Oct 292016
 

อักษรที่ไม่มีเสียง  (silent letter)

จั่วหัวมาแบบนี้หลายคนอาจจะงง  แต่เชื่อว่าน่าจะเคยสงสัยกันใช่มั้ยคะว่า  ทำไมคำบางคำไม่ออกเสียงพยัญชนะตัวนี้  เช่น  listen  ทำไมอ่านว่า  ลิซซึ่น  ไม่อ่านว่า  ลิซเท่น  ก็เห็นตัว  t  อยู่ทนโท่ในคำใช่มั้ยคะ   คำว่า debt  ทำไมอ่าน เด้ท  ทำไม่อ่านว่า  เด้บ   เหตุผลก็คือ เพราะตัวอักษรบางตัวในคำบางคำเขาไม่ออกเสียงค่ะ

สงสัยกันต่อไหมว่า  ถ้าในเมื่อไม่ออกเสียงแล้วใส่เข้ามาทำม๊ายยย ให้มันจำศัพท์ยากเข้าไปอีก  ก็เพราะที่เขาใส่ไว้ก็อาจจะเพื่อให้รู้ที่มาของคำว่ามาจากรากศัพท์หรือยืมมาจากภาษาอะไร  เพราะภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทยนั่นแหละค่ะ  ที่ไปยืมคำภาษาอื่นเช่นบาลี สันสกฤตเขามาใช้ แต่ภาษาอังกฤษก็อาจจะยืมมาจากพวกภาษาละติน ฝรั่เศส

สงสัยอีกแล้ว??  แล้วจะจำได้ยังไงว่าในคำนี้ อักษรตัวนี้ไม่ออกเสียง  มันก็มีกฎของมันอยู่นะคะ  แต่แนะนำว่าให้จำเป็นคำๆไปเลยจะง่ายกว่าการมาจำกฎ  แต่การรู้กฎก็อาจเป็นไกด์ไลน์ในการออกเสียงได้นะคะ

กฎการไม่ออกเสียง

ไม่ออกเสียง  A – Adj. ที่ลงท้ายด้วย  calแล้วเราทำให้เป็น  Adv. โดยเติม  lyลงไปข้างหลังอีกเป็น  -callyจะออกเสียงเป็น  คลี่  ไปเลย  เช่น

  • automatically-ออโตเมติคลี่
  • basically-เบสิคลี่  logically-โลจิคลี่

ไม่ออกเสียง  B – ถ้า b อยู่หลัง  m เมื่อเป็นตัวสะกดจะไม่ออกเสียง  b เช่น

  • dumb-ดั๊ม
  • bomb-บอม  climb-คลาม

**ถ้า  b อยู่หน้า t  ก็มักจะไม่ออกเสีย b  เช่น

  • subtle-ซัทเทิ้ล
  • doubt-เด๊าท์
  • debt-เด๊ท

ไม่ออกเสียง  D –d ในคำต่อไปนี้ไม่ออกเสียง  เช่น

  • handkerchief-แฮงเกอร์ชีฟ
  • Wednesday-เว้นส์เดย์

ไม่ออกเสียง G – ถ้า g มี  n  ตามหลัง จะไม่ออกเสียง  เช่น 

  • foreign-ฟอเรน
  • champagne-แชมเปญfeign-เฟน  ยกเว้นบางคำเช่น  signature-ซิกเนเจอร์
  • cognitive-ค้อกนิทีฟ

ไม่ออกเสียง H–h มักไม่ออกเสียงเมื่อตามหลัง  c, g หรือ r  เช่น

  • choir-ไควเออร์rhythm-ริทึ่ม
  • ghastly-แกสลี่

ไม่ออกเสียง K–k จะไม่ออกเสียงถ้ามี n ตามหลัง  เช่น

  • know-โนว์
  • knee-นี
  • knock-น๊อค

ไม่ออกเสียง N – ถ้า  n อยู่หลัง m เมื่อเป็นตัวสะกดจะไม่ออกเสียง  n  เช่น

  • autumn-ออทั่ม
  • hymn-ฮิมcolumn-คอลัมน์

ไม่ออกเสียง  P – p มักจะไม่ออกเสียงเมื่อเป็นพยัญชนะต้นควบกับ  s,tหรือ n เช่น

  • Psychologist-ไซโคโลจิส
  • pneumonia-นิวโมเนีย

ไม่ออกเสียง S – เรามักจะไม่ออกเสียง  s ถ้ามี  l  ตามหลังและอยู่ตรงกลางคำ  เช่น

  • island-ไอแลนด์
  • aisle-ไอเอิล

ไม่ออกเสียง T – t ไม่ออกเสียงในคำต่อไปนี้

  • castle-แคสเซิ่ล
  • Christmas-คริสต์มาส
  • listen-ลิซซึ่น
  • often-ออฟฟึ่น
  • whistle-วิซเซิล
  • bustle-บัสเซิล
  • ballet-บัลเล่
  • soften-ซอฟเฟ่น

ไม่ออกเสียง U – เราจะไม่ออกเสียง u เมื่อมันตามหลัง g แต่อยู่หน้าสระตัวอื่น  เช่น

  • guess-เก้ส
  • guitar-กีต้าร์
  • guidance-ไกแดนซ์

ไม่ออกเสียง W – w เมื่อเป็นพยัญชนะต้นและมี r ตามหลัง จะไม่ออกเสียง เช่น

  • wrap-แร้พ
  • wreck-เร้ค

**      w  ไม่ออกเสียงในคำต่อไปนี้

  • who-ฮู
  • sword-ซ้อด
  • two-ทู
  • whole-โฮล
  • whom-ฮูม
  • whose-ฮูส
  • answer-แอนเซ่อร์

จริงๆแล้วกฎพวกนี้อาจจะไม่ใช่กฎซะทีเดียว  เพราะบางคำก็มีข้อยกเว้น  แต่เป็นเพียงข้อสังเกตให้เราได้จดจำไว้เป็นความรู้นะคะ

 Posted by at 11:09 pm

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>