Click to listen highlighted text!
Oct 052013
 

## ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาที่เราพูดมาตั้งแต่เกิด ฉะนั้นคงไม่ผิดหากเราจะใช้มันถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่การที่เราใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องก็เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งนะคะ ^^

ขอแนะนำหลักง่ายๆในการเรียนภาษาอังกฤษนะคะ

เรียนรู้มัน # เข้าใจมัน # นำมันไปใช้

** โดยเฉพาะข้อหลังสุดนะคะ ถ้าเราเรียน เรารู้ แต่ไม่นำไปใช้ ก็ไร้ประโยชน์ค่ะ

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:11 am
Oct 052013
 

# Phrasal Verb น่ารู้ : look down on

ศัพท์คำนี้จะแปลว่า “ดูถูก, ดูหมิ่น” ซึ่งจะสังเกตว่าความหมายของ phrasal verb (กริยาวลี) นี้จะแตกต่างจากความหมายของกริยา look อย่างสิ้นเชิง ทำให้เดาความหมายได้ยาก ลองมาดูตัวอย่างการใช้ phrasal verb ตัวนี้กันนะคะ

  • You should not look down on the poor.
    คุณไม่ควรดูถูกพวกคนจน
  • If you don’t do your duty, people will look down on you.
    ถ้าคุณไม่ทำตามหน้าที่ คนเขาก็จะหยามคุณเอาได้

** ข้อควรระวัง!! ถ้าคำว่า look down ไม่มีบุพบท on ต่อท้ายอาจจะหมายถึง กลุ้มใจหรือเศร้าใจก็ได้ หรือ แปลว่า มองลงไปข้างล่างก็ได้ด้วยนะคะ ลองดูประโยคด้านล่างต่อไปนี้นะคะ จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

  • I looked down and saw a man who looked down. When I asked what was wrong, he told me not to look down on him.
    ผมมองข้างล่างและก็เจอผู้ชายคนหนึ่งที่ดูท่าทางจะกลุ้มใจ เมื่อผมถามเขาว่าเขามีปัญหาอะไรเขาก็บอกว่า “ อย่าดูถูกผม”

(ที่มา : www.andrewbiggs.com)

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:08 am
Oct 052013
 

# verb + preposition / phrasal verb

ขอพูดในกรณีของ verb + preposition ก่อนนะคะ
ในภาษาอังกฤษ คำกริยา (verb) บางตัวต้องตามด้วยคำบุพบท (preposition) ที่ใช้เฉพาะกับกริยาตัวนั้นๆ ซึ่งคนไทยมักจะไม่ค่อยสังเกตเห็น เช่น

คำว่า wait ต้องใช้คู่กับบุพบท for

  • I’m waiting for next class.
    ฉันกำลังรอเรียนคาบต่อไป

หรือ apply + for เช่น

  • I would like to apply for the position of manager.
    ผมอยากจะสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการ

** แต่ก็มี verb บางตัวที่ต่อด้วย preposition แล้วจะให้ความหมายที่ต่างออกไปจากความหมายเดิมเลย เช่น
look + after = ดูแล

  • I’ll look after the children while you go shopping.
    ฉันจะดูแลเด็กๆให้ตอนที่เธอไปชอปปิ้ง

โดยที่ verb + preposition (หรือบางทีอาจจะเป็น verb + adverb) ในลักษณะนี้จะเรียกว่า “phrasal verb”
ซึ่งการเดาคำศัพท์จากความหมายเดิมของกริยานั้นอาจจะทำได้ยาก เพราะความหมายจะเปลี่ยนไปจากเดิม ต้องอาศัยการจดจำและการทำความคุ้นเคยกับคำนั้นๆ

** จะเอาชนะ phrasal verb ได้ก็ต้องอ่านบ่อยๆ และถ้านำไปใช้บ่อยๆ ด้วยจะยิ่งดีขึ้นไปอีกนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 11:01 am
Oct 052013
 

# Biography / Autobiography เหมือนกันมั๊ย?

คำตอบคือ : ทั้งสองคำแปลว่าประวัติส่วนตัวของบุคคลเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันเล็กน้อยก็คือ

  • autobiography จะหมายถึง ประวัติส่วนตัวที่เจ้าของเป็นคนเขียนขึ้นมาเอง
  • แต่ biography จะหมายถึงประวัติส่วนตัวของบุคคลที่เขียนโดยคนอื่นไม่ใช่เจ้าของประวัติเขียน

** คำว่า “auto” เป็นคำภาษากรีก ที่แปลว่า “ตนเอง” เมื่อนำไปรวมกับ biography จึงแปลว่าการเขียนหรือบอกเล่าประวัติชีวิตตนเอง

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:42 am
Oct 052013
 

# ความแตกต่างระหว่าง การใช้ gone / been

ความแตกต่างระหว่าง การใช้ gone / been

ความแตกต่างระหว่าง การใช้ gone / been

  • คำว่า been เป็นกริยาช่อง 3 ของ be
  • คำว่า gone เป็นกริยาช่อง 3 ของ go

สองคำนี้เมื่อนำมาใช้ในประโยคที่บอกว่าเราไปสถานที่นั้นมาแล้ว ความหมายจะแตกต่างกันเล็กน้อย ลองเปรียบเทียบจากสองประโยคนี้นะคะ

  • I have been to London with my family.

และ

  • I have gone to London with my family.

สองประโยคนี้มีความหมายว่าไปลอนดอนเหมือนกัน แต่ประโยคที่ใช้ been จะหมายถึงการเดินทางที่เสร็จสิ้นแล้ว กลับมาจากการเดินทางนั้นๆแล้ว ส่วนประโยคที่ใช้ gone จะหมายถึงการเดินทางที่ยังไม่เสร็จสิ้น คือขณะที่พูดยังไม่ได้กลับมาจากที่นั่น

ลองดูตัวอย่างประโยคอื่นๆ นะคะ

  • She has gone to Bangkok and she will be back on this Sunday.
    เธอไปกรุงเทพและจะกลับมาวันอาทิตย์นี้
  • They have been to Singapore together.
    พวกเขาเคยไปสิงคโปร์ด้วยกันมาแล้ว

** อย่าลืมนำไปใช้ให้ถูกด้วยนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:40 am
Oct 052013
 

# สำนวนน่ารู้ !!  ************ (to be) fond of…..***************

สำนวน “fond of” แปลว่า ชอบ ชื่นชอบ โปรดปราน หรือ หลงไหลก็ได้
สำนวนนี้จะต้องใช้กับ

  • Verb to be หรือ
  • linking verb (look, seem, become, appear, remain, etc. ) เพราะคำว่า fond เป็น คำคุณศัพท์ (Adjective)

ตัวอย่างประโยค เช่น

  • She is fond of sweets.
    เธอชอบของหวานมาก
  • What are you fond of?
    คุณชอบอะไรหรือ
  • She seems to be fond of talking about herself.
    ดูเหมือนเธอจะชอบพูดเรื่องของตัวเองนะ
  • He seems very fond of you.
    ดูเหมือนเขาจะชอบเธอมากนะ
  • I’m very fond of lobster, but it’s damn expensive.
    ฉันชอบกุ้งลอบสเตอร์เอามากๆ แต่มันโคตรจะแพงเลย

** หลัง of ต้องเป็นคำนามหรือคำสรรพนามนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:22 am
Oct 052013
 

Trip, Journey, Tour  มันต่างกันยังไง?

** มาดูที่คำว่า trip กับ journey ก่อนเลยค่ะ สองคำนี้มีความหมายคล้ายๆกัน แปลว่า “การเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง” แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ว่า journey จะเป็นการเดินทางที่มีระยะทางไกลกว่า และอาจจะมีความยากลำบากมากกว่า เราสามารถใช้กริยา take หรือ go on กับ trip ได้ เช่น

  • I’m going on a trip to Malaysia next week.
  • She will take a trip to Europe next month.

เราอาจจะใส่คำขยายด้านหน้าเพื่อบอกจุดประสงค์การเดินทางก็ได้เช่น

  • business trip (การเดินทางเพื่อทำธุรกิจ/ทำงาน)
  • sightseeing trip (การเดินทางเพื่อทัศนศึกษา)

** ส่วนคำว่า tour เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา แปลว่า การเดินทางเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เพื่อความเพลิดเพลินหรือสร้างความสุขให้ตัวเอง อาจหมายรวมถึงการเดินทางของศิลปินหรือนักร้อง เช่น การทัวร์คอนเสริ์ต

  • That band are touring to promote their new album.
    นักร้องวงนั้นกำลังเดินทางไปโปรโมทอัลบัมใหม่ของพวกเขา
  • A tourguide will take us on a city tour tomorrow.
    ไกด์นำเที่ยวจะพาเราไปเที่ยวชมเมืองในวันพรุ่งนี้

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 10:10 am
Oct 052013
 

———– vice versa แปลว่าอะไร? ———–

คำว่า “vice versa” มาจากภาษาละติน แปลว่า ในทางกลับกัน  มักใช้ต่อท้ายประโยค เช่น

  • He loves her and vice versa.
    เขารักเธอและ (ในทำนองเดียวกัน) เธอก็รักเขาเช่นกัน
  • He helps me a lot in this project and vice versa.
    เขาช่วยฉันไว้มากเลยเกี่ยวกับโครงการนี้และฉันเองก็ช่วยเขามากเช่นกัน
  • He annoys me and vice versa.
    เขาทำให้ฉันรำคาญและฉันก็ทำให้เขารำคาญเช่นกัน

** ลองเอาไปใช้ดูนะคะ

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:57 am
Oct 052013
 

สำนวนน่ารู้ ! — drive (someone) crazy —

crazy

เวลาที่เราทำอะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจหรือใครทำอะไรให้เราไม่ได้ตามที่ใจเราต้อง การ เราก็อาจจะใช้สำนวน drive (someone) crazy ก็ได้ ซึ่งแปลว่า “ทำให้ (ใครคนหนึ่ง) เป็นบ้า, คลั่ง”  เช่น

  • You are driving me crazy with your wierd thought.
    เธอกำลังทำให้ฉันบ้าตายเพราะความคิดประหลาดๆของเธอ
  • Your hate will drive you crazy.
    ความเกลียดชังของคุณจะทำให้คุณประสาทเสีย
  • She is driving me crazy because I really love so much.
    เธอทำให้ผมแทบคลั่งเพราะผมรักเธอเอามากๆ

**สำนวนที่คล้ายๆกันนี้ อาจจะบอกว่า driving me nuts ก็ได้ เช่น

  • It’s driving me nuts.
    มันกำลังทำให้ฉันเป็นบ้า

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:52 am
Oct 052013
 

** รู้หรือไม่?  ที่มาของคำว่า News มาจากไหน

News
คำว่า “news” ที่แปลว่า “ข่าว” ที่รู้จักกันดี จริงๆแล้วมันมาจากคำศัพท์ 4 คำด้วยกันค่ะ คือ

  • North (N)
  • East (E)
  • West (W)
  • South (S)

ใช่แล้วล่ะค่ะ ^^ มันมาจากพยัญชนะต้นของคำศัพท์บอกทิศนั่นเองซึ่งมีความหมายเป็นนัยว่า ข่าว คือเรื่องเล่าหรือเหตุการณ์ที่มาจากทุกสารทิศ (เหนือ-ใต้-ออก-ตก)นั่นเอง

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

 Posted by at 9:48 am
Click to listen highlighted text!