Mar 282015
 
เปิดรับสมัครตัวแทน ด่วน!



English basic sentence structures

ประโยคในภาษาอังกฤษที่เราเห็นยาวๆเป็นกิโลเนี่ย  มันก็มาจากรูปแบบประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษหลักๆแค่ 5 แบบด้วยกันค่ะ  ส่วนที่มันยาวก็เพราะมีออปชั่นเยอะเช่นใส่ตัวเชื่อมหรือมีส่วนขยายเพิ่มเข้าไปในประโยคนั่นเอง  แต่ถ้าเราสามารถแยกแยะวิเคราะห์โครงสร้างประโยคได้  ก็จะไม่มีปัญหาในการอ่านแล้วไม่เข้าใจ  อ่านแล้วตีความผิด  อ่านแล้วหาประธานไม่เจอ  หากริยาหลักในประโยคไม่เจออีกต่อไปค่ะ

รูปแบบประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ มี 5 แบบด้วยกันดังนี้ค่ะ

1.  Subject + Verb
มีแค่ “ประธาน” บวกกับ “กริยา”  นั่นแสดงว่ากริยาในประโยคนี้จะต้องเป็นกริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับ คือไม่จำเป็นต้องมีกรรม  กริยาแบบนี้เราเรียกว่า Intransitive verb (อกรรมกริยา) เช่น walk, sleep, stand, run, etc.

  • She walks to school every day.
  • They are sleeping like a log.

สองประโยคนี้ walk กับ sleep เป็น intransitive verb ซึ่งไม่ต้องมีคำถามมาต่อท้ายว่า  “เดิน – เดินอะไร?, นอน – นอนอะไร?”  แค่พูดว่าเดินก็ชัดเจน ความหมายครบถ้วนแล้ว  ส่วนวลี “to school every day” “ like a log”  เป็นส่วนที่มาขยายกริยา ไม่ใช่กรรมของประโยค

2. Subject + Verb + Object
ประโยคนี้เพิ่ม “กรรม” เข้ามา  แสดงว่ากริยาในประโยคนี้เป็นกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับ หรือเรียกว่า Transitive verb (สกรรมกริยา)  กริยาที่ต้องการกรรม หากไม่มีกรรมมารองรับก็จะมีคำถามค้างคาใจ เช่น  กิน  ถ้าไม่บอกว่ากินอะไร หรือ ดู ถ้าไม่บอกว่า ดูอะไร ก็จะได้ใจความไม่สมบูรณ์

  • She never drinks alcohol.
  • They have opened their shop for 2 years.

3.  Subject + Verb + Indirect object + Direct object
ประโยคที่มีกรรม ก็อาจจะมีกรรมสองตัวก็ได้  คือ “กรรมตรง” กับ “กรรมรอง”  โดยมีสูตรง่ายๆว่า  “กรรมตรงของ  กรรมรองคน”   ก่อนจะอธิบายสูตรมาดูตัวอย่างกันก่อนค่ะ

  • Eva gave me a present on my birthday last week.
  • I haven’t sent you an e-mail yet.

คำที่เป็นตัวหนา คือ กรรมรองซึ่งเป็นคน   และคำที่ขีดเส้นใต้คือกรรมตรงซึ่งเป็นสิ่งของ  ถ้าเราเรียงกรรมรองมาก่อนก็สามารถวางกรรมตรงต่อได้เลย  แต่ถ้าวันดีคืนดีอยากเอากรรมตรงที่เป็นสิ่งของขึ้นก่อนก็ย่อมได้ค่ะ  เพียงแต่ต้องเพิ่มตัวช่วยเข้าไปคือคำว่า to คือ

  • Eva gave a present to me on my birthday last week.
  • I haven’t sent an e-mail to you yet.

4.  Subject + Verb + Subject Complement
ประโยคนี้ส่วนที่ตามหลัง คำกริยาคือ subject complement  คำถามคือ subject complement มันคืออะไร?   มันก็คือ ส่วนเติมเต็มของประโยคซึ่งขยายประธาน  กริยาในประโยคแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็น verb to be หรือ linking verb  (ตัวอย่าง linking verb คือ become, seem, turn, appear, sound, remain, feel, etc.)  ตัวอย่างประโยค เช่น

  • She is very rich.
  • Bill felt sick after the party.
  • The manager’s plan sounds interesting for all employees.

very rich เป็นส่วนเติมเต็มที่มาขยายประธาน she , sick เป็นส่วนเติมเต็มที่มาขยายประธาน Bill  และ    interesting เป็นส่วนเติมเต็มที่มาขยายประธาน the manager’s plan

5.  Subject + Verb + Object + Object Complement
ประโยคนี้เพิ่มเติม object complement เข้ามา ซึ่งก็คือ ส่วนเติมเต็มที่มาขยายกรรม  เช่น

  • Our class chose Bill our leader.
    ห้องของเราเลือกบิลเป็นหัวหน้าห้อง
  • Flood in Thailand made the country’s economy worse.
    น้ำท่วมในประเทศไทยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเลวร้ายลง
  • The students should keep the classroom clean.
    นักเรียนควรจะดูแลรักษาห้องเรียนให้สะอาด

คำว่า our leader, worse และ clean เป็น object complement ที่มาขยายกรรม เพื่อบอกว่ากรรมเป็นใครหรือเป็นอะไรหรือมีลักษณะอย่างไร
ทั้งหมดคือรูปแบบพื้นฐานของประโยคในภาษาอังกฤษที่เราจะพบเจอบ่อยๆ  ส่วนมันจะแปลงร่างเป็นประโยคยาวๆได้แค่ไหนก็แล้วแต่ว่าเราจะใส่ส่วนขยายหรือตัวเชื่อมอะไรเข้าไป ^^

 Posted by at 6:14 pm

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>