Apr 082017
 

May be กับ Maybe ต่างกันอย่างไร

May be  กับMaybe ดูเผินๆเหมือนจะเป็นคำเดียวกันใช่มั้ยคะ ต่างกันแค่เว้นวรรคกับไม่เว้นวรรค ถึงความหมายมันจะเหมือนกันแต่จริงๆแล้วมันใช้แทนกันไม่ได้นะคะ

Maybe เป็นคำๆเดียว เราใช้คำว่า  maybeในความหมายว่า  อาจจะ  หรือ  บางที ซึ่งเป็น adverb เรามักเห็น maybe ขึ้นต้นประโยค ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

  • Maybe it will rain soon. I have to hurry.
    บางทีฝนอาจจะตกเร็วๆนี้  ฉันต้องรีบแล้วแหละ
  • Maybe the flight is delayed. The weather is terrible.
  • บางทีเที่ยวบินอาจจะล่าช้า  สภาพอากาศมันแย่มาก

หรือบางทีอาจจะเจอ maybe อยู่ท้ายประโยคก็ได้ เช่น

  • A: There’s something wrong with my mobile phone. I can’t turn it on.
    โทรศัพท์มือถือฉันต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ๆ  เปิดไม่ได้เลย
  • B: It could be a virus, maybe.
    บางทีอาจจะเป็นไวรัสก็ได้นะ

มาดูทางฝั่งของ may beกันบ้าง   จะเห็นว่า  may be มีการแยกคำกัน  ซึ่งมันก็แยกออกเป็นสองส่วน  may เป็น modal verb ที่แปลว่า  “อาจจะ”  แล้ว be ล่ะ มายังไง   ในกรณีนี้ไม่ใช่ทุกครั้งที่มี may แล้วต้องมี be ตามเสมอ เพราะปกติ  may จะตามด้วยคำกริยารูปธรรมดาไม่ผันหรือที่เราเรียกว่า กริยา infinitive นั่นเอง  เช่น Continue reading »

 Posted by at 2:54 pm
Apr 082017
 

ความแตกต่างระหว่าง say, tell, speak, talk

สงสัยกันใช่มั้ยคะว่า  คำว่า say  tell  speak  talk  เนี่ยมันต่างกันตรงไหน  ความหมายบางทีมันก็เหมือนกันหรือไม่ก็ใกล้เคียงกันเหลือเกิน  บางครั้งดูเหมือนจะเป็นคำพื้นๆที่หยิบมาใช้ได้ง่ายๆใช่มั้ย  แต่เคยสังเกตมั้ยว่าเราอาจจะใช้ผิดไปบ้างหรือเปล่า  เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลายๆคำเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วมีความหมายเหมือนกัน  แต่บางครั้งก็ใช้ในสถานการณ์หรือบริบทที่ต่างกัน  นี่อาจจะเป็นความยากของภาษาอังกฤษหากเราเข้าใจภาษาอังกฤษแบบผิวเผิน  เอาล่ะค่ะมาดูความแตกต่างระหว่าง 4 คำนี้กันค่ะ

—- say —-

sayแปลว่า  “พูด”  ซึ่งความหมายว่าพูดในที่นี้ต้องการระบุถึงตัวคำพูดด้วย คือ พูดว่าอะไรนั่นเองค่ะ  เช่น

  • She always says “Hi” to me when she sees me.
    เธอมักจะทักทายสวัสดีกับฉันเวลาเจอฉัน

Say + ประโยค  ก็ได้

  • They said that they were sick of being punished.
    พวกเขาพูดว่าพวกเขาเบื่อหน่ายกับการถูกลงโทษ

ดังนั้นการใช้ say จึงเหมือนการเน้นคำพูด  หรือสิ่งที่พูดออกไป

—- speak —-

speakก็แปลว่า พูด  ถามว่า พูดในความหมายเหมือนกับ say มั้ย  ก็อาจจะจุดที่ต่างกันเล็กน้อยคือ  speak จะเป็นการพูดเรื่องทั่วๆไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกันสองคน หรือพูดในสถานการณ์ที่ให้คนหลายๆคนฟังหรือพูดนำเสนออะไรต่างๆ เช่น Continue reading »

 Posted by at 2:36 pm
Mar 032017
 

likeกับ prefer ต่างกันอย่างไร

ถ้าจะบอกว่าชอบอะไรแน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงคำว่า like ก็เรียนกันมาตั้งนมตั้งนานก็รู้จักแต่คำว่า like นี่แหละที่แปลว่า  “ชอบ”    เช่น  ถ้าจะบอกว่า  “ฉันชอบเดินไปโรงเรียน”  ก็ต้องบอกว่า

  • I like to walk to school.
  • I like walking to school.

likeถ้าหากตามด้วยคำกริยาสามารถ  ใช้เป็น infinitive with to (to + V.1)   หรือใช้  Verb เติม ing ก็ได้ค่ะ  ใช้แบบไหนก็ได้เลือกได้เลยความหมายไม่ต่างกันค่ะ   ถ้าหากสิ่งที่ชอบเป็นคำนามก็วางคำนามนั้นหลัง  like ได้เลยค่ะ  เช่น

  • I like fried rice with a lot of sausages.
    ฉันชอบกินข้าวผัดที่ใส่ไส้กรอกเยอะๆ

แต่ถ้าเราอยากบอกว่า “ชอบเดินไปโรงเรียนมากกว่านั่งรถเมล์”  ลองเดาสิคะว่าจะใช้คำว่าอะไร?? เพราะประโยคนี้จะเห็นว่าเป็นการเลือกชอบอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองอย่าง  แน่นอนค่ะ  เราก็ใช้คำว่า  prefer นั่นเอง เพราะ  prefer แปลว่า  “ชอบมากกว่า”    หลักกการใช้คำว่า prefer จะมีโครงสร้างดังนี้ค่ะ

prefer something to something

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:36 pm
Mar 032017
 

ความแตกต่างระหว่าง during กับ while

duringกับ while มีความหมายใกล้เคียงกัน  คือหมายถึง  ระหว่างที่…  หรือ ในช่วงที่….  ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับบางคนและอาจจะคิดว่ามันสามารถใช้แทนกันได้  แต่จริงๆแล้วมันมีวิธีใช้ที่แตกต่างกันค่ะ  เทคนิคการจำการใช้สองคำนี้ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ  มาดูกันเลย

เวลาที่ใช้  during จะต้องตามด้วย คำนาม หรือ กลุ่มคำนาม

During + Noun 

เช่น

  • During the class, I fell asleep.
    ระหว่างที่เรียน  ฉันรู้สึกง่วง
  • The manager has already made up his mind during the meeting.
    ผู้จัดการได้ตัดสินใจแล้วระหว่างการประชุม

** เราจะไม่ใช้During studying in the class, I fell asleep. (X)

แต่ถ้าจะใช้  while จะต้องตามด้วย  คำกริยา ซึ่งกริยาอาจจะอยู่ในประโยคแบบเต็มๆคือมีประธานและกริยา  หรือจะตามด้วยกริยาที่เติม ingก็ได้

While + ประโยค (Subject + verb)

While + Ving

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:30 pm
Mar 032017
 

การใช้  also, as well, too  ใช้ต่างกันอย่างไร

also, as well และ too สามคำนี้มีความหมายเหมือนกันคือ  “อีกด้วย หรือ ด้วยเหมือนกัน” แต่มีวิธีใช้ที่ต่างกันค่ะ

— also —-

โครงสร้างประโยคของ also  เรามักจะวาง also ไว้หน้าคำกริยาแท้ในประโยค  เช่น

  • I hate you but I also love you.
    ฉันเกลียดคุณแต่ฉันก็ยังรักคุณด้วย  (ฉันทั้งรักทั้งเกลียดคุณ)
  • Jeffry speaks English. He also speaks Spanish.
    เจฟฟรี่พูดภาษาอังกฤษ  แล้วเขาก็ยังพูดภาษาสเปนอีกด้วย

แต่ถ้าในประโยคนั้นมี  verb to be ให้วางไว้หลัง verb to be เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:27 pm
Mar 012017
 

คำคล้าย….ชวนสับสน!!??

ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์อยู่หลายคำที่อาจจะเขียนเหมือนกันหรือออกเสียงคล้ายๆกัน  ซึ่งก็สร้างความสับสนให้กับคนใช้ภาษาอังกฤษไม่น้อยเลยทีเดียว  ลองมาดูกันสิว่ามีคำว่าอะไรบ้าง

—- advise // advice  —-

adviseเป็นคำกริยา  แปลว่า  ให้คำแนะนำ, แนะนำ

  • She advised me to go to the doctor for a checkup.
    เธอแนะนำให้ฉันไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย

adviceเป็นคำนาม  แปลว่า  คำแนะนำ

  • He doesn’t need my advice.
    เขาไม่ต้องการคำแนะนำของฉัน

—- compliment // complement—- Continue reading »

 Posted by at 7:06 pm
Feb 272017
 

look  watch  see  ต่างกันอย่างไร

ภาษาอังกฤษมีหลายคำที่มีความหมายคล้ายๆกัน  เล่นเอางง!! ว่าจะเอาไปใช้ยังไง  เช่น  สามคำนี้  คือ look  watch  see  เรามาดูกันค่ะว่า สามคำนี้มีวิธีใช้ที่ต่างกันอย่างไร

—- see —- แปลว่า  เห็น 

เราจะใช้คำว่า see ในความหมายว่าเป็นการมองเห็น  การรับรู้จากประสาทสัมผัสของตา  แบบไม่ได้ตั้งใจดู หมายความว่า  เราไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะดูสิ่งนั้นแต่เราเห็นเองจากการรับรู้ทางสายตา และมักเป็นการมองเห็นในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ เช่น

  • I saw your brother at the party last night.
    ฉันเห็นพี่ชายเธอด้วยที่งานปาร์ตี้เมื่อคืน

** เราจะไม่ใช้ see ในรูปของ present continuous tense ในความหมายว่า กำลังเห็น  แต่เราจะใช้คำว่าcan เข้ามาช่วย  เช่น

  • I can see the players very clearly from here.
    ฉันเห็นผู้เล่นได้ชัดมากเลยจากตรงนี้

—- look —- แปลว่า มอง

คำว่า look จะใช้เมื่อเราตั้งใจดูอะไรสักอย่างหนึ่ง  หรือเพ่งพินิจดูเพื่อพิจารณา  ถ้าไม่มีกรรมเราใช้ look เฉยๆ แต่ถ้ามีกรรมเรามักจะใช้ look at  เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:06 pm
Nov 152016
 

good กับ well ต่างกันอย่างไร

goodกับ well สองคำนี้ก็แปลว่า  ดี  ทั้งคู่  หลายคนก็เลยถามว่า  แล้วใช้แทนกันได้มั้ย มาดูค่ะว่า good กับ  well ใช้อย่างไร

>>goodเป็น  adjective  เพราะฉะนั้นมันจึงทำหน้าที่ขยายคำนาม  วิธีใช้ก็คือจะวางไว้หลัง verb to be หรือ linking verb  เช่น

  • The show was so good.
    การแสดงดีมากเลย
  • It sounds good.
    ฟังดูดีนะ

หรือวางไว้หน้าคำนามก็ได้เพื่อขยายนามนั้น  เช่น

  • That is a good choice.
    นั่นเป็นตัวเลือกที่ดี
  • You are my good friend.
    เธอเป็นเพื่อนที่ดีของฉันนะ

>>well เป็น adverb  ซึ่งหน้าที่ของมันจะทำหน้าที่ขยายกริยา  เพื่อบอกว่าใครทำกริยานั้นๆอย่างไร  เช่น

  • Last night, you sang well.
    เมื่อคืนคุณร้องเพลงได้เพราะมาก
  • This building has been well designed to conserve energy.
    ตึกนี้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อประหยัดพลังงาน

และเรามักใช้ well ไปรวมกับคำกริยาแล้วทำให้กลายเป็น adjective ได้ เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:51 am
Dec 012015
 

have กับ have got ใช้ต่างกันอย่างไร

เวลาที่เราได้ฟังฝรั่งพูดว่ามีอะไร บางครั้งเราก็จะได้ยินว่า I have มั่งแหละ และบางครั้งเราก็ได้ยินเขาพูดว่า I have got บ้างแหละ ตกลงว่ามันเหมือนหรือมันต่างกันยังไงนะ เจ้า have กับ have got เนี่ย

มาพูดถึง have ก่อนค่ะ ความหมายง่ายๆเบสิคๆของมันเลยก็คือ แปลว่า มี   และเจ้า have got ก็แปลว่า มี ได้เหมือนกัน แต่ have got จะเป็น British English ซึ่งมักจะได้ยินในภาษาพูดมากกว่าเห็นในภาษาเขียน เช่น

  • We have enough hamburgers for everyone tonight.

ก็จะมีความหมายเหมือนกับ

  • We have got enough hamburgers for everyone tonight.
    พวกเรามีแฮมเบอร์เกอร์เพียงพอสำหรับทุกคนในคืนนี้

และแน่นอนว่า!! ถ้าหากประธานเป็นเอกพจน์ก็จะเป็น has หรือ has got เช่น

  • She has a lot of homework this semester.
  • She has got a lot of homework this semester.
    เธอมีการบ้านเยอะมากในเทอมนี้

** แต่ข้อสังเกตคือ have got จะใช้แทน have ในความหมายว่า “มี” ได้เท่านั้น   เพราะ have แปลเป็นอย่างอื่นได้อีกนอกจากคำว่า มี คือแปลว่า กิน หรือมีความหมายคล้ายๆ take ก็ได้ เช่น

  • I usually have breakfast with my sister before going to school.
    ฉันมักจะกินอาหารเช้ากับน้องสาวก่อนไปโรงเรียน
  • I washaving a shower (take a shower) when he called me.
    ฉันกำลังอาบน้ำอยู่ตอนที่เขาโทรหา

ในความหมายเหล่านี้จะใช้ have got หรือ has got แทนไม่ได้ และข้อควรจำอีกอย่างก็คือ have กับ have got ในความหมายว่า มี ไม่สามารถทำเป็น present continuous tense ได้ แต่ have ในความหมายอื่นทำได้

และข้อแตกต่างระหว่าง have กับ have got ก็คือ เวลาทำเป็นรูปประโยคปฏิเสธและคำถาม

have got เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธสามารถใส่ not หลัง have ได้เลย เป็น have not got หรือ haven’t got และเมื่อทำเป็นรูปประโยคคำถามสามารถเอา have มาขึ้นต้นประโยคได้เลย เช่น

  • I have got a car.   (ประโยคบอกเล่า)
  • I haven’t got a car. (ประโยคปฏิเสธ)
  • Have you got a car?          (ประโยคคำถาม)

1448902887251

** ขอบคุณรูปภาพจาก facebook: learn English 1

รูปการใช้ have got สามารถเทียบได้จากตารางด้านบนเลยค่ะ แต่ถ้าเป็น have ในกรณีที่เป็นกริยาแท้ จะไม่สามารถใส่ not หลัง have ได้เลย แต่ถ้าในกรณีที่เป็นกริยาช่วยhave ถึงจะใส่ not ได้   แล้วเวลาทำเป็นประโยคปฏิเสธของ have ทำอย่างไร? วิธีการก็คือให้เราใช้ verb to do เข้ามาช่วย เช่น

I have a car.                                         She has a car.
I don’t have a car.                                 She doesn’t have a car.
Do you have a car?                               Does she have a car?

** คราวนี้ก็คงกระจ่างแล้วนะคะสำหรับการใช้ have กับ have got ^^

 Posted by at 12:04 am
Aug 232015
 

ความแตกต่างระหว่าง sometimes, sometime, some time

sometime, sometimes, some time สามตัวนี้มักจะใช้ผิดกันบ่อย บางคนสับสนว่าจะใช้ sometime ตัวไหนดี ในเมื่อมันสะกดเหมือนกันแต่อาจจะเขียนต่างกันเล็กน้อย ก่อนจะไปดูความหมายของแต่ละตัว เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า time กันก่อน

time เป็นได้ทั้ง คำนามที่นับได้ ที่แปลว่า “ครั้ง” และคำนามที่นับไม่ได้ ที่แปลว่า “เวลา”

  • How many times do I have to tell you?
    ฉันต้องบอกคุณกี่ครั้งกันเนี่ย
  • How much time will you spend on this report?
    คุณจะใช้เวลาสักเท่าไหร่ในการทำรายงานฉบับนี้

มาดูการใช้ sometime, sometimes, some time แต่ละตัวกันค่ะ

 *** sometime ***

sometime ที่เขียนติดกันแบบนี้ แปลว่า “เวลาหนึ่งเวลาใดในอนาคต หรือ เวลาที่ไม่แน่นอน ระบุไม่ได้ในอดีต” พูดอย่างนี้อาจจะยังนึกภาพไม่ออก ลองดูประโยคตัวอย่างนี้นะคะ

  • Call me sometime.
    ว่างๆก็โทรหาบ้างนะ   (ผู้พูดต้องการให้โทรหาบ้างเวลาไหนก็ได้ในอนาคตนับจากวันที่พูด)
  • Our house was built sometime in 1997.
    บ้านของเราสร้างในปี 1997  (พูดถึงเวลาในอดีตที่ไม่ได้ระบุอย่างแน่นอนว่าเกิดขึ้นในช่วงไหนของปี 1997)

 *** some time ***

some time ที่เขียนแยกกันแบบนี้มีความหมายว่า “ช่วงระยะเวลาหนึ่ง” ส่วนใหญ่มักใช้ในความหมายว่าใช้เวลาไปช่วงหนึ่ง ระยะหนึ่ง กับการทำอะไรสักอย่าง some time แบบนี้ก็เหมือนกับการใช้ some + Noun ตัวอื่น ซึ่ง some ในที่นี้จะแปลว่า “จำนวนหนึ่ง” เช่น

some books, some water, some students, etc ตัวอย่างประโยคเช่น

  • My report was rejected and I’ll take some time to rewrite it.
    รายงานของฉันไม่ผ่านและฉันก็ต้องใช้เวลาเขียนใหม่สักระยะ
  • He has been away for some time.
    เขาไม่อยู่สักระยะแล้ว

*** sometimes ***

sometimes ในความหมายที่พูดถึงต่อไปนี้ บังคับเลยว่าต้องมี s ห้อยท้ายเสมอ โดยจะแปลว่า “บางครั้งบางคราว” มักใช้ในประโยคที่เป็น present simple tense เช่น

  • We sometimes argue over stupid things.
    บางครั้งเราก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องงี่เง่า
  • Sometimes I feel like living alone.
    บางครั้งฉันก็รู้สึกอยากอยู่คนเดียว
 Posted by at 10:58 pm