admin

Mar 032017
 

likeกับ prefer ต่างกันอย่างไร

ถ้าจะบอกว่าชอบอะไรแน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงคำว่า like ก็เรียนกันมาตั้งนมตั้งนานก็รู้จักแต่คำว่า like นี่แหละที่แปลว่า  “ชอบ”    เช่น  ถ้าจะบอกว่า  “ฉันชอบเดินไปโรงเรียน”  ก็ต้องบอกว่า

  • I like to walk to school.
  • I like walking to school.

likeถ้าหากตามด้วยคำกริยาสามารถ  ใช้เป็น infinitive with to (to + V.1)   หรือใช้  Verb เติม ing ก็ได้ค่ะ  ใช้แบบไหนก็ได้เลือกได้เลยความหมายไม่ต่างกันค่ะ   ถ้าหากสิ่งที่ชอบเป็นคำนามก็วางคำนามนั้นหลัง  like ได้เลยค่ะ  เช่น

  • I like fried rice with a lot of sausages.
    ฉันชอบกินข้าวผัดที่ใส่ไส้กรอกเยอะๆ

แต่ถ้าเราอยากบอกว่า “ชอบเดินไปโรงเรียนมากกว่านั่งรถเมล์”  ลองเดาสิคะว่าจะใช้คำว่าอะไร?? เพราะประโยคนี้จะเห็นว่าเป็นการเลือกชอบอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองอย่าง  แน่นอนค่ะ  เราก็ใช้คำว่า  prefer นั่นเอง เพราะ  prefer แปลว่า  “ชอบมากกว่า”    หลักกการใช้คำว่า prefer จะมีโครงสร้างดังนี้ค่ะ

prefer something to something

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:36 pm
Mar 032017
 

ความแตกต่างระหว่าง during กับ while

duringกับ while มีความหมายใกล้เคียงกัน  คือหมายถึง  ระหว่างที่…  หรือ ในช่วงที่….  ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับบางคนและอาจจะคิดว่ามันสามารถใช้แทนกันได้  แต่จริงๆแล้วมันมีวิธีใช้ที่แตกต่างกันค่ะ  เทคนิคการจำการใช้สองคำนี้ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ  มาดูกันเลย

เวลาที่ใช้  during จะต้องตามด้วย คำนาม หรือ กลุ่มคำนาม

During + Noun 

เช่น

  • During the class, I fell asleep.
    ระหว่างที่เรียน  ฉันรู้สึกง่วง
  • The manager has already made up his mind during the meeting.
    ผู้จัดการได้ตัดสินใจแล้วระหว่างการประชุม

** เราจะไม่ใช้During studying in the class, I fell asleep. (X)

แต่ถ้าจะใช้  while จะต้องตามด้วย  คำกริยา ซึ่งกริยาอาจจะอยู่ในประโยคแบบเต็มๆคือมีประธานและกริยา  หรือจะตามด้วยกริยาที่เติม ingก็ได้

While + ประโยค (Subject + verb)

While + Ving

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:30 pm
Mar 032017
 

การใช้  also, as well, too  ใช้ต่างกันอย่างไร

also, as well และ too สามคำนี้มีความหมายเหมือนกันคือ  “อีกด้วย หรือ ด้วยเหมือนกัน” แต่มีวิธีใช้ที่ต่างกันค่ะ

— also —-

โครงสร้างประโยคของ also  เรามักจะวาง also ไว้หน้าคำกริยาแท้ในประโยค  เช่น

  • I hate you but I also love you.
    ฉันเกลียดคุณแต่ฉันก็ยังรักคุณด้วย  (ฉันทั้งรักทั้งเกลียดคุณ)
  • Jeffry speaks English. He also speaks Spanish.
    เจฟฟรี่พูดภาษาอังกฤษ  แล้วเขาก็ยังพูดภาษาสเปนอีกด้วย

แต่ถ้าในประโยคนั้นมี  verb to be ให้วางไว้หลัง verb to be เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:27 pm
Mar 032017
 

But แปลว่า “แต่”  แค่นั้นหรือ?

คำว่า but หลายคนรู้จักในความหมายว่า “แต่”  ที่เป็น conjunction หรือคำเชื่อมประโยคที่มีความหมายขัดแย้งกัน  แต่เรายังสามารถใช้ but ในความหมายอื่นได้อีกค่ะ  ไม่ธรรดาเหมือนกันนะคะคำนี้  มาดูกันค่ะว่า but ใช้อย่างไรได้บ้าง

—- butเป็นคำเชื่อมประโยค มีความหมายว่า “แต่” —-

butในกรณีนี้จะเชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกัน โดยบ่งบอกว่าเนื้อความมีความขัดแย้งกัน  ตัวอย่างเช่น

  • I want to visit Japan but I don’t have enough money.
    ฉันอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นนะแต่ว่าตังค์ไม่พอ
  • I can speak Chinese but I can’t speak Spanish.

** butในกรณีนี้อาจจะเติมหรือไม่เติม comma หน้า but ก็ได้ แต่ถ้าหากเป็นประโยคยาวๆและเพื่อป้องกันการสับสนเราอาจจะใส่ comma เพื่อแยกประเด็นให้ชัดเจนก็ได้    และในภาษาเขียนที่เป็นทาการเราจะไม่นิยมใช้ but นำหน้าประโยค  แต่จะนิยมใช้ however มากกว่า   ส่วนในภาษาพูดเราอาจจะได้ยิน but ขึ้นต้นประโยคก็ได้

—- butใช้ในความหมายว่า “ยกเว้น” หรือ “นอกจาก” —-

butในความหมายนี้มักตามหลัง  all, none, every…., any….., no…… เช่น everything, everybody, nobody etc.

  • He eats nothing but hamburgers.
    เขาไม่กินอะไรเลยนอกจากพิซซ่า
  • Everybody comes but her.
    ทุกคนมายกเว้นหล่อน

** คำที่ตามหลัง but จะเป็น object pronoun (me, her, him, them, etc.) แต่ถ้าเป็นชื่อเฉพาะก็ใช้ได้เลย

** และถ้าหลัง but เป็นคำกริยาก็จะเป็นกริยาที่เป็น infinitive without to เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:21 pm
Mar 032017
 

“What” แปลได้มากกว่าคำว่า “อะไร”

เจอบ่อยกันใช่มั้ยคะ คำว่า what เนี่ย  อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าพูดถึง what ก็ต้องนึกถึงประโยคคำถาม  แต่บางประโยคเนี่ยอ่านยังไง๊ยังไงมันก็ไม่น่าใช่ประโยคคำถามนี่สิคะคุณขา  แล้ว what ในประโยคพวกนี้คืออะไรล่ะ  มันต้องแปลว่าอย่างไรเหรอถึงจะเข้าใจประโยคได้อย่างชัดเจนเห็นแจ้ง  เรามีคำตอบค่ะ  มาดูกันค่ะว่า  what ใช้อย่างไรได้บ้าง

—- what ทำหน้าที่เป็น question word เพื่อสร้างประโยคคำถาม —-

อันนี้ใครๆก็รู้ใช่มั้ยคะ  แต่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้เพราะถือเป็นหน้าที่หลักๆของ what เลยทีเดียว  ซึ่งการตั้งคำถามด้วย what ก็ต้องเป็นคำถามประเภทที่ต้องการรายละเอียด โดยโครงสร้างหลักในการสร้างคำถามประเภทที่ใช้ what ก็มีดังนี้ค่ะ

          What + กริยาช่วย + ประธาน + กริยา +……..?

เช่น

  • What does your brother have for lunch?
  • What are you listening to?

          What + V.to be + Noun?

เช่น Continue reading »

 Posted by at 7:18 pm
Mar 012017
 

สำนวนเกี่ยวกับ  thumb

ในภาษาอังกฤษ  มีสำนวนหลายสำนวนที่เปรียบเทียบจากสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา ในที่นี้จะขอเสนอสำนวนเกี่ยวกับ  thumb ที่แปลว่า นิ้วหัวแม่มือ  ที่เราได้ยินกันบ่อยๆก็คือ  thumbs upแปลว่า ดีเยี่ยม  ผ่านการพิจารณา  ซึ่งก็ตรงกับอาการที่เรายกหัวแม่โป้งขึ้น  เพื่อแสดงว่ามันเยี่ยมยอด  และที่ตรงข้ามกันก็คือ  thumbs down  คือการคว่ำนิ้วหัวแม่โป้งลง  เพื่อบอกว่าไม่ผ่าน หรือโดนปฏิเสธนั่นเอง มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

  • There was no thumbs up for the players as they lost the game.
    ไม่มีใครยกนิ้วแสดงความยินดีกับนักกีฬาเลยเพราะพวกเขาแพ้การแข่งขัน
  • They gave our plan the thumbs down.
    พวกเขาไม่เห็นด้วยกับแผนงานของเรา

ถ้าจะบอกว่าให้ใครหรืออะไรผ่านหรือ ไม่ผ่าน ก็จะบอกว่า to turn thumbs up/down on someone or something  เช่น

  • The boss turns thumbs up on my proposal.
    เจ้านายยอมรับข้อสเนอของฉัน

ยกนิ้วเดียว  ขึ้น หรือ ลง ก็แปลความหมายได้แล้ว  แต่ถ้าเกิดใครมาบอกเราว่า  “all thumbs”ไม่ได้หมายควมว่า เราเก่งนะคะ  เพราะยกให้ทุกนิ้วเลย  แต่เขากำลังบอกเราว่า  งุ่มง่าม  หรือไม่ได้เรื่อง  เขาเปรียบเทียบว่าการมีแต่นิ้วหัวแม่มือจะหยิบจะจับอะไรก็ลำบาก  เวลาจะทำอะไรก็คงไม่ได้เรื่องได้ราวไงล่ะคะ  แต่ถ้ามีใครมา thumb (someone) nose at youนั่นหมายถึง เค้าไม่ไว้ใจคุณหรือไม่เชื่อมือคุณสักเท่าไหร่  เรียกง่ายๆว่า  ดูถูกฝีมือคุณนั่นเองค่ะ

  • Don’t thumb your nose at me unless you want a fight.
    อย่ามาดูถูกกันถ้าไม่อยากมีเรื่อง

บางครั้งเขาก็เปรียบเทียบนิ้วโป้งกับการควบคุมใครให้อยู่ภายใต้การจัดการ  โดยจะบอกว่า  Continue reading »

 Posted by at 7:10 pm
Mar 012017
 

คำคล้าย….ชวนสับสน!!??

ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์อยู่หลายคำที่อาจจะเขียนเหมือนกันหรือออกเสียงคล้ายๆกัน  ซึ่งก็สร้างความสับสนให้กับคนใช้ภาษาอังกฤษไม่น้อยเลยทีเดียว  ลองมาดูกันสิว่ามีคำว่าอะไรบ้าง

—- advise // advice  —-

adviseเป็นคำกริยา  แปลว่า  ให้คำแนะนำ, แนะนำ

  • She advised me to go to the doctor for a checkup.
    เธอแนะนำให้ฉันไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย

adviceเป็นคำนาม  แปลว่า  คำแนะนำ

  • He doesn’t need my advice.
    เขาไม่ต้องการคำแนะนำของฉัน

—- compliment // complement—- Continue reading »

 Posted by at 7:06 pm
Mar 012017
 

Past participle (V3)  ใช้ยังไงได้บ้าง

Past participle ชื่อนี้เราอาจจะไม่ค่อยรู้จัก  แต่ถ้าบอกว่าverb ช่อง 3 เมื่อไหร่ล่ะก็คงร้องอ๋อกันแน่นอน  แต่จริงๆแล้วกริยา 3 ช่องที่คนไทยรู้จัก  ฝรั่งเค้าจะเรียก กริยาช่อง 1 ว่า base form เรียกกริยาช่อง 2 ว่า  past simple tense  เรียกกริยาช่อง 3 ว่า  past participle  ในที่นี้จะพูดถึง past participle ว่าใช้ในสถานการณ์แบบไหนได้บ้าง  ดังนี้ค่ะ

1. ใช้ใน perfect tense

ในโครงสร้างของ  perfect tense ไม่ว่าจะเป็น present perfect, past perfect หรือ

future perfect จะมี past participle เป็นส่วนประกอบ

Present perfect tense :  S + have/has + V3.

Past perfect tense : S+ had + V3.

Future perfect tense  : S + will have + V3.

ตัวอย่างประโยค

  • She’s never been there before.
    เธอไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน
  • We will have slept by the time our parents arrive.
    พวกเราคงหลับไปแล้วตอนที่พ่อแม่มาถึง

2. ใช้ในประโยค passive voice

Passive voice คือ ประโยคที่ประธานถูกกระทำโครงสร้างของประโยคpassive voice คือ Continue reading »

 Posted by at 6:51 pm
Mar 012017
 

โครงสร้างประโยคที่มี have

haveก็เป็นอีกคำที่มีการใช้ได้หลากหลายมากกว่าความหมายหลักๆของมันที่แปลว่า “มี หรือ กิน”  แถมยังเป็นกริยาช่วยได้ด้วยใน present perfect tense  (have + V3)  บางครั้งเวลาเจอ have เราจะไม่สามารถแปลประโยคนั้นๆให้เข้าใจได้โดยแปลว่า มีหรือกิน  ลองไปดูกันค่ะว่า have ใช้ในโครงสร้างประโยคอย่างไรได้บ้าง

—- S + have + object —-

haveในประโยคนี้ใช้ในความหมายว่า “มี” หรือ “กิน”  เช่น

  • She has no time.
    เธอไม่มีเวลา
  • They have something in common.
    พวกเขามีอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน
  • I’m having lunch.
    ฉันกำลังทานอาหารกลางวัน
  • She is having baby.
    เธอกำลังตั้งครรภ์

( have สามารถทำเป็น continuous tense ได้แต่จะหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น)

—- S + have + object + adverb —-

Adverb ที่นำมาใช้ต่อท้าย object ส่วนใหญ่จะเป็นคำบอกตำแหน่งและมีพยางค์เดียว เช่น Continue reading »

 Posted by at 6:45 pm
Feb 272017
 

มารู้จัก  Verb to be  ในโครงสร้างประโยคเหล่านี้กัน

Verb to be (is, am, are, was, were) เรียกได้ว่าเป็น กริยาสารพัดประโยชน์จริงๆ  เป็นกริยาช่วยก็ได้  เป็นกริยาแท้(ในความหมายว่า เป็น,อยู่,คือ) ก็ได้อีก  อะไรมันจะสรรพคุณแซ่บขนาดนี้  ก็อย่างที่บอกค่ะด้วยความที่ verb to be มันสารพัดประโยชน์  ดังนั้นการรู้จักโครงสร้างประโยคที่มักจะมี verb to be เข้ามาเกี่ยวข้องก็น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มความแก่กล้าให้ภาษาอังกฤษเราได้มากขึ้นไปอีก…จะรอช้าอยู่ใย  มาดูกันค่ะว่าโครงสร้างประโยคที่พูดถึงนี้มีหน้าตาเป็นยังไงกันบ้าง

—- S + V.to be + Adj. —-

เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับรากหญ้ากันเลยทีเดียวสำหรับรูปแบบประโยคแบบนี้  ใครไม่รู้จักถือว่าเชยมาก  มี Adjective ที่ไหน  เจ้า Verb to be ก็มักจะไปเสนอหน้าที่นั่น  เช่น

  • The test was pretty hard.
    ข้อสอบยากจัง
    (มีมาคั่นกลางด้วย prettyก็ไม่ใช่อะไร  เป็นคำขยายแปลว่า “ค่อนข้าง”  นะคะ)
  • My shoes are wet.
    รองเท้าฉันเปียก

—- S + V. to be + Adv. —–

Adverb ก็มาไม่น้อยหน้า Adjective นะคะ  ใช้กับVerb to be ได้ด้วย เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:18 pm