Apr 182018
 

เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ Context clues

จะอ่านภาษาอังกฤษแต่ละที่ เบื่อมานั่งเปิด dictionary กันใช่มั้ย?  ทำให้เราเกลียดการอ่านภาษาอังกฤษกันไปเลย  บทความนี้จะมาบอกวิธีการอ่านโดยไม่ต้องมาเปิด dictionary กันทุกคำ เจ๋งไหมล่ะ ^^  ทำยังไงน่ะเหรอ? ก็ใช้วิธีการเดาคำศัพท์จาก context clues หรือบริบทที่อยู่รอบๆคำนั้นไงล่ะ  ช่วยประหยัดเวลาในการหาคำศัพท์ในพจนานุกรมได้เยอะเลย แถมเวลาอ่านก็ไม่ค่อยสะดุดเท่าไหร่ด้วย

>>เดาศัพท์จากความหมาย (definition) – วิธีการนี้คือเบสิคเลยในการเดาคำศัพท์ ยิ่งเป็นการอ่านที่เป็นแนวๆวิชาการนี่จะเจอบ่อยเลย เพราะมันจะมีคำศัพท์ทางเทคนิคอยู่เยอะแยะมากมายเลย แล้วมันก็จะมีการให้ความหมายต่อท้ายเอาไว้  เวลาเขาจะให้คำนิยามหรือความหมายของคำใดคำหนึ่ง ลองสังเกตดูนะคะ มักจะมีคำพวกนี้อยู่รอบๆ เช่น

verb to be (is, am, are), mean, can be defined as, refer to, be called as, may be described as, be known as, etc.

เช่น

  • This topology can be defined as Y-shaped structure.
  • Arithmetic refers to the process of doing a particular calculation.

วิธีการบอกความหมายอีกแบบหนึ่งโดยไม่ต้องใช้คำศัพท์พวกนี้ ก็คือการใช้เครื่องหมายวรรคตอน เช่น comma(,), dash(-), parentheses(), colon(:) Continue reading »

 Posted by at 1:34 pm
Mar 292018
 

อ่านไปอ่านมา อ่านเจอคำว่า must ตรงนี้ใช้ must be แล้วทำไมที่อ่านผ่านมาแล้ว ทำไมเป็น must อย่างเดียวล่ะ เคยสงสัยแบบนี้กันไหมคะ

ก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่า must คือ modal verb ที่ปกติเวลาใช้ต้องตามด้วย verb รูป base form หรือพูดง่ายๆคือ รูปธรรมดา ไม่ผัน เช่น

  • Sara must go on a diet.
  • I must tidy up my room. It’s so messy!

จากตัวอย่างจะเห็นว่า must ตามด้วยกริยา go และ tidy up รูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่มี to infinitive ซึ่งบางคนชอบใส่ to ตามหลัง เช่น

She must to get up early tomorrow. ประโยคนี้ผิดนะคะ เพราะต้องไม่มี to ตามหลัง must ค่ะ

คราวนี้มาดู must be กันบ้าง อยู่ดีๆ be ก็โผล่มาคั่นกลางซะแบบนี้ ลองดูประโยคตัวอย่างที่ใช้ must be กันนะคะ

  • You must be more punctual.

ถ้าลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คำที่ตามหลัง must be ไม่ใช่คำกริยา มันคือ adjective หรือคำคุณศัพท์ นี่แหละคือเหตุผลที่ต้องใส่ be ลงไปด้วย เพราะปกติ adjective ต้องตามหลัง verb to be แล้ว be ก็คือ verb รูปธรรมดาหรือ base form ของ verb to be ค่ะ

หลักๆแล้ว must be จะตามด้วยอะไรได้บ้าง มาดูค่ะ Continue reading »

 Posted by at 12:34 pm
Apr 172017
 

เลิกใช้ same same กันเถอะ

สารภาพมาซะดีๆว่าเคยใช้ same same  กันใช่มั้ยคะ เวลาที่จะบอกว่า เหมือนกัน   เป็นอีกหนึ่งวลีที่ “คนไทยใช้แต่ฝรั่ง…งง” เพราะเขาไม่พูดกันนะคะ  ถ้าจะบอกว่า “ฉันก็เหมือนกันกับคุณ “ ให้ใช้คำว่า  the same as youเช่น

  • My size is the same as you.
    ไซส์ของฉันเหมือนกับคุณ
  • My assignment isn’t the same as you.
    งานที่ได้รับมอบหมายของฉันไม่เหมือนกับคุณ

อาจจะใส่คำนามไปที่ข้างหลังคำว่า same ก็ได้  เช่น

  • I have the same shoes as you.
    ฉันมีรองเท้าเหมือนกับคุณเลย
  • You use the same mobile phone as me.
    คุณใช้โทรศัพท์มือถือเหมือนกับฉันเลย

แต่ถ้าอยากพูดว่าเหมือนกันแบบสั้นๆ ก็อาจจะใช้คำว่า  It’s the same.หรือ Same here. ก็ได้ค่ะ  ถ้าอยากจะบอกว่า  “เหมือนกันมากๆ เหมือนกันเป๊ะเลย”  ก็อาจจะบอกว่า It’s exactly the same. ก็ได้

นอกจากคำว่า same เรายังสามารถใช้คำว่า like ในความหมายว่าเหมือนก็ได้  โดย like จะทำหน้าที่เป็น adjective ฉะนั้น like คำนี้จะต้องตามหลัง verb to be ค่ะ  เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:40 pm
Apr 172017
 

การใช้  when กับ while

เราจะมาพูดถึง When และ While ในฐานะที่เป็นคำเชื่อมประโยคกันค่ะTense ที่มักจะเจอตัวเชื่อมสองตัวนี้บ่อยๆคือ  past simple และ past continuous โดยสอง tense นี้จะใช้คู่กันเพื่อบอกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต (Past continuous tense) แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งมาขัดจังหวะ (Past simple tense)    วิธีการนำไปใช้ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเท่าไหร่  ดังนี้ค่ะ

When  มีความหมายว่า  “ตอนที่, เมื่อ”ถ้าใช้ในสถานการณ์ที่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นแล้วอีกเหตุการณ์หนึ่งมาขัดจังหวะ  เรามักจะใช้ when ตามหลังด้วยเหตุการณ์ที่มาขัดจังหวะ  หรือพูดง่ายๆก็คือ When ตามหลังด้วย past simple tense นั่นเองค่ะ เช่น

  • I was surfing the web when he sent me a message.
    ฉันกำลังเล่นเน็ตอยู่เลยตอนที่เขาส่งข้อความมา
  • He wasn’t sleeping when I arrived.
    เขาไม่ได้นอนอยู่ตอนที่ฉันมาถึง

และ when ก็ยังใช้ในสถานการณ์ปกติได้เช่นกัน ในความหมายว่า  “ตอนที่…. หรือ เมื่อ….”   เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:33 pm
Apr 172017
 

การใช้ due to

ปกติแล้ว  due คำเดียว เป็นคำคุณศัพท์แปลว่า  ถึงกำหนดชำระ  ที่ค้างชำระ  ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง  ค่าธรรมเนียม  ค่าสมาชิก  แต่ถ้าเป็น due to แล้วละก็มันจะกลายเป็นคำเชื่อมแปลว่า  “เพราะว่า”  เอาไว้บอกเหตุผล  มีความหมายเหมือนกับ because ค่ะ  เช่น

  • The train was delayed due to the bad weather.
    รถไฟมาช้าเพราะสภาพอากาศไม่ดี
  • Due to my clumsiness, I tripped over the dog.
    เพราะความซุ่มซ่ามฉันเลยสะดุดสุนัขล้มลง

**คำถามคือdue to กับ because ใช้แทนกันได้มั้ยข้อนี้คนไทยมักจะใช้กันผิดอยู่บ่อยๆ  ถ้าสังเกตจากประโยคด้านบนคำที่ตามหลัง due to จะเป็นคำนามหรือนามวลีเพราะ to ใน due to เป็นคำบุพบท  และคำบุพบทก็จะต้องตามด้วยคำนามเท่านั้นค่ะ  แต่คำว่า because ต้องตามด้วยประโยค  ถ้าเราลองใช้ because แทน due to ในประโยคด้านบนจะได้ประโยคที่ว่า

  • The train was delayed because the weather was bad.
  • Because I was clumsy, I tripped over the dog.

แต่ถ้าเป็น because of  ก็สามารถตามด้วย คำนามได้เช่นเดียวกับ due to เช่น

  • Because of the delay, I nearly missed the meeting.
    เพราะความล่าช้าผมเกือบจะพลาดการประชุม

นอกจากคำว่า due to แล้ว ยังมีคำอื่นๆที่ใช้แทน due to และใช้ในลักษณะเดียวกันคือตามด้วยคำนามอยู่อีกหลายคำ ดังนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 9:29 pm
Apr 172017
 

คำนี้ใช้เมื่อไหร่ต้องเติม s เสมอ

การออกเสียง s ท้ายคำถือเป็นเสน่ห์ในการพูดภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้  เพราะมันฟังดูแล้วเหมือนเรามี accent ของเจ้าของภาษาใช่มั้ยคะ  แต่คุณขา!! บางคนก็เติม s เยอะไปโดยไม่จำเป็น บางคำไม่มีเสียง s แต่ก็เติมเข้าไป  ทว่าบางคำต้องมี s  แต่กลับไม่ออกเสียงซะงั้น  ในภาษาอังกฤษจะมีคำบางคำที่ต้องเติม  s  เสมอซึ่งจะมีทั้งคำนามที่เมื่อเติมแล้วมีความหมายเป็นพหูพจน์ถึงแม้ว่าจะมีแค่ชิ้นเดียว  และคำที่ต้องเติม s เสมอแต่ไม่ได้มีความหมายเป็นพหูพจน์แต่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของคำนั้นอยู่แล้ว  คำดังกล่าวมีดังนี้ค่ะ

คำนามที่ต้องเติม s เสมอถึงแม้ว่าจะหมายถึงของแค่ชิ้นเดียว  ซึ่งก็มักจะเป็นพวกกางเกง  กรรไกร หรืออะไรที่มักจะมาเป็นคู่  เช่น

jeans-กางเกงยีนส์            scissors-กรรไกร 

trousers-กางเกงขายาว   shorts-กางเกงขาสั้น 

glasses-แว่นตา                goods-สินค้า 

clothes-เสื้อผ้า                 pants-กางเกง

โดยที่คำนามเหล่านี้ก็จะถือว่าเป็นพหูพจน์และใช้กับกริยาพหูพจน์ด้วย เช่น Continue reading »

 Posted by at 9:20 pm
Apr 082017
 

May be กับ Maybe ต่างกันอย่างไร

May be  กับMaybe ดูเผินๆเหมือนจะเป็นคำเดียวกันใช่มั้ยคะ ต่างกันแค่เว้นวรรคกับไม่เว้นวรรค ถึงความหมายมันจะเหมือนกันแต่จริงๆแล้วมันใช้แทนกันไม่ได้นะคะ

Maybe เป็นคำๆเดียว เราใช้คำว่า  maybeในความหมายว่า  อาจจะ  หรือ  บางที ซึ่งเป็น adverb เรามักเห็น maybe ขึ้นต้นประโยค ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ

  • Maybe it will rain soon. I have to hurry.
    บางทีฝนอาจจะตกเร็วๆนี้  ฉันต้องรีบแล้วแหละ
  • Maybe the flight is delayed. The weather is terrible.
  • บางทีเที่ยวบินอาจจะล่าช้า  สภาพอากาศมันแย่มาก

หรือบางทีอาจจะเจอ maybe อยู่ท้ายประโยคก็ได้ เช่น

  • A: There’s something wrong with my mobile phone. I can’t turn it on.
    โทรศัพท์มือถือฉันต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ๆ  เปิดไม่ได้เลย
  • B: It could be a virus, maybe.
    บางทีอาจจะเป็นไวรัสก็ได้นะ

มาดูทางฝั่งของ may beกันบ้าง   จะเห็นว่า  may be มีการแยกคำกัน  ซึ่งมันก็แยกออกเป็นสองส่วน  may เป็น modal verb ที่แปลว่า  “อาจจะ”  แล้ว be ล่ะ มายังไง   ในกรณีนี้ไม่ใช่ทุกครั้งที่มี may แล้วต้องมี be ตามเสมอ เพราะปกติ  may จะตามด้วยคำกริยารูปธรรมดาไม่ผันหรือที่เราเรียกว่า กริยา infinitive นั่นเอง  เช่น Continue reading »

 Posted by at 2:54 pm
Apr 082017
 

ทำยังไงไม่ให้ใช้  very พร่ำเพรื่อ

เวลาจะบอกว่า  ดีมาก   ร้อนมาก  หิวมาก  เหนื่อยมาก  กลัวมาก  เล็กมาก  ใหญ่โตมโหฬารมาก  คำที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวก็คือ  very  โดยเอา very นำหน้าคำคุณศัพท์  และเราก็จะใช้ very  veryvery กันอยู่อย่างนี้ แต่รู้หรือไม่คะว่าเรามีคำที่เรียกว่า extreme adjective ซึ่งก็คือคุณศัพท์ที่บอกถึงความที่สุด  เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ very ซ้ำไปซ้ำมา  และแสดงให้เห็นว่าเรารู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลากหลาย  มาดูตัวอย่างคำศัพท์กลุ่มนี้กันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

very good     =        superb, excellent very tired       =          exhausted
very big        =        immense, gigantic very ugly        =        hideous
very afraid    =        terrified very hungry    =        starving
very angry    =        furious very hot           =        boiling
very happy    =        jubilant very crowded  =       packed
very worried  =        anxious very clever    =        brilliant
very valuable =        precious very roomy   =          spacious
very small     =        tiny very stupid    =        idiotic
very old        =        ancient very wicked   =        villianous
 very quiet     =        silent very cold       =        freezing
 very fast       =        quick very beautiful =      exquisite

เห็นมั้ยคะว่ามีหลายคำเลยที่ใช้แทน very……. ได้  ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ Continue reading »

 Posted by at 2:39 pm
Apr 082017
 

ความแตกต่างระหว่าง say, tell, speak, talk

สงสัยกันใช่มั้ยคะว่า  คำว่า say  tell  speak  talk  เนี่ยมันต่างกันตรงไหน  ความหมายบางทีมันก็เหมือนกันหรือไม่ก็ใกล้เคียงกันเหลือเกิน  บางครั้งดูเหมือนจะเป็นคำพื้นๆที่หยิบมาใช้ได้ง่ายๆใช่มั้ย  แต่เคยสังเกตมั้ยว่าเราอาจจะใช้ผิดไปบ้างหรือเปล่า  เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลายๆคำเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วมีความหมายเหมือนกัน  แต่บางครั้งก็ใช้ในสถานการณ์หรือบริบทที่ต่างกัน  นี่อาจจะเป็นความยากของภาษาอังกฤษหากเราเข้าใจภาษาอังกฤษแบบผิวเผิน  เอาล่ะค่ะมาดูความแตกต่างระหว่าง 4 คำนี้กันค่ะ

—- say —-

sayแปลว่า  “พูด”  ซึ่งความหมายว่าพูดในที่นี้ต้องการระบุถึงตัวคำพูดด้วย คือ พูดว่าอะไรนั่นเองค่ะ  เช่น

  • She always says “Hi” to me when she sees me.
    เธอมักจะทักทายสวัสดีกับฉันเวลาเจอฉัน

Say + ประโยค  ก็ได้

  • They said that they were sick of being punished.
    พวกเขาพูดว่าพวกเขาเบื่อหน่ายกับการถูกลงโทษ

ดังนั้นการใช้ say จึงเหมือนการเน้นคำพูด  หรือสิ่งที่พูดออกไป

—- speak —-

speakก็แปลว่า พูด  ถามว่า พูดในความหมายเหมือนกับ say มั้ย  ก็อาจจะจุดที่ต่างกันเล็กน้อยคือ  speak จะเป็นการพูดเรื่องทั่วๆไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกันสองคน หรือพูดในสถานการณ์ที่ให้คนหลายๆคนฟังหรือพูดนำเสนออะไรต่างๆ เช่น Continue reading »

 Posted by at 2:36 pm
Apr 082017
 

การสร้างประโยคคำถามและประโยคคำสั่งที่เป็น passive voice

ประโยคคำถามบางคำถามก็ต้องใช้รูปประโยคแบบ passive voice เหมือนกัน  ซึ่งหลักการสร้างประโยคคำถามแบบ passive voice ก็ไม่ได้แตกต่างจากประโยคแบบ active voice มากนัก   ในประโยคคำถามที่เป็น Wh-question  ก็จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้ค่ะ

                    Wh-question + กริยาช่วย + ประธาน + V.3 (past participle)

เช่น

Active: Where did you see the snake?

Passive: Where was the snake seen?

Active:  How do you make this soup?

Passive: How is this soup made?

Active:  Why did he tear the report?

Passive: Why was the report torn?

Wh-question word สามารถใช้ได้เลยยกเว้นคำว่า who ถ้าหากจะทำเป็นpassive voice ให้ใช้ by whom เช่น

Active: Who wrote “Harry Potter”?

Passive: By whom was “Harry Potter” written?

แต่ถ้าประโยคคำถามนั้นมี modal verb ก็เขียนได้แบบนี้ค่ะ Continue reading »

 Posted by at 2:32 pm