admin

Aug 162018
 

Adjective ที่วางหน้าคำนามไม่ได้

Adjective หรือคำคุณศัพท์ คือคำที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม  ปกติก็จะวางไว้หลัง verb to be หรือ linking verb หรือวางไว้หลังคำนาม  แต่กฎทุกกฎก็ย่อมมีข้อยกเว้น (อีกแล้ว)  เพราะคำคุณศัพท์บางคำไม่สามารถวางไว้หน้าคำนามได้ แต่จะตามหลัง verb to be หรือ linking verb แทนค่ะ คำในกลุ่มนี้มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

คำคุณศัพท์ที่มักขึ้นต้นด้วยตัวอักษร a  เช่น

  • ablaze (ไหม้)
  • aflame (ที่ลุกไหม้)
  • afloat  (ลอย)
  • afraid  (กลัว)
  • alight  (ที่กำลังลุกโชน เต็มไปด้วยพลัง)
  • alike (เหมือน)
  • alive (มีชีวิต)
  • alone (โดยลำพัง)
  • aloof (ที่อยู่ไกล)
  • ashamed (น่าอับอาย ละอายใจ)
  • askew (เฉ เอียงไปข้าง)
  • asleep (นอนหลับ)
  • awake (ตื่น)
  • aware (ตระหนักรู้)

ตัวอย่างประโยค Continue reading »

 Posted by at 10:23 pm
Aug 162018
 

Adjective ที่เติม ly แล้วมีความหมายที่แตกต่างออกไป

เราอาจจะพอรู้กันมาบ้างแล้วว่า การจะทำให้ adjective เป็น adverb ได้นั้นทำได้โดยการเติม –ly เข้าไปท้ายคำ ซึ่งความหมายก็จะไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก  เช่น

easy (ง่าย) —  easily (อย่างง่าย)
polite (สุภาพ) — politely (อย่างสุภาพ)
simple (ธรรมดา เรียบง่าย) — simply (อย่างธรรมดา อย่างเรียบง่าย)

  • She is a polite student.
  • She always speaks politely with teachers and her friends.
  • I just simply said something.

แต่มันมีบางคำที่เมื่อเติม ly เข้าไปแล้วความหมายกลับไม่ใกล้เคียงความหมายเดิมเอาซะเลย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่คนไทยใช้กันผิดบ่อยๆค่ะ  มีคำว่าอะไรบ้างมาดูกัน

คำแรกเลยคำว่า hard แปลว่า แข็ง หรือยาก  เมื่อเติม –ly เข้าไปกลายเป็น hardly มันกลับแปลว่า แทบจะไม่  ไม่ค่อย  เช่น Continue reading »

 Posted by at 10:20 pm
Aug 162018
 

คำเปรียบเปรยใช่ว่าจะมีแต่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษเขาก็มี

ถ้าพูดถึงเรื่องคำเปรียบเปรยแน่นอนว่า ภาษาไทยมีคำเปรียบเปรยเยอะมากๆ และเราก็คุ้นเคยกันดี  เช่น ขยันอย่างมด  โง่เหมือนลา  เป็นต้น  การเล่นคำให้เกิดความหมายเชิงลึกทางภาษาแบบนี้ ภาษาอังกฤษเขาก็มีนะคะ

การเปรียบเปรยในภาษาอังกฤษจะมี 2 ลักษณะหลักๆที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ  Simile กับ Metaphor  ค่ะ  ใครอยากเขียนเก่งๆหรืออ่านวรรณกรรมหรืองานเขียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจต้องรู้จักสองตัวนี้ค่ะ  สำหรับ simile และ metaphor นั้นมีความต่างกันเล็กน้อย  simile คือการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งของสองสิ่งโดยการใช้คำพูดให้เห็นภาพ และมีคำว่า like หรือ as เข้ามาในประโยค  เช่น  อยากจะบอกว่าเขากล้าหาญเหมือนสิงโต  He is as brave as a lion.  หรือคนที่ขยันทำงาน ทำงานเก่ง หรือทำงานหลายๆอย่าง เราก็มักจะเปรียบเทียบกับผึ้ง เช่น

She is as busy as a bee.

ในการเปรียบเทียบแบบ simile เรามักจะเห็นว่ามีการนำเอาพฤติกรรมสัตว์มาใช้เปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนในบางเรื่อง

Last night, you slept like a log.  (เมื่อคืนคุณหลับเป็นตายเลย)  เปรียบเทียบคนนอนขี้เซาเหมือนท่อนซุง คือนอนแน่นิ่ง เสียงอะไรก็ทำให้ตื่นไม่ได้ ประมาณนี้ แต่ของไทยเราเปรียบเหมือนคนตาย  เวลาแปลคำเปรียบเปรยลักษณะเช่นนี้ก็อาจจะต้องแปลให้ออกมามีความหมายแบบไทย  ถ้าเราแปลว่า คุณนอนหลับเหมือนท่อนซุง  คนอ่านหรือคนฟังก็อาจจะไม่เข้าใจอุปมาอุปไมยที่คนพูดหรือคนเขียนต้องการสื่อก็ได้

อีกลักษณะหนึ่งคือการอุปมาอุปไมยแบบ metaphor  ซึ่งลักษณะแบบนี้จะมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นมา  มีความหมายในเชิงลึกและบางครั้งต้องอาศัยการตีความ   เช่น Continue reading »

 Posted by at 10:16 pm
Aug 162018
 

ภาษาอังกฤษกับโซเชียลต่างๆ

เดี๋ยวนี้อะไรๆก็ออนไลน์  ขายของออนไลน์  เรียนผ่านออนไลน์  สื่อสารกันทางออนไลน์ในโลกโซเชียล ก่อนอื่นเลยเราก็มารู้คำนี้กันก่อนคือ social media กับ social network  หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันต่างกันอย่างไร  ถ้าจะบอกแบบสั้นๆให้เข้าใจง่ายเลยคือ social network มันก็คือส่วนประกอบของ social media นั่นเอง  social media คือ สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเขาก็จะมีการแบ่งประเภทออกเป็นหลายๆอย่าง เช่น ประเภทสิ่งพิมพ์คือ Wikipedia หรือ blogger ประเภทสื่อแลกเปลี่ยน คือ พวก Youtube,  Slideshare,  Flickr  และประเภทสื่อสนทนาคือ พวก Skype, Google Talk, Facebook, Google+ เป็นต้น  ส่วน social network คือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้คนให้มีปฏิสัมพันธ์กัน  ซึ่งก็คือ Facebook, Line, Twitter พวกนี้นั่นเอง จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของ social media ค่ะ

ถ้าเกิดเราอยากจะถามชาวต่างชาติว่าคุณมีเฟสบุ๊คหรือเปล่า หรือเล่นเฟสบุ๊คหรือเปล่า เราจะถามว่ายังไงดี  หลายคนก็แปลไปตรงๆตัวเลยว่า play Facebook ซึ่งถ้าบอกออกไปแบบนี้ฝรั่งอาจจะงงไปเลย เพราะคนไทยใช้คำว่า เล่นกับหลายๆสถานการณ์ที่ไม่ใช่แค่เล่นกีฬา  แต่ฝรั่งเค้าไม่ใช้ค่ะ  ในกรณีของ Facebook เราใช้คำว่า use  ค่ะ   เราอาจจะใช้คำถามว่า

Do you use Facebook?
Are you on Facebook?

บางคนอาจจะถามว่าคุณมีเฟสบุ๊คหรือเปล่า ในกรณีนี้อย่าไปถามว่า Do you have Facebook นะคะ เพราะเราไม่ได้เป็นคนสร้างเฟสบุ๊ค  แต่ให้ถามว่า Continue reading »

 Posted by at 10:12 pm
Aug 162018
 

Adjective Order  เรียงลำดับ adjective ที่มาขยายนามยังไงให้เป็นมือโปร!

ปกติแล้วเวลาที่เราจะขยายคำนาม เราใช้ adjective วางไว้หน้าคำนาม  แต่ถ้าเกิดว่าเราต้องการขยายคำนามโดยใช้ adjective หลายตัว  จะต้องเรียงลำดับยังไงดีล่ะทีนี้  เรามีคำตอบให้จ้า มาดูกันเลย

ก่อนอื่นเลยในการพูดถึงคำนามก็จะต้องมี article (a, an, the) นำหน้าคำนาม หรือพวก determiner คือคำนำหน้าคำนาม  (เช่น this, that, etc) หรือ คำแสดงความเป็นเจ้าของ (เช่น my, his, their,etc)  ดังนั้น ถึงแม้คำนามจะมี adjective มาขยาย ก็ยังสามารถใส่คำพวกนี้นำหน้า adjective ที่มาขยายได้อยู่  เช่น  his pretty kids, that fat cat, an interesting movie  เป็นต้น

มาเริ่มจากลำดับที่ 1 กันก่อนเลยค่ะ  adjective ที่ควรจะวางไว้ลำดับแรกคือ

  1. ลำดับที่ เช่น  first, second, third,…last
  2. จำนวนนับ เช่น two, five, fifteen, etc.
  3. คุณภาพ (quality) ของคำนามที่ต้องการขยาย เช่น interesting, delicious, pretty, beautiful, easy, etc.
  4. ขนาด หรือ size หรือหมายถึงความยาว ก็ได้ เช่น  big, slim, fat, long, short, huge, etc.
  5. รูปทรง หรือ shape เช่น oval, circle, square, triangle, etc.
  6. อายุ เช่น young, old, 7-year-old, etc.
  7. บอกสี เช่น black, grey, pink, etc.
  8. บอกสัญชาติ เช่น American, Chinese, Italian, etc.
  9. บอกวัสดุ เช่น wooden, plastic, silk, cotton, etc. ในข้อนี้บางครั้งจะเป็นคำนามที่ทำหน้าที่เหมือน adjective คือมาขยายนามด้วยกันเองอีกทีนึง

มาดูตัวอย่างการใช้ adjective ขยายคำนามกันค่ะ Continue reading »

 Posted by at 10:10 pm
Aug 162018
 

จะบอกว่า “มากๆ” บอกเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไรได้บ้าง

คำว่า “มาก” ในภาษาอังกฤษที่ใช้กันบ่อยเสียเหลือเกินเนี่ย มันก็มีหลายแบบนะคะ  แต่ที่ทุกคนรู้จักคือคำว่า very ใช่มั้ยคะ ลองมาดูสองประโยคนี้นะคะ

  • She is funny very much.
  • I very like to eat chocolate.

สองประโยคนี้ คนอ่านเข้าใจ คนฟังก็น่าจะเข้าใจ แต่ผิดรูปแบบในการใช้คำว่า very นะคะ  แล้วคำถามคือ very มันใช้ยังไงล่ะ?   Very มีการใช้ที่ไม่ซับซ้อนเลย ตัวมันเองเป็น adverb (กริยาวิเศษณ์) คือมันจะใช้ในการขยายคำกริยา คำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง แต่ประโยคที่ 1 ผิดเพราะ  ถ้าขยายคุณศัพท์ ก็มักจะวางไว้หน้าคุณศัพท์ตัวนั้นเพื่อเพิ่มระดับให้มัน  ดังนั้นประโยคที่หนึ่งก็ต้องเป็น  She is very funny.  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ เช่น

  • Anna is a very good student.
  • This movie is very fantastic.

ส่วนประโยคที่สอง very ขยายกริยา  ต้องนำมาวางไว้ท้ายประโยค  คือ  I like to eat chocolate very much.  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น Continue reading »

 Posted by at 10:04 pm
Aug 162018
 

พูดอังกฤษอย่างไรเมื่อต้องไปจองโรงแรม

เวลาไปเที่ยว เรื่องที่ต้องเจอเสมอๆเลยคือ การจองห้องพักในโรงแรมค่ะ  แล้วถ้าต้องจองโรงแรมเป็นภาษาอังกฤษล่ะ จะต้องใช้ประโยคแบบไหนบ้าง

ประโยคแรกที่ส่วนใหญ่จะพูดคือ บอกกับพนักงานว่าอยากจะขอจองห้องพัก  ก็ใช้ประโยคว่า I’d like to make a reservation.  หรือใช้คำง่ายเลยคือ I want to book a room.  หรือลูกค้าอาจจะถามก่อนว่ามีห้องว่างมั้ย  เช่น

  • Do you have room available?  หรือ
  • Do you have any vacant rooms for tonight?

ถือเป็นประโยคเปิดบทสนทนากับพนักงานโรงแรมเลยนะคะ   หลังจากนั้นพนักงานก็อาจจะถามกลับมาว่า อยากได้ห้องแบบไหน ห้องเดี่ยวหรือห้องคู่  เค้าก็จะถามว่า

  • What kind of room would you like?  หรือ
  • Would you like a single room or double room?

พนักงานอาจจะถามต่อว่าต้องการพักกี่คืน  How long will you be staying?  หรือ How many nights will you be staying?

ลูกค้าอาจจะต้องการถามราคา ก็ใช้ประโยคว่า  Continue reading »

 Posted by at 9:58 pm
Jul 172018
 

มาดูประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ เอาไว้ไปเที่ยว

หลายคนอยากไปเที่ยวต่างประเทศแบบแบ็คแพ๊ค แบกเป้ไปกันเอง  แต่ติดตรงที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้  วันนี้เลยจะมาบอกประโยคภาษาอังกฤษหรือคำศัพท์ง่ายๆที่อาจจะต้องใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวต่างแดนค่ะ

ก่อนเดินทางก็ต้องจองตั๋วถูกมั้ยคะ  ตั๋วก็จะมี 2 แบบ คือตั๋วเที่ยวเดียว และ ตั๋วไปกลับ

ตั๋วเที่ยวเดียวเราใช้คำว่า one-way ticket ตั๋วไปที่ไหนก็อาจจะใส่ to แล้วตามด้วยสถานที่ตามหลัง เช่น

  • I want to buy a one-way ticket to Italy. (ฉันอยากจะซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปอิตาลี)

แต่ถ้าตั๋วไปกลับเราใช้คำว่า return ticket หรือ round trip ticket ค่ะ   บางครั้งอาจจะเจอคำว่า onward ticket นะคะ  คำนี้ไม่ได้แปลว่าตั๋วขาไปค่ะ แต่หมายถึง ตั๋วขาออก หรือ ตั๋วเพื่อออกไป  ซึ่งเราจะใช้ “ออกมาจากประเทศที่เรากำลังจะเข้าไป”  เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราจะออกจากประเทศนั้นจริงๆ   ซึ่งพูดง่ายๆก็คือตั๋วขากลับนั่นเองค่ะ

คำต่อมาที่อยากให้รู้จักคือคำว่า leave ค่ะ ซึ่งแปลว่า ออกจาก   ปกติจะใช้  leave + สถานที่  เช่น

  • What time will we leave Bangkok?         พวกเราจะออกจากกรุงเทพกี่โมง

แต่ถ้าหากว่าเจอประโยคที่เป็น leave for จะไม่ได้แปลว่า ออกจากที่นั่นนะคะ เช่น Continue reading »

 Posted by at 10:33 am
Jul 172018
 

“ภาษาอังกฤษ” กับ ” โทรศัพท์มือถือ”

เดี๋ยวนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 เลยทีเดียว  ทีนี้พอต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติโดยต้องมีเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือเข้ามาเกี่ยวข้อง  มันก็จะเริ่มจะงงๆละ เพราะไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรดี เวลาที่จะบอกว่า “ตังในโทรศัพท์หมด”    “สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยดี”  “แบตใกล้จะหมดแล้ว”  แบบนี้เป็นต้น   เอาล่ะ  เรามาดูกันว่า  ประโยคเหล่านี้จะพูดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าอย่างไร

โทรศัพท์มือถือ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า mobile phone หรือทางฝั่งอเมริกาเขาก็ใช้คำว่า  cell phone  ค่ะ   ทีนี้พอต้องคุยกับชาวต่างชาติทางโทรศัพท์แล้วเกิดสัญญาณไม่ดีขึ้นมาเราจะต้องพูดว่าอย่างไร   ถ้าพูดถึงสัญญาณ  เรามักจะคุ้นกับคำว่า signal  ใช่มั้ยคะ  เราก็พูดได้ว่า

  • I don’t have a signal.  “โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ”

นอกจากนี้ยังใช้คำอื่นได้อีก  เช่น คำว่า service หรือ reception  เช่น

  • I’m sorry I don’t have any reception.
  • I don’t have any service. หรือ
  • my cell phone doesn’t have good reception

หรืออาจจะพูดประมาณนี้ก็ได้ค่ะ ลองดูตัวอย่างประโยคด้านล่างนี้นะคะ

A: I’m sorry I can’t hear you properly.  โทษทีนะ ฉันได้ยินคุณพูดไม่ชัดเลย

B: Oh! The signal might not be good.   อ้อ สัญญาณอาจจะไม่ดี

อีกประโยคหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ  แบตโทรศัพท์หมดแล้ว  ในภาษาอังกฤษก็อาจจะใช้ประโยคนี้  Continue reading »

 Posted by at 10:21 am
Jun 252018
 

คำว่า “ไปก่อน” ภาษาอังกฤษพูดว่าอย่างไร

คำว่า “ไปก่อน”  มีได้ในหลายๆสถานการณ์ เช่น  “ไปก่อนนะ” ใช้ในการบอกลาหรือขอตัวไปทำอย่างอื่น   หรือ “คุณไปก่อนเลย เดี๋ยวตามไป”  แบบนี้ก็ได้เช่นกัน  หรือ “เชิญคุณก่อน”  เป็นการแสดงน้ำใจให้คนอื่นทำก่อน  ซึ่งในแต่ละสถานการณ์ก็อาจจะใช้คำต่างกันนะคะ

เวลาจะบอกลาว่า “ไปก่อนนะ”  ภาษาอังกฤษ ก็มีใช้ได้หลายคำเลยนะคะ ทั้งแบบสั้น แบบยาว แบบทางการ ไม่ทางการ เช่น

  • See you / See you later / See you again next time / See you again tomorrow

แบบนี้เป็นคำพูดเบสิคเลยที่มักจะพูดกัน  มันอาจจะแปลว่า  แล้วเจอกันก็ได้ เจอกันใหม่พรุ่งนี้ ซึ่งก็ความหมายเดียวกับคำว่า ไปก่อนนะ เนี่ยแหละ  ใช้บอกลาเหมือนกัน   หรือจะเป็นประโยคยาวขึ้นมาหน่อยเป็นคำว่า

  • I must go./ I must go now. / I have to go now.

แปลอย่างตรงตัวก็  ต้องไปละนะ   หรือแบบอังกฤษจ๋าเค้าก็ใช้คำว่า I’m off. คำนี้ไม่ค่อยคุ้นกันใช่มั้ยคะ อาจจะเป็นภาษาพูด  เช่นจะบอกว่า “ไปทำงานก่อนนะ”  ก็ใช้คำว่า I’m off to work.   ไปโรงเรียนก่อนนะ  I’m off to school.

ในอีกสถานการณ์นึงคำว่า “ไปก่อน” อาจจะหมายถึง ให้ทำอะไรไปก่อนได้เลย  เช่น กินก่อนได้เลย  เดินไปก่อนได้เลย  พูดก่อนได้เลย  แบบนี้จะพูดว่าอย่างไรดีล่ะ?  แบบนี้เราสามารถใช้คำว่า  “Go ahead” ได้นะคะ  เช่น

  • You go ahead and buy the food.
    คุณไปซื้ออาหารก่อนได้เลยนะ

หรือเพื่อนมาชวนกลับบ้านแต่งานคุณยังไม่เสร็จ  คุณก็อาจจะบอกว่า

  • Go ahead I will go later.
    ก็แปลประมาณว่า “ไปก่อนเลย เดี๋ยวชั้นค่อยกลับทีหลัง”

ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ ในสถานการณ์ลักษณะนี้เช่น เพื่อนชวนไปทานข้าวกลางวัน แต่งานยังไม่เสร็จ จะตามไปทีหลัง  คุณก็อาจจะบอกว่า Continue reading »

 Posted by at 8:03 pm