Nov 112015
 

through, though, thought   มันยังไงกันแน่ สามคำนี้??

สามคำเจ้าปัญหานี้ through, though, thought ใครเจอพร้อมๆกันเป็นต้องมึน เพราะแต่ละตัวความหมายนี่ไม่เหมือนกันเลย อ่านออกเสียงก็ยังไม่เหมือนกันอีก มาดูกันสิว่าแต่ละคำมันหมายถึงอะไรและออกเสียงว่ายังไงกันบ้าง

Through :อ่านออกเสียงว่า “ธรู” แปลว่า “ทะลุผ่าน, ผ่าน, โดยตลอด, ตั้งแต่ต้นจนจบ, เสร็จสมบูรณ์”
เช่น

  • That old lady guided us through the castle.
    หญิงชราคนนั้นพาเราเยี่ยมชมปราสาททั้งหลัง
  • I’ve sat through this boring meeting for 2 hours.
    ฉันนั่งอยู่ในการประชุมที่แสนน่าเบื่อนี้มาตลอด 2 ชั่วโมงแล้ว
  • This shop is open ten to six daily through the year.
    ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็นทุกวัน ตลอดทั้งปี

Though :อ่านออกเสียงว่า “โด” แปลว่า “ถึงแม้ว่า” มีความหมายเหมือนกับ although, even though
เช่น

  • Though I studied hard, I can’t pass the test.
    แม้ว่าฉันจะขยันอ่านหนังสือหนักแค่ไหน ก็ยังสอบไม่ผ่านอยู่ดี
  • I still love him though he never loves me back.
    ฉันยังรักเขาแม้ว่าเขาจะไม่เคยรักฉันเลย
  • Losing weight is very hard, I have to lose it though.
    ถึงแม้ว่าการลดน้ำหนักจะยากแต่ฉันก็ต้องลดให้ได้

Thought :อ่านออกเสียงว่า “ธ๊อด”   แปลว่า “คิด” เป็นกริยาช่องที่ 2 ของ think
เช่น

  • I thought I was a good play.
    ฉันคิดว่ามันเป็นการแสดงที่ดี
  • I’ve never thought that this happened to me.
    ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องนี้มันจะเกิดขึ้นกับฉัน
  • She thought she could win the game.
    หล่อนคิดว่าหล่อนจะสามารถเอาชนะได้

เอาไปใช้ที่ไหน ก็ระวังตัวสะกดนึดนึงนะคะ หรือ ถ้าไปเจอที่ไหนคราวนี้ก็คงไม่สับสนเรื่องการออกเสียงและการใช้แล้วนะคะ ^^

 Posted by at 9:42 pm
Oct 232015
 

การบอกเวลาเป็นภาษาอังกฤษ

การบอกเวลาในภาษาอังกฤษมีทั้งแบบง่ายและแบบยากค่ะ ก่อนอื่นก่อนจะไปดูว่าเราจะบอกเวลาอย่างไร เรามาดูคำถามที่ใช้ถามว่า ตอนนี้เวลาเท่าไหร่กันก่อนค่ะ

คำถามเบสิค เลย คือถามว่า What time is it?                กี่โมงแล้ว

แต่บางครั้งคุณก็อาจจะได้ยินเขาถามว่า What’s the time?หรือ   Do you have the time? หรือ Have you got the time?งงใช่มั้ยล่ะ!! สามประโยคนี้ไม่น่าจะแปลว่า “ตอนนี้เป็นเวลากี่โมง” ได้ใช่มั้ยคะ แต่มันเป็นไปแล้วค่ะ

และในการบอกเวลาก็จะมีช่วงเวลาอยู่ 2 ช่วงด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดสับสนว่า เป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น คือ

am ช่วง เที่ยงคืน ถึง เที่ยงวัน
pmคือช่วง เทียงวัน ถึง เที่ยงคืน

คราวนี้มาดูวิธีการตอบบ้าง เริ่มจากแบบง่ายๆก่อน

การบอกเวลาแบบง่าย
วิธีการก็คือให้บอกชั่วโมงก่อน แล้วตามด้วย นาที เช่น

3.30 pm        three thirty pm        (ทรี – เธอร์ตี้ – พีเอ็ม)                    บ่ายสามโมงครึ่ง
10.05 am     ten oh five              (เท็น – โอ – ไฟว์)               สิบโมงเช้าห้านาที

** ถ้ามีนาทีเป็นเลขตัวเดียวให้อ่านเลขศูนย์ข้างหน้าเป็น Oh

ง่ายมั้ยคะแบบนี้ บอกเวลาตรงตัวไปเลย

การบอกเวลาแบบยาก
อันที่จริงมันก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่มันจะต้องมีการคำนวนนาทีเล็กน้อย ทำยังไงมาดูกันค่ะ

การบอกเวลาแบบนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ

ตั้งแต่นาทีที่ 1 – 30 ฝรั่งจะพูดว่า จะพูดว่า มันคือ………..นาที ผ่าน………….นาฬิกา
(It’s …….past……..)เป็นการบอกว่า ผ่านเวลานั้นมากี่นาทีแล้ว

ตั้งแต่นาทีที่ 31 -59 จะต้องนับถอยหลังว่า มันคือ…………นาที จะถึง………..นาฬิกา
(It’s ……..to………)ถ้าเลย30 นาทีจะเป็นการนับถอยหลังว่าอีกกี่นาทีจะถึงเวลากี่โมง

แต่ถ้าเป็น 15 นาที หรือ 45 นาที ก็จะใช้คำว่า quarter ค่ะ เช่น

11.25 am      It’s twenty past eleven.     (ผ่านเวลา 11 โมงมา 25 นาที)
5.40 pm        It’s twenty to six.              (อีก 20 นาทีจะถึง 6 โมง)
3.45 am        It’s quarter to four.            (อีก 15 นาทีจะถึง 4 โมง)
2.15 pm        It’s quarter past two.         (ผ่านเวลา 2 โมงมา 15 นาที)

บอกแล้วว่าต้องมีการคำนวณนาทีเล็กน้อย แบบนี้อาจจะดูยุ่งยากซักหน่อย ไม่เหมือนแบบที่พี่ไทยพูดกัน แต่ถ้าพูดบ่อยๆก็จะชินค่ะ

แต่ทั้งสองแบบนี้ถ้าเป็นเวลาที่ไม่มีเศษนาทีให้พูดว่า o’clock ได้เลยค่ะ เช่น

4.00                        It’s four o’clock.

จะเลือกใช้แบบไหนก็ลองฝึกกันเลยค่ะ

 Posted by at 8:55 pm
Oct 232015
 

make ใช้ยังไงให้เก๋
Make เป็นคำศัพท์ง่ายๆ แปลว่า “ทำ” แต่แทนที่เราจะพูดว่า

  • She made a cake last night.
    เธอทำเค้กเมื่อคืนนี้
  • My mom’s making dinner.
    แม่กำลังทำอาหารเย็นอยู่

ซึ่งมันเป็นประโยคธรรมด๊าธรรมดา มันก็มีโครงสร้างที่ใช้ make ในประโยคได้หลากหลายรูปแบบกว่านี้ค่ะ

1. Make + object/someone + verb (infinitive)แปลว่า ทำให้อะไรบางอย่าง / ใครบางคน…..ให้ทำอะไรซักอย่าง

เช่น

  • He always makes me cry.
    เขามักจะทำให้ฉันร้องไห้
  • I can’t make the printer work.
    ฉันทำให้เครื่องปริ้นท์ทำงานไม่ได้
  • She’s making her child laugh
    เธอกำลังทำให้ลูกๆของเธอหัวเราะ

** make เราก็ผันได้ตาม tense เลยค่ะ แต่กริยาหลังmake ต้องเป็นรูป infinitive คือกริยารูปเดิมไม่ผันไม่เติมอะไรใดๆทั้งสิ้นค่ะ

2. Make + someone / object + adjective/ nounแปลว่า ทำให้ใครหรืออะไรบางอย่าง…..เป็นอย่างไรหรือเป็นอะไร

เช่น

ตามด้วย adjective

  • You’ve just made my watch broken.
    เธอเพิ่งจะทำนาฬิกาฉันพัง
  • She made the story more interesting.
    หล่อนทำให้เรื่องดูน่าสนใจมากขึ้น
  • He can make the speech so meaningful.
    เขาทำให้สุนทรพจน์นั้นมีความหมาย

ตามด้วย noun

  • He makes his wife the luckiest woman in the world.
    เขาทำให้ภรรยาของเขาเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก
  • You make me a better man.
    คุณทำให้ฉันเป็นคนที่ดีขึ้น

3. Make someone do somethingmake ในความหมายนี้เป็นเชิงบังคับให้ใครทำอะไร กริยาที่ตามหลังจะต้องเป็น Verb infinitive เช่น

  • They made us work 12 hour a day.
    พวกเขาบังคับให้พวกเราทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน

Make ในความหมายว่า บังคับ อาจจะใช้ในอีกโครงสร้างหนึ่งคือ

  • Be made to do something (passive voice)

เช่น

  • When I was young, I was made to remember 20 new words a week.
    ตอนเด็กๆฉันโดนบังคับให้จำคำศัพท์ใหม่ 20 คำต่อสัปดาห์

** เห็นมั้ยคะว่า make มันทำให้เป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนมากกว่าเดิมได้เยอะเลย

 Posted by at 8:50 pm
Oct 232015
 

การใช้ let กับ let’s
Let กับ Let’s สองคำนี้ไม่ใช่คำเดียวกันค่ะ และความหมายที่นำไปใช้ก็แตกต่างกันด้วยค่ะถ้าคุณเจอสองประโยคนี้

  • Let go!
  • Let’s go!

สองประโยคนี้เราจะได้ยินในสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ประโยคแรกที่ไม่มี apostrophe s ( ‘s ) แปลว่า ปล่อยมันไปเหอะ ช่างมันเหอะ เช่น เพื่อนคุณเพิ่งจะรู้ว่าไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน เธอก็เลยพูดว่า let go. ช่างมันเหอะ

แต่ประโยคที่สอง แปลว่า ไปกันเถอะ เป็นการเชิญชวน เช่น คุณกับเพื่อนคุณกำลังจะไปออกทริปด้วยกัน เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม ทุกคนพร้อมแล้ว เพื่อนคุณก็พูดขึ้นมาว่า let’s go. ไปกันเหอะ

Let จะเป็นการอนุญาต หรือแปลว่า ปล่อย ก็ได้ ปกติการใช้ let จะอยู่ในรูปโครงสร้าง

 

          Let + object + Verb (infinitive)

เช่น

  • Let me help you.
    ให้ฉันช่วยคุณเถอะนะ
  • I usually let the children stay up late on Saturday night.
    ฉันมักจะอนุญาตให้เด็กๆอยู่ดึกได้ในคืนวันเสาร์
  • Let it be!
    ปล่อยมันไปเหอะ

** ไหนๆก็พูดเรื่องการอนุญาตแล้ว ก็ขอเพิ่มเติมคำศัพท์อีกตัวนึงนะคะ คือคำว่า allow แปลว่า อนุญาต เหมือนกัน แต่ใช้ต่างจาก let ตรงที่ มี allow ต้องมี to แต่ let ไม่ต้องมี เช่น

  • My dad let me go out on Friday night.
  • My dad allows me to go out on Friday night.
    พ่อฉันอนุญาตให้ฉันออกไปเที่ยวคืนวันศุกร์ได้

Let ยังใช้ในสำนวน let go of…something..แปลว่า ปล่อย เช่น

  • She let go of her son’ s hand, so he fell down.
    เธอปล่อยมือลูกชาย เขาก็เลยหกล้ม

 

Let’s จะเป็นการเชิญชวน แปลประมาณว่า …..กันเถอะ   จริงๆแล้วย่อมาจากคำเต็มคือ
Let us และตามประสาของคนที่ชอบย่อ ชอบตัดให้มันสั้นๆ (ง่ายๆคือ ขี้เกียจนั่นเอง) เลยเหลือแค่ Let’s ปกติก็ไม่ค่อยมีใครพูดว่า Let us จะใช้ Let’s มากกว่า

โครงสร้างคือ

 

          Let’s + Verb (infinitive)

เช่น

  • Let’s find something to drink.
    ไปหาอะไรดื่มกันเถอะ
  • Let’s call the police.
    โทรหาตำรวจกันเถอะ
  • It’s getting dark. Let’s go home.
    มันเริ่มจะมืดละ กลับบ้านกันเหอะ

 

 

 Posted by at 8:46 pm
Oct 172015
 

คำบอกปริมาณ “มาก” ในภาษาอังกฤษ (ตอนที่ 2)

ต่อจากตอนที่แล้วที่เราได้นำเสนอคำว่า much / many และ lots of / a lot of ไปแล้วนะคะ สำหรับการบอกปริมาณ “มาก” ของคำนาม ในตอนนี้เราจะเสนอคำที่บอกปริมาณ “มาก” คำอื่นๆ อีกดังนี้ค่ะ

** a great deal of
A great deal of + นามนับไม่ได้   เช่น

  • We have a great deal of trouble now.
    เรามีปัญหาเดือดร้อนกันเยอะมากเลยตอนนี้

** a large amount of
A large amount of + นามนับไม่ได้ เช่น

  • There was a large amount of water on the floor when I came here.
    มีน้ำอยู่บนพื้นเยอะมากๆเลย ตอนที่ฉันมาที่นี่

** a great number of
a great number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • A great number of people were angry at the mob.
    กลุ่มคนจำนวนมากที่ม๊อบนั้นโกรธมาก

** a large number of
a large number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • I saw a large number of birds moving to the south.
    ฉันเห็นนกจำนวนมากย้ายถิ่นฐานไปทางใต้

** a number of
a number of + นามนับได้พหูพจน์ เช่น

  • There are a number of apples in the basket.
    มีแอปเปิ้ลจำนวนมากในตะกร้า

( a number of นี้ต้องระวังให้ดี อย่าสับสนกับ the number of นะคะ เพราะ a number of แปลว่า มาก แต่ the number of แปลว่า จำนวนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างประโยค เช่น

  • A number of students are at the cafeteria.
    นักเรียนจำนวนมากอยู่ในโรงอาหาร
  • The number of student in this school is 1,500.
    จำนวนนักเรียนของโรงเรียนนี้คือ 1,500 คน

The number of student แปลว่า จำนวนนักเรียน เป็นประธานเอกพจน์ จึงใช้กริยา is )

** plenty of
plenty of + นามนับได้พหูพจน์ / นามนับไม่ได้   เช่น

  • I’ve got plenty of time.
    ฉันมีเวลามาก

** several
several + นามนับได้พหูพจน์   แปลว่า “หลายๆ” เช่น

  • Several people think English is difficult.
    หลายๆคนคิดว่าภาษาอังกฤษนั้นมันยาก

เวลาใช้คำพวกนี้ก็ระมัดระวังนิดนึงนะคะ เพราะแต่ละคำจะใช้กับคำนามไม่เหมือนกัน บางคำใช้กับนามที่นับได้ แต่บางคำใช้กับนามที่นับไม่ได้ บางคำก็ใช้ได้ทั้งสองคำเลยก็มี

 Posted by at 7:41 am
Oct 082015
 

มารู้จัก “ประโยคขอความช่วยเหลือ” ในภาษาอังกฤษกันหน่อยมั้ย

ถ้าเกิดบังเอิญจับพลัดจับผลูได้ไปต่างประเทศ แล้วเกิดบังเอิ๊ญบังเอิญเข้าตาจน จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากฝรั่ง เราจะพูดยังไง เริ่มต้นประโยคว่ายังไงดี เรามีประโยคขอความช่วยเหลือแบบเบสิคๆมาฝากกันค่ะ รับรองว่าถ้าเอาไปใช้ต้องมีใครสักคนช่วยคุณแน่นอนค่ะ

เริ่มต้นด้วยประโยคง่ายๆประโยคนี้ค่ะ

Can you help me please? หรือถ้าจะให้สุภาพกว่านี้ใช้
Could you help me please? ก็ได้ไม่ผิดค่ะ

จำประโยคนี้ประโยคเดียวนี่ก็ใช้ได้ทั้งประเทศเลยล่ะค่ะ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนบ้างเพื่อความไม่จำเจเราก็มีประโยคอื่นๆมานำเสนอค่ะ เช่น

  • May I ask you a favor?
    ฉันขอให้คุณช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย

หรือจะบอกว่า Can you do me a favor? ก็ได้ค่ะ ให้ความเหมือนกัน

favor แปลว่า ความช่วยเหลือ หรือ ความเอื้อเฟื้อ   คำนี้อาจจะฟังดูเป็นทางการไปซะหน่อย แต่จำไว้ก็ไม่เสียหลายค่ะ

อีกประโยคหนึ่งเป็นสำนวนขึ้นมาหน่อย ดูเก๋ๆ คือ Could you give me a hand?

ไม่ได้แปลว่า ขอมือหน่อย นะคะ แต่แปลว่า ช่วยฉันหน่อยได้มั้ย ตัวอย่างสถานการณ์เช่น คุณจำเป็นต้องแบกทีวีเครื่องเบ้อเริ่มขึ้นไปบนห้องใดห้องหนึ่ง แต่มันหนักซะเหลือเกิน คุณก็เห็นวัยรุ่นท่าทางทะมัดทะแมงสองสามคนแถวๆนั้น เลยเข้าไปทักว่า Excuse me, could you give me a hand? แน่นอนว่าถ้าสองคนนั้นไม่ใจร้ายเกินไป เค้าจะต้องเข้ามาช่วยคุณอย่างแน่นอน

ประโยคอื่นๆ ที่ใช้ขอความช่วยเหลือก็ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เราอาจจะพูดได้ว่า

  • Would you mind helping me out?
    ช่วยผมทีนะ หรือ ช่วยฉันหน่อยนะ

หรือ

  • Is it possible for you to help me?    
    เป็นไปได้ไหมที่คุณจะช่วยฉัน

หรือเราอาจจะไม่ใช้ประโยคคำถามแต่ บอกออกไปตรงๆเลยว่า ฉันต้องการความช่วยเหลือ คือ

  • I need some help.  

แล้วก็ระบุสิ่งที่คุณต้องการให้เขาช่วยได้เลย

ถ้าคุณอยากขอความช่วยเหลือ โดยเจาะจงหรือต้องการระบุว่าอยากให้ช่วยอะไร ออกเป็นแนวประโยคขอร้องให้ทำนั่นทำนี่ให้หน่อย ก็ให้ขึ้นต้นประโยคว่า

Could you please…..?
Would you please….?

เช่น

  • Could you please open the window?
    คุณช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้มั้ย
  • Would you please get me that newspaper?
    คุณช่วยหยิบหนังสือพิมพ์ให้หน่อยได้มั้ย

เอาล่ะค่ะ แค่นี้ก็พอจะช่วยให้คุณเอาตัวรอดในสถานการณ์ขับคันได้แล้ว แต่อย่าลืมว่าก่อนที่จะขอความช่วยเหลือใครให้พูดคำว่า Excuse me. ซักนิดนึง แล้วเมื่อเขาช่วยเหลือเราเสร็จแล้วก็อย่าลืมขอบคุณเขาเป็นอันขาด เพื่อเป็นมารยาทที่ดีนะคะ ^^

 Posted by at 9:44 pm
Oct 082015
 

would คำง่ายๆ ที่บางทีก็ใช้ยาก

Would เป็นคำง่ายๆที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งเราจะรู้จักว่า would มีความหมายว่า “จะ”เท่านั้น แต่มันยังไปใช้ในความหมายอื่นได้อีก ดังนี้ค่ะ

** would แปลว่า จะ เป็นรูปอดีตของwill เชื่อว่าคนทั้งโลกรู้จัก would ในความหมายนี้ดี เช่น

  • She said that she would do it again.
    เธอพูดว่าเธอจะทำมันอีกครั้ง

** would ใช้คู่กับ like แปลว่า อยากจะ หรือต้องการ มีความหมายเหมือน want แต่    would like จะสุภาพกว่าเช่น

  • I would like something to drink.
    ฉันอยากดื่มอะไรสักหน่อย
  • Would you like some tea?
    คุณอยากได้ชามั้ย

** would มักใช้ถามหรือขอร้องเพื่อให้เกิดความสุภาพ เช่น

  •  Would you please pass me that book?
    คุณช่วยหยิบหนังสือเล่มนั้นให้หน่อยได้มั้ย
  • Would you mind If I come in?
    คุณจะรังเกียจมั้ยถ้าฉันจะเข้าไป

**would ใช้พูดถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือไม่เป็นจริง มักใช้ในประโยคเงื่อนไขที่เป็นการสมมติ เช่น

  • If I were you, I wouldn’t do that.
    ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะไม่ทำอย่างนั้น
  • If I had more vacation time, I would go to Spain.
    ถ้าฉันมีวันหยุดมากขึ้น ฉันจะไปสเปน

** would ในความหมายนี้มักใช้ในภาษาพูดเพื่อสื่ออารมณ์! เพิ่มความเข้มข้นของคำพูดลงไปอีก เช่น ปกติถ้าเราจะถามว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ เราก็จะถามว่า Why did you do that?

แต่ถ้าเราถามว่า Why would you do that? ก็จะแปลประมาณว่า ทำไมแกถึงทำแบบนี้!

หรือแทนที่จะพูดว่า I didn’t tell anyone about our secret. (ฉันไม่ได้บอกความลับของเรากับใครเลย) แต่ถ้าพูดว่า I wouldn’t tell anyone about our secret. (ฉันไม่เค๊ยไม่เคยบอกความลับของเรากับใครเลยนะเนี่ย)

เรามักจะไม่ค่อยคุ้นกับ would ในแบบสุดท้ายสักเท่าไหร่ แต่เวลาได้ยินก็แอบสงสัยว่า ทำไมแกต้องใช้ would ด้วย ถ้า would ก็แปลว่า จะ ไม่ใช่เหรอ   ทีนี้ก็จะได้รู้แล้วว่า would มันไม่ได้แปลว่า จะ อย่างเดียวนะคะคุณ แต่มันยังใช้สื่ออารมณ์ได้ด้วย ^^

 Posted by at 9:35 pm
Oct 082015
 

การยกตัวอย่างในภาษาอังกฤษ

เวลาจะเขียนหรือพูดอะไรสักอย่างแล้วเกิดอยากอธิบายเพิ่มเติมให้ผู้ฟังได้เข้าใจ ก็มักจะใช้การยกตัวอย่างเพื่อขยายความ ในภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้ในการยกตัวอย่างอยู่หลายตัวด้วยกัน และแต่ละตัวก็อาจจะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ for example, for instance
for example และ for instance นั้นต่างก็มีความหมายเหมือนกันคือแปลว่า

“ตัวอย่างเช่น” และวิธีการนำไปใช้ก็ยังเหมือนกันอีกด้วย โดยมีวิธีการใช้ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.1 วางไว้กลางประโยค – ในกรณีที่วางไว้กลางประโยค จะต้องมี comma คั่นหน้าคั่นหลังเสมอ แล้วตามด้วย รายการสิ่งของหรืออื่นๆ ซึ่งก็คือคำนามหรือกลุ่มของคำนาม ที่เราจะยกตัวอย่าง เช่น

  • I like playing sports, for example, football, basketball, tennis, etc.

1.2 วางไว้หน้าประโยค – ซึ่งก็คือการขึ้นต้นประโยคใหม่เพื่อยกตัวอย่างอธิบายความของประโยคก่อนหน้า for example แบบนี้จะต้องตามประโยคที่สมบูรณ์ค่ะ จะมาเป็นแค่คำนามหรือกลุ่มคำนามนี่ไม่ได้แล้วนะคะ เช่น

  • I like learning new things. For example, last month I took ballet course.

** การใช้ for instance ก็เช่นเดียวกันค่ะ

2. การใช้ such as
Such as ก็แปลว่า ตัวอย่างเช่นเหมือนกัน แต่วิธีการใช้ต่างจาก for example และ for instance เลย คือจะอยู่กลางประโยคเท่านั้น ไม่นำมาขึ้นต้นประโยค และหลัง such as จะต้องเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนามเท่านั้น เช่น

  • I can cook many kinds of food such as soup, stew, fried rice, noodle, etc.

3. การใช้ e.g.
e.g. ย่อมาจาก exampli gratia (ภาษาละติน) มีความหมายว่า ตัวอย่าง, เช่น,

ดังเช่นตัวอย่างการใช้ e.g. คือ

  • We have many dishes for you to choose e.g. spaghetti, Tom-Yam-Kung, Pad-Thai.

4. การใช้เครื่องหมาย colon (:) ในการยกตัวอย่าง

เราอาจจะเคยเห็นการใช้ colon ในการยกตัวอย่างก็ได้ ใช้เครื่องหมายไปเลย ไม่ต้องใช้คำศัพท์อะไรให้วุ่นวาย มาดูตัวอย่างประโยคที่มีการใช้ colon ในการยกตัวอย่างกันค่ะ

  • I like watching fantasy movies : The Hobbit, Harry Potter, The Lord of the Ring, Percy Jackson.

ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ ^^

 Posted by at 9:33 pm
Oct 082015
 

ตีแผ่การใช้ mind อย่างมืออาชีพ

คำบางคำในภาษาอังกฤษ ก็มีความหมายมากกว่า 1 ความหมาย คราวนี้เวลาอ่านเจอก็เป็นปัญหาของเราแล้วล่ะสิว่าจะแปลว่าอะไรดี อย่างเช่นที่คำที่จะพูดต่อไปนี้คือ คำว่า mind ซึ่งมันมีหลายความหมาย และแต่ละความหมายก็ไม่ค่อยจะใกล้เคียงกันเท่าไหร่เลย มาดูกันค่ะว่าหมายความว่าอย่างไรได้บ้าง

** mind ความหมายแรกแปลว่า ความคิด หรือจิตใจ เป็นคำนาม ตัวอย่างประโยคเช่น

  • I’ve changed my mind.
    ฉันเปลี่ยนใจแล้ว
  • Your face is on my mind all the time.
    หน้าคุณอยู่ในความคิดของผมตลอดเวลาเลย

mindในความหมายนี้เรามักจะเจอในสำนวน bear in mind หรือ keep in mind แปลว่า ระลึกไว้ในใจ หรือ จำไว้ในใจ (อย่าลืม) เช่น

  • When you go abroad, you’d better keep in mind that tipping is necessary.
    เวลาไปต่างประเทศคุณต้องอย่าลืมว่าการให้ทิปเป็นเรื่องสำคัญ
  • You must bear in mind what I said.
    คุณต้องจำไว้ว่าฉันพูดอะไร

** mind ความหมายที่สองแปลว่ารังเกียจ เป็นคำกริยา ปกติเวลาใช้ mind ในความหมายนี้จะต้องตามด้วยคำกริยาที่เติม ing เช่น

  • Do you mind opening the window?
    คุณจะรังเกียจถ้าจะเปิดหน้าต่าง
  • Would you mind if I turn off the fan?
    คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะปิดพัดลม

** mind ความหมายที่สามแปลว่า ระวัง   เป็นคำกริยา เรามักจะเห็นmind ความหมายนี้เป็นป้ายคำเตือนตามสถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือสถานที่ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เช่น

  • Please mind the gap between train and platform.
    กรุณาระมัดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา
  • Mind your step
    เดินระวังๆ

*** บางคนชอบสับสน mind กับ mine สองคำนี้มีความหมายไม่เหมือนกันนะคะ

mineตัวนี้แปลว่า ของฉัน หรือ เหมืองแร่ เช่น

  •  You don’t need to buy a new dictionary. You can use mine.
    คุณไม่จำเป็นต้องซื้อพจนานุกรมใหม่ คุณใช้ของฉันก็ได้
  • He used to work in a mine.
    เขาเคยทำงานในเหมืองแร่
 Posted by at 9:30 pm
Oct 082015
 

ความแตกต่างระหว่าง bring กับ take

bringกับ take เนี่ย บางทีก็สับสนเหมือนกันนะว่าจะเลือกใช้คำไหนดี เพราะความหมายมันใกล้เคียงกัน ถ้าเจอประโยคว่า

  • I asked my daughter to take me a cup of tea.
    ฉันขอให้ลูกสาวเอากาแฟมาให้

ประโยคนี้ถ้าดูแบบผิวเผินก็เหมือนจะถูกนะคะ แต่ถ้าสังเกตดูดีๆแล้วมันจะผิดเต็มๆเลยค่ะ

การจะเลือกใช้คำไหนระหว่าง bring กับ take ต้องดูตำแหน่งที่อ้างถึงค่ะ   เช่น

ถ้าสิ่งของนั้นมีทิศทางมาหาเรา ก็จะเข้าข่ายการใช้ bring
แต่ถ้าสิ่งของนั้นมีทิศทางที่ออกไปจากเรา ก็จะเข้าข่ายการใช้ take
หรือพูดง่ายๆคือ คุณขอให้คนอื่น bring สิ่งของนั้นมาให้เรา แต่เรา take สิ่งของนั้นไปที่ที่เราจะไป   ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

bring :นำมา, พามา (ให้เรา)

  • Please bring the book you’ve borrowed to me.
    กรุณาเอาหนังสือที่คุณยืมไปมาให้ฉันด้วย     (สิ่งของมาหาเรา เพราะให้อีกคนเอามาให้)
  • Please bring your report to the class tomorrow.
    กรุณาเอารายงานมาในคาบเรียนพรุ่งนี้ด้วย
  • When you come to school tomorrow, don’t forget to bring the money for the camp to me.
    พรุ่งนี้ตอนมาโรงเรียน อย่าลืมนำเงินค่าเข้าค่ายมาให้ครูด้วย

take :นำไป (จากเรา)หรือเอาสิ่งของนั้นไปด้วย

  • Don’t forget to take a letter from me. You have to give it to your parents.
    อย่าลืมเอาจดหมายไปนะ เธอต้องเอาไปให้พ่อแม่อ่าน
  • I’ll take the CD this evening.
    ฉันจะไปเอาซีดีเย็นนี้

*** ถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่อง bring กับ take ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้ค่ะ

  • Please bring a flashlight and compass to the camp.
    กรุณานำเอาไฟฉายและเข็มทิศมาที่ค่ายด้วย
    (ตัวเราอยู่ที่ค่าย และเราขอให้คนอื่นที่เราพูดด้วยนำมันมาให้เราที่ค่ายด้วย)
  • Please take a flashlight and compass to the camp.
    กรุณาเอาไฟฉายและเข็มทิศไปที่ค่ายด้วย
    ( ให้คนอื่นนั้นนำไฟฉายกับเข็มทิศติดตัวมาด้วย คือนำมันออกมาจากที่ที่คนๆนั้นอยู่)

** น่าจะเคลียร์แล้วนะคะ สำหรับการใช้ bring กับ take ^^

 Posted by at 9:27 pm