Oct 262016
 

by  แปลได้มากกว่าคำว่า “โดย”

ปกติเราจะใช้  by  ในความหมายว่า “โดย”  เพราะเป็นความหมายแรกๆที่เราเรียนกันมา  แต่ถ้าอยากใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมืออาชีพ  เหมือนเจ้าของภาษา  ต้องรู้จัก  by ในความหมายอื่นๆด้วยค่ะ  มาดูกันค่ะว่า by มีความหมายว่าอะไรได้บ้าง

>>by  แปลว่า  โดย   ซึ่งเป็นการบอกวิธีการ  เช่น

  • I get here by bus.
    ฉันมาที่นี่โดยรถเมล์
  • Can I pay by credit card?
    ฉันจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้มั้ย
  • He cut an apple by using a knife on the table.
    เขาหั่นแอปเปิ้ลโดยใช้มีดที่อยู่บนโต๊ะ  (*ในกรณีนี้หลัง by เป็นคำกริยาต้องใส่ ing เพื่อให้เป็นคำนามค่ะ เพราะบุพบทต้องตามด้วยคำนาม)

by ในความหมายนี้  มักจะใช้ในประโยค  passive voice เช่นกันค่ะ  เพื่อบอกว่าทำโดยใคร  เช่น

  • The children were punished by their father.
    เด็กๆ ถูกลงโทษโดยพ่อของพวกเขา

>>ถ้าใช้ by กับเรื่องของเวลา  จะแปลว่า  “ภายใน…”   เช่น

  • You have to hand in your report by this Friday.
    คุณต้องส่งรายงานภายในวันศุกร์นี้
  • The meeting will finish by 5 pm.
    การประชุมจะเสร็จภายใน  5 โมงเย็น

>>ถ้าใช้กับสถานที่ในโครงสร้างประโยค  Verb + by + สถานที่  แปลว่า ผ่าน  เช่น  Continue reading »

 Posted by at 7:01 pm
Oct 262016
 

เจาะลึกการใช้  done  แบบเจ้าของภาษา

ส่วนใหญ่เราจะรู้จัก  done  ว่าเป็นกริยาช่องที่  3 ของ do แต่คุณขา!! มันเป็นคำคุณศัพท์ได้ด้วยค่ะ แปลเก๋ๆว่า  “(ทำบางอย่าง) เสร็จ หรือ (ใช้บางอย่าง)เสร็จ”  ในความหมายนี้มักจะใช้กับบุพบท with  นะคะ   เช่น

  • I’m done with my dinner.
    ทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว
  • Tell me when you’re done with your work.
    บอกฉันละกันตอนที่งานคุณเสร็จแล้ว

การพูดภาษาอังกฤษ  บางครั้งน้ำเสียงที่ใช้ก็สำคัญ  ถ้าน้ำเสียงปกติ  I’m done ก็จะหมายถึงว่า ทำอะไรเสร็จแล้ว  แต่ถ้าน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายหรือรำคาญ  ก็อาจจะแปลว่า “พอแล้ว  ไม่เอาแล้ว”  ก็ได้  เช่น Continue reading »

 Posted by at 6:54 pm
Dec 262015
 

การใช้ would rather

บางครั้งเวลาอ่านๆภาษาอังกฤษเราอาจจะเจอคำว่า …..‘d rather ก็ไม่ต้องสับสนเพราะมันมาจากคำว่า would rather ค่ะ แปลว่า “น่าจะ….ดีกว่า”   หรือแปลว่า “อยากจะ….มากกว่า” มีโครงสร้างในการใช้ดังนี้ค่ะ

1. หากประโยคมีประธานตัวเดียว และพูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    ….would rather + V1( ….than )

เช่น

  • I would rather go home with you.
    ฉันน่าจะกลับบ้านกับเธอมากกว่า
  • She would rather listen to her mom.
    เธอน่าจะฟังแม่ของเธอ
  • You look tired, so you would rather sleep than work.
    คุณดูเหนื่อยๆ คุณน่าจะนอนมากกว่ามานั่งทำงาน

2. ถ้าในประโยคมีประธาน 2 ตัว ที่พูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    Subject 1 + would rather + subject 2 + V2(…than)

เช่น

  • I would ratheryougo.
    ฉันอยากจะให้คุณไปมากกว่า
  • I would ratherSmithcame here today than tomorrow.
    ฉันอยากจะให้สมิธมาที่นี่วันนี้มากกว่าพรุ่งนี้
  • Your parents would rather you not said anything right now.
    พ่อแม่คุณไม่อยากให้คุณพูดอะไรในตอนนี้

3. ถ้าในประโยคมีประธาน 1 ตัว ที่พูดถึงเรื่องในอดีต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

….would rather + have + V3

เช่น

  • I would rather have talked with her in private.
    ฉันอยากจะพูดกับเธอเป็นการส่วนตัวมากกว่า
    (พูดถึงว่า ในอดีตอยากจะพูด แต่ปัจจุบันก็คือยังไม่ได้พูด)
  • Jimmy would rather not have attended the meeting yesterday.
    เมื่อวานจิมมี่ไม่อยากจะเข้าประชุมมากกว่า
    (ในกรณีที่เป็นปฏิเสธให้ใส่ not หน้าhave )

4. ถ้าในประโยคมีประธาน 2 ตัว ที่พูดถึงเรื่องในอดีต มีโครงสร้างประโยคดังนี้

                    …would rather + ประธาน + had + V3

เช่น

  • I would rather my dad had picked me up.
    ฉันอยากให้พ่อมารับฉันมากกว่า
  • David would rather his wife had cooked salmon steak than beef steak.
    เดวิดอยากให้ภรรยาของเขาทำสเต๊กปลาแซลมอนมากกว่าสเต๊กเนื้อ
 Posted by at 6:11 pm
Dec 142015
 

การขออนุญาตในภาษาอังกฤษ (asking for permission)

เวลาที่เราจะขออนุญาตคนอื่นทำอะไรก็ตาม ปกติแล้วก็มักจะใช้ภาษาสุภาพ ในภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ปกติแล้วในภาษาอังกฤษเวลาขออนุญาตมักจะพูดเป็นประโยคคำถามว่าฉันสามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้หรือไม่   มีหลายประโยคและหลายสำนวนที่ใช้พูดเพื่อขออนุญาต ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ can / could

Can กับ Could ความหมายทั่วไปจะใช้ในการพูดถึงความสามารถ แต่can / could จะใช้การขออนุญาตได้ด้วย โดยเขียนหรือพูดในเชิงประโยคคำถาม โดยการใช้ could จะสุภาพกว่าการใช้ can เช่น

  • Can I use your computer?
    ฉันขอใช้คอมพิวเตอร์ได้มั้ยคะ

** ถ้าต้องการให้สุภาพมากขึ้นก็ใช้ could และอาจจะเติม please ไว้ด้านหลังก็ได้ค่ะ

  • Could I use your computer, please?
  • Can I have your name please?
    ขอทราบชื่อคุณหน่อยได้มั้ยคะ
  • Could you move over, please?
    คุณช่วยกรุณาขยับไปหน่อยได้มั้ยคะ

 2. การใช้ may

May ปกติจะใช้ในการคาดการณ์ แปลว่า “อาจจะ” เวลาที่เรานำมาขออนุญาตจะใช้ในรูปประโยคคำถาม เช่น

  • May I turn off the fan?
    ขออนุญาตปิดพัดลมได้มั้ยคะ
  • May I go out please?
    ขออนุญาตออกไปข้างนอกได้มั้ย
  • May I use your camera?
    ขอใช้กล้องถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยคะ

3. ใช้ Do you mind if ……..?   /   Would you mind if ………….?

mindในที่นี้หมายถึง รังเกียจ เวลาขออนุญาต ใช้เป็นประโยคคำถามก็ได้

เช่น

  • Do you mind if I sit here?
    คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะนั่งตรงนี้
  • Would you mind if I borrow you cell phone?
    คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะขอยืมโทรศัพท์มือถือคุณหน่อย

** ที่กล่าวมาแล้วเป็นการแสดงการขออนุญาตแบบประโยคคำถาม แต่ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าอาจจะใช้คำว่า canหรือ mayเช่น

  • You may use the computer.
    เชิญคุณใช้คอมพิวเตอร์ได้
  • You can borrow my money.
    คุณจะยืมเงินฉันก็ได้นะ

แต่ถ้าเป็นการพูดว่าไม่อนุญาต จะใช้คำว่า mustn’t กับ can’tเช่น

  • You mustn’t park here.
    คุณห้ามจอดรถที่นี่
  • You can’t smoke in the building.
    ห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร
 Posted by at 11:58 pm
Dec 142015
 

เวลาเจอฝรั่งพูดเร็ว ไม่เข้าใจ ให้ทำไง?

ปัญหาหนึ่งเวลาพูดกับชาวต่างชาติคือ เวลาเจอฝรั่งพูดเร็วๆ รัวๆ ลิ้นแทบจะพันกัน คนฟังก้อหูแทบจะพันกัน เลยทำใหคนกลัวไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ
แต่!! เป็นเรื่องปกตินะที่เราอาจจะไม่คุ้นกับสำเนียง หรือจับความไม่ทัน จริงๆฝรั่งเค้าก้อไม่ได้พูดเร็วอะไร ก้อเหมือนเราพูดภาษาไทยนี่แหละ สปีดปกติที่ราพูดกัน เพียงแต่เราไม่ชินแค่นั้นเองค่ะ
….เวลาเราฟังไม่ทันก้อจะมีประโยคที่พูดเพื่อบอกให้เค้าพูดใหม่ หรือพูดช้าลง หรือพูดเสียงดังขึ้น…เริ่มจากประโยคเลเวลง่ายๆกันก่อนค่ะ
** sorry?
ปกติ sorry แปลว่า ขอโทษ แต่ ถ้าพูดเป็นประโยคคำถาม จะออกเสียงว่า “ซ่อหริ๊” จะหมายถึง “อะไรนะคะ?/อะไรนะครับ?” เวลาที่เราฟังเค้าพูดไม่ทัน หรือจะใช้คำว่า

  • pardon? (พาร์ด๊อน?)
    อะไรนะคะ/อะไรนะครับ

เป็นประโยคคำถามเหมือนกัน หรือถ้าอยากได้เวอร์ชั่นยาวๆหน่อยก็บอกว่า

  • I beg your pardon? (ไอ เบ๊ก ยอร์ พาร์ด๊อน). ก็ได้ค่ะ

** ถ้าเป็นแบบทางการอีกนิดนึง ก้อให้ถามว่า

  • Can you repeat that please?
    (แคน ยู รีพี๊ท แด้ท พล๊ีส)
    กรุณาพูดใหม่ได้มั้ย
  • หรือ Can you say that again please?
    ก้อแปลเหมือนกันคือให้เขาพูดใหม่

หรือจะบอกว่า

  • I’m sorry. What did you say?
    ขอโทษนะ เมื่อกี๊คุณพูดว่าอะไรนะ

แต่ถ้าอยากให้เขาพูดช้าลงหน่อย ก้อบอกว่า

  • Can you please slow down?
    (แคน ยู พลี๊ส สโลว์ ดาวน์)
    ช่วยพูดช้าลงหน่อยได้มั้ย

หรือ

  • Could you speak slowly please?
    คุณช่วยพูดช้าลงได้มั้ย

ถ้าเราฟังในสิ่งที่เค้าไม่เข้าใจ หรือยังมึนๆงงๆอยู่ ก็อาจจะพูดว่า

  • I’m sorry. I didn’t get you. หรือ I’m sorry. I didn’t get what you said.
    ขอโทษนะคะ/นะครับ ฉัน/ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด
  • I’m sorry. I didn’t catch what you said.
    ขอโทษนะคะ/นะครับ ฉัน/ผมฟังไม่ทัน
  • I’m sorry. I didn’t keep up with what you said.
    ขอโทษนะคะ/นะครับ ฉัน/ผมฟังไม่ทัน

คราวนี้ก้อไม่ต้องกลัวแล้วว่าถ้าฟังฝรั่งไม่รู้เรื่องจะต้องวิ่งหนี สปี๊คประโยคข้างบนนี้ใส่ เดี๋ยวก้อรู้เรื่องเอง ถ้าถามหลายๆรอบแล้วเรายังฟังไม่รู้รื่อง เดี๋ยวฝรั่งเค้าก้อเดินหนีเราไปเอง

ลองเอาไปฝึกพูดดูนะคะ มีหลายประโยค หลายระดับความยากง่ายให้เลือกใช้

 Posted by at 11:52 pm
Nov 302015
 

help! help! คำนี้ใช้ยังไง

คำว่า help ดูเหมือนว่ามันจะใช้ยังไงก็ได้ใช่มั้ย แต่มันมีหลักการของมัน เช่น เวลาที่เราต้องการจะบอกว่า ใครช่วยทำอะไร หรือเราช่วยทำอะไร จะต้องพูดว่ายังไง มาดูโครงสร้างที่ใช้ help กันค่ะ ว่าใช้ได้กี่แบบ

1.  …help + Verb infinitive   (ช่วยทำอะไร)

helpในกรณีนี้จะตามด้วยกริยาที่เป็นรูปเดิม ไม่ผันไม่เติม ถึงแม้ว่าจะเป็น tense ที่ไม่ใช่ present tense

  • She helped cook dinner.
    หล่อนช่วยทำอาหารเย็น
  • My sister always helps do my homework.
    พี่สาวฉันช่วยฉันทำการบ้านอยู่บ่อยๆ

2.  ….help someone (to) do something (ช่วยใครทำอะไร)

  • I’ve helped him hold the meeting.
    ฉันช่วยเขาจัดงานประชุม
  • He helped me carry the luggage.
    เขาช่วยฉันยกกระเป๋าเดินทาง

3. Help ในสำนวน can’t help + Ving (อดไม่ได้ / ทนไม่ได้)
helpในสำนวนนี้จะต้องตามด้วย กริยาเติม ing เสมอ เช่นตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • I can’t help asking him about his rumor.
    ฉันอดไม่ได้ที่จะถามเขาเรื่องข่าวลือ
  • She can’t help falling for him because he is very nice.
    เธออดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักเขาเพราะเขาเป็นคนน่ารัก

** ข้อสังเกตคือเวลาที่เราจะผัน tense ให้เราผันที่คำว่า help เช่น ถ้าเป็น present continuous tense

  • She’s helping me to tidy up the room.
    เธอกำลังช่วยฉันจัดห้อง

(ผัน present continuous tense ที่คำว่า help ส่วนกริยาหลัง help เป็นรูปเดิม ไม่เติมไม่ผัน หรือ infinitive)

 Posted by at 11:54 pm
Nov 302015
 

just แปลได้มากกว่า “แค่”

คำว่า just ฟังดูเป็นคำง่ายๆนะ แต่เอาเข้าจริงเวลามันโผล่ในประโยคต่างๆก็ทำเอาเรางงได้เหมือนกัน ปกติเราจะรู้จัก just ในความหมายว่า “แค่ หรือ เพิ่งจะ” แค่นั้น แต่จริงๆแล้วมันมีความหมายมากกว่านั้น มาดูความหมายของ just ในความหมายต่างๆกันค่ะ

1. Just ก็แปลว่า “แค่”

ในความหมายนี้ just จะทำหน้าที่เป็น adverb (กริยาวิเศษณ์) เป็นความหมายที่เรารู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น

  • I just want to warn you not to be rude with me.
    ชั้นก็แค่อยากจะเตือนคุณว่าอย่ามาหยาบคายกับฉัน
  • My shop is just across the road.
    ร้านของฉันอยู่แค่ฝั่งตรงข้ามเอง

** หรือในบางความหมายเราอาจจะแปลว่า “แค่….แหละ” เพื่อให้ได้อารมณ์ภาษาพูด เช่น

  • Just like that.
    แบบนั้นแหละ
  • Just do it.
    แค่ทำมันเท่านั้นแหละ
  • Just be yourself.
    แค่เป็นตัวเองเท่านั้นแหละ

2. Just ในความหมายว่า “เพิ่งจะ”

  • We just got here.
    พวกเราเพิ่งจะมาถึงที่นี่
  • I’ve just had dinner.
    ฉันเพิ่งจะกินอาหารเย็น

3. ถ้าพูดถึงเรื่องเวลา จะหมายถึงว่า “พอดี ตรงเผง” เช่น

  • I reached home just at 5 o’clock.
    ฉันถึงบ้านตอน 5 โมงพอดี
  • The meeting began just at 9 a.m.
    การประชุมเริ่มตอน 9 โมงพอดีเป๊ะ

** ถ้าjust ไปรวมกับ now เป็น just now จะแปลว่า เมื่อกี้นี้, เมื่อสักครู่นี้ เช่น

  • The light went out just now.
    ไฟดับเมื่อกี้นี้เอง

4. Just แปลว่า “เที่ยงตรง, ยุติธรรม” เช่น

  • He’s a just man.
    เขาเป็นคนยุติธรรม
  • It was a just sentence for the drug seller to get life in jail.
    มันเป็นการตัดสินที่ยุติธรรมแล้วสำหรับพ่อค้ายาเสพติดคนนั้นที่จำคุกตลอดชีวิต

เอาเป็นว่า เจอ just ที่ไหนก็อย่าแปลว่า “แค่ หรือ เพิ่งจะ” อย่างเดียว ลองดูบริบทแล้วแปลความหมายอื่นบ้างนะคะ ^^

 Posted by at 11:52 pm
Nov 112015
 

ใช้ only ยังไงให้ความหมายไม่เพี้ยน

หลายคนยังสับสนกับการใช้ only เพราะไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนในประโยค หลักง่ายๆในการใช้ only คือ “ต้องการขยายคำไหน ให้วาง only ไว้ใกล้ๆกับคำนั้น”

ลองเปรียบเทียบประโยคข้างล่างดูนะคะ

  • Only I hit him in the eye yesterday.
    ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ตีเขาที่ตาเมื่อวานนี้ (ไม่มีคนอื่นทำนอกจากฉัน)
  • I only hit him in the eye yesterday.
    ฉันตีเขาเท่านั้นที่ตาเมื่อวานนี้ (ฉันตีอย่างเดียว ไม่ได้ต่อย ไม่ได้ตบเขา)
  • I hit only him in the eye yesterday.
    ฉันตีแค่เขาเท่านั้นที่ตาเมื่อวานนี้ (ฉันไม่ได้ตีคนอื่นนอกจากเขา)
  • I hit him only in the eye yesterday.
    ฉันตีเขาแค่ด้านในตาเท่านั้นเมื่อวานนี้ (ไม่ได้ตีที่นอกตา ตีด้านในตาเขาเท่านั้น)
  • I hit him in only the eye yesterday.
    ฉันตีเขาที่ตาเท่านั้นเมือวานนี้ (ไม่ได้ตีที่ส่วนอื่นของร่างกาย)
  • I hit him in the eye only yesterday.
    ฉันตีเขาที่ตาแค่เมื่อวานเท่านั้น (วันอื่นไม่ได้ตี)
  • I hit him in the eye yesterday only.
    ฉันตีเขาที่ตาเมื่อวานนี้เท่านั้น (วันอื่นไม่ได้ตี มีความหมายใกล้เคียงกับประโยคด้านบน)

** เห็นมั้ยคะว่าถ้าวางตำแหน่งไม่เหมือนกัน ส่วนที่ไปขยายก็ไม่เหมือนกันแล้ว ฉะนั้นเวลาจะเลือกใช้ก็ระวังนิดนึงนะคะ

เพิ่มเติมนิดนึงคือ ถ้า only อยู่แทรกกลางระหว่าง คำแสดงความเป็นเจ้าของ กับ คำนาม จะแปลว่า “มีเพียงหนึ่ง” เช่น

  • My only child           ลูกเพียงคนเดียวของฉัน
  • His only hope          ความหวังเดียวของเขา
  • Their onlyhouse      บ้านหลังเดียวของพวกเขา

** การใช้ onlyขยายคำนาม + adj. clause
การใช้ only ที่ขยายคำนาม แล้วตามด้วย adjective clause นั้นมีสองกรณีคือ

1. เมื่อ only ทำหน้าที่แยกคำนามนั้นออกจากนามอื่นๆ จะไม่ใส่ comma หน้าและหลัง adjective clause หรือ relative clause และใช้ that เป็น relative pronoun เช่น

  • He is the only student that I saw here.
    เขาเป็นนักเรียนแค่คนเดียว(จากนักเรียนคนอื่นๆ) ที่ฉันเห็นที่นี่

2. ถ้า only ขยายคำนามนั้นเพื่อแสดงว่า มีเพียงหนึ่ง จะใช้ that เป็น relative clause ไม่ได้ และต้องใส่ comma หน้าและหลัง relative clause นั้น เช่น

  • My only child, who works in Bangkok, is going to get married.
    ลูกคนเดียวของฉันที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ กำลังจะแต่งงาน
 Posted by at 9:56 pm
Nov 112015
 

การใช้ hope (hope กับ wish ต่างกันอย่างไร)

Hope เป็นคำนามก็ได้แปลว่า ความหวัง แต่ถ้าเป็นกริยาจะแปลว่า หวัง   บางคนก็อาจจะคิดว่า hope กับ wish มันใช้แทนกันได้ แต่จริงๆแล้วมันมีข้อแตกต่างในการใช้ 2 ตัวนี้อยู่เล็กน้อยค่ะ

ปกติ wish เราจะใช้แสดงความปรารถนาหรือต้องการที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือ เป็นไปได้น้อยมากๆ หรือแสดงความปรารถนาในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้วว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็นไปไม่ได้ และรูปประโยคที่ใช้ก็จะเป็นรูปอดีตเสียส่วนใหญ่

แต่ hope จะเป็นการแสดงความหวังหรือความปรารถนา ในอนาคตซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงกว่าการใช้ wish และรูปโครงสร้างประโยคที่ใช้ก็จะเป็น present tense หรือ future tense ซึ่ง wish มักจะไม่ใช้คู่กับ present tense

ลองเปรียบเทียบ 2 ประโยคนี้นะคะ

  • I wish I could go to your wedding party.
  • I hope I can go to your wedding party.

สองประโยคนี้ความหมายที่สื่อออกมาจะต่างกัน

ประโยคแรกใช้ wish ความหมายที่ออกมาจะเป็นเชิงลบคือ ฉันอยากจะไปงานแต่งงานของคุณ แต่ไม่สามารถไปได้เพราะติดธุระบางอย่าง

แต่ประโยคที่สองที่ใช้ hope นั้นคือการแสดงความปรารถนาหรือความหวังว่าฉันจะสามารถไปงานแต่งงานของคุณที่กำลังจะจัดขึ้นได้ ซึ่งดูแล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าจะไปได้เพราะไม่มีธุระที่ไหนหรือติดงานสำคัญอะไร

ลองมาดูโครงสร้างการใช้ hope กันบ้าง

1.  hope + to infinitive
เช่น

  • I hope to get a scholarship to study abroad.
    ฉันหวังว่าฉันจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ
  • I hope to hear from you soon.
    ฉันหวังว่าจะได้รับข่าวจะคุณเร็วๆนี้

2. hope + (that) + clause (ประโยค)
เช่น

  • I hope that it will not happen again.
    ฉันหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
  • I hope she accept my apology.
    ฉันหวังว่าเธอจะรับคำขอโทษจากฉัน
  • I hope that everything goes well.
    ฉันหวังว่าทุกอย่างจะไปได้สวย

3. hope + for + Noun
เช่น

  • I hope for your kind consideration.
    ฉันหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากคุณ
  • I’m hoping for picture from my mom.
    ฉันกำลังรอรูปจากแม่

** สังเกตมั้ยคะว่า tense หลัง hope จะเป็น present tense หรือ future tense ทั้งนั้น ไม่มีรูปอดีตเลย

 Posted by at 9:53 pm
Nov 112015
 

การใช้ wish แสดงความปรารถนา

Wish ใช้ได้ในสองสถานการณ์หลักๆ คือ แสดงความปรารถนา และ การอวยพร แต่ในที่นี้เราจะมาอธิบายการใช้wish เพื่อแสดงความปรารถนาของผู้พูด โดยความปรารถนาที่จะพูดถึงนี้ก็มีหลายรูปแบบด้วยกันดังนี้ค่ะ

1. Wish+ to + V(infinitive) : ใช้พูดแสดงความต้องการ มีความหมายเหมือนกับ want หรือ would like to แต่มีความสุภาพมากกว่า เช่น

  •  Do you wish to move the seat?
    คุณอยากจะเปลี่ยนที่นั้งมั้ย
  • I wish to see your boss.
    ฉันอยากจะพบเจ้านายของคุณ

2. Wish + past simple :   ใช้แสดงความปรารถนาที่ตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน ซึ่งเราอยากให้เป็นอย่างที่เราฝัน แต่มันเป็นไปได้ยากเหลือเกิน เช่น เราเห็นเพื่อนได้ไปทำงานในอเมริกา แล้วเราก็อยากไปบ้าง แต่มีโอกาสน้อยมากๆที่เราจะได้ไป เราก็บอกว่า

  • I wish I could work in America.

ตัวอย่างอื่นๆ

  • I wish I were a superman.
    (ปกติแล้วหลัง I ต้องเป็น was ใช่มั้ยคะ แต่ถ้าตามหลังwish ให้ใช้ were ค่ะ)
  • I wish it were Sunday today so I could sleep more.
    ฉันอยากให้วันนี้เป็นวันอาทิตย์ฉันจะได้นอนยาวๆ

3. Wish + past continuous : ใช้แสดงความปรารถนาว่าตอนนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ แต่เราไม่ได้กำลังทำอยู่ เช่น วันนี้ติดประชุมเลยไม่ได้ไปกินข้าวเย็นกับเพื่อน คุณเลยบอกเพื่อนว่า

  • I wish I was having dinner with you at The Moroccan restaurant.
    ฉันได้แต่หวังว่าจะได้ไปกินข้าวที่ร้านThe Moroccan กับคุณตอนนี้ (ตอนนี้ไปไม่ได้ ติดประชุมอยู่)
  • I wish we were enjoying the trip in Japan.
    ฉันได้แต่หวังว่าพวกเราจะกำลังสนุกกับทริปในญี่ปุ่น (แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะอาจจะกำลังติดงานหรือติดธุระอยู่ เลยไม่ได้ไป)

4. Wish + past perfect : ใช้แสดงความปรารถนาที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต คือหวังว่าเราน่าจะได้ทำอย่างนั้นแต่ไม่ได้ทำ กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เช่น

  • I wish we hadn’t known each other.
    ฉันอยากให้เราไม่ต้องมารู้จักกันเลยจะดีกว่า (ตอนนี้ได้รู้จักไปแล้ว และเขาก็ได้ทำไม่ดีกับเรา)
  • I wish I had told him about Jenny.
    ฉันน่าจะบอกเขาไปเรื่องเจนนี่ (แต่ไม่ได้บอก)
  • Sometimes I wish I had never been born.
    บางทีฉันก็คิดนะว่าฉันไม่น่าเกิดมาเลย (ตอนนี้เกิดมาแล้ว)

5. Wish + would / could : ใช้แสดงความไม่พอใจกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน คาดหวังให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น

  •  I wish he could speak louder.
    ฉันอยากจะให้เขาพูดดังกว่านีหน่อย (ตอนนี้พูดเบาไป ไม่ได้ยิน)
  • I wish you would stop smoking.
    ฉันหวังให้คุณเลิกสูบบุหรี่ซะที
 Posted by at 9:50 pm