Click to listen highlighted text!
Nov 012018
 

การเปลี่ยนเสียงในภาษาอังกฤษ (ตอนที 1)

เรื่องที่ยากสำหรับคนไทยเรื่องหนึ่งคือ แม้จะรู้คำศัพท์ สำนวนมากแล้ว แต่ทำไมยังฟังฝรั่งพูดไม่รู้เรื่องอีก เหตุผลก็คือการออกเสียงของฝรั่งจะมีการเชื่อมเสียงเวลาพูด ซึ่งทำให้เวลาพูดเลยฟังดูรัวๆเร็วๆ และพูดคำติดกันจนบางครั้งฟังแทบไม่ออกว่าเป็นคำว่าอะไร ทั้งๆที่จริงๆแล้วเวลาแกะคำออกมามันก็คิอคำศัพท์ที่เรารู้จักแล้วทั้งนั้น นอกจากจะมีการเชื่อมเสียง ยังมีการเปลี่ยนเสียงในลักษณะอื่นๆอีก มาดูกันค่ะว่าการเปลี่ยนเสียงในภาษาอังกฤษมีกี่แบบ

การเปลี่ยนเสียงในภาษาอังกฤษ มีทั้งหมด 4 แบบ

  1. การเชื่อมเสียงในภาษาอังกฤษ

ลักษณะการเชื่อมเสียงในภาษาอังกฤษ มี 2 แบบ คือ  การเชื่อมเสียงพยัญชนะกับสระ และการเชื่อมเสียงสระกับสระ

การเชื่อมเสียงพยัญชนะกับเสียงสระ คือ พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดของคำแรก มาเชื่อมเสียงกับอักษรตัวแรกที่เป็นสระของคำที่สอง  ตัวอย่างเช่น

turn in      อักษร n ที่เป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของคำแรก ไปเชื่อมเสียงกับสระ i  ที่เป็นอักษรตัวแรกของคำที่สอง   เราก็เลยจะได้ยินฝรั่งออกเสียงคำนี้ว่า เทิน นิน  แทนที่จะได้ยินคำว่า เทิน อิน อย่างที่เคยเรียนกันมา

four in the morning   อักษร r มาเชื่อมกับเสียงสระ i  เวลาออกเสียงจึงกลายเป็น โฟ ริน เดอะ ม๊อร์นิ่ง

การเชื่อมเสียงแบบที่สองคือ เชื่อมเสียงสระกับสระ  สระตัวสุดท้ายของคำแรกเชื่อมกับสระตัวแรกของคำที่สอง  เสียงสระเมื่อเชื่อมกันแล้ว จะกลายเป็นเสียงได้ 2 เสียงคือ เสียง /w/ และเสียง /y/  แทน  สระที่ต้องมีการห่อปาก เวลาเชื่อมกันแล้วจะออกเป็นเสียง /w/ ส่วนสระที่เวลาออกเสียงมีการเหยียดปากออกด้านข้าง เวลาเชื่อมเสียงจะออกเป็นเสียง /y/  ตัวอย่างเช่น

too often  สระ o ของคำแรกมาเชื่อมเสียงกับสระ o ในคำที่สอง  เวลาออกเสียงจะกลายเป็น  ทู วอฟเฟิ่น   แทนที่จะเป็น ทู ออฟเฟิ่น  เพราะเสียงสระโอเวลาออกเสียงจะห่อปาก

three egg  สระ e ของคำแรกมาเชื่อมกับสระ e ในคำที่สอง  เวลาออกเสียงจะกลายเป็น ธรี เย้ก  แทนที่จะเป็น ธรี เอ้ก  เพราะสระ e เวลาออกเสียงจะต้องเหยียดปากออกด้านข้าง

ในหนึ่งประโยคบางครั้งก็จะมีการเชื่อมเสียงมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง ดังนั้นจึงเพิ่มความยากในการฟังให้เข้าใจมากขึ้นไปอีก  ตัวอย่างเช่น

She’s in an apartment.   ประโยคนี้มีการเชื่อมเสียงหลายตำแหน่ง  บางครั้งอาจจะได้ยินประโยคนี้เป็น  ชี ซิน แนน นะพาร์ทเมิ่น

แต่หลักการนี้ไม่ได้หมายความว่า เวลาออกเสียงทุกครั้งจะต้องเป็นไปตามกฎนี้ทุกครั้ง การออกเสียงยังคงขึ้นอยู่กับสไตล์การพูดของแต่ละคน  แต่ยิ่งเราเข้าใจวิธีการออกเสียงของฝรั่งมากเท่าไหร่ เราก็จะฟังภาษาอังกฤษได้เข้าใจมากขึ้นค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องฝึกฟังบ่อยๆและสม่ำเสมอจะช่วยได้เยอะเลยค่ะ ^^

 Posted by at 8:50 pm

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Click to listen highlighted text!