได้รับการปรับปรุงใหม่ในเร็วๆนี้ มันทรุดโทรมหมดแล้ว
  • The car can’t be repaired.
    รถคันนี้ซ่อมไม่ได้แล้ว
  • Our flight will be cancelled because of the bad weather.
    เที่ยวบินของพวกเราจะถูกยกเลิกเพราะสภาพอากาศไม่ดี

ในอีกกรณีหนึ่งของ passive voice ที่อาจจะเจอก็คือ การใช้ to infinitiveในกรณีนี้ก็จะเป็น  Continue reading »

 Posted by at 2:28 pm